0 Views

         “ช่างน่าเสียดายโดยแท้ เหตุใดนางถึงต้องเป็นซูฉีฉี” เหลยอวี๊เฟิงส่ายหน้า สีหน้าท่าทางดั่งคนคิดไม่ตกแต่กลับยิ้มอย่างมีเลศนัยขณะจ้องมองไปที่ม่อเวิ่นเฉิน

         “ไสหัวออกไปยิ้มข้างนอก” ม่อเวิ่นเฉินมีสีหน้าบึ้งตึง จ้องเขม็งไปที่เหลยอวี๊เฟิง

         เหลิ่งเหยียนยืนอยู่ด้านข้าง แก้มของเขาก็กระตุกอยู่เช่นกัน เขาอยากจะหัวเราะแต่ก็มิกล้า

         พระชายาผู้นี้ไม่ธรรมดาโดยแท้ ผิดก็เพียงแต่ว่านางนั้นคือซูฉีฉี

         มิเช่นนั้นคงจะเหมาะสมกับท่านอ๋องของพวกเขาเป็นแน่

         ซูฉีฉีขอตำราเกี่ยวกับสมุนไพรยาต่างๆ มาจากพ่อบ้าน ถึงแม้ว่าในตำหนักอ๋องจะไม่มีตำราลับเฉพาะด้าน ทว่าตำราหนังสือแพทย์ทั่วไปนั้นนับได้ว่าครบถ้วนไม่มีขาด

         ซูฉีฉีพึ่งพูดออกไปได้ไม่นาน พ่อบ้านก็สั่งให้คนนำหนังสือสิบกว่าเล่มส่งมาให้นางแล้ว

         เพราะว่าซูฉีฉีจะต้องหาทางรักษาม่อเวิ่นเฉิน ด้วยเหตุนี้นางจึงย้ายออกมาจากโรงซักล้างแล้ว และพักอาศัยอยู่เรือนข้างๆ เรือนพักของม่อเวิ่นเฉิน ซึ่งนี่ก็เป็นคำขอของซูฉีฉี

         นางจะต้องผสมยาถอนพิษโดยอ้างอิงจากพิษที่อยู่ในร่างกายของม่อเวิ่นเฉิน อีกทั้งยาถอนพิษนี้ยังต้องทำการทดลอง ด้วยฐานะของซูฉีฉีแล้ว นางจึงได้แต่ใช้ตนเองทดลองยาให้กับเขา

         ด้วยเหตุที่ว่ายาแต่ละชนิดนั้นมักจะมีตัวต้านฤทธิ์ ซูฉีฉีจึงเริ่มจากการขอส่วนผสมของยาพิษที่อยู่ในตัวม่อเวิ่นเฉินมาจากเหลยอวี๊เฟิง

         ต้องนับถือในเครือข่ายข่าวสารของสำนักเหลยโดยแท้ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถหายาถอนพิษได้ แต่ว่ารายชื่อส่วนผสมของยาพิษนั้นกลับรวบรวมมาได้ครบ ไม่มีตกหล่นแม้แต่ตัวอักษรเดียว

         ถึงแม้ว่าจะอยู่ในวังหลวงของต้าเยียนก็ยังคงเอาออกมาได้อย่างง่ายดาย

         นางพยายามผสมยาถอนพิษ และในขณะเดียวกันยังต้องใช้เข็มทองในการถ่วงการกระจายของพิษที่อยู่ในร่างกายของม่อเวิ่นเฉิน

         ทุกวันต้องเผชิญกับใบหน้าอันเยือกเย็นไร้อารมณ์กับแววตาที่ดิ่งลุ่มลึกยากจะคาดเดา ไม่นานซูฉีฉีก็ค่อยๆ คุ้นชิน

          อย่างน้อยเขาก็มีใบหน้าที่หล่อเหลา ถ้าหากมองข้ามความเย็นชาของเขา ก็นับได้ว่าเป็นบุรุษรูปงามผู้หนึ่ง

         ไม่เคยเอ่ยคำพูดใดมากเกินไป ซูฉีฉีเพียงตั้งใจผสมยาถอนพิษเพียงเท่านั้น สีหน้าของนางสงบนิ่งขณะกำลังตรวจชีพจรให้กับม่อเวิ่นเฉิน

         และม่อเวิ่นเฉินก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่หันมองนางแม้แต่น้อย

         เมื่อได้ยินว่าซูฉีฉีย้ายจากโรงซักล้างไปที่เรือนหลักของตำหนักอ๋องแล้วนั้น ฮวาเชียนจือเกือบจะควบคุมอารมณ์ตนเองไม่อยู่จนถึงขั้นอยากจะเผาเรือนที่ตนอยู่เสียตอนนั้น นางทุบตีสาวใช้ข้างกายเสียจนบาดแผลปรากฎอยู่ทั่วร่าง ทว่าก็ยังคงมิพอระบายโทสะในใจนาง

         แต่เพราะติดที่ม่อเวิ่นเฉินยังคงอยู่ในตำหนัก ทำให้นางมิสามารถประพฤติตัวได้ตามใจนัก

         รายชื่อส่วนผสมยาที่ซูฉีฉีแจ้งไปนั้นมักจะมีสมุนไพรหายากอยู่เสมอ และเหลยอวี๊เฟิงเองก็เป็นผู้รับหน้าที่เสาะหาตัวยาสมุนไพรให้กับนาง

         เขานั้นกลับพึงพอใจในงานนี้ของตนเป็นอย่างมาก

          เสมือนว่าสำนักเหลยนั้นไม่ต้องมีเขาไปคอยจัดการดูแล แน่นอนว่าจุดนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ซูฉีฉีอดสงสัยมิได้

         สำหรับเรื่องคืนนั้นที่เขามอบยาให้ ทั้งสองคนไม่มีผู้ใดเอ่ยออกมา เมื่อพบกันในตำหนักก็เพียงแต่เอ่ยวาจาทักทายเท่านั้น ไม่มีการพูดคุยกันต่อ

         การลองยาถอนพิษนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก และก็ไม่ใช่ภารกิจที่จะสำเร็จได้โดยเร็ววัน สำหรับจุดนี้ ม่อเวิ่นเฉินนับว่ามีความอดทนเป็นอย่างมาก

         ไม่มีการหาเรื่องซูฉีฉีแม้แต่น้อย

         บัดนี้ทุกคนต่างรู้แล้วว่าม่อเวิ่นเฉินผู้เป็นความภาคภูมิใจของต้าเยียนนั้นได้กลายเป็นคนพิการเสียแล้ว

         เมื่อเป็นเช่นนี้ ตำหนักอ๋องนั้นก็นับว่าสงบลงไม่น้อย

         ผู้ลอบสังหารที่มักบุกเข้ามาในตำหนัก ในเวลานี้กลับไม่มีแม้แต่เงาของคน

         นี่นับว่าช่วยให้การรักษาและขับพิษให้ม่อเวิ่นเฉินสะดวกยิ่งขึ้น

         แต่ว่าสิ่งดีๆ นั้นไม่ยืนนานนัก

         วันนี้ขณะที่ซูฉีฉีกำลังลองยา เพราะว่าตอนที่นางกำลังผสมยาถอนพิษนั้นได้ใช้ยาพิษที่มีความรุนแรงอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าซูฉีฉีจะเตรียมยาถอนพิษไว้ล่วงหน้าแล้ว ทว่าระหว่างที่โดนพิษอยู่นั้นก็ยังคงเจ็บปวดเป็นอย่างมาก

         ซูฉีฉีที่พึ่งทดลองยาถอนพิษนั้นมีสีหน้าขาวซีดราวกับกระดาษก็มิปาน นางสวมชุดสีขาว ยิ่งทำให้ตัวนางนั้นดูผอมบางราวกับกิ่งไม้

         “พระชายา” เหลิ่งเหยียนขานเรียกนางเสียงเบาอยู่ที่ข้างประตู

         เมื่อเช็ดเหงื่อที่อยู่บนหน้าผากแล้ว ซูฉีฉีก็จัดเก็บสมุนไพรที่อยู่ข้างกายก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู

         “ท่านอ๋องมีรับสั่งให้มาเรียนเชิญท่าน” เหลิ่งเหยียนยังคงมีท่าทีเย็นชา น้ำเสียงที่พูดก็ยังคงแข็งกระด้าง

         ซูฉีฉีมิกล้าชักช้า รีบตามไปโดยทันที

          ทว่าเมื่อเดินตามเหลิ่งเหยียนไป เขากลับพานางไปหาพ่อบ้าน ซึ่งพ่อบ้านก็ได้นำคนรับใช้หลายคนยืนรอที่ห้องโถงใหญ่อยู่ก่อนแล้ว

         ที่แท้ฮ่องเต้และฮองเฮาได้ออกมา “ตรวจเยี่ยม” ความเป็นอยู่ของราษฏร บังเอิญผ่านมาที่เมืองอ้าวซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของติ้งเป่ยโหว

         ซูฉีฉีรู้ว่าฮ่องเต้และฮ่องเฮานั้นตั้งใจจะมาดูหมิ่นเหยียดหยามม่อเวิ่นเฉินอีกครั้ง อีกทั้งยังต้องการมายืนยันว่าข่าวสารที่พวกเขาได้รับนั้นเป็นความจริงหรือไม่ ถ้าหากม่อเวิ่นเฉินนั้นได้กลายเป็นคนพิการจริงแล้ว ก็จะไม่มีทางคุกคามราชบัลลังก์ของเขาได้อีก

         ในใจของนางก็ได้แต่ถอดถอนหายใจอย่างไร้เสียง ดูเหมือนว่านางจะปลีกตัวออกจากปัญหาต่างๆ คงจะเป็นไปมิได้เสียแล้ว

         ต่อให้ตอนนี้นางเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตของม่อเวิ่นเฉินแล้วอย่างไร คนเลือดเย็นเช่นเขาไม่นำมันมาใส่ใจแม้แต่น้อย ยิ่งมิต้องพูดถึงตอนนี้ที่มีคนมาย้ำเตือนเขาว่าตัวนางในตอนนั้นแต่งงานกับเขามาได้เพราะเหตุใด

         นี่คือการตอกย้ำซ้ำเติม สาดเกลือลงบนแผลโดยแท้ ด้วยนิสัยของม่อเวิ่นเฉินแล้ว เขาจะทนได้อย่างไรกัน

         นางหวีผมแต่งตัวพลางคิดว่านางจะเอาตัวให้รอดพ้นจากสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้อย่างปลอดภัยได้เช่นไร

         ทว่าตอนนี้ต่อให้ซูฉีฉีจะสงบสติอารมณ์ลงได้มากขนาดไหน นางก็ไม่อาจคิดหาหนทางออกที่ดีได้ นางคงได้แต่รอดูเหตุการณ์ไปเรื่อยๆก่อนแล้วจึงค่อยว่ากัน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม