0 Views

         “ข้าไปตรวจสอบมาแล้ว คนที่วางยาพิษนั้นเป็นคนที่ฮ่องเต้ส่งมา ยาพิษชนิดนี้ท่านราชครูพึ่งจะคิดค้นมาได้ไม่นาน รายละเอียดความรุนแรงของตัวพิษนี้ยังมิทราบแน่ชัด ท่านอ๋องจึงกลายมาเป็นตัวทดลองยาให้กับพวกเขา” ขณะที่เหลยอวี๊เฟิงอธิบายนั้น เขาไม่ได้หันไปมองม่อเวิ่นเฉิน

         เรื่องเช่นนี้ยากนักที่จะทำให้คนยอมรับได้

         “เสด็จพี่…” ม่อเวิ่นเฉินกำหมัดแน่นด้วยความเคียดแค้น แม้ว่าเขาจะพอคาดเดาได้ลางๆ แต่เมื่อได้ยินความจริงในตอนนี้ก็ยังอดมิได้ที่จะรู้สึกปวดใจ ดูเหมือนว่าพวกเขาสองคน คงต้องเหลือแค่คนเดียวเท่านั้นที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้…

         ตัวเขานั้นคอยอดทนอดกลั้น แต่เขาคนนั้นกลับคอยหาเรื่องมิหยุดหย่อน

         เหลิ่งเหยียนและเหลยอวี๊เฟิงนั้นล้วนแต่ก้มหน้า ไม่กล้าเอ่ยคำใดๆ ออกมา

         และตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่ควรจะเสนอความคิดเห็นใดๆ ออกมา

         “ข้าเข้าใจแล้ว เหลิ่งเหยียน ไปเรียกซูฉีฉีมา” เพียงไม่นาน ม่อเวิ่นเฉินก็กลับมาเย็นชาดั่งเดิม

         เหลยอวี๊เฟิงก็รีบหลบไปอยู่ด้านหลังฉากกั้นเช่นกัน

         เขารู้ว่าม่อเวิ่นเฉินจะทำอะไร แต่ว่าซูฉีฉีจะรับมือกับม่อเวิ่นเฉินที่ไร้เหตุผลเช่นนี้อย่างไรกัน?

         วันนั้นที่มอบยาให้กับนางในป่า ก็เพียงเพราะเขาเกิดนึกอยากให้ขึ้นมาก็เท่านั้น

         ซูฉีฉีสำหรับเขาแล้วมิได้มีความรู้สึกพิเศษใดๆ

         “ท่านอ๋อง” เมื่อเห็นม่อเวิ่นเฉินฟื้นขึ้นมา ซูฉีฉีก็รู้สึกวางใจเสียที ทว่านางก็ยังอดมิได้ที่จะกังวล

         “เจ้าทำลายข้า” เสียงของม่อเวิ่นเฉินเย็นชาดั่งน้ำเย็นที่สาดมาท่านกลางฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ

         นั่นทำให้อารมณ์ของซูฉีฉีเปลี่ยนไปในทันที นางรีบคุกเข่าโคกศีรษะลงกับพื้น: “หม่อมฉันผิดไปแล้ว”

         นางได้แต่เย้ยหยันตัวเอง ดูเหมือนว่านางจะทำเรื่องโง่ๆ ไปอีกแล้ว คนอย่างม่อเวิ่นเฉินมีหรือจะรู้สึกซาบซึ้งใจในการช่วยเหลือของนาง

         นางใช้ฝีมือการฝังเข็มทองรักษาเขาให้ฟื้นขึ้นมา แต่เพราะพิษนั้นไม่อาจขับออกจากอวัยวะภายในร่างกายได้ ทำให้ม่อเวิ่นเฉินในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับคนพิการไร้ทางสู้ ทำได้เพียงแค่นอนนิ่งอยู่บนเตียง

         ภาพเบื้องหน้าผ่านไปวูบหนึ่งก่อนที่ทั้งร่างของซูฉีฉีจะถูกโยนขึ้นสูงและตกลงสู่พื้นอย่างแรง

         เจ็บ ความรู้สึกนี้เหมือนจะมาจากทุกสัดส่วนในร่างกายของนาง ซูฉีฉีตอนนี้นอกจากยิ้มออกมาอย่างขมขื่นแล้วก็ไม่แสดงท่าทีใดออกมาอีก

         นางรู้ว่าคนตรงหน้านั้นได้ออมมือแล้ว บนตัวนางนอกจากความเจ็บแล้ว ไม่ได้รับการบาดเจ็บใดๆ กระดูกไม่ได้หัก อีกทั้งยังไม่ได้รับบาดเจ็บภายในจนต้องกระอักเลือดออกมา

         แต่ว่าตอนนี้ทั้งร่างของนางนั้นเต็มไปด้วยบาดแผล ด้วยเหตุนี้ทำให้นางไม่อาจทนได้เท่าไหร่นัก

         เมื่อเงยหน้า เห็นใบหน้าเย็นชาของม่อเวิ่นเฉิน ซูฉีฉีก็กัดฟันทน แขนทั้งสองข้างของนางพยายามพยุงตัวเองให้ยืนขึ้น: “ขอบคุณท่านอ๋องที่ออมมือ”

         “ข้าไม่ถือสาอะไรกับสตรีผู้หนึ่ง” ม่อเวิ่นเฉินมองไปที่ซูฉีฉีที่บัดนี้มีสีหน้าสงบนิ่ง อารมณ์ก็สั่นคลอนเล็กน้อย

         ทว่าคำพูดที่เอ่ยออกไปนั้นกลับไร้ซึ่งความอ่อนโยน

          “บุญคุณใหญ่หลวงของท่านอ๋อง ซูฉีฉีจะไม่มีวันลืม” ซูฉีฉีลุกขึ้นยืนตรงและเอ่ยออกมาอย่างเน้นย้ำทุกคำ

         นางกำลังนึกเย้นหยันตัวเอง นางทั้งยอมทั้งอดทน แต่ก็ยังแลกเอาสิ่งที่ตนต้องการมาไม่ได้เสียที

         “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกสสักครั้ง รักษาข้าให้หาย ต้องใช้ยาอะไรนั้นให้แจ้งแก่พ่อบ้านได้” ม่อเวิ่นเฉินพูดอย่างราบเรียบ เขากำลังพนันว่าพิษที่หมอเทวดาทั่วทั้งแผ่นดินไม่อาจรักษาให้หายได้นั้น นางจะรักษาได้หรือไม่

         ตอนนี้ เขาเพียงแค่ต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้บนตัวของซูฉีฉีเสียแล้ว

         “ท่านอ๋อง…” ซูฉีฉีนิ่งอึ้งไป

         “ถ้าหากรักษาข้าให้หายดีมิได้ เจ้าก็รอรับโลงศพที่ข้าเตรียมไว้ให้เจ้าได้เลย” ม่อเวิ่นเฉินมีสีหน้าจริงจัง ไม่ให้โอกาสซูฉีฉีได้ปฏิเสธแม้แต่น้อย

         เขาต้องการบอกนางว่านี่คือคำสั่ง

         “เจ้าค่ะ” ซูฉีฉีได้แต่ต้องก้มหน้ารับคำ

         จะรักษาได้หรือไม่นั้นซูฉีฉีเองก็ยังไม่แน่ใจ ถึงแม้ว่าฝีมือการแพทย์ของนางจะเก่งกาจ แต่ประสบการณ์ของนางมีไม่มากนัก ตอนที่นางอาศัยอยู่ที่จวนอัครมหาเสนาบดี นางมักจะเก็บตัวอยู่เสมอจึงมิมีผู้ใดรู้ว่านางมีความสามารถเช่นนี้

         การฝังเข็มให้ม่อเวิ่นเฉินนั้นก็ทำได้เพียงแค่ช่วยถ่วงเวลาที่พิษจะกระจายตัวไปในร่างกายเพื่อไม่ให้มันกระจายไปถึงอวัยวะสำคัญในร่างกายของเขาจนทำให้ถึงแก่ชีวิตแต่เพียงเท่านั้น

         “ให้เวลาข้าหน่อยได้หรือไม่?” อารมณ์ของซูฉีฉีค่อยๆ กลับมาสงบลง ตอนนี้อยากช่วยก็ต้องช่วย ไม่อยากช่วยก็ต้องช่วย ขอเพียงนางมีความพยายามมากเพียงพอ ชีวิตของนางก็ยังคงอยู่ในกำมือของตน

         “ย่อมได้” ม่อเวิ่นเฉินตอบกลับอย่างรวบรัด

         “เช่นนั้นหม่อนฉันขอลา” ซูฉีฉีทำความเคารพก่อนจะหมุนตัวจากไป แผ่นหลังของนางยืดตรง มีความโดดเดี่ยวอยู่บ้าง ตอนนี้ซูฉีฉีแค่ใช้ความหยิ่งทะนงที่น่าสงสารนี้มาปกปิดความผิดหวังและความไม่พึงพอใจของตน

         เมื่อมองซูฉีฉีที่เดินออกไปจนรอดพ้นสายตาแล้วนั้น มุมปากของม่อเวิ่นเฉินก็กระตุกขึ้น: “สีหน้ามิเปลี่ยนไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใด รู้จักรุกและรู้จักถอย ช่างน่าเสียดายเสียจริงๆ ”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม