0 Views

         เพราะการมาของฮ่องเต้และฮองเฮาทำให้ซูฉีฉียังคงต้องอาศัยอยู่ที่เรือนหลักของตำหนักอ๋อง แต่นางก็ต้องหยุดที่จะทดลองยา และก็หยุดการฝังเข็ม

         ถึงแม้ว่าเหลิ่งเหยียนและเหลยอวี๊เฟิงนั้นจะรู้สึกร้อนรนกระวนกระวายใจ แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร

         หมอเทวดาจากทั่วทั้งแผ่นดินล้วนหาทางรักษามิได้ แม้แต่ราชครูที่พำนักอยู่ในวังหลวงผู้เป็นคนคิดค้นยาพิษตัวนี้ยังหาทางทำยาถอนพิษไม่ได้ เรื่องนี้ยิ่งทำให้ม่อเวิ่นเสวียนรู้สึกวางใจว่าพิษของม่อเวิ่นเฉินนั้นไร้ทางแก้แล้ว

         เมื่อเที่ยวเล่นในเมืองอ้าวไปแล้วหลายวัน พวกเขาก็ตัดสินใจเดินทางกลับเมืองหลวงไป

         ฮวาเชียนจือที่แต่เดิมกำลังโมโหคุ้มคลั่งอยู่นั้น เมื่อนางเห็นว่าอำนาจของซูฉีฉีในตำหนักอ๋องค่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ในใจนางก็ยิ่งร้อนรนดั่งมีเพลิงไฟร้อนแรงกำลังแผดเผานางอยู่ก็มิปาน

         แต่เพราะประโยคสุดท้ายที่ม่อเวิ่นเสวียนทิ้งไว้ก่อนจากไปทำให้ม่อเวิ่นเฉินนั้นมีท่าทีเย็นชาต่อซูฉีฉีมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

         หลังจากนี้หนึ่งเดือน ม่อเวิ่นเฉินต้องพาซูฉีฉีกลับไปจวนอัครมหาเสนาบดีในเมืองหลวง เพื่อเยี่ยมมารดาของซูฉีฉี

         ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เขียนราชโองการลงมา แต่ก็เป็นรับสั่งที่ตรัสออกมาจากฮ่องเต้ ยิ่งกว่านี้ยังถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจขัดขืนได้

         “มีเวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น”

         ม่อเวิ่นเฉินหันไปมองซูฉีฉี ล้วนแต่เป็นเพราะนางถึงจำต้องมีแผนการเดินทางเช่นนี้

         นี่เป็นการบีบตัวเขาให้จนมุมที่ยอดเยี่ยมอีกวิธีหนึ่งของม่อเวิ่นเสวียน

         “รับทราบ” ซูฉีฉีพยักหน้า

         เมื่อเห็นซูฉีฉีมีใบหน้านิ่งเฉยไม่แสดงอารมณ์สุขหรือทุกข์นั้นก็ทำให้ม่อเวิ่นเฉินรู้สึกนับถือออกมาจากใจจริง

         ตัวเขาก็จ้องมองไปที่ซูฉีฉีอย่างไม่ได้ตั้งใจ ซูฉีฉียามนี้สวมเสื้อผ้าสีอ่อนทำให้นางเหลือไว้เพียงความงามอย่างบริสุทธิ์

         ให้ความรู้สึกสะอาดบริสุทธิ์ไร้มลทิน เผยความงามอย่างแปลกตาต่อผู้ที่พบเห็น

         ซูฉีฉียังคงทดลองยา ทดลองพิษ ฝังเข็มอย่างต่อเนื่อง โชคยังดีที่ฮ่องเต้และฮองเฮาไม่คุ้นชินกับการที่ต้องประทับอยู่ที่นี่เป็นเวลานานเนื่องจากการกินอยู่ของที่นี่ถ้าหากเทียบกับวังหลวงแล้วยังถือว่าห่างไกลกันอยู่มากโข

         ด้วยสภาพร่างกายของม่อเวิ่นเฉินในตอนนี้ หากไม่ได้รับการฝังเข็มอีกเกรงว่าพิษจะต้องกระจายเข้าไปทั่วร่างกายอีกแล้ว

         เหลยอวี๊เฟิงยกมือขึ้นกอดอกพลางเดินไปเดินมาอยู่ในห้องของม่อเวิ่นเฉิน สีหน้าของเขาไม่สู้ดีนัก ในใจของเขากำลังรู้สึกร้อนรน ร้อนรนจนไม่รู้จะทำเช่นไรดี

         “สตรีผู้นั้นไหวหรือไม่กันแน่?”

         เหลยอวี๊เฟิงอดสงสัยมิได้ เพราะถึงอย่างไรเวลาที่เหลืออยู่ในตอนนี้ก็มีไม่มากแล้ว

         ถ้าหากม่อเวิ่นเฉินออกเดินทางไปเมืองหลวงในสภาพเช่นนี้ เกรงว่าเขาคงต้องพิการไปชั่วชีวิตเสียแล้ว

         “ข้าเชื่อนาง” ม่อเวิ่นเฉินยิ้มออกมาบางๆ ไม่มีความเยือกเย็นมากมายเหมือนดั่งก่อน ต่อหน้าเหลยอวี๊เฟิงนั้นเขามักจะมีท่าทียิ้มหัวเราะสบายๆ อยู่เสมอ

         “เจ้า…” เหลยอวี๊เฟิงเบิกตาจ้องมองไปที่ม่อเวิ่นเฉิน จากนั้นก็ฉีกยิ้มที่มุมปากและมองม่อเวิ่นเฉินอย่างล้อเลียน “เจ้าตกหลุมรักนางเข้าแล้ว?”

         “ไสหัวไป” ม่อเวิ่นเฉินตวาดไล่เสียงดัง

         เวลาเพียงหนึ่งเดือนสำหรับซูฉีฉีนั้นถือว่าน้อยมากเพราะนางเองก็ไม่ใช่หมอเทวดา

         นางคิดเป็นเวลาถึงสามวันเต็ม ในที่สุดซูฉีฉีก็ตัดสินใจใช้ตัวเองเป็นตัวทดลอง ตอนนี้มีเพียงวิธีนี้แล้ว

         นางค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปในห้องของม่อเวิ่นเฉิน สีหน้าของซูฉีฉีเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ท่านอ๋อง ข้าต้องการเลือดของท่าน”

         วิธีนี้คนทั่วไปไม่สามารถทนได้ แต่ว่าซูฉีฉีนั้นหาวิธีทดลองยาถอนพิษด้วยวิธีอื่นไม่ได้อีกแล้ว นางได้ลองสมุนไพรยาทุกตัวที่นางรู้จักจนหมดและอ้างอิงจากการที่ตัวยาตัวหนึ่งจะสกัดฤทธิ์ยาของอีกตัวหนึ่งนั้นทำให้นางผสมยาถอนพิษออกมาไม่รู้มากมายเท่าใดแล้ว

         แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังไม่มีทางรู้ได้เลยว่าฤทธิ์ของยานั้นเป็นเช่นไร

         เมื่อเห็นใบหน้าที่สงบนิ่งและเรียบเฉยของซูฉีฉี ม่อเวิ่นเฉินก็จับจ้องไปที่นางอยู่ครึ่งค่อนวัน เขาอยากจะรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ผ่านทางสีหน้าของนาง แต่ว่าม่อเวิ่นเฉินนั้นก็ต้องผิดหวังไม่น้อย ดูเหมือนว่าซูฉีฉีในตอนนี้จะสงบนิ่งมากกว่าตอนที่พึ่งเข้าตำหนักอ๋องอยู่มากนัก

         คนถึงอย่างไรเสียก็ต้องมีวันเปลี่ยน

         “ได้สิ” ไม่ได้ถามให้มากความ ม่อเวิ่นเฉินก็พยักหน้าศีรษะตกลง

         “เจ้าจะทำอะไร?” เหลยอวี๊เฟิงก้าวเท้าออกมาอย่างผิดปกติ โดยทั่วไปแล้วเขาจะไม่พูดอะไรเพิ่มให้มากความ แต่เพราะเขาไม่เข้าใจในการกระทำของซูฉีฉีในขณะนี้

         “ลองยา” ซูฉีฉีตอบกลับอย่างรวบรัด

         ต่อให้ต้องเสี่ยงนางก็ต้องทำเพราะนางไม่มีเวลาแล้ว

         ความจริงแล้วนางก็อยากจะกลับไปเมืองหลวงเพื่อเยี่ยมมารดาของตน แต่เพราะอย่างนี้เลยทำให้ม่อเวิ่นเฉินต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย

         ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นเพราะนาง เพราะฉะนั้นนางเอาตัวเองเข้าเสี่ยงนั้นถือเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว

         ต่อให้ไม่ได้ทำเพื่อตัวนาเอง ถ้ารักษาม่อเวิ่นเฉินไม่สำเร็จ ตัวนางเองก็คงไม่มีชีวิตรอดออกไป

         คิดมาถึงตรงนี้นางก็กระตุกยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกเย้ยหยันที่นางมีต่อตัวเอง

         สีหน้าของนางนั้นไม่อาจรอดพ้นจากสายตาของม่อเวิ่นเฉินไปได้ แต่ว่าเขากลับทำเสมือนตนมิได้มองเห็นอะไร

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม