0 Views

         ซูฉีฉีส่ายหน้า นางรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาดเพราะแรงกดของมือเหลยอวี๊เฟิงที่อยู่บนไหล่ของตน จึงยกมือปัดออกอย่างรำคาญใจ “ไม่เหมือนกัน แต่เดิมทีข้าก็ไม่มีวรยุทธ์ เมื่อแก้พิษเสร็จแล้วก็กลับเป็นปกติได้แล้ว แต่วรยุทธ์ที่เก่งกาจของท่านอ๋องนั้นกลับต้องสูญเสียไปเพราะฤทธิ์ของพิษ ถ้าหากไม่มีหลินจือเงาพันปีและผลไร้ราก ต่อให้ท่านอ๋องสามารถลุกขึ้นยืนได้…แต่…”

         คำพูดต่อจากนี้นั้น ซูฉีฉีมิกล้าเอ่ยออกมา

         สำหรับคนที่เย่อหยิ่งในตนเองเช่นนั้น การที่ต้องสูญเสียวรยุทธ์ไปหมดคงจะรู้สึกมิต่างอะไรกับการเป็นคนพิการ

         ต่อให้นางนั้นจะสามารถรักษาชีวิตเขาไว้ได้แล้วอย่างไร ชายผู้นั้นก็คงจะไม่ละเว้นนางอยู่ดี

         ยิ่งมิต้องพูดถึงการไปเมืองหลวงในครั้งนี้ จะต้องมีภัยอันตรายมากมาย ถ้าหากเขามีสภาพมิต่างอะไรกับคนพิการแล้วก็คงเปรียบเสมือนลูกแกะตัวเล็กๆ ที่กำลังเดินเข้าถ้ำเสือเป็นแน่

         ไม่ว่าอย่างไรก็คงจะทำให้แผนการอันชั่วร้ายของม่อเวิ่นเสวียนนั้นประสบความสำเร็จ

         ม่อเวิ่นเสวียนผู้นี้ มิเสียแรงที่เป็นผู้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งกษัตริย์ อย่างน้อยความโหดร้ายนั้นเขาก็ประพฤติได้อย่างมิผิดเพี้ยน

         ม่อเวิ่นเฉินเป็นถึงขั้นนี้แล้ว เขายังคงไม่คิดที่จะรามือ

         เขายังคงคิดจะบีบม่อเวิ่นเฉินให้ถึงที่ตายเสียให้ดาย

         เหลยอวี๊เฟิงเองก็เข้าใจในความหมายของซูฉีฉี พร้อมพยักหน้าเล็กน้อย “หลินจือเงาพันปีนั้นข้าจะไปตามหากับเจ้า แต่สำหรับผลไร้ราก…ข้าจะลองคิดหาวิธีอื่นดู”

         เพื่อให้ม่อเวิ่นเฉินกลับมาแข็งแรงดังเดิม ไม่ว่าจะต้องทำอะไรเหลยอวี๊เฟิงนั้นก็ยอมทั้งสิ้น

         “ที่นั่นอันตรายมาก” เมื่อได้ยินว่าเหลยอวี๊เฟิงจะไปหุบเขาขาดสะบั้น ม่อเวิ่นเฉินก็มีความลังเลมิน้อย

         “หม่อมฉันก็จะเดินทางไปด้วย” ซูฉีฉีนั้นมิได้คิดอยากจะไปด้วย ทว่าหลินจือเงาพันปีนี้ เหลยอวี๊เฟิงไม่รู้ว่ามันมีหน้าตาเช่นไร

         นางจะต้องไปหามันด้วยตนเอง

         ต่อให้เป็นการเสี่ยงอันตราย นางก็ยังต้องไป

         “ขอเพียงหาสมุนไพรยาสองชนิดนี้พบ ข้าก็จะสามารถลุกขึ้นยืนได้?” ม่อเวิ่นเฉินยังคงมองไปที่ซูฉีฉีด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นเคย แววตาของเขาปรากฎความรู้สึกชื่นชมออกมาแวบหนึ่ง นับวันเขาจะยิ่งชื่นชมในตัวของสตรีผู้นี้มากขึ้น

         ดูเหมือนว่าตนเองจะมิได้มองนางผิดไป

         ที่แท้นางก็หายาถอนพิษได้จริงๆ

         ซูฉีฉีพยักหน้าลงเบาๆ นางมิได้แสดงความตื่นเต้นดีใจออกมา บนใบหน้ายังคงนิ่งเรียบเหมือนเช่นเคย

         ความนิ่งเรียบเช่นนี้ทำให้คนรับรู้ได้ถึงความถือตัวที่แฝงอยู่ในตัวนางได้จางๆ

         ทว่าม่อเวิ่นเฉินกับชอบความถือตัวนี้ของนาง อย่างนี้ถึงจะเหมาะสมกับตำแหน่งพระชายาติ้งเป่ยโหย

         “เดินทางระวังด้วย” ม่อเวิ่นเฉินมิได้พูดอะไรมากแต่สายตากับจับจ้องไปที่เหลยอวี๊เฟิง

         “วางใจเถอะ” เหลยอวี๊เฟิงตอบกลับด้วยท่าทีสบายๆ

         ก่อนจะก้มหน้าเหลือบมองซูฉีฉีครู่หนึ่งพร้อมส่งเสียงผิวปากออกมาเพื่อสื่อให้เหลยอวี๊เฟิงรู้ถึงความหมายของตน

         เขารู้ว่าม่อเวิ่นเฉินนั้นพูดประโยคนี้ได้เอ่ยรวมไปถึงซูฉีฉีด้วย ดูเหมือนว่าเจ้านี่ก็เป็นห่วงสตรีตรงหน้าอยู่เหมือนกัน

         ตอนนี้เขารู้สึกว่านิสัยเย็นชาของซูฉีฉีนั้นเหมาะสมกับม่อเวิ่นเฉิน ดีกว่าฮวาเชียนจือที่อยู่เรือนรองตั้งมิรู้กี่ร้อยเท่า

         ช่วยมิได้ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาเขาก็รู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับฮวาเชียนจือนัก

         พวกเขาไม่มีอันใดให้เอ่ยต่อกันอีก ซูฉีฉีเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก นางค่อยๆ ย่อตัวทำความเคารพก่อนจะขอตัวลา

         เมื่อมองไปที่แผ่นหลังของซูฉีฉีที่กำลังเดินออกไป เหลิ่งเหยียนที่ยืนอยู่ข้างประตูก็มีสีหน้าตื่นเต้นยินดี ในที่สุดพิษของท่านอ๋องก็มีทางรักษาแล้ว แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การมีความสุข

         วันที่สอง พ่อบ้านได้จัดเตรียมรถม้าไว้พร้อมแล้ว ซูฉีฉีขึ้นรถม้าอย่างสงบเงียบ มิได้เอ่ยอันใดออกมา

         รอเพียงเหลยอวี๊เฟิงมาถึงก็จะออกเดินทางไปหุบเขาขาดสะบั้นทันที

         เพียงแต่เมื่อนางเลิกผ้าม่านขึ้น ภาพที่เห็นก็คือม่อเวิ่นเฉินที่กำลังถูกเหลิ่งเหยียนแบกเอาไว้

         นี่ทำให้ซูฉีฉีสะดุ้งขึ้นอย่างตกใจก่อนจะจ้องมองไปที่เขา: “ท่านอ๋อง”

          จากนั้นนางก็ไม่ได้เอ่ยประโยคใดต่ออีก

         “จำเอาไว้ จะต้องมีชีวิตกลับมา” ม่อเวิ่นเฉินพูดออกมาเพียงประโยคเดียวและไม่สนว่าซูฉีฉีจะมีท่าทีใดๆ ตอบกลับ เขาก็ได้หมุนตัวกลับไปเสียแล้ว

         ทำให้ซูฉีฉีรู้สึกมึนงงสับสนเป็นอย่างมาก

         ไม่นานนักเหลยอวี๊เฟิงก็ขี่ม้ามาถึงตำหนักอ๋อง จากนั้นม้าตัวหนึ่งและรถอีกคันหนึ่งก็ออกจากตำหนักมุ่งหน้าไปทางหุบเขาขาดสะบั้น

         หุบเขาขาดสะบั้นนั้นห่างจากตำหนักอ๋องไม่ไกลนัก ใช้ระยะทางเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น เป็นสถานที่เก็บยาสมุนไพรที่ดี เพียงแต่ว่าคนทั่วไปนั้นกล้าเก็บสมุนไพรแค่ตรงแนวเชิงเขาเท่านั้น ยอดหุบเขานั้นไม่มีผู้ใดกล้าเหยียบย่างขึ้นไป

         หุบเขาขาดสะบั้นนั้นเป็นดั่งชื่อของมัน บนยอดของหุบเขานั้นมีเหวลึกอีกทั้งยังกั้นอยู่ระหว่างยอดเขาแหลม

         แต่ก็กลับมีเพียงจุดสูงสุดของหุบเขาเท่านั้นถึงจะมีสมุนไพรหายาก

         จะเด็ดเอาหลินจือเงานั้น เกรงว่าคงต้องปีนขึ้นไปบนยอดสูงสุดของหุบเขา

         ตรงตีนเขานั้นมีคนเลี้ยงม้าคอยเฝ้าม้าและรถม้าให้ ขณะที่ซูฉีฉีและเหลยอวี๊เฟิงต้องก้าวเดินขึ้นเขาไป


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม