0 Views

         สำหรับคำว่า ‘ลองยา’ สองคำนี้ของซูฉีฉี เหลยอวี๊เฟิงก็ยังคงไม่ค่อยเข้าใจนัก เขาส่ายศีรษะก่อนจะตัดสินใจว่าเวลานี้ตัวเขานั้นจะทำเหมือนไม่รู้เรื่องเสียก็แล้วกัน

         ยังไงเสียบุรุษตรงหน้ายังเชื่อถือในตัวนาง ต่อให้ตัวเขาเองนั้นสงสัยไปก็ไม่มีประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนนี้ก็ไม่มีผู้อื่นที่จะสามารถรักษาม่อเวิ่นเฉินได้อีกแล้ว

         ม่อเวิ่นเฉินยื่นแขนของตนไปตรงหน้าซูฉีฉีอย่างง่ายดาย ด้วยสีหน้าที่ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย

         เมื่อหยิบกริซออกมา ยังไม่ทันทีซูฉีฉีจะได้ลงมือ ดาบในมือของเหลยอวี๊เฟิงก็ทาบลงไปที่คอของซูฉีฉีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “เจ้าคิดจะทำอะไร?”

         ซูฉีฉีเหลือบตามองดาบยาวที่กำลังทาบอยู่ข้างคอของตน ก่อนจะพูดออกมาเสียงเรียบ “วางใจเถอะ ข้ายังไม่อยากตาย”

         “อวี๊เฟิง” ม่อเวิ่นเฉินพูดเบาๆ ออกมาหนึ่งประโยค

         เมื่อเห็นท่าทีของทั้งสอง นาทีนั้นเหลยอวี๊เฟิงก็รู้สึกว่าซูฉีฉีกับม่อเวิ่นเฉินนั้นเหมาะสมกันอย่างยิ่ง เขาเก็บดาบไปก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ข้างๆ คนทั้งสอง เหลิ่งเหยียนที่ยืนอยู่ข้างประตูก็เดินเข้ามาข้างในเช่นกัน

         ขอเพียงซูฉีฉีมีใจคิดกระทำการไม่ดีขึ้น สิ่งที่แลกกลับมาก็คือกองโลหิตที่ไหลออกมาจากลำคอของนาง

         เมื่อกรีดที่ข้อมือของม่อเวิ่นเฉินแล้วรองรับหยดเลือดที่ไหลออกมาถึงครึ่งชามจึงค่อยหยุดการกระทำของตนเองลง นางมิได้หันไปมองใครแต่กลับหมุนตัวและก้าวเท้าเดินออกจากห้องไปทีละก้าว สีหน้าของนางยังคงราบเรียบ สงบนิ่งดั่งเดิม

         เหลยอวี๊เฟิงยกมือขึ้นลูบจมูกตน เขารู้สึกเก้อเขินอยู่บ้างพร้อมยักไหล่ขึ้นแสดงท่าทีประหนึ่งว่าเรื่องนี้จะโทษว่าเป็นความผิดของเขาก็มิได้

         เมื่อยกชามที่มีเลือดของม่อเวิ่นเฉินดื่มเข้าไปแล้ว ซูฉีฉีก็ยกยาถอนพิษที่ผสมออกมาใหม่ของตนขึ้นดื่ม จากนั้นก็นั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนั้นเพื่อรอดูผลลัพธ์

         ร่างกายของนางร้อนรุ่มดั่งน้ำเดือด มือทั้งสองของซูฉีฉีกำแน่นอยู่บนเตียง ตอนนี้ในห้องของนางไม่มีผู้ใดจึงไม่มีใครรู้ว่านางกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้

         ทว่าเหลยอวี๊เฟิงที่กำลังสงสัยมาโดยตลอดว่าซูฉีฉีคิดจะทำอะไรนั้นกำลังยืนอยู่นอกประตู อยู่นิ่งๆ คอยดักฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน ด้วยกำลังภายในของเขาแล้ว เสียงภายในห้องที่เกิดขึ้นแม้แต่เพียงนิดเดียวนั้นเขาก็สามารถได้ยินมันอย่างชัดเจน

         ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงของภาชนะกระเบื้องตกแตกลงบนพื้นพร้อมกับเสียงร้องเบาๆ อย่างอดกลั้น

         ในใจเขาก็รู้สึกไม่สงบขึ้นมา ยังไม่ทันได้คิดอะไรมากเท่าใดนัก ตัวเขาก็ได้ผลักประตูเปิดพร้อมบุกเข้าไปด้านในแล้ว เมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดขาวราวกระดาษของซูฉีฉีที่กำลังนอนอยู่บนพื้น อยู่ๆ เหลยอวี๊เฟิงก็ไม่รู้ว่าตนควรจะทำเช่นไรต่อดี

         เขายืนอยู่ตรงนั้นอย่างสับสน

         “ยา ยา ยา…” เมื่อซูฉีฉีเห็นคนเดินเข้ามา นางก็พยายามชี้นิ้วไปทางชามยาที่วางอยู่บนตู้ ริมฝีปากของนางได้ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว

         เหลยอวี๊เฟิงเดินหน้ารุดไปหยิบเอาชามยาก่อนจะย่อตัวลงไปประคองซูฉีฉีขึ้นมาพิงในอกของตน เขายกยาขึ้นป้อนซูฉีฉีด้วยตนเอง

         จากนั้นก็จ้องมองไปที่นางด้วยความกังวลใจ

         เมื่อเห็นว่าริมฝีปากของซูฉีฉีไม่ได้เข้มขึ้นแล้ว เขาถึงจะค่อยๆ ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

         นางยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผากตนเองก่อนจะหัวเราะออกมา แม้ว่าตอนนี้นางจะยังอ่อนแออยู่บ้าง แต่ก็ยังคงความสงบเยือกเย็นดั่งเดิม นางพยายามคลานออกมาอย่างยากลำบาก “ขอบใจท่านมาก”

         เหลยอวี๊เฟิงในตอนนี้มิได้มีท่าทีหยอกล้อสบายๆ เหมือนช่วงเวลาปกติอีกแล้ว เขาลุกขึ้นยืนก่อนจะเหลือบตาไปมองซูฉีฉี “อย่าเข้าใจผิดไป ถ้าเจ้าตาย ใครจะเป็นคนแก้พิษในตัวเวิ่นเฉิน”

         “ข้ารู้” แน่นอนว่าซูฉีฉีมิได้คาดหวังอย่างอื่น

         คำตอบเช่นนี้นางรับได้ ทว่า บนใบหน้าของนางฉายแววยินดีออกมาแวบหนึ่ง “ข้าหายาถอนพิษพบแล้ว”

         เหลยอวี๊เฟิงที่เดิมกำลังหมุนตัวออกไปนั้นก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ก่อนจะรีบหมุนตัวกลับมา มือทั้งสองของเขากุมไหล่ของซูฉีฉีเอาไว้แน่นพร้อมออกแรงเขย่า “ที่เจ้าพูดมานั่นเป็นความจริงหรือ…”

         “แต่ว่ามีตัวยาสองตัวที่ในตำหนักนั้นไม่มี” บนใบหน้าของซูฉีฉีก็มีประกายความตื่นเต้นออกมาเช่นกัน

         ขอแค่มียาถอนพิษ หนึ่งเดือนหลังจากนี้ม่อเวิ่นเฉินก็จะสามารถกลับมาแข็งแรงได้ดังเดิมแล้ว

         “ไหนเจ้าว่ามาสิ” เพียงครู่เดียวสีหน้าของเหลยอวี๊เฟิงก็กลับมานิ่งสงบดั่งเดิม ไม่ปรากฎอารมณ์สุขทุกข์ใดๆ บนใบหน้า แต่โดยมากแล้วสีหน้าของเขาก็จะมีแค่กระตุกยิ้มที่มุมปาก ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขาเป็นแค่คนที่มีนิสัยเรื่อยเปื่อยไปวันๆ

         “หลินจือเงาพันปีและผลไร้ราก” เมื่อซูฉีฉีพูดประโยคนี้ออกมานั้นก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากมิน้อย

         ของสองสิ่งนี้ล้วนเป็นสมุนไพรยาที่หาได้ยากมาก ต่อให้มีก็มูลค่ามากมายมหาศาล ซ้ำยังเป็นตัวยาที่หาซื้อได้ยากมากอีกด้วย

         “เจ้า…เมื่อครู่ไม่ได้แก้พิษที่อยู่ในตัวได้แล้วหรือ? เหตุใดยังต้องใช้ตัวยาสองชนิดนั้นอีก?” นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เหลยอวี๊เฟิงไม่อาจเข้าใจได้ เขารู้ว่าซูฉีฉีนั้นต้องดื่มเลือดของม่อเวิ่นเฉินไปแล้วเป็นแน่ ถ้าหากเป็นเช่นนั้น พิษที่นางโดนก็ต้องเหมือนกับม่อเวิ่นเฉิน นางในตอนนี้ปกติดี ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ถ้าเช่นนั้นยาถอนพิษตัวนี้ให้ม่อเวิ่นเฉินดื่มเข้าไป ผลลัพธ์จะมีอันใดไม่เหมือนกัน?

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม