0 Views

        หลังจากไป๋หยุนเฟยกลับถึงบ้านตระกูลเย่ก็เข้าไปยังห้องของตนทันที เตรียมใคร่ครวญคาดการณ์ว่าตระกูลจ้าวจะเดินหมากอย่างไรต่อไปและตนควรจะรับมืออย่างไร — ในเมื่อตัดสินใจจะช่วยตระกูลเย่ฝ่าฟันอุปสรรคครั้งนี้แล้ว ก็ต้องทุ่มเททั้งใจกายไม่อาจปล่อยให้มีความผิดพลาดใดเกิดขึ้นได้ ไม่เช่นนั้นคงกลายเป็นการทำลายตระกูลเย่เสียเองแล้ว

        “หากไม่ทำลายสภาวะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตระกูลเย่คงไม่อาจรอดพ้นอันตรายได้ ยามนี้เมื่อลากตระกูลหลิวเข้ามา แม้ว่าจะยังไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่อย่างน้อยก็ทำให้ตระกูลจ้าวห่วงหน้าพะวงหลังได้ อีกอย่างเมื่อข้าแสดงฝีมือออกไปน่าจะเพียงพอให้พวกมันเกิดความแตกตื่นหวาดหวั่นได้บ้าง น่าจะช่วยยืดเวลาออกไปได้อีกสักระยะ หากใช้โอกาสนี้ทำให้ตระกูลเย่กับตระกูลหลิวร่วมมือกัน สำนักธาตุไม้หนึ่งในเบญจธาตุก็จะสามารถยื่นมือเข้ามาโดยไม่มีข้อกริ่งเกรงอีก วิกฤติครั้งนี้ก็จะคลี่คลายไปเอง แต่กระนั้น ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่างก็คือ ตระกูลจ้าวไม่คิดที่จะนิ่งเฉยปล่อยวิกาลยาวนานฝันยุ่งเหยิงและชิงลงมือก่อน ด้วยสำนักอสูรวิญญาณที่หนุนหลังตระกูลจ้าวอยู่ แม้จะเหลือบรรพวิญญาณเพียงคนเดียว ขุมกำลังที่มีก็ยังเกินพอที่จะล้มตระกูลเย่ได้”

        “หากตระกูลจ้าวคิดจะลงมือในบัดดลก็ยังอยู่ในความคาดคิด ข้ายังสามารถใช้อิทธิพลของผู้อาวุโสหยิวยืมมือตระกูลหลิวเข้ามาช่วยเหลือได้ ข้าเองไม่คิดจะรั้งอยู่ที่เมืองเกายี่นานนัก แก้ปัญหาจบโดยเร็วก็ดี… หากเกิดการปะทะขึ้นมาก็ยังไม่ทราบว่าพลังฝีมือของข้าจะสามารถรับมือผู้บรรลุด่านบรรพวิญญาณได้หรือไม่ ด้วยท่าไม้ตายที่ข้ามี ทะลวงเก้าทบกับมีดปีกเพลิง ยังไม่พอจะรับมือชนชั้นเอกะวิญญาณแต่กับภูตวิญญาณนับว่าเกินพอ หากมีโอกาสได้ประมือกับบรรพวิญญาณสักคราก็น่าจะช่วยให้ข้าประเมินได้ว่าพลังฝีมือข้าแท้จริงแล้วอยู่ระดับใด”

        การต่อสู้กับศิษย์สำนักเจ้าอสูร ที่จริงแล้วเป็นการต่อสู้กับอสูรวิญญาณ อสูรวิญญาณเหล่านั้นไม่มีทั้งเหตุผลและความหวาดกลัว จึงต้องมุ่งจู่โจมใส่ผู้เป็นนายโดยตรง หลักการเช่นนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนทราบดี แต่หากง่ายดายเช่นนั้นสำนักเจ้าอสูรคงไม่มีคุณสมบัติจะเป็นหนึ่งในสิบสำนักใหญ่ในแผ่นดินได้ ยอดฝีมือที่แท้จริงของสำนักเจ้าอสูรล้วนมีพลังในการป้องกันตนเองอันเด่นล้ำเกินคาดเดา มิหนำซ้ำยังสามารถควบคุมอสูรวิญญาณของตนได้ราวแขนขา จึงเป็นเรื่องยากเย็นยิ่งนักที่จะจู่โจมถึงตัวผู้เป็นนายได้โดยไม่สยบอสูรวิญญาณลงก่อน

        ไป๋หยุนเฟยเคยประมือกับศิษย์สำนักอสูรวิญญาณมาก่อน ที่ฝีมือร้ายกาจที่สุดก็เพียงภูตวิญญาณระดับปลาย สำหรับมันแล้วเพียงอาวุธที่ผ่านการอัพเกรดก็สามารถรุกไล่ปานผ่าลำไผ่ การจะเอาชนะก็ไม่ใช่เรื่องลำบากกินแรง แต่หากได้พบยอดฝีมือที่แท้จริงแล้วคาดว่าคงไม่ง่ายดายเช่นนี้

        “อสูรวิญญาณ… ที่ข้าเคยพบเห็นมาก็ไม่น้อย แต่ที่ถือเป็น‘อสูรวิญญาณ’ที่แท้จริงก็มีเพียงเสี่ยวไป๋กับเสี่ยวถังเท่านั้น ที่เหลือนอกจากนั้นล้วนเป็นอสูรวิญญาณหุ่นเชิด… ของสำนักเจ้าอสูรทั้งสิ้น ช่างเป็นสำนักที่ชวนให้ผู้คนชิงชังรังเกียจนัก พี่หงยินเคยกล่าวไว้ว่าศิษย์สำนักเจ้าอสูรล้วนสมควรตาย ข้าเองแม้จะไม่ได้เคียดแค้นชิงชังเช่นเดียวกับเขา แต่ก่อนหน้านี้ที่สังหารคนของสำนักเจ้าอสูร กลับไม่ได้รู้สึกสำนึกเสียใจเท่าใดนัก แม้จะเป็นเพราะเหตุการณ์บังคับ แต่ทว่า…”

        “ข้าเปลี่ยนไปแล้ว… ตั้งแต่เมื่อใดกัน? ยามที่หลบหนีการไล่ล่าในมณฑลเป่ยเหยียน ยามที่ถูกสำนักธารน้ำแข็งตามล่า ยามที่ล้มล้างค่ายไม้ดำ หรือว่ายามที่ผู้เฒ่าอู๋สละชีวิตแทนข้า? หรือว่าก่อนหน้านั้นอีก?” ไม่ทราบเพราะเหตุใด จู่ๆไป๋หยุนเฟยก็นึกถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นจนถึงวันนี้ มันพบว่าตั้งแต่ได้รับความสามารถในการอัพเกรดสิ่งของและกลายเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้ ตนเองกลับผ่านเรื่องราวต่างๆมากมายทั้งซับซ้อนยิ่งกว่าตลอดช่วงชีวิตสิบเก้าปีรวมกันด้วยซ้ำ

        ทว่า ไป๋หยุนเฟยกลับไม่ได้สำนึกเสียใจต่อสิ่งที่ได้กระทำมาแม้แต่เรื่องเดียว หากเทียบกับช่วงที่ดิ้นรนใช้ชีวิตอย่างกระเสือกกระสนโดยไร้จุดหมาย สิ่งที่มันมีอยู่ในวันนี้จึงจะเรียกว่าการใช้ชีวิตที่แท้จริง

        “ไม่ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงเช่นใด ขอเพียงมีศรัทธาที่ไม่เปลี่ยนแปลง — ท่านปู่เคยกล่าวไว้ว่า‘มีมโนธรรม’ ยังมีที่มารดาบอกว่า‘อิสระเสรี’ ทั้งสองสิ่งนี้ก็คือศรัทธาของข้า!!”

        ในยามที่จิตใจสับสนมันก็สัมผัสจี้หยกรูปก้อนเมฆ ทันใดเมฆหมอกในใจไป๋หยุนเฟยก็สลายไปพร้อมกับที่แววตามันแปรเปลี่ยนเป็นแน่วแน่เด็ดเดี่ยว

        หลังจากใคร่ครวญอีกครู่หนึ่ง ไป๋หยุนเฟยก็นำอสูรวิญญาณหุ่นเชิดออกมาจากแหวนช่องมิติพี่พกพาอยู่ หลังจากใช้สัมผัสวิญญาณสำรวจพวกมันทีละตัว มันก็ถอนหายใจออกมา “อสูรวิญญาณ เมื่อใดข้าถึงจะมีอสูรวิญญาณคู่หู? ป่าอสูรวิญญาณ… หากว่าพลังฝีมือเข้มแข็งพอ ข้าจะลองฝ่าเข้าไปดู!”

        “เอ๊ะ? นี่มัน…” ขณะที่ไป๋หยุนเฟยหยิบแหวนที่บรรจุวิหคสายฟ้าออกมา ทันใดมันก็ต้องตกตะลึง เนื่องเพราะมันสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังวิญญาณอยู่ข้างใน! อสูรวิญญาณหุ่นเชิดของสำนักเจ้าอสูร ต้องถูกสั่งการเท่านั้นจึงจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง แต่ทว่าเจ้าของวิหคสายฟ้าตายไปแล้ว แล้วยามนี้…

        ไป๋หยุนเฟยพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็พบว่าวิหคสายฟ้ากำลังจำศีลอยู่ แต่ก็ปล่อยพลังวิญญาณออกมาอย่างแผ่วจาง และยิ่งใช้สัมผัสวิญญาณสำรวจลงลึกเข้าไป พลังวิญญาณของมันก็สั่นไหวและเกิดปฏิกิริยากับไป๋หยุนเฟยเช่นเดียวกับที่มีต่อนายของมัน

        ไป่หยุนเฟยรีบลุกขึ้นออกจากห้องไป เมื่อมาถึงลานบ้านก็ยื่นแหวนไปเบื้องหน้าก่อนจะสะบัดคราหนึ่ง บังเกิดแสงสีม่วงสว่างขึ้นแล้ววิหคสายฟ้าก็ปรากฏขึ้นที่ตรงหน้า

        พลังวิญญาณที่แผ่ออกมาสามารถสัมผัสได้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ยามที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ ไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดัน — วิหคสายฟ้า อสูรวิญญาณระดับห้าขั้นต้น มีพลังเทียบได้กับผู้ฝึกปรือวิญญาณแห่งด่านบรรพวิญญาณระดับต้น

        “ไฉนจึงเป็นเช่นนี้ได้…. อืม? ดวงตาของมัน…” ไป๋หยุนเฟยตรวจสอบวิหคสายฟ้าด้วยความสงสัย ทันใดก็พบว่าดวงตาของวิหคสายฟ้านั้นกลายเป็นสีม่วงอ่อน

        แม้จะยังคงปราศจากอารมณ์ แต่ก็ไม่ได้ไร้ชีวิตชีวาดังเดิม ดูไปคล้ายจะอยู่ในภาวะ‘สมองเสื่อม’มากกว่า

        “เป็นไปได้อย่างไร? อสูรวิญญาณของสำนักเจ้าอสูรไม่ใช่ว่าต้องมีดวงตาสีแดงและเป็นเช่นหุ่นเชิดหรอกหรือ?” ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วชั่วครู่ ด้วยความไม่แน่ใจจึงสะบัดมืออีกครั้งเพื่อนำอสูรวิญญาณออกมาอีกสองตัว และก็เป็นดังที่คิด ดวงตาพวกมันเป็นสีแดงสดแต่ไร้ชีวิตชีวา

        “แล้วไฉนตัวนี้จึงได้แปลกประหลาดนัก? หรือว่าจะเป็น…” ไป๋หยุนเฟยนึกย้อนเพื่อหาความพิเศษของอสูรวิญญาณตัวนี้อย่างละเอียด นอกจากว่าเป็นอสูรวิญญาณระดับสูงที่สุดที่มีแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่…

        “ระเบิดตัวเอง? หรือจะเป็นเพราะคราก่อนมันเกือบจะระเบิดตัวเอง?” ไป๋หยุนเฟยยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นว่าเป็นไปได้ ในยามนั้นระหว่างสถานการณ์วิกฤต มันสังเกตพบว่าในตัวของวิหควิญญาณมีจุดที่พลังปะทุออกมาอย่างรุนแรง แต่ก็ไม่ทันได้สังเกตว่าอะไรเป็นสิ่งกระตุ้นหรือพลังวิญญาณมีความเปลี่ยนแปลงอันใดเป็นพิเศษ หลังจากเก็บกวาดสนามรบไป๋หยุนเฟยก็ไม่ได้ตรวจตราอย่างละเอียด กระทั่งถึงยามนี้จึงค่อยพบเห็น

        หลังจากเดินวนเวียนรอบวิหควิญญาณหลายรอบก็ลองยื่นมือไปผลักดัน ไป๋หยุนเฟยพบว่านอกจากพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาแล้ว อย่างอื่นก็ไม่ได้มีอันใดแตกต่างจากอสูรวิญญาณหุ่นเชิดตัวอื่น สร้างความผิดหวังแก่ไป๋หยุนเฟยซึ่งคาดว่าจะค้นพบสิ่งใดที่แปลกพิเศษขึ้นมาได้บ้าง

        แต่กระนั้น หลังจากไป๋หยุนเฟยทดสอบแล้วไม่ได้ผลลัพธ์อันใด ขณะที่คิดจะนำมันเก็บใส่แหวนช่องมิตินั้นเอง ก็บังเกิดเรื่องน่าตื่นตะลึงขึ้น — ไฉนไม่อาจเก็บมันใส่แหวนได้!!

        ก่อนหน้านี้เป็นมันที่นำออกมาเอง แต่ว่ายามนี้กลับไม่อาจเก็บมันกลับคืนได้ ไป๋หยุนเฟยได้แต่งงงัน หลังจากลองอีกหลายครั้งก็ไม่เป็นผล สุดท้ายมันจึงล้มเลิกความคิด เปลี่ยนเป็นจ้องมองวิหคสายฟ้าอย่างซึมเซาอยู่อย่างนั้น ใบหน้ามันกลายเป็นสับสนและอับจนปัญญา

        “นี่… มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…”

        ไป๋หยุนเฟยขบคิดอยู่พักใหญ่ สุดท้ายจึงนำมือทั้งสองข้างไปแตะที่ส่วนอกของวิหควิญญาณ ก่อนจะแผ่สัมผัสวิญญาณเพื่อสำรวจในตัวของมัน เพื่อลองตรวจสอบดูอีกคราว่านี่เป็นเรื่องราวใดกันแน่

        ……

        หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ ระหว่างที่หนึ่งคนหนึ่งวิหคซึ่งประจันหน้ากันอย่างเงียบงันอยู่นั้น ทันใดนั้นก็บังเกิดพลังวิญญาณปะทุขึ้นอย่างรุนแรงสองระลอก แล้วพลังสีแดงและม่วงทั้งสองก็ห่อหุ้มร่างของทั้งคู่เอาไว้พร้อมกับผสานเข้าด้วยกัน

        ห้องทางด้านซ้ายของลานบ้านพลันเปิดออก แล้วจิ้งหมิงเฟิงก็พุ่งออกมาราวพายุกระโชกพร้อมกับกวาดตามองอย่างรวดเร็ว หลังจากพบเห็นเหตุการณ์ที่กลางลานแล้ว สีหน้ามันก็แปรเปลี่ยนเป็นตะลึงพรึงเพริด

        “นี่คือ… พันธะวิญญาณ?!”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “จ้าวศัสตราเทวะ” : https://goo.gl/ZLWHXV

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/222
120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ย80-90บาท/เล่ม ครับ )