0 Views

         เมื่อเห็นเรือนหลังของตำหนักอ๋องนั้นเงียบสงบ ใบหน้าของเฮ้ออี้เทียนที่ไร้ซึ่งผ้าคลุมหน้านั้นประดับด้วยรอยยิ้มเย็น: “หนึ่งล้านตำลึงทอง ม่อเวิ่นเฉิน ศีรษะของเจ้านี่ช่างมีราคาเสียจริง”

         ต่อให้มีค่าหัวถึงหนึ่งล้านตำลึงทอง แต่มีเพียงตอนนี้เท่านั้นที่เฮ้ออี้เทียนถึงจะกล้าตกปากรับการค้าครั้งนี้เอาไว้ เพราะในเวลานี้ม่อเวิ่นเฉินนั้นยังคงอยู่ในสถานภาพที่ไม่อาจปะทะฝีมือกับผู้อื่นได้

         ม่อเวิ่นเฉินนั้นน่ากลัวเพียงใด ไม่มีผู้ใดไม่รู้ ตำนานนั้นมักทำให้ผู้คนหวาดผวาเสมอ

          ทว่าความภาคภูมิใจของต้าเยียนที่เป็นแคว้นมหาอำนาจของฝั่งตะวันออกนั้นมิได้เป็นเพียงแค่ตำนานที่ลือขานกันเท่านั้น

         เขาใช้วิชาตัวเบานำตัวเองไปจนถึงเรือนหลัก เพราะว่าภายในเรือนหลักนั้นมืดสนิททำให้มิอาจระบุตำแหน่งได้ชัดเจน อีกทั้งในตอนเช้าเฮ้ออี้เทียนก็ได้ดูแผนที่ของตำหนักอ๋องไปเพียงรอบเดียวเท่านั้น

         ตอนนี้การกระทำทุกอย่างของเขาต้องดำเนินไปอย่างระมัดระวัง

         เขาค่อยๆ คลำไปจนถึงประตู แววตาของเฮ้ออี้เทียนฉายประกายแห่งความตื่นเต้นออกมาแวบหนึ่ง ขอเพียงตัดศีรษะของม่อเวิ่นเฉินออกมาได้ เช่นนั้นแล้วหอเงาคมก็จะได้เป็นพี่ใหญ่ในหมู่นักฆ่า เป็นตำนานของโลกนักฆ่าในทันที

         นี่เป็นสิ่งที่เขาใฝ่ฝันหามาชั่วชีวิต

         “รอเจ้ามานานแล้ว” คิดมิถึงว่าเมื่อผลักประตูห้องเข้าไป ห้องพักที่แต่เดิมมืดสนิทนั้นก็สว่างพรึบขึ้นมาในพริบตา

         และภาพที่สะท้อนผ่านแสงเทียนที่สว่างไสวนั้นก็คือคนทั้งสองที่อยู่ในห้องพักมาก่อนแล้ว คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นั้นคือม่อเวิ่นเฉิน ส่วนอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกายเขาก็คือเหลิ่งเหยียน

         ผู้ที่เอ่ยประโยคเมื่อครู่ออกมานั้นก็คือม่อเวิ่นเฉินผู้ที่มีสีหน้าเย็นชาแต่แฝงด้วยความเย้ยหยันอยู่บางส่วน

         เฮ้ออี้เทียนนั้นอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบมาเป็นเวลานาน สำหรับการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันเห็นเช่นนี้เขาเพียงแต่รู้สึกตกใจเพียงครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาปกติดังเดิม มือที่ถือดาบยกประสานกับอีกมือเพื่อคารวะบุคคลตรงหน้า “ท่านคงจะเป็นความภาคภูมิใจของต้าเยียนท่านอ๋องติ้งเป่ยโหวกระมัง เป็นเกียรติที่ได้พบจริงๆ”

         “เช่นกันๆ” ม่อเวิ่นเฉินเองก็มิได้หงุดหงิดอันใด เขาเพียงมองไปที่เฮ้ออี้เทียนนิ่งๆ “กี่ตำลึง?”

         คำถามถูกเอ่ยออกมาอย่างเรียบง่าย

         ทว่าประโยคนี้กลับทำให้ใบหน้าของเฮ้ออี้เทียนขึ้นสีแดงจางๆ เขาคาดคิดไม่ถึงว่าม่อเวิ่นเฉินจะถามคำถามเช่นนี้ โทสะบังเกิดขึ้นโดยทันใด คนพิการอย่างม่อเวิ่นเฉินกลับกล้าที่จะเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมา เขายืดแผ่นหลังให้กลับมาตรงตามเดิม: “ต้องล่วงเกินแล้ว”

          ทันใดนั้นดาบในมือก็พุ่งออกไป

         เหลิ่งเหยียนเองก็ดึงดาบออกมาในเวลาเดียวกันและยกขึ้นประชันกับเฮ้ออี้เทียน

         เหลิ่งเหยียนนั้นติดตามข้างกายม่อเวิ่นเฉินมาตั้งแต่เล็ก ทว่าการมีอยู่ของเขานั้นน้อยคนนักที่จะรู้ และในเวลานี้ดาบของเขาก็เคลื่อนไหวราวกับอสรพิษร้ายที่ผูกรัดกับเฮ้ออี้เทียนเอาไว้แน่น

         ทำให้พละกำลังที่บุกเข้ามาในตอนแรกของเขาน้อยลงไปมาก

         เขาค่อยๆเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้ามากขึ้น ที่แท้หนึ่งล้านตำลึงทองนั้นมิใช่อะไรที่จะได้มาโดยง่ายเสียแล้ว

         และชื่อเสียงของหอเงาคมนั้นก็ใช่ว่าจะได้รับมาโดยง่ายเช่นกัน

         เพราะว่าในรายงานของเขามิได้เอ่ยถึงการมีตัวตนของบุรุษที่ชื่อเหลิ่งเหยียนแม้แต่น้อย

         ทั้งสองมิได้พลิกตัวหลบกันและกัน ต่างฝ่ายต่างพุ่งดาบไปข้างหน้า ล้วนแต่มีจุดประสงค์จะเด็ดเอาชีวิตของคนตรงหน้าให้ได้

         ม่อเวิ่นเฉินที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ในขณะนี้กลับกำลังลิ้มรสน้ำชาอย่างเบิกบานอารมณ์ สีหน้าหาได้มีความตื่นเต้นหรือหวาดกลัวไม่

         เสมือนว่าเขากำลังชื่นชมระบำดาบเบื้องหน้าอยู่

         มีเพียงดวงตาสีนิลคู่นั้นที่เต็มไปด้วยไอสังหารและแรงอาฆาตจำนวนมาก แม้ว่าไอสังหารนั้นจะไม่มีผู้ใดรู้สึกได้ก็ตาม

         ซูฉีฉีที่นอนอยู่เรือนพักด้านข้างนั้นก็กำลังพลิกตัว เดิมนางตั้งใจว่าจะนอนต่อ ทว่าไม่นานนางก็ดันตัวเองให้ขึ้นมานั่งบนเตียงเนื่องจากนางได้ยินเสียงเหมือนดาบกำลังปะทะกันดังออกมาจากข้างนอก

        นางมึนงงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกยืนขึ้นและหยิบเอายาถอนพิษที่อยู่บนโต๊ะไปซ่อนไว้ใต้เตียงของตน จากนั้นนางจึงเงื้อหูฟังอีกครั้งจนกระทั่งมั่นใจว่าตนนั้นไม่ได้หูฝาดไป

         ดวงตากลมโตค่อยๆ หรี่ลง ซูฉีฉีรู้ว่าจะต้องมีคนมาขัดขวางการกินยาถอนพิษของม่อเวิ่นเฉินเป็นแน่ คิดไม่ถึงว่าจะมีข่าวเล็ดลอดออกไปทั้งที่ตัวนางเองก็ระมัดระวังเป็นอย่างมากแล้ว

         เวลานี้ห้ามมิให้เกิดเรื่องผิดพลาดใดๆ ขึ้นเป็นอันขาด

         ตอนนี้ซูฉีฉีกลับรู้สึกร้อนรนไม่น้อย ไม่มีความสงบนิ่งเหมือนดังเดิมอีกต่อไป นางรู้สึกเสียใจว่าเหตุใดนางถึงไม่ได้เอายาถอนพิษไปให้กับม่อเวิ่นเฉินในคืนนี้

         ถ้าหากม่อเวิ่นเฉินดื่มยาถอนพิษไปแล้ว ปัญหาทั้งหลายในตอนนี้ก็จะแก้ไขไปได้อย่างง่ายดาย

         เมื่อคิดได้ดังนี้ ในใจของซูฉีฉีก็กระวนกระวายมากขึ้น นางค่อยๆ ผลักประตูออก มุ่งหน้าเดินไปทางห้องพักของม่อเวิ่นเฉิน

         เมื่อเห็นว่าเหลิ่งเหยียนกำลังสู้กับชายชุดดำคนหนึ่ง ซูฉีฉีก็ถึงกับนิ่งตะลึงด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าตรงข้ามนั้นมีม่อเวิ่นเฉินที่กำลังทำสีหน้าสบายๆ อยู่ ความกังวลในใจของนางก็ค่อยๆ ลดน้อยลง

         นางอ้อมผ่านการสู้รบประชันฝีมือของบุคคลทั้งสอก่อนจะค่อยๆ เดินขยับเข้าไปใกล้จุดที่ม่อเวิ่นเฉินกำลังนั่งพักอยู่

         ในตอนที่ซูฉีฉีเข้ามาในห้องนั้น บุรุษทั้งสามก็ล้วนแต่สังเกตุเห็นแล้ว

         ทว่าเหลิ่งเหยียนและเฮ้ออี้เทียนไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่น ทั้งสองกำลังมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการรับกระบวนท่าของฝ่ายตรงข้าม

         ดูเหมือนว่าฝีมือของคนทั้งสองนั้นยากที่จะรู้แพ้รู้ชนะได้

         เมื่อม่อเวิ่นเฉินเห็นซูฉีฉีเดินเข้ามา สีหน้าของเขาก็เขียวคล้ำในทันที สายตาฉายแววเย็นยะเยือกออกมาขณะที่ในใจกำลังด่าทอหญิงโง่ผู้นี้ว่านางจะโผล่มาที่นี่ทำไมกัน

         ซูฉีฉีในตอนนี้ได้แต่กระทำทุกอย่างออกไปตามสัญชาติญาณ นางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนนั้นเป็นอะไรกันแน่

         หลังจากที่เดินไปหยุดอยู่ข้างๆ ม่อเวิ่นเฉินแล้วซูฉีฉีก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ตอนนี้นางเพียงแต่รู้สึกว่ายืนอยู่ตรงนี้ทำให้นางรู้สึกสบายใจขึ้นมาก จากนั้นนางก็จับจ้องไปที่การสู้รบของทั้งสองคนอย่างสงบนิ่งเช่นกัน

         ทันใดนั้นด้านนอกก็มีเสียงขลุ่ยดังเล็ดลอดเข้ามา

         เฮ้ออี้เทียนที่กำลังต่อสู้อยู่นั้นก็เผอเรอไปชั่วขณะทำให้กระบวนท่าช้าลงจังหวะหนึ่ง เหลิ่งเหยียนจึงมีโอกาสแทงดาบลงไปบนไหล่ของเขาได้

         ในขณะที่เหลิ่งเหยียนกำลังจะลงมือซ้ำนั้น เฮ้ออี้เทียนก็วาดกระบวนท่าหลอกและถอยหลังไปหลายก้าวก่อนจะเปลี่ยนทิศทางของดาบพร้อมพุ่งตัวเข้าใส่ม่อเวิ่นเฉิน ทันใดนั้นก็มีศรธนูพุ่งเข้ามาอย่างเงียบเชียบ

         ศรนั้นพุ่งตรงไปยังลำคอของม่อเวิ่นเฉิน

         ศรสะกดรอยของเฮ้ออี้เทียนนั้นทั่วยุทธภพนี้ไม่มีผู้ใดเทียบได้ ถือเป็นกระบวนท่าที่ชั่วร้ายเป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้ไม่มีเวลามากพอให้เขาสามารถถ่วงเวลาได้อีกแล้ว

         เขาเหลือเพียงวิธีนี้เท่านั้น

         “ม่อเวิ่นเฉิน…” ซูฉีฉีตกตะลึงก่อนจะรีบผลักเก้าอี้ของคนข้างกายรวมถึงม่อเวิ่นเฉินที่นั่งอยู่บนนั้นออกอย่างรวดเร็ว

         และลูกธนูเหล็กสีดำขนาดเล็กนั้นก็ได้พุ่งแทงลึกเข้าไปในแขนฝั่งซ้ายของซูฉีฉีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

         ถ้ามิใช่เพราะนางกำลังยืนอยู่ หาได้นั่งอยู่บนเก้าอี้เช่นม่อเวิ่นเฉินไม่ ลูกธนูดอกนั้นคงแทงเข้าไปในคอของนางอย่างแน่นอน

         “หญิงโง่” ม่อเวิ่นเฉินตวาดเสียงดัง ตอนนี้ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาจะขยับไม่ได้ทั้งหมดแต่เขาก็พยายามจะพยุงตัวเองขึ้นจากพื้นและดึงซูฉีฉีเข้ามาไว้ในอ้อมกอด “ใครใช้ให้เจ้าเอาตัวเองไปรับลูกธนูแทนข้ากัน”

         เสียงคำรามของเขาดังก้องไปทั่ว เห็นได้ชัดว่าเขานั้นโมโหมากเพียงใด

         และในขณะที่เฮ้ออี้เทียนปล่อยลูกธนูออกไปนั้น เหลยอวี๊เฟิงก็ได้บุกเข้ามาในห้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นักฆ่าของหอเงาคมกว่าห้าร้อยนายที่อยู่ด้านนอกได้เสียชีวิตลงอย่างอเนจอนาถภายใต้น้ำมือของเขาแล้ว

         เสียงขลุ่ยเมื่อครู่ก็บรรเลงขึ้นเพื่อที่จะแจ้งแก่เฮ้ออี้เทียนว่าคนทั้งหมดไม่มีผู้ใดเหลือชีวิตรอด

         เฮ้ออี้เทียนมิได้ลังเลอีกต่อไป เขารีบกระโดดหนีออกจากทางหน้าต่าง เหลิ่งเหยียนในตอนนั้นกำลังพะวงกับการตรวจสอบว่าม่อเวิ่นเฉินนั้นได้รับบาดเจ็บหรือไม่จึงไม่ได้เข้าไปขวางเขาเอาไว้

         ต่อให้เขาพุ่งออกไปขวางนั้นก็ใช่ว่าจะขวางไว้ได้สำเร็จ

         “เวิ่นเฉิน เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?” เหลยอวี๊เฟิงรีบเดินไปตรงหน้าม่อเวิ่นเฉินก่อนจะถามออกไปอย่างกังวล

         แม้จะรู้ว่าเหลิ่งเหยียนอยู่ที่นี่ด้วย ทว่าเขาก็ยังไม่วางใจ

         “หัวหน้าของกองทหารโลหิตอยู่ที่ใด?” ม่อเวิ่นเฉินไม่ได้หันไปมองเหลยอวี๊เฟิงแต่กลับเอ่ยถามเสียงเข้ม

         “เสียชีวิตจากการสู้รบเมื่อครู่ไปแล้ว” เหลยอวี๊เฟิงก้มหน้าลงน้อยๆ พวกเขาก็ยังคงดูถูกความสามารถของศัตรูเกินไป

         เมื่อได้ยินว่าเสียชีวิตขณะสู้รบไปแล้วนั้น ม่อเวิ่นเฉินก็นิ่งอึ้งไปเช่นกัน ดวงตาของเขาดำเข้มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

         สีหน้าของซูฉีฉีที่อยู่ในอ้อมกอดเขานั้นขาวซีด ทว่าแววตาของนางนั้นยังคงชัดเจนแจ่มแจ้ง “บนลูกธนูมีพิษ”

         นางไม่รู้ว่าการที่ม่อเวิ่นเฉินโมโหนั้นหมายความว่าอย่างไร ทว่าเขาโอบนางไว้ในอ้อมกอดนั้นแสดงให้เห็นว่าเขามิได้รังเกียจนางเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

         เหลิ่งเหยียนนั้นได้ออกไปจัดการกับสภาพอันเละเทะด้านนอกแล้ว ในขณะที่เหลยอวี๊เฟิงนั้นกำลังยืนอยู่ในห้องจ้องมองไปที่ซูฉีฉี “ทำเช่นไรดี?”

         นางพยายามพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นและไม่ได้หันไปมองม่อเวิ่นเฉินอีก

         ทางม่อเวิ่นเฉินเองก็ไม่ได้กล่าวอันใดออกมาเพิ่มและยอมให้เหลยอวี๊เฟิงพยุงตัวเองกลับขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ดังเดิม

         ซูฉีฉีพับแขนเสื้อขึ้นก่อนจะเพ่งดูบาดแผลของตน สีหน้าของนางย่ำแย่แต่ไม่นานนักก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม “ไม่เป็นไร ข้ารู้วิชาแพทย์”

         แต่ว่าสีหน้าที่หมองลงในชั่วขณะของนางนั้นม่อเวิ่นเฉินกลับเห็นมันอย่างชัดเจน

         “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ขอดูเสียหน่อยว่าเจ้าจะแก้พิษได้อย่างไร” คำพูดของม่อเวิ่นเฉินนั้นเหมือนเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก ทว่าในเวลาเช่นนี้ ใครบ้างมีกะจิตกะใจกลับไปนอนต่อได้อีก

         “คือว่า…” ซูฉีฉีนิ่งอึ้งด้วยความตกใจ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม