0 Views

         ภายใต้นิ้วมือของซูฉีฉีนั้นมีพลังมหาศาลแต่ในขณะเดียวกันก็ผสานกับเสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมาจากเสียงพิณ เสียงบรรเลงออกมาเป็นระยะๆ ขับทำนองเพลงให้ดังก้อง สะท้อนท่วงทำนองอันไพเราะออกมาให้ผู้คนโดยรอบ

         เฝินเหวินนิ่งค้างอยู่กับที่ ขลุ่ยหยกยังคงอยู่ในกำมือทว่าเขากลับไม่มีทีท่าจะยกมันขึ้นทาบริมฝีปาก ทำเพียงแค่นิ่งฟังเสียงพิณของซูฉีฉี เสมือนว่าตนนั้นได้ถูกเสียงนั้นพัดพาให้ไปสู่สนามรบอันร้อนแรงท่ามกลางคลื่นลมโบกสะบัดและเสียงอาวุธปะทะกันอย่างดุเดือด

         จนกระทั่งเสียงทุ้มของสายพิณค่อยๆ เปลี่ยนไป เสียงบรรเลงค่อยๆ เปล่งสูงขึ้นพร้อมกับพลังของมันที่พุ่งกระจายออกมา แรงดีดพลิ้วไหวดั่งสายลม ทำให้คนที่ฟังเพลงบรรเลงอยู่ในเรือนนั้นรับรู้ถึงความแตกต่างของจิตใจผู้เล่น

         ซูฉีฉีค่อยๆ หรี่ตาลงพร้อมกับเสียงพิณที่ค่อยๆ เปล่งออกมาสูงขึ้น นิ้วมือของนางยังคงแฝงด้วยพลัง ท่าทีเปี่ยมด้วยอำนาจของนางเผยออกมาพร้อมเสียงกึกก้องของพิณ เสียงสะท้อนรวดเร็วและดุเดือดอีกครั้งก่อนจะค่อยๆ กลับมานิ่งเรียบจนสายพิณหยุดสั่นไหวในที่สุด

         ในเรือนเงียบสนิทอยู่นาน ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา

         ซูฉีฉีจ้องมองเจียวเหว่ยที่อยู่ตรงหน้าเงียบๆ จิตใจจดจ่ออยู่กับมันเป็นอย่างมาก จดจ่อจนทำให้ผู้คนอดมิได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัว

         รองเท้าสีไพลินอ่อนคู่หนึ่งเดินมาหยุดอยู่ที่หน้านาง ซูฉีฉีเงยหน้าขึ้นประสานสายตาเข้ากับดวงตาที่ใสสะอาดดุจธาราของเฝินเหวิน “คุณชาย ขอบคุณท่านที่ออมมือให้”

         เขาหยิบเอากล่องไม้สีแดงกล่องหนึ่งออกมาจากอกก่อนจะวางเบาๆ ลงบนฝ่ามือของซูฉีฉี “ท่านชนะแล้ว”

         จากนั้นก็หมุนตัวกลับไปอย่างสง่างาม มิได้เอ่ยคำใดออกมาอีก

         จนกระทั่งเฝินเหวินนั้นได้ก้าวออกจากตำแหน่งอ๋องไปแล้ว เหลยอวี๊เฟิงถึงจะดึงสติกลับมาได้ เขาเบิกตาโตขณะจับจ้องไปที่ซูฉีฉีอย่างเหลือเชื่อ “เจ้าคือซูฉีฉีจริงหรือ? ”

         คนเราต้องมีจิตใจเช่นใดถึงจะสามารถบรรเลงเพลงเช่นนั้นออกมาได้กัน

         ซูฉีฉีทำเพียงแค่ยิ้มตอบ ก่อนจะเก็บผลไร้รากที่อยู่ในมือไปและหันไปย่อตัวทำความเคารพม่อเวิ่นเฉิน “หม่อมฉันขอตัวไปผสมยาก่อนนะเพคะ”

         ดวงตาของม่อเวิ่นเฉินปรากฎแววแห่งความชื่นชมออกมาครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะโบกมืออนุญาตินางให้ออกไป

         ซูฉีฉีนั้นสร้างความประหลาดใจให้เขาได้มากจริงๆ คิดได้ดังนั้นมุมปากก็ฉีกยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “อวี๊เฟิง ถ้าหากว่าคนที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะพิณนั่นคือเจ้า เจ้าจะสามารถเอาชนะขลุ่ยหยกของเฝินเหวินได้หรือไม่?”

         น้ำเสียงแฝงด้วยความล้อเลียนอยู่เล็กน้อย

         เมื่อเห็นว่าม่อเวิ่นเฉินนั้นมิได้มีท่าทีเย็นชาเหมือนก่อน เหลยอวี๊เฟิงก็รู้แล้วว่าซูฉีฉีนั้นได้เอาชนะใจของม่อเวิ่นเฉินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

         และแน่นอนว่าเหลยอวี๊เฟิงเองก็เริ่มนับถือในตัวซูฉีฉีเช่นกัน นางแอบซ่อนความสามารถเช่นนี้ได้อย่างแนบเนียน ช่างน่านับถือเสียจริง

         พิณเจียวเหว่ยนั้นเหมาะสมกับตัวนางเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งฝีมือพิณของนางก็คู่ควรกับมันเช่นกัน

         ทว่าเขากลับหวังว่าคนที่จะครอบครองเจียวเหว่ยนั้นคือตัวเขาเอง

         ผู้หลงรักในพิณนั้นมิมีผู้ใดไม่ชื่นชอบเจียวเหว่ย

         เหลยอวี๊เฟิงเองก็ไม่ละเว้น

         เขาเลิกคิ้วขึ้นและตอบกลับม่อเวิ่นเฉินไป “ก็ไม่แน่”

         ม่อเวิ่นเฉินหัวเราะออกมาเสียงดัง แต่ไม่ได้เอ่ยอันใดต่อ ในเมื่อตอนนี้สมุนไพรยาก็ครบแล้ว ไม่นานเขาก็จะกลับมายืนได้ดังเดิม อารมณ์ของเขาย่อมดีแน่นอน

         เหลิ่งเหยียนยืนประจำอยู่ด้านข้าง แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยชำนาญด้านฝีมือพิณเท่าใดนัก ทว่าเขากลับฟังออกว่าเสียงพิณของพระชายานั้นอยู่เหนือขลุ่ยหยกของคุณชายเฝิน นี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงและอดมิได้ที่จะนับถือนางเช่นกัน

         เขารู้สึกนับถือนางจากใจจริงและยอมรับในตัวพระชายาคนนี้อย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ

         มีเพียงสตรีเช่นซูฉีฉีนี้ถึงจะเหมาะสมกับท่านอ๋องของเขา

         ไม่นานนัก ข่าวการประลองพิณกับเฝินเหวินก็กระจายไปทั่วเมืองอ้าว อีกทั้งข่าวสารยังได้กระจายไปไกลจนถึงเมืองหลวง

         เสมือนว่าข่าวนี้มีคนตั้งใจจะกระจายมันออกไป ทว่ากลับไม่มีผู้ใดคิดจะหยุดยั้งการกระจายของข่าว

         “หลายวันนี้เจ้าจะต้องระวังให้มาก” นานๆ ทีเหลยอวี๊เฟิงจะมีท่าทางจริงจัง ซูฉีฉีนั้นกำลังจะผสมยาเสร็จภายในไม่กี่วันนี้แล้ว ทว่าเรื่องนี้เป็นที่รู้กันไปทั่ว เกรงว่าเรื่องทั้งหมดนี้จะไม่ราบรื่นดังคาด

         เหลิ่งเหยียนก็พยักหน้าอย่างแรงเป็นการเห็นด้วย เดิมเขาก็ต้องคุ้มกันม่อเวิ่นเฉินตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่แล้ว ทว่านี่ก็ยังดูเหมือนจะไม่เพียงพอ เหลยอวี๊เฟิงจึงได้เคลื่อนกำลังยอดฝีมืออีกหนึ่งร้อยนายมาจากสำนักเหลยที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายพันลี้

         พวกเขานั้นกำลังเดินทางมาแล้ว

         เหลยอวี๊เฟิงยอมให้สำนักเหลยนั้นไร้ซึ่งผู้คนยังดีกว่ารักษาความปลอดภัยของม่อเวิ่นเฉินไว้มิได้

         “เคลื่อนกำลังกองทหารโลหิตให้มาคุ้มครองความปลอดภัยของซูฉีฉี” ม่อเวิ่นเฉินเองก็เห็นด้วยกับวิธีการของเหลยอวี๊เฟิง เวลานี้พวกเขาจะประมาทมิได้โดยเด็ดขาด

         เป็นที่รู้กันว่าการที่เขาโดนพิษนั้นแสดงให้เห็นว่าผู้ที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของม่อเวิ่นเสวียนเองก็มีฝีมือไม่ด้อย เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนนั้นย่อมมีคน

         แม้ว่าม่อเวิ่นเฉินจะเป็นคนที่ทะนงตน แต่เขานั้นไม่เคยดูเบาศัตรูเลยสักครั้ง

         “ขอรับ” เหลิ่งเหยียนเองรับคำสั่งก่อนจะเดินจากไป

         “กองทหารเงานั้นจะให้เคลื่อนพลหรือไม่?” เหลยอวี๊เฟิงนั้นยังคงลังเลอยู่บ้าง

         “ไม่ได้ หากไม่ถึงยามคับขัน กองกำลังนี้ห้ามเคลื่อนพลโดยเด็ดขาด” ม่อเวิ่นเฉินส่ายศีรษะ

          “ก็ได้” เหลยอวี๊เฟิงเข้าใจในความหมายของม่อเวิ่นเฉิน “ข้าจะไปดูเสียหน่อยว่าทางซูฉีฉีนั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”

         ในวังหลวง ตำหนักอี้เจิ้งซึ่งเป็นตำหนักว่าราชการของฮ่องเต้

         “เจ้ามีบุตรสาวที่แสนดีเสียจริง” ม่อเวิ่นเสวียนนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ใบหน้าเขียวคล้ำ นัยต์ตาแดงก่ำ จับจ้องไปที่อัครมหาเสนาบดีซูชือฉางที่กำลังคุกเข่าตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวอยู่ด้านล่าง

         ซูชือฉางนั้นไม่กล้าพูดต่อ เขาคาดคิดไม่ถึงว่าบุตรสาวคนโตที่ยอมให้ผู้อื่นข่มเหงรังแกอยู่ในจวนมาโดยตลอดนั้นจะมีความสามารถถึงเพียงนี้ มิเพียงแต่มีฝีมือพิณที่ยากหาผู้ใดเทียบ ซ้ำยังชำนาญวิชาทางการแพทย์อีกด้วย

         “กระทั่งว่าบุตรสาวเชี่ยวชาญทางการแพทย์เจ้ายังไม่รู้? ” ม่อเวิ่นเสวียนตบฎีกาหลายฉบับที่วางอยู่บนโต๊ะ “สกุลซูของเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”

         ซูชือฉางรีบโคกศีรษะลงกับพื้น “ขอให้ฝ่าบาททรงไว้ชีวิตด้วย กระหม่อม…กระหม่อนไม่รู้มาก่อนจริงๆ พะยะค่ะ”

         เขาก็มีความรู้สึกเสียดายไม่น้อยเช่นกัน หลายปีมานี้ตนเองนั้นมิได้ใส่ใจในบุตรสาวคนโตมากนัก ถ้าหากรู้เช่นนี้แต่แรก ซูฉีฉีคงจะไม่กลายมาเป็นหมากที่ไร้ค่าตัวหนึ่งบนกระดาน

         อีกทั้งตอนนี้ยังได้ทำลายแผนการดีๆ ของเขาไปจนหมดสิ้น

         การวางยาพิษให้กับม่อเวิ่นเฉินนั้นหาได้เป็นเรื่องที่ง่ายดายไม่ มีครั้งที่หนึ่ง ย่อมไม่มีทางเกิดครั้งที่สองขึ้นอีกเป็นแน่

         บุตรสาวแสนดีของเขากลับผสมยาถอนพิษออกมาได้

         “เหอะ…” ม่อเวิ่นเสวียนส่งเสียงสบถออกมาในลำคอ “ไม่ว่าจะใช้วิธีใด ห้ามให้เขาดื่มยาถอนพิษได้โดยเด็ดขาด”

         “พะยะค่ะ” ซูชือฉางเช็ดเหงื่อบนหน้าผากก่อนจะรับคำสั่งแล้วจากไป

         เหลือไว้เพียงม่อเวิ่นเสวียนที่ยังคงมีสีหน้าเขียวคล้ำ แววตามีประกายเยือกเย็น

         ค่ำคืนมืดสนิทดุจน้ำหมึก ไร้ซึ่งแสงจันทร์และดวงดาว

         ภายนอกตำหนักอ๋องติ้งเป่ยโหวกลับมีแสงเงาสะท้อนของดาบปะทะเข้าหากัน เป็นจุดเริ่มต้นของการฆ่าล้างอันดุเดือด

         ขอเพียงผ่านค่ำคืนนี้ไป ม่อเวิ่นเฉินก็จะกลับมายืนได้อีกครั้ง ซูฉีฉีที่เผลอหลับไปนั้นก็ปรากฎรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าอย่างพึงพอใจ

         ในที่สุดความพยายามของนางก็สำเร็จแล้ว

         แต่นางรู้สึกมีความสุขเพราะอะไรนั้น ตัวนางเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเช่นกัน

         การฆ่าฟันยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลมในค่ำคืนนี้ค่อนข้างหนาวเย็น พัดพาเศษฝุ่นบนพื้นถนนให้ลอยฟุ้งกระจายไปทั่ว

         เหลยอวี๊เฟิงมองกองทหารโลหิตล้มลงไปทีละคนและคนที่ยืนอยู่นั้นมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ สีหน้าของเขาก็เข้มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ดูเหมือนว่าครั้งนี้ม่อเวิ่นเสวียนจะทุ่มหมดตัวเสียแล้ว

         ดูเหมือนว่าเขาจะเคลื่อนย้ายคนจากหอเงาคมมาจนหมด

         และทั้งหมดยังล้วนแต่เป็นนักฆ่ายอดฝีมืออีกด้วย

         เหลยอวี๊เฟิงยกมือขึ้นถอดเสื้อคลุมของตนออกจากนั้นก็คว้าเอาดาบที่แขวนอยู่บนเอวตนเองขึ้นและเหาะตัวลงไปข้างล่าง

         เหลยอวี๊เฟิงในตอนนี้สวมชุดสีดำแนบลำตัวพร้อมถือดาบเหมันต์ไว้ในมือ แววตาเยือกเย็นเต็มไปด้วยไอสังหาร

         ต้องการจะฆ่าม่อเวิ่นเฉินนั้นต้องผ่านด่านเหลยอวี๊เฟิงไปให้ได้ก่อน นี่เป็นสิ่งที่คนทั่วยุทธภพล้วนรู้กัน

         ต่อสู้กันอยู่นาน นักฆ่ากว่าร้อยคนก็บาดเจ็บล้มตายกันไปกว่าครึ่ง แม้ว่าจะต่อสู้ในรูปแบบของการบุกล้อมด้วยคนจำนวนมากก็ไม่อาจต้านทานเหลยอวี๊เฟิงเอาไว้ได้ เขาเป็นดั่งเช่นนามของเขา เป็นดั่งสายลมที่ไม่อาจจับกุมได้

         แสงเย็นๆ พาดผ่าน ผู้คนทั้งหลายเห็นเพียงแววตาดุดันของเขาเท่านั้นก่อนที่ภาพทุกอย่างจะดับมืด

         ผู้คุมหอเงาคมนั้นยืนดูอยู่ไกลๆ ก่อนจะส่งเสียงหึออกมาในลำคอเบาๆ “เจ้าสำนักเหลยนั้นสมดั่งคำล่ำลือจริงๆ ”

         เขาก็ถือดาบไว้ในมือ มิได้พุ่งตัวไปข้างหน้าแต่กลับถอยหลังและกระโดดถีบตัวขึ้น ด้วยแรงกระโดดเพียงไม่กี่ครั้งก็นำเขามาถึงเรือนด้านหลังของตำหนักอ๋อง มีกำแพงมนุษย์ยืนขวางอยู่จำนวนหนึ่ง แต่เพียงดาบเดียวของเขาก็ผลักคนเหล่านั้นล้มกระเด็นลงไปนอนอยู่บนพื้น

         วิชาตัวเบาของเขานั้นด้อยกว่าเหลยอวี๊เฟิงแค่เสี้ยวเดียวเท่านั้น


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม