0 Views

         “ข้าต้องการผลไร้ราก” เหลยอวี๊เฟิงกำลังคิดไม่ตกว่าจะไปตามหาเฝินเหวินผู้ที่ลึกลับหาตัวจับได้ยากเช่นนี้ได้ที่ไหน บังเอิญเสียจริงที่มาพบเขาที่นี่ สวรรค์ช่วยโดยแท้

         “ได้” เฝินเหวินตอบกลับอย่างรวดเร็ว “ทว่า พนันอะไรนั้นให้ข้าน้อยเป็นผู้กำหนด”

         ประโยคนี้ทำให้เหลยอวี๊เฟิงเกิดความลังเล

         ที่จริงแล้วจะพนันอะไรนั้น เหลยอวี๊เฟิงก็ยังคิดไม่ออกเช่นกัน

         เปลือกตาของซูฉีฉีกระตุกเล็กน้อยก่อนที่นางจะเบิกดวงตาเรียวหงส์ขึ้น “ได้ยินมาว่าขลุ่ยของคุณชายเฝินนั้นเป่าบรรเลงเพลงไปทั่วยุทธภพ เช่นนั้นมิสู้ให้ข้าน้อยบรรเลงเพลงหนึ่ง ถ้าหากคุณชายเฝินสามารถใช้เสียงขลุ่ยมาบรรเลงควบคู่กับข้าน้อยได้ก็นับว่าท่านชนะ ถ้าหากมิได้ก็นับว่าแพ้ ท่านคิดว่าเช่นนี้ดีหรือไม่? ”

         “เจ้า? ” เหลยอวี๊เฟิงไม่อาจสงบนิ่งได้ดังเดิม เขาจับจ้องไปที่ซูฉีฉี

         ม่อเวิ่นเฉินส่งคนไปตรวจสอบประวัติของซูฉีฉีมิใช่แค่ครั้งเดียวเท่านั้น ทว่าดูเหมือนนอกจากฝีมือทางการแพทย์แล้วนั้น อย่างอื่นนางมิชำนาญเลยแม้แต่น้อย

         “ใช่แล้ว” ตอนนี้ซูฉีฉีมีสีหน้าแน่วแน่ ดวงตาทั้งสองฉายแววแห่งความยึดมั่นเต็มเปี่ยม

         “เจ้ารู้หรือไม่ว่าถ้าหากแพ้แล้วผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร? ” แววตาของเหลยอวี๊เฟิงนั้นฉายประกายโทสะออกมาจางๆ

         “ข้ารู้” ซูฉีฉีพูดออกมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

         อย่างมากที่สุดก็ตาย ทว่าสำหรับฝีมือพิณของตนนั้นซูฉีฉีมีความมั่นใจเป็นอย่างมาก ถึงแม้นางจะรู้ว่าทำเช่นนี้แล้วจะเป็นการเปิดเผยเรื่องทั้งหมดของตนให้ผู้อื่นรับรู้ก็ตาม

         แต่ว่านางไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว

         ถ้าหากม่อเวิ่นเฉินมิอาจกลับมาแข็งแรงได้ดังเดิม นางก็มิอาจมีชีวิตอยู่ต่อได้เช่นกัน

         ตอนนี้มีเพียงทำสุดความสามารถเท่านั้น

         “ได้ เวลาและสถานที่นั้นให้แม่นางเป็นผู้ตัดสินใจ” มุมปากของเฝินเหวินกระดกขึ้น ดวงตาทั้งสองสั่นไหวราวกระแสน้ำที่โหมกระหน่ำ เมื่อมองไปที่ซูฉีฉีซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเขา สตรีผู้นี้ที่มิได้มีรูปโฉมงามเลิศเลอ นางเพียงแค่ดูเรียบร้อย สะอาดตาเพียงเท่านั้น ทว่าความมุ่งมั่นในตัวเองของนางนั้นทำให้คนรู้สึกราวกับเห็นแสงสว่างทอประกายออกมาจากตัวนางก็มิปาน

          “สามวันหลังจากนี้ที่ตำหนักอ๋องติ้งเป่ยโหว” ซูฉีฉีไม่คิดจะเสียเวลามากไปกว่านี้ นางต้องรีบช่วยให้ม่อเวิ่นเฉินกลับมายืนได้อีกครั้ง เช่นนั้นแล้วเขาถึงจะมีเวลามากพอที่จะพักฟื้นร่างกายให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม

         ดวงตาของเฝินเวินฉายแววเหลือเชื่อออกมาเพียงแวบหนึ่ง ไม่นานก็เก็บซ่อนมันเอาไว้อีกครั้งก่อนจะพยักหน้า “คำไหนคำนั้น”

         จากนั้นก็ยกมือขึ้นคารวะเหลยอวี๊เฟิงอีกครั้ง “แล้วพบกันใหม่”

         จากนั้นก็หมุนตัวกลับไป เสื้อสีไพลินพริ้วไหวตามสายลมผสานกับบุคลิกภาพราวกับเทพเซียนของเขา

         “เจ้ากลับไปพูดคุยกับเวิ่นเฉินด้วยตนเองแล้วกัน” เหลยอวี๊เฟิงส่ายศีรษะ ก่อนจะเดินตามทิศทางลงเขาไป

         ซูฉีฉีนิ่งอึ้งเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ และเดินตามลงไปเช่นกัน

         แสงพลบค่ำของท้องฟ้าก็มาถึง เมืองอ้าวในฤดูหนาวเช่นนี้กลับให้ความรู้สึกถึงเสน่ห์ของความเก่าแก่อยู่มิน้อย แสงสีแดงม่วงของท้องฟ้าสาดส่องลงมาในเมือง บรรยากาศเย็นๆ ผสานเข้ากับความเงียบสงบในเมืองอย่างลงตัว

         เพราะว่าตอนนี้เป็นช่วงฤดูหนาว คนที่เดินอยู่บนท้องถนนนั้นมีไม่มากนัก

         ตลอดทางซูฉีฉีได้แต่ปิดตาลงอย่างสงบ นางกำลังคิดว่ากลับไปจะพูดกับม่อเวิ่นเฉินเช่นไรดี

         นางมิได้เข้าใจถึงอุปนิสัยของม่อเวิ่นเฉินมากเท่าใดนัก ไม่รู้ว่าเมื่อเขาฟังเหตุผลของนางแล้วจะบันดาลโทสะอีกครั้งหรือไม่

         แต่ต่อให้เขาบันดาลโทสะ นางก็ยังคงตัดสินใจที่จะพนันกับเฝินเหวินอยู่เช่นเดิม

         คิดมาถึงจุดนี้ นางก็รู้สึกสบายใจขึ้นมิน้อย

         เมื่อเห็นว่ารถม้าค่อยๆ ชะลอเทียบตำหนักอ๋องแล้ว ฮวาเชียนจือก็รีบชะเง้อมองดูอย่างละเอียด แม้ว่าท่าทีของคนเลี้ยงม้านั้นสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความกังวลแม้แต่น้อย ทว่านางกลับมิสนใจนัก เพราะสำหรับทุกคนในตำหนักอ๋องแล้วนั้น ชีวิตของซูฉีฉีนั้นหาได้มีค่าไม่

         ริมฝีปากของนางค่อยๆ ฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา รอยยิ้มนี้แฝงด้วยความภาคภูมิใจอยู่จางๆ

         ทว่าเมื่อเหลยอวี๊เฟิงลงจากรถม้าแล้วยื่นมือไปประคองซูฉีฉีลงนั้น ฮวาเชียนจือก็เกือบจะส่งเสียงกรีดร้องออกมา

         นางคิดว่าตนเองต้องถูกผีหลอกแล้วแน่ๆ คนที่นางส่งไปจัดการได้รายงานกลับมาว่าซูฉีฉีได้ถูกผลักตกเหวลึกลงไปแล้ว เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ได้…

         ซูฉีฉีนั้นมิได้กลับเรือนพักของตนโดยทันที แต่กลับตรงไปพบม่อเวิ่นเฉินก่อน

         เรื่องบางเรื่องมิช้าก็เร็วจะต้องเผชิญหน้ากับมัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็มิควรถ่วงเวลาอีกต่อไป

         เหลยอวี๊เฟิงแสดงท่าทีประหนึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับเขา เขาเดินตรงไปนั่งบนเก้าอี้ ก่อนจะมีคนรับใช้ยกน้ำชาและขนมมาให้

         เหลิ่งเหยียนที่ยืนอยู่ข้างๆ นั้นรู้สึกถึงบรรยากาศแปลกๆ เมื่อเห็นว่าคนที่เดินตามกันเข้ามาเป็นสองคนนั้น เขาก็ก้มหน้าลงอีกครั้ง

         “เป็นอย่างไรบ้าง? ” ม่อเวิ่นเฉินมองไปทางซูฉีฉี

         “หาพบแล้ว” ซูฉีฉีเบิกตาขึ้นเล็กน้อยก่อนจะสบสายตาเข้ากับดวงตาของม่อเวิ่นเฉินที่จ้องนางอยู่ก่อนแล้ว

         “ดีมาก” ม่อเวิ่นเฉินนั้นมีท่าทีประหนึ่งนี่เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน “อวี๊เฟิง เรื่องผลไร้รากนั้นคงต้องพึ่งเจ้าแล้ว”

         “ข้าคิดว่าคงมิต้องให้ข้าออกโรงเอง พระชายาของท่านก็ได้จัดการจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว” แน่นอนว่าเหลยอวี๊เฟิงนั้นมิเห็นด้วยกับการพนันของซูฉีฉีกับเฝินเหวิน คนทั่วหล้าไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่าฝีมือเป่าขลุ่ยของเฝินเหวินนั้นจัดได้ว่าเก่งกาจไร้ผู้เทียบเทียม ซูฉีฉีผู้นี้กับกล้าที่จะพนันด้านดนตรีกับเขา นี่ไม่ใช่การตัดหนทางของตนเองหรอกหรือ

         “โอ๊ะ? ” ม่อเวิ่นเฉินนั้นกลับรู้สึกแปลกใจมิน้อยก่อนจะหันไปมองซูฉีฉีอย่างสนใจ

         ดวงตาคู่นั้นยังคงเป็นสีดำสนิท ดูลึกล้ำเสมือนบ่อน้ำที่ลึกไร้ที่สิ้นสุด ทำให้คนนั้นยากจะคาดเดาได้

         แววตานั้นมิได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา ซูฉีฉีค่อยๆ นำเรื่องการพนันของตนกับเฝินเหวินเล่าออกมาอย่างละเอียด ทว่านางกลับมิได้เอ่ยถึงเรื่องถูกลอบสังหาร

         นางรู้ เรื่องนี้หากพูดออกไปแล้ว ม่อเวิ่นเฉินก็คงหาได้ใส่ใจไม่ ไม่มีประโยชน์อะไรที่นางจะเอ่ยมันออกมา

         ในห้องนั้นเงียบสงัด บรรยากาศตึงเครียดอยู่มิน้อย

         ซูฉีฉีนั้นเตรียมใจไว้แต่แรกอยู่ก่อนแล้ว นางจึงมิได้แสดงสีหน้าใดๆออกมา

         “ถ้าหากแพ้…เจ้าเข้าใจใช่หรือไม่! ” ม่อเวิ่นเฉินเอ่ยประโยคนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

         “เข้าใจเจ้าค่ะ” ซูฉีฉีมีสีหน้าว่างเปล่า ทว่ากับแฝงไปด้วยความทะนงและยึดมั่นในตัวเองอยู่จางๆ

         นางมีเพียงวิธีนี้ที่จะสามารถรักษาศักดิ์ศรีของตนเอาไว้ได้

         ศักดิ์ศรีที่มีอยู่เพียงเท่านี้

         สามวันมานี้ ซูฉีฉีมิได้ฝึกซ้อมพิณอย่างขยันขันแข็ง แต่นางกลับนั่งอยู่ในห้องพักและอ่านตำราแพทย์ด้วยท่าทีสบายๆ ความจริงแล้วเป็นเช่นนี้ก็ดี อย่างน้อยฮวาเชียนจือก็ไม่กล้าหาเรื่องนาง

         สำหรับผู้หญิงคนนั้นแล้ว ซูฉีฉีคิดว่าตนนั้นควรจะตอบโต้กลับ อีกทั้งยังต้องชนะในคราเดียวอีกด้วย

         แค้นของจิ่งม่านนั้นต้องชำระอย่างแน่นอน

         นางสามารถอดทนอดกกลั้นได้ ทว่านางก็มีขีดจำกัดของตนเองเหมือนกัน

         เรือนชิงฮวา

         เฝินเหวินนั้นยังคงสวมเสื้อยาวสีไพลินเช่นเคย ผมยาวสลวยของเขาถูกรวบมัดด้วยผ้าสีไข่มุกอยู่เหนือศีรษะ ใบหน้าขาวใสดั่งหยกเนื้องาม ทั่วร่างกระจายไอของบัณฑิตผู้ดีมีมารยาท ทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกสงบนิ่ง จิตใจผ่อนคลาย

         “ท่านอ๋องเป่ยติ้งโหว” เฝินเหวินมิได้แสดงความเคารพอย่างเต็มรูปแบบ แต่กลับแค่ยกมือขึ้นคารวะเท่านั้น

         ม่อเวิ่นเฉินนั้นได้ถูกเหลิ่งเหยียนแบกขึ้นนั่งประจำตำแหน่งแล้ว

         “คุณชายเฝิน ได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานแล้ว ยินดีที่ได้พบท่าน” ม่อเวิ่นเฉินเองก็โค้งตัวทักทายเบาๆ

         ซูฉีฉีในตอนนี้ได้นั่งอยู่ข้างหน้าโต๊ะที่มีพิณวางประดับเป็นที่เรียบร้อย พิณเจียวเหว่ยตรงหน้านี้เป็นสมบัติที่ม่อเวิ่นเฉินเก็บสะสมไว้เป็นเวลานานแล้ว เหลยอวี๊เฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ นั้นมิได้สนใจอย่างอื่นอีก สายตาของเขาจับจ้องไปที่เจียวเหว่ยเท่านั้น

         นี่หรือคือเจียวเหว่ยที่เขาเฝ้าใฝ่ฝันหามานาน!

         “คุณชาย เชิญ” วันนี้ซูฉีฉีสวมเสื้อยาวสีขาวสะอาด ไม่มีเครื่องประดับใดๆ ถึงแม้ว่าจะไม่มีเครื่องประดับและผมยาวสลวยของนางปกคลุมอยู่บนไหล่กว่าครึ่ง มีเพียงผ้าผืนสีเรียบมัดผมอีกครึ่งศีรษะเอาไว้พร้อมเสียบปิ่นหยกเฉียงๆ ไว้อันเดียว แต่กลับทำให้นางดูสดใสสะอาดตา ให้คนรู้สึกถึงความงดงามอย่างแปลกตา

         เฝินเหวินนั้นหันไปมองซูฉีฉีอีกครั้งอย่างมิทันระวัง ก่อนจะค่อยๆ พยักหน้าเบาๆ และนั่งตรงข้ามกับโต๊ะที่ประดับพิณเอาไว้

         ซูฉีฉีมิได้พูดคุยอันใดเพิ่มแต่กลับดีดสายพิณตรงหน้าเบาๆ “คุณชาย เริ่มกันเถอะ”

         “เชิญ” เฝินเหวินนั้นมีท่าทีเป็นสุภาพบุรุษ อ่อนน้อมถ่อมตนเป็นอย่างยิ่ง

         ม่อเวิ่นเฉินในตอนนี้ได้แต่ยิ้มเย็นออกมา ในสายตาของเขาตอนนี้มีเพียงซูฉีฉี เขาอยากจะรู้เสียจริงว่าสตรีผู้นี้จะชนะพนันและเอาผลไร้รากมาได้อย่างไร

         แน่นอนว่าคำถามนี้ เหลิ่งเหยียนและเหลยอวี๊เฟิงเองก็อยากจะรู้นัก

         เมื่อเริ่มดีดสายพิณแล้ว ซูฉีฉีก็มิได้มองผู้ใดอีก

          เพลงที่บรรเลงคือ กับดักสิบทิศ

         เสียงของสายพิณดังออกมาอย่างรวดเร็ว เจียวเหว่ยเป็นสุดยอดแห่งพิณ เสียงของมันนั้นตรงมิผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย ภายใต้นิ้วมืออันบอบบางเช่นนั้นพิณโบราณนี้กลับสามารถสร้างเสียงสนั่นอันน่าเกรงขามออกมาได้

         สายตาของทุกคนในตอนนี้เสมือนมองเห็นสนามรบกว้างหลายพันลี้ เสียงม้าคำรามร้องในสงคราม ศึกตัดสินชัยชนะกำลังจะเกิดขึ้น ลมและก้อนเมฆค่อยๆ โยกย้ายตัวมัน ความรู้สึกภายในใจเสมือนถูกเสียงพิณที่แฝงด้วยความโหดร้ายนี้ดึงให้สูงขึ้น สูงจนมิอาจจะทนรับได้ไหว

         ขณะที่กำลังตื่นตกใจนั้น เสียงพิณก็บรรเลงขึ้นอีกอย่างเร่งรีบ “กระบอกเงินระเบิดใจกลางธารา เผยถึงคราอาชาพุ่งโจมตี” ทหารม้ากว่าหมื่นนายบุกทะลวงข้าศึก เศษฝุ่นคละคลุ้งทำให้ภาพตรงหน้าค่อยๆ เลือนราง

         เสียงพิณของนางถึงขั้นทำให้คนที่ได้ฟังนั้นต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างตื่นตกใจ

         เสียงพิณก้องไปทั่วแฝงด้วยแรงอาฆาตแห่งสงครามสร้างความสั่นสะท้านถึงวิญญาณของผู้ฟัง ในขณะที่สายพิณกำลังสั่นไหวอยู่นั้นเสมือนเป็นคลื่นโจมตีของดาบกระจายอยู่ทั่วทิศทำให้ผู้ได้ยินรู้สึกราวกับถูกข่มขวัญ

         แม้กระทั่งม่อเวิ่นเฉินยังต้องหรี่ตาของตนเองลง พลังของเสียงพิณเช่นนี้กลับเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่มักจะอยู่ท่ามกลางทหารและม้านับหมื่น และยังเติบโตอยู่ท่านกลางสนามรบอย่างม่อเวิ่นเฉิน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม