0 Views

         สาวใช้โรงซักล้างนั้นเป็นสาวใช้ระดับล่างสุดในตำหนักอ๋อง

         ระหว่างทางที่ซูฉีฉีเดินมานั้นก็มีคนคอยยืนมุงดูพร้อมชี้มือชี้ไม้มาทางนาง ค่ำคืนแรกในวันวิวาห์ นางไม่ได้อยู่ร่วมหอกับเจ้าบ่าวแต่กลับถูกส่งมาอยู่ที่เรือนพักของคนรับใช้นั้นยิ่งทำให้ผู้คนต่างก็พูดถึงนินทากันยกใหญ่

         “นางก็คือพระชายาของท่านอ๋อง…”

          “โฉมหน้านั้นไม่ได้งดงามสักนิด มิอาจแม้แต่จะเอามาเทียบกับเปี่ยวเสียวเจี่ย*เสียด้วยซ้ำ”

          “น่าสงสารจริงๆ…”

          “จริงด้วย เกิดมาหน้าตาอัปลักษณ์นั้นก็ไม่ใช่ความผิดของนาง…”

          บ้างก็ชี้มือมาทางนาง บ้างก็กำลังหัวเราะเยาะนาง บ้างก็เอ่ยว่านางน่าสงสาร บ้างก็บอกว่านางสมควรโดนแล้ว

         จวนอัครเสนาบดีมีบุตรสาวสองคน คนหนึ่งเป็นฮองเฮา อีกคนหนึ่งเป็นพระชายา นี่ถือเป็นความเชิดหน้าชูตาของวงศ์ตระกูลเช่นนี้มิอาจมีผู้ใดเทียบทานได้อีกแล้ว ผู้คนทั้งหลายก็ล้วนแต่มีใจอิจฉาริษยาพวกนางกันทั้งนั้น

         เมื่อพวกเขาได้เห็นว่าบุตรสาวคนโตของจวนอัครมหาเสนาบดีโดนกระทำเช่นนี้ ในใจก็ปิดซ่อนความปิติยินดีเอาไว้มิได้

         เมื่อเห็นเหล่าคนรับใช้ชี้มือชี้ไม้ใส่นาง ซูฉีฉีก็รับมือด้วยการยืดอกหลังตรงพร้อมยิ้มน้อยๆ ไปให้กับพวกเขา ท่าทางของนางดูสบายๆ ไม่ถือสาผู้คนเหล่านั้นยิ่งทำให้พวกเขาไม่อาจพูดวิพากษ์วิจารณ์นางได้อีก

         ซูฉีฉีแม้ไม่ได้งามถึงขั้นล่มบ้านล่มเมืองแต่นางกลับมีบุคลิกงดงาม ชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกสบายตา ในสายตาของทุกคนในเวลานี้ นางดูเป็นหญิงสาวผู้มีมารยาทงาม เป็นมิตรต่อผู้คนอีกทั้งยังดูสูงส่ง น่าเคารพนับถือ

         ตกดึก นางก็ถูกจัดให้มานานอยู่บนเตียงขนาดใหญ่ซ้ำยังต้องนอนเบียดเสียดกับคนรับใช้อีกหลายคน ซูฉีฉีผลิกตัวกลับไปกลับมาไม่อาจข่มตาตัวเองให้หลับลงได้ ตำหนักติ้งเป่ยโหวนั้นอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงยิ่งนัก ทำให้นางไม่อาจรู้ได้เลยว่ามารดาของนางในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ด้วยเหตุนี้ทำให้ในใจของนางอดวิตกกังวลมิได้

         สำหรับสถานภาพของตัวนางในตอนนี้ นางกลับไม่ค่อยสนใจมันเท่าใดนัก

         อยู่ที่นี่ บางทีอาจจะทำให้นางใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นก็เป็นได้

         เมื่อนึกถึงคุณหนูฮวากับท่าทีเจ้าอารมณ์บ้าอำนาจนั้น บางทีการอยู่ห่างจากม่อเวิ่นเฉินก็อาจจะช่วยทำให้นางห่างไกลจากปัญหามากมายในตำหนักอ๋องก็เป็นได้

         ในเมื่อนางมาถึงที่นี่แล้ว นางก็ต้องพยายามมีชีวิตอยู่ที่นี่ได้อย่างสงบสุขให้ได้มากที่สุด

         เช้าของวันที่สอง นางก็ต้องตื่นพร้อมกับคนรับใช้คนอื่นๆ เมื่อถึงตีห้าทุกคนก็ตื่นนอนแล้ว ต่างฝ่ายต่างเริ่มแยกย้ายกันไปซักเสื้อผ้าที่ถูกจัดส่งมา

         ถึงแม้ว่าตอนนางอาศัยอยู่ที่จวนอัครมหาเสนาบดีจะไม่ได้มีชีวิตที่สุขสบายดั่งใจปรารถนา แต่ถึงอย่างไรเสียนางก็มีฐานะเป็นคุณหนูใหญ่ งานหยาบๆ เช่นนี้นางไม่เคยได้ลงมือทำเองมาก่อน

         ผ่านไปครึ่งวันแล้วนางพึ่งจะซักเสื้อผ้าเสร็จไปแค่สองตัวเท่านั้น ซ้ำนางยังถูกพ่อบ้านตำหนิเป็นเวลานานทำให้แม้แต่ข้าวกลางวันก็ไม่มีเหลือให้นางได้กิน

         มองไปที่มือทั้งสองของนางที่ทั้งแดงทั้งบวม ซูฉีฉีก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา นางต้องรีบเรียนรู้วิธีที่จะซักเสื้อผ้าพวกนี้ให้เสร็จได้โดยเร็วที่สุด มิเช่นนั้นแล้วนางคงจะต้องอดตายอยู่ที่ตำหนักติ้งเป่ยโหวเป็นแน่

         ถึงแม้ว่านางกินนอนร่วมกันกับสาวใช้อีกสี่คน แต่ว่าซูฉีฉีนั้นกลับถูกพวกเขาทิ้งให้อยู่ตัวคนเดียว

         นางเอาเครื่องประดับบนตัวไปแลกของใช้ประจำวันมาจำนวนหนึ่ง การมาทำงานอยู่ที่นี่นั้น นางไม่ได้รับเงินเดือนแม้แต่นิดเดียว

         วันนี้หลังจากที่นางซักเสื้อผ้าที่สกปรกจนเสร็จแล้ว นางก็ถูน้ำมันลงบนนิ้วมือเหมือนดั่งเคยเพื่อป้องกันไม่ให้มือของนางต้องแห้งแตก ทันใดนั้นนางกลับรู้สึกเจ็บแสบยิ่งนัก เมื่อตรวจสอบดูดีๆ ก็พบว่าในน้ำมันทามือของนางนั้นมีผงพริกผสมอยู่ด้วย ถ้าไม่สังเกตดูดีๆ ก็ไม่มีทางมองเห็นได้

         นางอดทนต่อความเจ็บก่อนจะรีบเดินไปล้างมือให้สะอาด ซูฉีฉีกวาดสายตาไปยังสาวใช้อีกสี่คนที่อยู่ในห้อง

         คนทั้งสี่ไม่กล้าสบตานาง ล้วนแต่ก้มหน้าก้มตาพูดคุยกัน

         คิ้วของนางขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ในใจกลับรู้สึกไม่สบายใจนักจึงรีบหยิบเสื้อผ้าของตัวเองขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง แล้วนางก็พบว่าจี้หยกรูปทรงพัดของตนที่มารดานางให้ไว้ก่อนออกเดินทางนั้นหายไปแล้ว

         แต่เดิมนางไม่คิดจะมีปัญหากับคนพวกนี้ ไม่อยากสร้างความวุ่นวาย แต่ว่าจี้หยกนั่นเป็นของที่มารดานางมอบให้นาง จะหายไม่ได้โดยเด็ดขาด

        นางค่อยๆลุกขึ้นก่อนจะเดินไปตรงหน้าสาวใช้ทั้งสี่ด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง ถึงแม้ว่าตอนนี้นางจะสวมใส่เสื้อผ้าคุณภาพหยาบๆ แต่กลับยังคงมีความน่าเกรงขามอยู่ในตนเอง “เอาออกมา”

          นางพูดสามคำนี้ด้วยท่าทีนิ่งเฉย ไม่แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ใดๆ แต่การกระทำนี้ของนางกลับทำให้สาวใช้ทั้งสี่ล้วนนึกไปถึงท่านอ๋องของพวกนาง

         ดูเหมือนว่าพระชายาผู้ที่ไม่ได้รับการโปรดปรานตรงหน้านี้จะมีความน่าเกรงขามเหมือนกับท่านอ๋องของพวกเขาไม่น้อย

         เพียงแค่คำธรรมดาๆ สามคำนี้ก็ทำให้พวกเขาหดตัวด้วยความสั่นกลัวอย่างไร้สาเหตุ

         “อะไร?” สาวใช้คนหนึ่งที่ใจกล้ากว่าคนอื่นเล็กน้อยเงยหน้าขึ้นเผชิญกับซูฉีฉี อย่างไรเสียนางก็มิใช่ท่านอ๋อง

         “จี้หยก” ซูฉีฉีพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆออกมาอีกสองคำ: “อย่าลืมสิ ว่าต่อให้ข้าไม่ได้เป็นที่โปรดปราน แต่ถึงอย่างไรข้าก็เป็นพระชายาที่ได้รับแต่งตั้งจากฮ่องเต้”

          เพียงแค่ประโยคเดียว สีหน้าของสาวใช้ทั้งสี่ก็เปลี่ยนไป

         สาวใช้ที่พึ่งตอบนางเมื่อครู่หยิบจี้หยกออกจากแขนเสื้อของตนเองด้วยความสั่นกลัว

         ท่านอ๋องซึ่งดำรงยศติ้งเป่ยโหวสามารถกลั่นแกล้งพระชายาคนนี้ได้ตลอดเวลา แต่ว่าพวกคนรับใช้เหล่านี้นั้นเกรงว่าจะไม่มีทางทำได้เสียแล้ว

         หลายวันมานี้พวกเขาเห็นซูฉีฉีดูเป็นคนจิตใจดีจึงกล้าทำเช่นนี้

         เมื่อได้รับต่างหูหยกคืนแล้ว ซูฉีฉีแต่เดิมไม่คิดจะนำมันมาแขวนไว้บนคอ ทว่านางเกรงว่าจะมันจะหายอีกครั้ง ตอนนึ้จึงทำได้เพียงแต่ต้องเอามันมาแขวนไว้บนคอเท่านั้น

         นางเดินไปที่หน้ากล่องสัมภาระของตนก่อนจะหยิบเศษเงินออกมาแล้วไปวางไว้ตรงหน้าสาวใช้ทั้งสี่คน: “ล้วนแต่เป็นคนที่ตกยากลำบากเหมือนกัน จะต้องหาเรื่องกันไปใย”

         ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำพูดใดต่ออีก

 ————————————————————————————————————————————————-

*เปี่ยวเสียวเจี่ย แปลว่า คุณหนูซึ่งเป็นญาติผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าของเจ้านาย (ญาติในที่นี้หมายถึงญาติทางฝั่งมารดา)

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม