0 Views

         ฮ่องเต้และฮองเฮาเสด็จมา แน่นอนว่าต้องทำตามหลักธรรมเนียมประเพณี งานเลี้ยงต้อนรับจัดขึ้นในตอนเย็นที่เรือนอี่เหอของตำหนักอ๋อง อีกทั้งฮ่องเต้ยังมีรับสั่งว่าพระชายาอย่างซูฉีฉีต้องอยู่ร่วมงานเลี้ยงด้วย

         พ่อบ้านผายมือออกเป็นการเชิญนางเข้าไป สำหรับพระชายาคนนี้แล้วเขานั้นรู้สึกพึงพอใจเป็นยิ่ง เพียงแต่คนรับใช้ทุกคนในตำหนักอ๋องนั้นทำเสมือนนางไม่มีตัวตน

         ทว่าในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ นางจำต้องออกมาแสดงตนในฐานะพระชายาก็เท่านั้น

         ม่อเวิ่นเฉินซึ่งเป็นสามีของนางบัดนี้สวมชุดสีดำสนิท แววตตาสงบนิ่งขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งโดยมีเหลิ่งเหยียนและองครักษ์อีกคนหนึ่งหามเข้ามาในเรือนอี่เหอ เขาหันไปมองซูฉีฉีโดยที่หนังตาไม่กระพริบแม้แต่น้อย

         “หม่อนฉันถวายบังคมท่านอ๋อง” ซูฉีฉีไม่อยากทำให้บุคคลผู้นี้โมโห จึงแสดงความเคารพออกมาอย่างมีมารยาท ถูกต้องตามธรรมเนียม

         ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเจอกันทุกวัน แต่ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองมิได้พัฒนาขึ้นเลยแม้แต่น้อย

         ถ้ามิใช่เพราะม่อเวิ่นเฉินนั้นป่วยอยู่ล่ะก็ เกรงว่าซูฉีฉีในตอนนี้จะต้องกลับไปอาศัยอยู่ที่โรงซักล้างเสียแล้ว

         “อืม” เขาส่งเสียงขานรับมาอย่างราบเรียบ

         เมื่อนางยืดตัวให้กลับมายืนตรงอีกครั้งก็สบสายตาเข้ากับดวงตาอันเยือกเย็นของม่อเวิ่นเฉิน ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากัน บรรยากาศที่หนาวเย็นเช่นนี้ทำให้ตัวนางสั่นออกมาอย่างห้ามมิอยู่

       “เจ้าเป็นพระชายาที่รักยิ่งของข้า จำไว้ว่าต้องแสดงตัวให้ดี ถ้าหาก…” เสียงของม่อเวิ่นเฉินยังคงเย็นชาเหมือนเช่นเคย

         ทุกประโยคที่เขาเอ่ยกับซูฉีฉีนั้นคือคำสั่งเสมอ

         ผู้ที่เฉลียวฉลาดอย่างซูฉีฉีย่อมเข้าใจในความหมายของเขา นางเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ เท่านั้น

         นางแค่รู้สึกขมขื่นในใจ การที่ต้องเอ่ยประโยคเช่นนี้ออกมานั้นถือเป็นการลำบากท่านอ๋องผู้เย็นชาคนนี้เสียแล้ว

         ฮ่องเต้และฮองเฮาได้นั่งประทับอยู่ตรงตำแหน่งประธานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เสื้อผ้าปักลายมังกรและลายหงส์ของทั้งสองนั้นเด่นสะดุดตา

         ม่อเวิ่นเฉินกับซูฉีฉีคนหนึ่งเดินนำหน้า อีกคนเดินตามหลัง คนหนึ่งสวมชุดสีดำ อีกคนหนึ่งสีขาว คนหนึ่งถูกหามเข้ามา อีกคนเดินเข้ามา ทั้งสองก้าวเข้าไปในเรือนอี่เหอพร้อมๆ กัน

         ม่อเวิ่นเสวียนกับซูเมิ่งหรูหันไปสบตากัน ในสายตาฉายแววเย้ยหยันดูถูกขึ้นแวบหนึ่ง

         ซูเมิ่งหรูนั้นงดงามสะกดสายตาผู้พบเห็น เมื่อหันกลับมามองซูฉีฉี อย่างมากที่สุดนางก็แค่ดูสะอาดบริสุทธิ์ดั่งดอกกล้วยไม้ในป่าเขาเพียงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยิ่งรู้สึกโชคดีที่ได้ล้มงานวิวาห์ของตนลง

         เพียงแค่ซูเหมิ่งหรูยืนอยู่ตรงนี้ก็ไม่มีใครสังเกตุถึงการมีอยู่ของซูฉีฉีแล้ว

         ใจที่รักในสิ่งสวยงามนั้นไม่ว่าใครก็ล้วนมี ฮ่องเต้เลือกฮองเฮาเช่นนี้ไม่ถือเป็นเรื่องที่ทำเกินไปนัก

         แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้เขาดีใจที่สุดคงจะหนีไม่พ้นการที่มอบสตรีที่ตนไม่ต้องการให้กับม่อเวิ่นเฉิน ให้เขากลายเป็นตัวตลกของคนทั่วทั้งแผ่นดิน

         การกระทำเช่นนี้ช่างสมใจเขายิ่งนัก

         แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้เขายิ่งอารมณ์ดียิ่งขึ้นไปอีกก็คือการที่ความภาคภูมิใจของต้าเยียน บัดนี้ได้กลายเป็นคนพิการไปเสียแล้ว

         ทำได้เพียงแค่นั่งอยู่บนเก้าอี้ให้คนรับใช้แบกตนเองเข้ามาที่นี่

         ตั้งแต่เด็กพวกเขาสองคนก็มิถูกกัน แม้ว่าม่อเวิ่นเฉินจะไม่เคยคิดสนใจราชบัลลังก์แม้แต่น้อย ทว่าเขามีอำนาจมากมายขนาดนั้น ซ้ำยังมีความสามารถโดดเด่น จึงกลายมาเป็นเหมือนหอกหนามที่ทิ่มแทงอยู่ในใจขององค์ฮ่องเต้

         “กระหม่อมถวายบังคมเสด็จพี่ ขอพระองค์จงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆปี” รูปร่างอันสูงเด่นของม่อเวิ่นเฉินกำลั่งนั่งยืดหลังตรงอยู่บนเก้าอี้ เสียงของเขายังคงสงบนิ่ง ไร้ซึ่งอารมณ์เหมือนเช่นเคย

         “หม่อนฉันถวายบังคมฝ่าบาท ขอพระองค์จงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี ฮองเฮาจงทรงพระเจริญพันปี พันๆ ปี” ซูฉีฉีก็ยืนตรงๆ อยู่ตรงนั้นก่อนจะเอ่ยแสดงความเคารพออกมาอย่างสุภาพ

         “ซูฉีฉีเจ้าบังอาจนัก เจอข้าแล้วยังไม่ยอมคุกเข่าอีก” ม่อเวิ่นเสวียนตบโต๊ะเสียงดัง น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจเอาไว้

         “หม่อมฉันเป็นพระชายาติ้งเป่ยโหวที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานสมรสให้ เมื่อฮ่องเต้องค์ก่อนมีพระราชโองการว่าติ้งเป่ยโหยมิจำเป็นต้องคุกเข่าแสดงความเคารพต่อฮ่องเต้ หม่อนฉันเป็นพระชายาของท่านอ๋องแน่นอนว่าต้องประพฤติตัวตามสามีของตน” ซูฉีฉีรู้ว่าตอนนี้นางห้ามแสดงท่าทียอมแพ้ออกมาโดยเด็ดขาด

        ม่อเวิ่นเฉินกำลังมองนางอยู่

         อีกทั้งระหว่างฮ่องเต้และม่อเวิ่นเฉินนั้น คนที่นางสามารถล่วงเกินได้ก็มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้น

         เพราะคนที่กำลังกุมชะตาชีวิตของนางในตอนนี้คือม่อเวิ่นเฉิน

         ฮ่องเต้ม่อเวิ่นเสวียนหน้าเขียวคล้ำขึ้นทันที: “เจ้าจะหาว่าข้าผิดงั้นหรือ”

         จับจ้องไปที่ซูฉีฉี คิดไม่ถึงว่าซูฉีฉีที่ยอมให้ผู้คนดูถูกเหยียบย่ำผู้นี้จะกล้าล่วงเกินฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน

         “หม่อนฉันมิเคยกล่าวเช่นนั้น” ซูฉีฉียังคงนิ่งสงบดั่งเคย ไม่มีสีหน้าหวาดกลัวแม้แต่นิด

         นางจะหวาดกลัวตอนนี้ไม่ได้ นางจะต้องสงบนิ่งเข้าไว้

         มีเพียงสงบนิ่งถึงจะต่อกรกับคนเหล่านี้ได้

         “เจ้า!” ถ้าหากคนที่ล่วงเกินตนนั้นเป็นหญิงงามสะท้านแผ่นดินหรือหญิงที่มากด้วยสติปัญญาความสามารถนั้น ม่อเวิ่นเสวียนเชื่อว่าตนนั้นจะไม่บันดาลโทสะถึงเพียงนี้ แต่ว่าสตรีตรงหน้านี้ถึงกลับกล้าที่จะประพฤติตัวเช่นนี้กับเขาได้

         “ฮ่องเต้ ยังไงเสียพระชายาก็เป็นพี่สาวของหม่อมฉัน ขอให้ฮ่องเต้ทรงเห็นแก่หน้าของเมิ่งหรูด้วยเถิด” ตอนนี้สีหน้าของซูเมิ่งหรูก็เข้มขึ้นเช่นกัน นางเหลือบสายตาไปมองซูฉีฉีแวบหนึ่ง ทำไมนางถึงคาดไม่ถึงกันว่าพี่สาวที่ยอมให้ผู้คนกลั่นแกล้งในเรือนอัครมหาเสนาบดีนั้นเมื่อมาถึงตำหนักอ๋องติ้งเป่ยโหวแล้วจะทำตัวโอหังได้ถึงเพียงนี้

         นางไม่อยากจะก่อเรื่องทะเลาะวิวาทในตอนนี้ เพราะถึงอย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นตำหนักของติ้งเป่ยโหว ไม่ใช่วังหลวง

         ม่อเวิ่นเสวียนก็คำนึงถึงจุดนี้เช่นกัน จึงแค่สะบัดมือโบกปัด: “ได้ๆ ถือว่าเห็นแก่หน้าเมิ่งหรู”

         พ่อบ้านที่กำลังเป็นห่วงซูฉีฉีนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

         เขารู้มาโดยตลอดว่าพระชายาผู้นี้ไม่ใช่คนใจดีนัก เพียงแต่ต้องดูว่ากำลังเผชิญกับเรื่องอะไรอยู่เท่านั้น

         ไม่บีบบังคับนางจนถึงที่สุด นางจะไม่มีทางโต้กลับอย่างแน่นอน

         แต่เมื่อถึงคราวโต้กลับแล้วก็ยากที่จะมีคนรับมือได้


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม