0 Views

         จะถอนพิษได้อย่างไรนั้นซูฉีฉีรู้ดีเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่นางคาดคิดไม่ถึงคือการที่ม่อเวิ่นเฉินเอ่ยประโยคเช่นนั้นออกมา

         วันนี้บุรษผู้นี้ดูแปลกประหลาดผิดปกติ

         เหลยอวี๊เฟิงเองก็มองไปที่ม่อเวิ่นเฉินอย่างมิค่อยเข้าใจนัก

         ซูฉีฉีกัดฟันแน่นก่อนจะถอดถอนหายใจออกมาแล้วหันไปมองทางเหลยอวี๊เฟิง “ขอยืมดาบของท่านหน่อยได้หรือไม่ แต่ถ้าเป็นมีดสั้นได้จะดีที่สุด”

         เหลยอวี๊เฟิงนิ่งอึ้ง จากนั้นจึงค่อยๆ หันไปมองม่อเวิ่นเฉิน เมื่อเห็นว่าเขาพยักหน้าแล้วจึงยื่นมีดสั้นเล่มหนึ่งไปให้กับซูฉีฉี

         ในขณะเดียวกันนั้นซูฉีฉีก็หยิบเอาขวดกระเบื้องออกมาจากแขนเสื้อและค่อยๆ นำมันมาวางเรียงกันไว้บนโต๊ะ จากนั้นจึงค่อยยื่นมือไปรับมีดสั้น

         ท่าทางของนางไม่เร่งรีบ แต่ก็ไร้ซึ่งความลังเล ใบหน้าขึ้นสีเขียวจางๆ แฝงไปด้วยความหวาดกลัวอยู่หลายส่วน จากนั้นนางก็หยิบเอาผ้าเช็ดมือจากแขนเสื้อของตนเองขึ้นมายัดเข้าปาก

         “เจ้า…” เหลยอวี๊เฟิงแทบจะอดทนดูการกระทำของนางต่อไม่ได้

         ในเวลานี้ทุกคนล้วนคาดเดาได้แล้วว่าการกระทำทั้งหลายของซูฉีฉีนั้นทำไปเพื่ออะไร

         ซูฉีฉียิ้มออกมาบางๆ อย่างเจ็บปวดก่อนจะนำมีดสั้นไปเผาบนไฟจนปรากฎสีแดงอ่อนๆ บนคมมีด จากนั้นก็กรีดเอาหัวธนูที่ปักอยู่บนแขนของตนเองออก นางส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดเบาๆ ในลำคอก่อนจะออกแรงน้อยๆ นำเอาหัวธนูดำกรีดออกไปพร้อมกับเนื้อส่วนหนึ่งของตน

         ในห้องนั้นมีกลิ่นของเนื้อย่างกระจายออกมาจางๆ

          แต่กลิ่นนั้นกลับทำให้ซูฉีฉีรู้สึกปั่นป่วนในท้องนานระยะหนึ่ง

         และเวลานี้ นางเหลือบสายตาไปมองม่อเวิ่นเฉินแวบหนึ่ง

         สายตาที่มองมาเพียงแวบหนึ่งของนางนั้นมีความหมายเช่นไรม่อเวิ่นเฉินเองไม่รู้ ทว่าดูเหมือนสายตาคู่นั้นจะสื่อว่านี่เป็นสิ่งที่ท่านร้องขอจะดูเอง

         ดวงตาของม่อเวิ่นเฉินที่อยู่ข้างๆ ไม่ได้กระพริบเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขายังคงจับจ้องไปที่ซูฉีฉีที่บัดนี้กำลังมีเหงื่อผุดขึ้นอยู่เต็มหน้าผาก

         เขามองไปยังใบหน้างามบริสุทธิ์ของนาง เมื่อรวมกับเสน่ห์ในความลึกลับของตัวตนนางแล้วยิ่งทำให้นางดูเป็นหญิงงามมากเสน่ห์ที่หาตัวได้ยากคนหนึ่ง

         เพียงแต่ถ้านำไปเทียบกับซูเมิ่งหรูแล้วก็ยังคงถือว่าห่างไกลอยู่มากโข

         ผิดกับเหลยอวี๊เฟิงที่ได้ปิดตาทั้งสองของตนลงแล้ว เขาทนมองดูภาพตรงหน้าไม่ได้จริงๆ

         แม้ว่าธนูจะถูกถอนออกมาแล้ว แต่ว่าซูฉีฉียังคงไม่หยุดการกระทำของตน ตอนนี้แขนของนางกำลังสั่น เหงื่อบนหน้าผากหยดลงสู่พื้นทีละเม็ดๆ

         ทว่าแววตาของนางนั้นยังคงแจ่มแจ้ง

         เพราะว่าความเจ็บปวดนั้นทำให้สติของนางกลับมาชัดเจน

         นางขยับมีดสั้นที่กำลังสั่นอยู่นั้นไปตรงตำแหน่งบาดแผลของตนก่อนจะค่อยๆกรีดเอาเนื้อที่เป็นสีดำแล้วออกมาทีละนิด

         เห็นได้ชัดเจนว่าซูฉีฉีนั้นออกแรงกัดผ้าในปากตัวเองไปมากเท่าใด ถ้าหากไม่ใช่ผ้าผืนนั้น เวลานี้ริมฝีปากของนางหรืออาจจะเป็นลิ้นของนางนั้นคงถูกกัดจนเละเทะไปแล้วเป็นแน่

         พิษกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว มือของซูฉีฉีสั่นไม่หยุด

         นางนำมีดสั้นไปเผาจนเป็นสีแดงอ่อนอีกครั้ง จากนั้นนางค่อยๆ หายใจเข้าลึกๆ แล้วกรีดลงบนบาดแผลที่โผล่จนเห็นกระดูกแล้วของตนต่อ

         การกระทำเช่นนี้นั้นไม่ต่างอะไรกับการขูดกระดูกรักษาบาดแผลเลยแม้แต่น้อย

         นางต้องกรีดเอาเนื้อที่ติดอยู่กับกระดูกนั้นออกเช่นกัน ทำเช่นนี้ถึงจะสามารถรักษาชีวิตน้อยๆ ของตนเอาไว้ได้

         นางเป็นหมอ นางรู้ดีว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

         พิษเช่นนี้นางสามารถรักษาเองได้ แต่ว่าบนตัวนางนั้นไม่มียาถอนพิษ ถ้าหากรอจนนางผสมเสร็จนั้นเกรงว่าทั่วทั้งร่างของตนคงต้องเน่าเละแล้วเป็นแน่

         การตายเช่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่ซูฉีฉีต้องการ นางยอมเจ็บตอนนี้เสียยังดีกว่า

         ความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวของซูฉีฉีนั้นทำให้เหลยอวี๊เฟิงยิ่งเคารพนับถือจากใจจริงมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า

         แน่นอนว่าม่อเวิ่นเฉินที่อยู่ข้างๆ นั้นก็เปลี่ยนความคิดของตนที่มีต่อนางแล้วเช่นกัน

         นางเป็นสตรีประเภทไหนกันแน่ ชายชาติทหารที่ทำสงครามมาเป็นเวลานานก็ยังไม่แน่ว่าจะสามารถทนรับความเจ็บปวดเช่นนี้ได้

         ม่อเวิ่นเฉินเองยังไม่รู้ตัวว่าสายตาของตนนับตั้งแต่วันนั้นได้หยุดมองไปที่ซูฉีฉีนานขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

         ซูฉีฉีโยนมีดสั้นในมือทิ้ง ความเจ็บปวดนี้ทำให้นางหมดเรี่ยวแรงแล้ว ร่างของนางลุกขึ้นอย่างโซเซ ก่อนจะเก็บหัวธนูดำและเนื้อที่เน่าเปื่อยของตนให้เรียบร้อย

         เหลยอวี๊เฟิงรู้สึกว่าฝ่ามือของตนในตอนนี้เต็มไปด้วยเหงื่อ เหงื่อเย็นที่ไหลออกมาเพราะนาง

         “ข้าช่วย” ครั้งแรกที่เหลยอวี๊เฟิงรู้สึกทำตัวไม่ถูก

         “ขอบคุณ พวกนี้…เผาทิ้งให้หมดเถอะ” ซูฉีฉีใส่ยาให้ตัวเองพลางมองเหลยอวี๊เฟิงอย่างซาบซึ้ง

         ตั้งแต่เล็กจนโตนางทำอะไรคนเดียวจนเคยชินเสียแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเสนอตัวมาช่วยเหลือนาง

         “ได้” เหลยอวี๊เฟิงรู้สึกว่าลำคอของตนแห้งผาก

         เมื่อเก็บกวาดทั้งหมดจนเสร็จแล้ว ม่อเวิ่นเฉินจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ไปพักผ่อนให้ดีเถอะ”

         ซูฉีฉีพยักหน้าและฉีกยิ้มออกมาอย่างอ่อนแรงแต่ก็ยังคงแฝงความภาคภูมิใจในตนเองออกมาจางๆ เหมือนดั่งเคย

         ซูฉีฉีนอนไม่หลับทั้งคืน นางกลิ้งตัวไปมาอยู่บนเตียง พยายามอดกลั้นความรู้เจ็บปวดที่แขนของตน ความเจ็บปวดนั้นเสมือนแทงทะลุเข้าไปในกระดูกก็มิปาน

         เมื่อท้องฟ้าเริ่มจะสว่าง นางก็ลุกขึ้นนำยาถอนพิษไปให้ม่อเวิ่นเฉินที่ห้องพักของเขา

         ม่อเวิ่นเฉิน เหลิ่งเหยียนและเหลยอวี๊เฟิงล้วนรอนางในนั้นอยู่ก่อนแล้ว

         วันนี้จะต้องไม่ให้เกิดเรื่องอะไรผิดพลาดขึ้นอีกแล้ว

         แม้ว่าตำหนักอ๋องจะเก็บกวาดทุกสิ่งจนสะอาด ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา

         แต่มีเพียงม่อเวิ่นเฉินเท่านั้นที่รู้ว่ากองทหารโลหิตกลุ่มหนึ่งของเขานั้นได้เสียชีวิตไปจนหมดแล้ว

         เขาเจ็บปวดใจยิ่งนัก นั่นล้วนแต่เป็นทหารที่เขาใช้เวลาฝึกฝนมานานหลายปี

         แขนข้างซ้ายของซูฉีฉีขยับได้ไม่สะดวกนักจึงต้องให้เหลยอวี๊เฟิงช่วยฝังเข็มแทนนาง

         เข็มทองทั้งเก้าสิบเก้าเล่มได้ฝังลงไปบนจุดทั่วร่างของม่อเวิ่นเฉินแล้ว จากนั้นเหลิ่งเหยียนก็นำเอายาถอนพิษป้อนเข้าไปในปากของม่อเวิ่นเฉิน

         ม่อเวิ่นเฉินยังคงมีสีหน้าเหมือนเช่นเคย มิได้แสดงความตื่นเต้นดีใจออกมาแม้แต่น้อย

         เขายังคงเป็นผู้ที่ไม่เคยแสดงอารมณ์สุขทุกข์ใดๆ ออกมาทางใบหน้า

         หลังจากที่ดื่มยาถอนพิษเข้าไปแล้ว เหลยอวี๊เฟิงก็ดึงเอาเข็มทองเก้าสิบเก้าเล่มออกมาจากร่างกายของเขา

         แน่นอนว่าทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การสั่งการของซูฉีฉี

         ครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อน บนเข็มสีทองทั้งเก้าสิบเก้าเล่มนั้นล้วนอาบไปด้วยเลือดสีดำ เมื่อโยนเข้าไปในอ่างทองเหลือง น้ำที่อยู่ในอ่างก็เปลี่ยนเป็นสีดำในทันที

         “เสร็จแล้ว” ซูฉีฉีพูดเบาๆ ออกมาสองคำ แต่เพียงแค่สองคำนั้นก็ทำให้เหลยอวี๊เฟิงและเหลิ่งเหยียนที่ยืนอยู่ข้างๆ นั้นสามารถถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกได้เสียที

         ในที่สุด ทั้งหมดก็จบเสียที

         ทว่าใบหน้าของซูฉีฉียังคงมืดคล้ำอยู่บ้าง

         พิษของม่อเวิ่นเฉินนั้นถูกถอนไปแล้ว เช่นนั้นจากนี้ไปนางจะต้องไปอยู่ที่ใด?

         จะสามารถอยู่ในเรือนพักข้างๆ ได้ดังเดิม หรือจะต้องกลับไปที่โรงซักล้างอีกครั้ง

         เพราะว่าฤทธิ์ของยาถอนพิษทำให้ม่อเวิ่นเฉินค่อยๆ หลับลง

         เมื่อเห็นว่าม่อเวิ่นเฉินหลับสนิทแล้ว เหลยอวี๊เฟิงก็ดึงเสื้อของซูฉีฉีที่กำลังนั่งอยู่ข้างเตียง “พระชายา ท่านกลับไปพักก่อนเถอะ ที่นี่มีพวกเราคอยดูอยู่”

         “ได้” ซูฉีฉีเองก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมามากนัก นางเก็บเข็มทองให้เรียบร้อยแล้วจึงหมุนตัวออกไป

         ม่อเวิ่นเฉินนั้นสามารถกลับมาเดินได้ดังเดิมแล้ว ทว่าวรยุทธ์ในตัวเขายังไม่ฟื้นคืน

         และซูฉีฉีในตอนนี้ก็ยังคงพักอาศัยอยู่ที่เรือนหลัก ไม่ได้ถูกส่งกลับไปที่โรงซักล้าง

         ด้วยเหตุนี้ฮวาเชียนจือก็ไม่มีโอกาสที่จะลงมือ ทุกวันทำได้เพียงแค่ลงมือกับคนรับใช้เพื่อคลายโทสะเท่านั้น

         บรรยากาศในตำหนักอ๋องนั้นเคร่งเครียดอยู่ช่วงหนึ่ง

         แต่กับเรื่องเล็กๆ เช่นนี้นั้น ม่อเวิ่นเฉินไม่เคยถามไถ่ให้มากความอยู่แล้ว

         เขายังคงต้องพักฟื้นอีกครึ่งเดือนถึงจะสามารถกลับมาเป็นเหมือนก่อนได้

         หลังจากนี้ครึ่งเดียว เขาจะต้องพาซูฉีฉีไปเมืองหลวงเพื่อทำตามราชโองการเดินทางไปเยี่ยมบิดามารดาของนาง

         เป็นราชโองการที่ตลกยิ่งนัก อยู่ๆ ม่อเวิ่นเสวียนก็หันมาสนใจเรื่องครอบครัวของเขาเสียได้

         ดูเหมือนว่าระหว่างพวกเขานั้นจะต่างคนต่างอยู่เหมือนเช่นเมื่อก่อนไม่ได้อีกแล้ว ครั้งนี้สิ่งที่ม่อเวิ่นเสวียนทำนั้นถือว่าเกินไปมาก

         การมุ่งหน้าไปเมืองหลวงนั้น เหลยอวี๊เฟิงร้องขอจะตามไปด้วยโดยไม่สนสีหน้าคัดค้านของม่อเวิ่นเฉินแม้แต่น้อย

         เขาไม่มีทางยอมให้ม่อเวิ่นเฉินเกิดเรื่องขึ้นอีกเป็นอันขาด

         ครั้งนี้ถ้าหากไม่ได้ซูฉีฉีช่วยไว้ เกรงว่าเวลานี้ม่อเวิ่นเฉินคงจะได้กลายเป็นวีรบุรุษของต้าเยียนไปแล้วกระมัง

         วีรบุรุษที่สิ้นชีพไปแล้ว

         ซูฉีฉีไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกในใจตอนนี้ของตนอย่างไร สามารถเจอมารดาของตนได้นั้นนางย่อมดีใจอย่างแน่นอน ทว่าเมื่อคิดถึงว่าเรื่องที่จะเกิดขึ้นในภายหน้านั้นล้วนยากที่จะคาดเดาก็ทำให้นางอดที่จะเป็นกังวลไม่ได้

         แม้นางจะรู้อยู่แล้วว่าอันตรายข้างหน้านั้นไม่เกี่ยวข้องกับนางก็ตาม

         อย่างมากก็คือการที่บุรุษตรงหน้านี้ถูกลอบสังหารจนถึงแก่ชีวิต

         เวลานี้ม่อเวิ่นเฉินกำลังหลับตาพักผ่อนอยู่

         แต่เมื่อคิดว่าหากม่อเวิ่นเฉินจะต้องตายไป ความรู้สึกไม่ยินยอมก็ผุดขึ้นมาในใจของซูฉีฉีหรือว่า…นางส่ายหน้าก่อนจะหันมองออกไปนอกหน้าต่าง ลมหนาวพัดผ่านใบหน้าของนางทำให้สติกลับคืนมาไม่น้อย

         นางรู้ดีว่าตนเองไม่ควรจะใส่ใจในตัวของม่อเวิ่นเฉินให้มากนัก บุรุษเช่นนี้หากสตรีใดหลงรักเขาก็ล้วนแต่เป็นการหาเรื่องใส่ตนเอง โดยเฉพาะผู้ที่มีรูปโฉมไม่โดดเด่นอย่างซูฉีฉี

         เพราะว่าเป็นช่วงกลางเดือนสิบสองทำให้บนถนนนั้นมีน้ำแข็งเกาะอยู่เป็นจำนวนมาก

         ทันใดนั้นรถม้าก็หยุดลง ด้วยความเคยชินของม่อเวิ่นเฉินทำให้ซูฉีฉีในตอนนี้ถูกดึงเข้าไปในอ้อมกอดของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม