0 Views

         ซูฉีฉีนั่งอยู่ข้างกายม่อเวิ่นเฉิน มิได้หันมองไปทางซูเมิ่งหรู

         “เป็นใครกันช่างบังอาจนักถึงกับกล้าทำร้ายเจ้า” เมื่อดื่มสุราไปได้สามจอก ม่อเวิ่นเสวียนก็แสดงอารมณ์ฉุนเฉียวออกมาพลางจ้องมองไปที่ม่อเวิ่นเฉิน

         “กำลังตรวจสอบอยู่ คนที่เหิมเกริมเช่นนี้ เสด็จพี่คิดว่าควรจะจัดการเช่นไรดี?” ทว่าม่อเวิ่นเฉินตอบกลับด้วยท่าทีสงบนิ่งและสายตาก็หันไปประสานเข้ากับดวงตาของม่อเวิ่นเสวียนที่มองมาด้วยความเย้ยหยันเล็กน้อย

         เมื่อถูกม่อเวิ่นเฉินถามเช่นนี้ ม่อเวิ่นเสวียนก็ถึงกับต้องผงะ

         “ชายาที่รัก ไหนเจ้าลองว่ามาสิว่าควรจะจัดการเช่นไรดี?” เมื่อเห็นว่าม่อเวิ่นเสวียนไม่ตอบ ม่อเวิ่นเฉินก็หันไปถามซูฉีฉีที่อยู่ข้างกาย

         “ลอบทำร้ายบุคคลผู้เป็นถึงความภาคภูมิใจของต้าเยียนและเทพผู้ปกป้องต้าเยียนนั้นเท่ากับว่าต้องการประกาศตัวเป็นศัตรูกับประชาชนทั้งหมดของต้าเยียน คนเหล่านั้นล้วนต้องโทษประหาร” ซูฉีฉีเข้าใจดีว่าตอนนี้นางกำลังถูกใช้ให้มาเป็นหมากตัวหนึ่งในกระดาน

         ในเมื่อนางจำเป็นต้องล่วงเกินฝ่ายหนึ่ง

         นางไม่มีทางเลือกอื่น

         สีหน้าของซูเมิ่งหรูเข้มขึ้นอีกหลายส่วน นางกัดริมฝีปากของตนอย่างข่มกลั้นอารมณ์ก่อนที่ใบหน้าเรียวเล็กนั่นจะค่อยๆ สงบลง

         ทว่าแววตาไม่เป็นมิตรยังคงถลึงมองไปทางซูฉีฉี

         เมื่อซูฉีฉีกล่าวเสร็จ นางก็ลงมือกินอาหารของตนเองต่อ ไม่สนใจมองว่าผู้อื่นมีท่าทีเช่นไรต่อคำพูดของนางเมื่อครู่

         อีกทั้งนางยังมิมีความจำเป็นที่จะต้องมองด้วย

         “คนเหล่านั้นล้วนต้องโทษประหาร พูดได้ดีนี่” ม่อเวิ่นเสวียนกัดฟันแน่น รายละเอียดส่วนผสมของยาพิษที่อยู่ในวังหลวงได้หายไป เขารู้ว่าม่อเวิ่นเฉินเป็นผู้ลงมือ ตอนนี้ทุกคนต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ

         ซูฉีฉีกล่าวประโยคเช่นนั้นออกมาก็แสดงให้เห็นชัดแล้วว่านางมิได้เห็นม่อเวิ่นเสวียนอย่างเขาอยู่ในสายตา

         “ท่านพี่ พวกบุรุษกำลังหารือเรื่องใหญ่โตของประเทศ เรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา พวกเราไม่ได้เจอกันนานแล้ว สนใจออกไปเดินเล่นกันหน่อยหรือไม่”

         เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มไม่ค่อยดีนัก ซูเมิ่งหรูก็เดินไปหยุดอยู่ข้างๆ ซูฉีฉีพร้อมยิ้มอ่อนๆ และดึงแขนของนางมาคล้องไว้อย่างสนิทสนม

         นางเอียงศีรษะไปมองม่อเวิ่นเฉิน เมื่อเห็นว่าเขาที่ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกมา ซูฉีฉีก็รู้ได้ทันทีว่าหน้าที่ของตนเสร็จสิ้นแล้ว นางสามารถออกไปจากห้องนี้ได้

         ถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่สงครามที่ต้องฆ่าฟันกับข้าศึก แต่ซูฉีฉีก็รู้สึกว่าเวลานี้พวกเขาทั้งสองช่างน่ากลัวยิ่งกว่าสงครามในสนามรบเสียอีก

         เมื่อนางเดินออกไปพร้อมกับซูเมิ่งหรู ทั้งสองคนต่างก็เงียบ มิได้เอ่ยวาจาใดๆ ต่อกัน

         “พี่สาวกล่าวโทษน้องหรือไม่ที่แย่งตำแหน่งฮองเฮาของท่านไป” ซูเมิ่งหรูเอ่ยขึ้นมาก่อน ดวงตากลมโตจับจ้องไปที่ซูฉีฉีอย่างน่าสงสาร โครงหน้าของนางงดงามดั่งภาพวาด สะกดตาผู้คนที่พบเห็น

         ใบหน้าเช่นนี้ หากเป็นบุรุษก็ล้วนแต่ต้องหลงใหลในความงามของนางกันทั้งนั้น

         “น้องสาวคิดมากไปแล้ว ท่านอ๋องดีกับพี่มากนัก” ซูฉีฉียังจะพูดเช่นใดได้อีก? โทษ? จะโทษใครได้

         “เป็นเช่นนี้ก็ดี” แววตาของซูเมิ่งหรูมีแสงสว่างแวบผ่านครู่หนึ่ง จากนั้นนางก็หัวเราะเบาๆ “ท่านแต่งมาที่นี่ก็หลายวันแล้ว คิดถึงท่านแม่ใหญ่หรือไม่”

         ได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ ซูฉีฉีกลับไม่รู้สึกว่านางนั้นห่วงใยตนจริงๆ เพราะนางรู้ว่าซูเมิ่งหรูทำเรื่องใดนั้นล้วนแต่มีเป้าหมายทั้งนั้น

         ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป นางพูดมิได้ว่าคิดถึง และก็พูดไม่ได้เช่นกันว่าไม่คิดถึง

         “วางใจเถอะ น้องจะต้องช่วยพูดให้ท่านต่อหน้าฮ่องเต้ ให้ท่านอ๋องกลับจวนอัครมหาเสนาบดีกับท่านเพื่อเยี่ยมท่านแม่ใหญ่ ท่านแม่ใหญ่นั้นคิดถึงท่านเหลือเกิน…” มุมปากของซูเมิ่งหรูกระดกขึ้นเบาๆ ภายใต้รอยยิ้มแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและเชื่อมั่นในตนเอง

         ตั้งแต่เล็กจนโต นางก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด

         “ขอบคุณในความหวังดีของน้องสาวแล้ว” ซูฉีฉียังคงถกเถียงกันในใจพลางยิ้มตกปากรับคำ

         ดูเหมือนว่านี่จะเป็นความต้องการของม่อเวิ่นเสวียนสินะ

         เขาต้องการไม่ให้ม่อเวิ่นเฉินมีทางหนีรอดออกไปได้อีก

         สองสาวพี่น้องกำลังเดินเล่นกันอยู่ในตำหนักอ๋อง วันนี้ซูฉีฉีสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีแดง ประกอบกับใบหน้าสะอาดหมดจดของนางทำให้เพิ่มความงามของนางขึ้นมิน้อยแต่ที่มากไปกว่านั้นคือความสง่างามและสูงส่งของนาง

         แต่ถึงกระนั้นก็ยังเทียบไม่ได้กับซูเมิ่งหรูที่คลุมทับด้วยหนังเสือดาวสีขาว

         เรือนอี่เหอ

         ม่อเวิ่นเสวียนยกสุราจอกแรกขึ้น เป็นครั้งแรกที่ยกสุราคารวะม่อเวิ่นเฉินอย่างถ่อมตน

         ถึงอย่างไรก็ไม่มีคนนอก พวกเขาเป็นพี่เป็นน้องกัน ม่อเวิ่นเฉินเองก็ไม่ได้สนใจอันใดมากนัก

         อีกทั้งที่นี่คือเมืองอ้าว มังกรต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนก็ยากที่จะกดทับหัวงู ถ้าม่อเวิ่นเสวียนคิดจะทำอะไร เขาก็ต้องพิจารณาให้ดีๆ เสียก่อน

         เพียงแต่ว่าสุราที่ม่อเวิ่นเสวียนส่งให้นั้นล้วนหกใส่บนเสื้อของม่อเวิ่นเฉินจนหมด

         ม่อเวิ่นเฉินที่คาดเดาเหตุการณ์เช่นนี้ได้ตั้งแต่แรกเพียงแค่ยกมือขึ้นปัดเบาๆ ถึงแม้ว่าแววตาจะมีความเยือกเย็นฉายออกมาแวบหนึ่ง ทว่าเพียงไม่นานก็กลับมาปกติดั่งเดิม

         การหยั่งเชิงครั้งแรกทำให้ม่อเวิ่นเสวียนพึงพอใจอย่างยิ่ง

         ถ้าหากเป็นม่อเวิ่นเฉินในอดีต เขาจะต้องลุกขึ้นมาปะทะกับตนเป็นแน่…


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม