0 Views

            “เป็นไปได้อย่างไร? เป็นไปได้อย่างไร? เจ้ามองเจตนาข้าออกได้อย่างไร…?” จางหยางมองไป๋หยุนเฟยอย่างซึมเซาราวกับสูญสิ้นกำลังทั้งมวล

            เมื่อก้มลงมองท่าทีงุนงงของจางหยาง ไป๋หยุนเฟยก็เหยียดมุมปากลงพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ “เจ้าหมายถึง ข้า ‘ไม่สมควร’มองอุบายเจ้าออก? ในสถานการณ์เช่นนี้เจ้ากลับยังอวดดีได้อีก…”

            เมื่อได้ยินคำพูดเหน็บแนมของไป๋หยุนเฟย ร่างจางหยางก็สั่นระริกเล็กน้อย มันมองไป๋หยุนเฟยด้วยท่าทีหดหู่ไม่น้อยพร้อมกับกล่าวเสียงแหบพร่า “บอกข้าเถอะ ไฉนเจ้ามองออก?”

            ไป๋หยุนเฟยเขม้นมองมันด้วยรอยยิ้มคลุมเครือ จางหยางมองตอบด้วยสายตายอมรับความพ่ายแพ้ ดูเหมือนมันละทิ้งความคิดต่อต้านโดยสิ้นเชิง เพียงหวังว่าก่อนตายจะทราบสาเหตุความพ่ายแพ้ของตน

            ไป๋หยุนเฟยก้มลงหยิบ‘เข็มเงินวิญญาณน้ำแข็ง’ทั้งสองเล่มจากข้างกายจางหยางที่ตัวแข็งทื่อ จากนั้นจึงเก็บไว้ในแหวนช่องมิติของตน

            “ตั้งแต่เริ่มต่อสู้กับเจ้า ข้าก็พบความผิดปกติ เจ้าเป็นถึงนายน้อยตระกูลจางแห่งเมืองลั่วซีทั้งยังเป็น‘ศิษย์เอก’แห่งสำนักธารน้ำแข็ง กลับไม่มีวัตถุวิญญาณไว้ป้องกันตัวแม้แต่ชิ้นเดียว แม้แต่ยามลอบโจมตีข้าด้วยเคล็ดวิญญาณที่ช่วยยืดขยายแขนก็ยังไม่เห็นเจ้าใช้วัตถุวิญญาณ”

            ไป๋หยุนเฟยยังคงก้มมองจางหยางจากเบื้องบนราวกับเพลิดเพลินกับความรู้สึกของชัยชนะ

            “ดังนั้นจึงเป็นไปได้สองทาง อย่างแรกคือเจ้าไม่มีวัตถุวิญญาณในครอบครอง อีกอย่างก็คือเจ้าซุกซ่อนวัตถุวิญญาณเอาไว้และต้องไม่ใช่อาวุธที่ใช้จู่โจมซึ่งหน้าอย่างดาบหรือกระบี่ ตรงกันข้าม…จะต้องเป็นอาวุธซัดที่ใช้โจมตีอย่างลอบเร้น!”

            “แต่ข้ากล่าวอย่างชัดเจนว่า…”

            “เจ้ากล่าวอย่างชัดเจนว่า‘กระทั่งศิษย์เอกแห่งสำนักธารน้ำแข็งอย่างข้ายังไม่มีในครอบครองแม้แต่ชิ้นเดียว’กระมัง?” ไป๋หยุนเฟยสอดคำและกล่าวต่อไป “คำพูดนี้ดูเหมือนหลุดปากเพราะเจ้าความหวาดกลัวและไม่เชื่อถือว่าข้าจะมีวัตถุวิญญาณหลายชิ้นเพียงนี้ แต่หากมองอีกด้าน…เจ้ากำลังบอกใบ้ข้าว่า‘เจ้าไม่มีวัตถุวิญญาณในครอบครอง’น่าเสียดายที่ข้าให้ความสนใจคำพูดนี้”

            “หากเพียงเท่านี้ย่อมไม่อาจกระตุ้นความสงสัยข้ามากนัก แต่นับว่าเจ้าโชคร้ายที่ข้าคาดคิดถึงเรื่องนี้แต่แรก ดังนั้นคำกล่าวเจ้ายิ่งตอกย้ำให้ข้าระแวงยิ่งขึ้น”

            “เจ้าหวังจะใช้อาวุธลับนี้หลังจากข้าไล่ตามออกจากหน้าต่างกระมัง?” ไป๋หยุนเฟยกล่าวอย่างเรียบเฉยจากนั้นไม่แยแสท่าทีตะลึงงันของจางหยาง กล่าวต่อไป “แต่เจ้าเห็นว่ายังไม่ใช่จังหวะอันเหมาะสมอีกทั้งยังพบว่าข้าไม่ตั้งใจจะลงมือฆ่าในทันที เจ้าจึงปล่อยให้ข้าโยนกลับเข้ามาด้านในหวังจะหาจังหวะอันเหมาะสมที่จะลอบทำร้ายข้า ใช่หรือไม่?”

            “เจ้าประหลาดใจหรือไม่ที่ข้าไฉนทราบเรื่องเหล่านี้? ดูเหมือนเจ้าจะลืมไปว่าข้าก็ใช้มีดบินเป็นอาวุธ ยามที่เจ้าล้วงเข็มทั้งสองเล่มออกมาจากด้านหลัง แม้เจ้าจะคิดว่าแนบเนียนแต่น่าเสียดายที่ข้าคุ้นเคยกับความเคลื่อนไหวเช่นนี้ยิ่ง ข้ายังทราบกระทั่งว่า ที่เจ้าแสร้งถอยกายก่อนจะลอบจู่โจมก็เพื่อล้วงอาวุธลับออกมา…”

            “สุดท้าย เจ้ายังอาศัยครอบครัวผู้เฒ่าอู๋มาข่มขู่อีก ข้าต้องชมเชยที่ไหวพริบเจ้าฉับไวนัก แต่น่าเสียดายที่ข้าทราบแต่แรกว่าเจ้าโกหก!”

            “เจ้า… ไฉนเจ้าทราบได้?” จางหยางเอ่ยปากถามโดยไม่รู้สึกตัวด้วยใบหน้าไร้สีเลือด

            “นั่นเพราะ เมื่อสองวันก่อนข้าไปคารวะหลุมศพผู้เฒ่าอู๋ก็ยังพบเห็นครอบครัวของท่าน!”

            “ดังนั้น ที่เจ้าลังเลจนเผยช่องโหว่ก็ล้วนเสแสร้งขึ้นเพื่อล่อลวงให้ข้าเผยไพ่ตาย…” จางหยางกล่าวอย่างสิ้นเรี่ยวแรงด้วยสีหน้าซึมเซา

            “มิผิด”

            “ยังมีอีกสองเรื่องที่ข้าไม่อาจเข้าใจได้ ในเวลาไม่ถึงสองเดือนไฉนเจ้ากลับกลายเป็นยอดฝีมือในเวลาอันสั้น? มิหนำซ้ำเจ้ายังได้รับแหวนช่องมิติและวัตถุวิญญาณอย่างน้อยสามชิ้น หรือเป็นเพราะเจ้าเข้าสู่สำนักช่างประดิษฐ์แล้วจริงๆ?” จางหยางเฝ้าถามพลางทอดถอนใจ หลังจากอุบายของมันถูกศัตรูมองออกทะลุปรุโปร่งก็ทราบแล้วว่าต้องประสบชะตากรรมอันโหดร้าย

            กระนั้นหลังจากเอ่ยปากถามจางหยางกลับไม่ได้รับคำตอบ เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นไป๋หยุนเฟยยืนกอดอกจ้องมองมันอย่างเย้ยหยันด้วยรอยยิ้มจางๆที่มุมปาก

            ยามสบตากับไป๋หยุนเฟย จางหยางก็รู้สึกราวความคิดมันถูกอ่านออกหมดสิ้นจึงเย็นวาบไปทั้งร่างในบัดดล มันหลบสายตาอย่างไม่รู้สึกตัว ไป๋หยุนเฟยจึงเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            “เจ้า…กำลังถ่วงเวลาด้วยความหวังว่าจะมีผู้ใดเร่งรุดมาช่วยชีวิตกระมัง?”

            “จะ… จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? ด้วยสภาพข้าในตอนนี้ เจ้าจะเอาชีวิตข้าเมื่อใดก็ย่อมได้” จางหยางแตกตื่นไปชั่วครู่รีบสั่นศีรษะไม่หยุดยั้ง จากนั้นกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าโสก “ข้าเพียงหวังจะคลายความสงสัยในใจก่อนถูกสังหาร จะได้ตายโดยไม่สำนึกเสียใจ…”

            “อืม แต่เมื่อวิญญาณเจ้าแตกดับไป จะมีข้อแตกต่างอันใดระหว่างทราบกับไม่ทราบ? เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุแปรเปลี่ยนข้าสมควรฆ่าเจ้าในบัดดล” ไป๋หยุนเฟยกล่าวเสียงนุ่มนวลราวกับเจรจาต่อรองกับจางหยาง

            เมื่อเห็นสีหน้าอันฉงน ไม่ยินยอม หวาดหวั่นและสิ้นหวังของจางหยาง ไป๋หยุนเฟยก็อดไม่ได้ต้องกลั้วหัวเราะกล่าวว่า “เจ้าคงแปลกใจว่าหลังจากมองอุบายเจ้าออกไฉนข้ายังคงพูดคุยกับเจ้ามากมายกระมัง?”

            “ข้าเพียงต้องการดูสีหน้าของเจ้า! นายน้อยตระกูลจางผู้ยิ่งใหญ่เจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อตกอยู่ในเงื้อมมือผู้อื่นที่สามารถตัดสินชะตาของเจ้าตามปรารถนา? เจ้าเคยคาดคิดหรือไม่ว่าจะมีวันนี้?” ไป๋หยุนเฟยหันหน้ามองไปเบื้องนอกและหัวเราะพลางกล่าววาจา “ครานี้ต้องขอบคุณบริวารเจ้า เพราะเจ้าจะมาเยือนในคืนนี้พวกมันจึง ‘เก็บกวาด’โดยรอบอย่างละเอียด ยามนี้ปราศจากผู้คนผ่านมาทางนี้ทั้งยังปราศจากผู้ที่จะรุดมาตรวจสอบเสียงผิดปกติเมื่อครู่…”

            “เดิมทีข้าหวังจะเล่นกับเจ้าให้เนิ่นนานกว่านี้ ทว่ายามนี้ข้าไม่อาจอดรนทนได้แล้ว ข้าเกรงว่าหากทอดเวลานานออกไปจะมีเหตุไม่คาดฝันอันใดอีก ฉะนั้นแล้ว…” มันกล่าวพลางยื่นแขนขวาแล้วทวนเปลวอัคคีก็ปรากฏในมือโดยฉับพลัน

            “เตรียมชดใช้สิ่งที่เจ้าก่อไว้เถอะ!”

            เห็นจางหยางที่ตะเกียกตะกายถอยหลังไม่หยุดด้วยสีหน้าเปี่ยมความหวาดกลัวไป๋หยุนเฟยก็สืบเท้าเข้าหาทีละก้าวพลางกล่าวว่า “ขณะที่ข้าสังหารผู้คุ้มกันเจ้าเมื่อครู่ เจ้าคงเห็นการระเบิดปะทุนั้นแล้ว ขอบอกต่อเจ้าว่าทวนเล่มนี้มีโอกาสแสดงพลังระเบิดนี้เพียงหนึ่งในสิบส่วน… เจ้าจะถูกข้าทรมานจนตายช้าๆ? หรือว่าจะถูกระเบิดตายในทันทีกันแน่?”

            “สำนึกผิดและภาวนาเถอะ!”

            ขณะไป๋หยุนเฟยเขม้นมองจางหยางตรงหน้าที่ถอยกายไปด้านหลังไม่หยุดยั้ง ความโกรธเกรี้ยวอันไร้ขอบเขตก็ไม่อาจปิดบังได้อีกจึงพวยพุ่งออกทางสายตาจนหมดสิ้น มันพุ่งทวนในมือออกแทงขาซ้ายของจางหยาง

            “ทวนนี้สำหรับหนี้แค้นของข้า! ข้าไม่ได้เป็นมดปลวกที่เจ้าจะบังคับให้ต่อสู้เพื่อความเพลิดเพลินตามอำเภอใจได้!”

            ได้ยินเสียง‘ฉึก’ปลายหอกทะลวงแทงทะลุน่องปักตรึงกับพื้น จางหยางหยุดยั้งลงและร่ำร้องโหยหวน ความรู้สึกร้อนรุ่มราวถูกแผดเผาพลุ่งพล่านขึ้น ความเย็นยะเยือกสุดขั้วที่ขาซ้ายก่อนหน้าพลันปลาสนาการไปสิ้น มันรู้สึกประหนึ่งถูกแท่งเหล็กที่ร้อนลวกแทงทะลุน่อง กระทั่งยังได้ยินเสียงเนื้อไหม้ดังไม่หยุดทั้งยังได้กลิ่นเผาไหม้จางๆ

            ไป๋หยุนเฟยที่ใบหน้าเย็นชาดังน้ำแข็งไม่สะทกสะท้านอันใดกับเสียงแผดร้องของจางหยาง มันชักทวนกลับและพุ่งทวนออกไปยังขาขวาของจางหยาง

            “ทวนนี้เพื่อผู้เฒ่าอู๋ที่ไม่เพียงสูญเสียหลานสาวด้วยฝีมือเจ้า สุดท้ายยังต้องมาถูกบริวารเจ้านามสุนัขป่าวิบัติฆ่าตายขณะปกป้องข้า!”

            ในที่สุดจางหยางก็ไม่อาจประคองร่างได้อีกต่อไป แขนทั้งสองข้างมันสิ้นเรี่ยวแรงจึงล้มลงแผ่กายกับพื้น เสียงแผดร้องอันน่าสังเวชของมันก็ไม่อาจบรรเทาความเจ็บปวดแสนสาหัสที่ขาทั้งสองข้างมันได้

            “ทวนนี้เพื่อหลานสาวผู้เฒ่าอู๋ที่ถูกเจ้าทรมานจนตายเพียงเพราะนางไม่ยินยอมถูกเจ้าล่วงเกิน!”

            เมื่อแขนซ้ายมันถูกทะลวงแทงอีกข้างจางหยางก็สิ้นเรี่ยวแรงจะขัดขืนอีก ใบหน้ามันเปี่ยมด้วยความสิ้นหวังและหวาดกลัว ปากก็ส่งเสียงตะกุกตะกักอ้อนวอนขอความเมตตาจากไป๋หยุนเฟย

            “ทวนนี้เพื่อหญิงสาวด้านบนที่เกือบถูกเจ้าย่ำยี!”

            ยามที่คมทวนทะลวงแขนขวาจางหยางก็เกิดระเบิดปะทุขึ้นโดยฉับพลัน จากนั้นเลือดเนื้อและเศษหินก็ปลิวว่อนทั่วบริเวณ การระเบิดปะทุครานี้ทิ้งรูขนาดชามอ่างไว้บนพื้น แขนขวาทั้งข้างของจางหยางก็ถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย!

            แล้วจางหยางก็สิ้นสติไป ไม่ทราบว่าเป็นเพราะความเจ็บปวดที่เสียแขนไปหรือเป็นเพราะถูกกระแทกจากแรงระเบิดกันแน่

            “เจ้าสิ้นสติไปแล้ว? เช่นนี้เจ้ากลับไม่ต้องสัมผัสความทรมานชั่วขณะที่จะถูกสังหารอีก มิกลายเป็นสะดวกดายกับเจ้าเกินไปรึ? แล้วกันไปเถอะ เมื่อสิ้นสติแล้วตายเถอะ!” ไป๋หยุนเฟยก้มลงมองจางหยางที่หมดสติด้วยสีหน้าเย็นชาราวน้ำแข็ง หลังจากชักทวนกลับก็ขยับแขนพุ่งทวนออกอีกคราอย่างดุดัน

            “ทวนสุดท้ายเพื่อชาวบ้านยากไร้ที่ถูกเจ้ามองเป็นมดแมลงคอยข่มเหงรังแก”

            ปลายทวนที่สาดประกายสีแดงเจิดจ้าก็ทะลวงสู่ทรวงอกจางหยาง

            พุ่งตรงทะลุหัวใจ!


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “จ้าวศัสตราเทวะ” : https://goo.gl/ZLWHXV

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/222
120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ย80-90บาท/เล่ม ครับ )