0 Views

         ม่อเวิ่นเฉินมองไปทางซูฉีฉีที่อยู่ในอ้อมกอดของตน สีหน้าของเขายังคงเย็นชาเหมือนเคย ในขณะที่ซูฉีฉีรีบดันตัวเองออกอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของนางเป็นสีแดงจางๆ ก่อนจะเลิกผ้าม่านขึ้นดูว่าข้างนอกนั้นเกิดเหตุอะไรขึ้น

         ยังมิทันที่ผ้าม่านจะเปิดขึ้น ม่อเวิ่นเฉินที่อยู่ด้านหลังก็โน้มตัวลงมาทับนางลงกับพื้น ธนูขนนกกว่าสิบดอกลอยเฉียดศีรษะของนางไปก่อนจะทิ่มแทงเข้ากับตัวรถม้า ผ่านไปเนิ่นนานเสียงของลูกธนูก็ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง

         ไกลออกไปบนผืนน้ำแข็งก็มีคนชุดขาวปิดหน้ากว่าสิบคนกำลังบุกเข้ามา

         ในมือของทุกคนมีดาบเล่มยาวที่พร้อมจะฆ่าฟันผู้คนที่มาขวางหน้าพวกเขา

         ม่อเวินเฉินกอดซูฉีฉีไว้ก่อนจะพานางกลิ้งออกจากรถม้าไปด้วยกัน จากนั้นเขาก็คว้าเอาดาบยาวที่ผูกไว้อยู่ข้างเอวออกมาเผชิญหน้ากับนักฆ่าสิบกว่าคนที่กำลังบุกเข้ามา ม่อเวิ่นเฉินฟาดฟันกว่าสิบกระบวนท่า ทุกท่านั้นล้วนเต็มไปด้วยไอสังหาร

         แค่ประมือกันเพียงครู่เดียว คนชุดขาวกว่าสิบคนก็ก้าวถอยออกไปอย่างหวาดกลัว

         เหลยอวี๊เฟิงและเหลิ่งเหยียนที่จัดการกับพลธนูเรียบร้อยแล้วก็วิ่งเข้ามาสมทบ

         บุกมานั้นง่ายนัก แต่ถ้าคิดจะหนีกลับไปคงจะไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว

         การเดินทางครั้งนี้ของม่อเวิ่นเฉินมิได้แจ้งกับคนภายนอกว่ามีเหลิ่งเหยียนและเหลยอวี๊เฟิงเดินทางมาด้วย ด้วยเหตุนี้พวกคนเหล่านั้นได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้าเสียแล้ว พวกเขาทั้งหมดล้วนต้องตาย

         นี่เป็นครั้งแรกที่ซูฉีฉีได้รู้สึกถึงความปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

        นางมิได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นใจของนางนั้นสงบนิ่งมาก

        “ม่อเวิ่นเฉิน ทิ้งศีรษะของเจ้าเอาไว้แล้วพวกเราจะยอมไว้ชีวิตลูกน้องของเจ้า” หัวหน้าของคนชุดขาวตะโกนออกมาเสียงดัง เหมือนว่าต้องการให้เสียงปลุกขวัญกำลังใจที่สูญหายไปของตน

         ถ้าหากเขารู้ว่าเหลยอวี๊เฟิงได้ติดตามมาด้วย การค้าครั้งนี้ต่อให้ตายเขาก็คงไม่รับมันไว้แน่

         เขาไม่มีทางทำเพื่อเงินจนไม่สนใจชีวิตของตนอย่างแน่นอน

         สาเหตุที่เขายอมรับปากไล่ฆ่าม่อเวิ่นเฉินนั้นก็เพราะได้ยินมาว่าม่อเวิ่นเฉินโดนพิษมาเป็นเวลานาน วรยุทธ์นั้นได้สูญสิ้นไปจนหมดแล้ว

         แน่นอนว่าข่าวลือเช่นนี้ล้วนถูกกระจายออกมาจากสำนักเหลย

         “ปากกล้าไม่เบา” ใบหน้าของเหลยวอี๊เฟิงยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม ทว่ายิ้มนั้นกลับดูเหมือนยมบาลที่ถูกส่งตัวมาปลิดชีพมนุษย์จากแดนนรกก็มิปาน

         นักฆ่าสิบกว่าคนนี้ แค่เหลยอวี๊เฟิงคนเดียวก็จัดการได้แล้ว

         ต่อให้ทั้งหมดนั้นร่วมมือกันก็ยังมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา

         ตลอดทางที่ผ่านมาพวกเขาเจอกลุ่มนักฆ่าไม่ต่ำกว่าสิบกลุ่ม ล้วนแต่เป็นพวกอ่อนหัดด้อยฝีมือและคนพวกนั้นก็ล้วนแต่ต้องตายให้เลือดไหลอาบโลหิตยาวตามทางที่พวกเขาวิ่งผ่านมา

         เมื่อมองกลับไปที่สีหน้าของม่อเวิ่นเฉินที่ไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ออกมาจากตำหนักอ๋อง เขาไม่มีทีท่าจะใส่ใจพวกนักฆ่าเหล่านี้แม้แต่น้อย

         พวกตัวประกอบเหล่านี้ไม่ควรค่าแก่การนำมาใส่ใจจริงๆ

         แค่เหล่ากองทหารโลหิตที่คุ้มกันอยู่ในที่ลับก็สามารถจัดการพวกเขาได้โดยง่ายแล้ว

         แต่เพราะว่าหอเงาคมนั้นได้ฆ่ากองทหารโลหิตของเขาไปแล้วกลุ่มหนึ่ง ครั้งนี้ม่อเวิ่นเฉินต้องคิดละเอียดรอบคอบมากขึ้น จะให้พวกพี่น้องของเขาต้องมาเสียสละชีวิตตัวเองด้วยเรื่องเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว

         เนินเขาลูกหนึ่งที่อยู่บริเวณใกล้เมืองหลวงนั้น พวกม่อเวิ่นเฉินก็ถูกขวางทางโดยคนขี่ม้ากลุ่มหนึ่ง

         แน่นอนว่าพวกเขาก็เป็นกลุ่มนักฆ่าอีกกลุ่มหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าพวกเขานั้นเก่งกาจว่าพวกขยะก่อนหน้านี้อยู่ไม่น้อย พวกเขาไม่ได้แอบลอบโจมตีหรือว่าปล่อยอาวุธลับแต่กลับมาขวางถนนอย่างเปิดเผย

       “ข้างหน้ามีพวกสุนัขมาขวางทาง พวกเราคงต้องพักการเดินทางสักระยะหนึ่ง” เหลยอวี๊เฟิงที่อยู่บนหลังอาชาตะโกนออกมาเสียงดัง เขามีนิสัยเช่นนี้มาโดยตลอด

         นิสัยของเขามักทำให้คนรู้สึกหมั่นไส้เข้ากระดูก

         แต่ถ้าหากต้องสู้กันแล้ว พวกนั้นก็มักจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา

         “รนหาที่ตายซะแล้ว” หนึ่งในคนกลุ่มนั้นตะโกนกลับมา ข้างกายของเขาดูเหมือนว่าจะเป็นลูกพี่ใหญ่ ทว่าคนผู้นั้นที่ดูราวกับบัณฑิตผู้หนึ่งกลับหันไปถลึงตาใส่ผู้ที่ตะโกนขึ้น

         คนผู้นั้นจึงยอมเก็บดาบที่ชักออกมาของตนกลับที่เดิม

          “เบื้องหน้าผู้นี้ใช่ท่านอ๋องติ้งเป่ยโหวหรือไม่? ข้าน้อยพรรคเด็ดบุปผา ฮวาฉือ!” บุรุษเสื้อสีไพลินผู้มีลักษณะเหมือนบัณฑิตนั้นเอ่ยออกมาด้วยท่าทีเคารพนอบน้อมพร้อมยกมือทำความคารวะ

         “นี่กำลังแสดงละครฉากไหนอยู่งั้นหรือ” เหลยอวี๊เฟิงนิ่งอึ้งไป

         พรรคเด็ดบุปผา? เหมือนเคยได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่ง แต่ก็ยังคงเทียบไม่ได้กับสำนักเหลย

         พวกเขาก็มาเพื่อเงินรางวัลของม่อเวิ่นเสวียนงั้นหรือ?

         ฟังดูไม่เข้าท่าเสียเท่าไหร่นัก

        ม่อเวิ่นเฉินเลิกผ้าม่านในรถม้าขึ้นก่อนจะมองไปที่กลุ่มคนขี่ม้าที่อยู่เบื้องหน้า “คือข้าน้อยเอง ไม่ทราบว่าเจ้าบ้านฮวามาหาข้ามีเรื่องอันใด?”

         บุรุษผู้นี้สวมชุดยาวสีดำสนิท เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็มีบารมีของผู้สูงศักดิ์ที่สามารถข่มขวัญผู้อื่นอย่างง่ายได้

         เสียงของเขาเรียบนิ่ง ทำให้ผู้ที่ฟังไม่อาจคาดเดาได้ว่าเขากำลังรู้สึกเช่นใดอยู่ในตอนนี้

         “มาจัดการคิดบัญชีเก่าเสียหน่อย” บุรุษที่ยืนอยู่ข้างฮวาฉือเอ่ยออกมาอย่างห้ามไม่อยู่อีกครั้ง

         “มิผิด” ครั้งนี้ฮวาฉือมิได้ขัดคำพูดของพี่น้องตนแต่กลับพยักหน้าอย่างเปิดเผย “เมื่อหนึ่งปีก่อนท่านอ๋องได้นำทหารมีฝีมือห้าพันนายมากวาดล้างพรรคเด็ดบุปผาของข้า วันนี้ต่อให้ข้าฮวาฉือต้องตายก็ต้องล้างแค้นให้กับพี่น้องของข้า”

          “ที่แท้เป็นเช่นนี้” ม่อเวิ่นเฉินนั้นยังคงมีท่าทีไม่เดือดเนื้อร้อนใจ “อยากล้างแค้น ได้สิ ขอแค่เจ้ามีความสามารถมากพอที่จะฆ่าข้า”

         ความทะนงถือตนเป็นใหญ่ของเขานั้นทำให้ผู้ที่ยืนอยู่ตรงข้ามนั้นอยากจะพุ่งเข้าไปฆ่าเขาให้ตายเสียเดี๋ยวนั้น

         ดูเหมือนว่าม่อเวิ่นเฉินนั้นมีความสามารถทำให้คนอารมณ์เสียได้มากกว่าเหลยอวี๊เฟิงเสียอีก

         ทว่าฮวาฉือกลับมิได้โมโห เขายังคงจ้องมองไปทางม่อเวิ่นเฉิน “พวกเขาเป็นขโมย เป็นโจรป่า พวกเราไม่พูดถึงหลักการความถูกต้องอะไรเหล่านั้น ยิ่งจะไม่ทำอะไรตามกฎเกณฑ์ แน่นอนว่านั่นล้วนเป็นคำพูดกล่าวหาจากคนในราชสำนักอย่างพวกท่าน เพราะฉะนั้นอย่าโทษว่าข้าน้อยมิได้เตือนท่านอ๋องติ้งเป่ยโหวล่วงหน้าเสียก็แล้วกัน”

         “ขอบคุณ” ม่อเวิ่นเฉินนั้นชื่นชมในตัวฮวาฉือที่ยืนอยู่ตรงหน้ามากขึ้นมิน้อย คนผู้นี้ถือได้ว่าเป็นลูกผู้ชาย

         ทว่า คนหนึ่งเป็นโจร อีกคนเป็นขุนนาง พวกเขาถูกกำหนดแล้วว่าต้องเป็นศัตรูกัน

         “ลงมือ”

         ทันทีที่ฮวาฉือยกมือขึ้น คนชุดดำข้างหลังกว่าร้อยคนก็พุ่งตัวไปข้างหน้า สัญลักษณ์ของพวกพรรคเด็ดบุปผานั้นก็คือชุดสีดำ

         “ดูเหมือนว่าปีก่อนตอนข้ากวาดล้างรังโจรนั้นถือว่าพลาดพลั้งไปแล้วถึงทำให้พวกเจ้าสามารถฟื้นคืนกลับมาได้เร็วถึงเพียงนี้” ม่อเวิ่นเฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยคำพูดที่ยั่วยุโทสะคนเป็นอย่างมาก

         ซูฉีฉีที่อยู่บนรถม้านั้นกลับรู้สึกประหลาดใจ ที่แท้ม่อเวิ่นเฉินเองก็มีมุมเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน

         ความจริงแล้วการกวาดล้างรังโจรเมื่อปีก่อนนั้นม่อเวิ่นเฉินมิได้เข้าร่วม เป็นเพียงการอ้างนามเขาของม่อเวิ่นเสวียนเพื่อล้างอำนาจของเหล่าจอมยุทธ์และโจรป่าเท่านั้น เนื่องจากใช้เพียงชื่อเสียงของม่อเวิ่นเฉินนั้นก็เพียงพอจะข่มขวัญพวกพรรคเล็กๆ ได้แล้ว

         องครักษ์ข้างกายของม่อเวิ่นเฉินเองก็พุ่งตัวออกไปเช่นกัน เหลิ่งเหยียนและเหลยอวี๊เฟิงย่อมไม่อาจแอบซ่อนตัวต่อไปได้อีก ล้วนแต่บุกเข้าโจมตีกันทั้งสิ้น

         แต่เดิมคิดว่าคนเหล่านี้เป็นพวกนกกระสาด้อยฝีมือ แต่เมื่อประมือกันแล้วเหลยอวี๊เฟิงและเหลิ่งเหยียนก็อดตกใจมิได้ ฝีมือของบุรุษที่ยืนอยู่ข้างกายฮวาฉือเมื่อครู่นั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าเหลยอวี๊เฟิงเลย

         ถึงแม้ว่าเขาจะมีรูปโฉมดิบเถื่อนเหมือนโจรป่า แต่เมื่อลงมือเข้าจริงๆ กลับไม่มีท่าทีประมาทแม้แต่น้อย ทุกกระบวนท่า ทุกฝ่ามือล้วนแต่ไม่มีช่องโหว่แม้แต่น้อย

         แน่นอนว่าบุรุษที่ยืนอยู่ด้านหลังฮวาฉือโดยไม่เอ่ยวาจาใดๆ ออกมาผู้นั้นก็มีฝีมือไม่เป็นรองเหลิ่งเหยียนเช่นกัน

         ดูเหมือนว่าพรรคเด็ดบุปผาจะมีการเตรียมการมาก่อนแล้ว

         พวกเขาลั่นวาจาว่าจะปลิดชีพของม่อเวิ่นเฉิน ล้างแค้นคดีเก่าที่ติดค้างกันมา

         แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะมีฝีมือที่แข็งแกร่งเช่นนั้นแต่สีหน้าของม่อเวิ่นเฉินก็ยังคงนิ่งเรียบไม่เปลี่ยน ทว่าในใจก็เข้าใจได้โดยทันที มิน่าเล่าพวกเขาถึงสามารถฟื้นคืนกำลังมาได้ในเวลาเพียงหนึ่งปี ดูเหมือนว่าฝีมือจะไม่ด้อยเลย

         “ท่านจะมองดูพวกพี่น้องของท่านต้องเสียชีวิตไปเปล่าๆ เช่นนี้หรือ?” ฮวาฉือไม่รีบร้อนเช่นกัน เขามองไปที่ท้องฟ้าอันไกลโพ้นพลางหันไปมองม่อเวิ่นเฉินยิ้มๆ

         เป็นดังคาด กองทหารโลหิตที่ซ่อนตัวอยู่ที่มืดนั้นก็ถูกบีบให้ลงมือแล้วเช่นกัน ทว่าก็พวกเขาก็ยังคงอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบกว่า

         กองทหารโลหิตที่เขาฝึกฝนมาอย่างดีนั้นก็ยังแข็งแกร่งสู้กลุ่มโจรเหล่านี้ไม่ได้

         บางทีอาจเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้สู้รบเป็นเวลานาน ไม่ได้อาบร่างกายด้วยโลหิตมานานแล้วก็เป็นได้

         ม่อเวิ่นเฉินจับดาบยาวในมือแน่นก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปในสมรภูมิรบตรงหน้าเช่นกัน เหตุการณ์เบื้องหน้านั้นถือเป็นสงครามอาบโลหิตที่แท้จริง

         การเคลื่อนไหวของเขานั้นรวดเร็วมาก เร็วจนเพียงพริบตาเดียวคนชุดดำเบื้องหลังเขาก็ล้มนอนลงกันเป็นแถบ

         โจรป่าต่อให้แข็งแกร่งเท่าใด ต่อหน้าม่อเวิ่นเฉินแล้วก็มีแต่ต้องตายเท่านั้น

         ฮวาฉือไม่อาจคงใบหน้าให้สงบนิ่งได้อีกแล้ว เมื่อเขาหันไปเห็นม่อเวิ่นเฉินที่ดาบอาบไปด้วยโลหิตเสมือนเป็นยมบาลเตรียมมาพรากชีวิตคนนั้น เขาก็กำมือแน่นก่อนจะพุ่งตัวออกไปเช่นกัน

         ทว่าเขานั้นกลับไม่ได้ไปประชันฝีมือกับม่อเวิ่นเฉินแต่เลือกที่จะพุ่งไปทางรถม้าที่อยู่ด้านข้างของถนนแทน

         ซูฉีฉีรู้ว่ามีเพียงการอยู่นิ่งๆ ในรถม้าเท่านั้นถึงจะถือเป็นการช่วยเหลือม่อเวิ่นเฉิน ทว่าที่นางคิดไม่ถึงก็คือในเวลานี้มีมือหนึ่งจากด้านนอกยื่นเข้ามาในรถม้า มือนั้นพุ่งตรงเข้ามาคว้าตัวนางในทันที


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม