0 Views

ในโถงใหญ่แห่งค่ายไม้ดำ หานเซียวนั่งบนเก้าอี้ด้วยท่าทีเคร่งเครียด ภายใต้แสงจากในโถงใบหน้ามันดูโหดเหี้ยมดุร้ายยิ่ง กลุ่มโจรที่คุ้มกันเบื้องนอกทางเข้าห้องโถงไม่กล้าระบายลมหายใจโดยแรงเกรงจะรบกวนหัวหน้าพวกมันจนกลายเป็นเป้าระบายโทสะ

การต่อสู้คืนนี้กลับส่งผลให้ต้องสูญเสียหัวหน้าหอที่เหลือเพียงคนเดียวไป ทั้งบรรดาสมุนโจรบาดเจ็บล้มตายไปนับร้อย! กระนั้นยามที่หานเซียวไปถึงกลับยังไม่อาจเห็นศัตรูชัดตา

“บัดซบ! บัดซบ! พวกมันเป็นใครกันแน่?! ผู้ที่ฆ่าเซียวเฉินนั้น ทวนในมือมันต้องเป็นวัตถุวิญญาณอย่างแน่นอน! อีกทั้งยังไม่ใช่ระดับต่ำอีกด้วย! ชั้นมนุษย์ระดับสูง… หรือจะเป็นวัตถุวิญญาณชั้นพสุธา? อีกสามวันจะล้มล้างค่ายไม้ดำของข้า?… ช่างอวดดีนัก!” หานเซียวตบฝ่ามือมันลงอย่างโกรธเกรี้ยวและเก้าอี้ซึ่งเปลี่ยนใหม่ใต้ร่างมันก็พ้นหน้าที่อย่างงดงามไปอีกตัว

วัตถุวิญญาณสร้างจากแก่นพลังของอสูรวิญญาณหรือวัตถุพิเศษซึ่งบรรจุไว้ด้วยพลังแห่งธาตุธรรมชาติ กลายเป็นอาวุธอันทรงพลัง

วัตถุวิญญาณแบ่งออกเป็นสามชั้นได้แก่ สวรรค์ พสุธา และมนุษย์ แต่ละชั้นยังแบ่งออกเป็นสามระดับ สูง กลางและต่ำ ต่อให้เป็นวัตถุวิญญาณชั้นมนุษย์ระดับต่ำ วัตถุวิญญาณระดับที่ต่ำที่สุดยังเป็นของวิเศษในสายตาคนทั่วไป แม้แต่ระดับหัวหน้าแห่งค่ายไม้ดำอย่างหานเซียวยังครอบครองเพียงวัตถุวิญญาณชั้นมนุษย์ระดับต่ำนาม‘เกราะวิญญาณไหมทอง’ซึ่งได้เป็นรางวัลจากสำนักของมัน มันไม่อาจจินตนาการได้จริงๆว่าทวนสีชาดที่ใช้ฆ่าเซียวเฉินนั้นเป็นชั้นไหนระดับใด

รองหัวหน้าหยางเทียนก็สีหน้าปั้นยาก แต่มันยังปลอดโปร่งกว่าบ้าง หลังจากโทสะของหานเซียวผ่อนคลายลงมันจึงกล่าววาจา “ท่านหัวหน้า ได้โปรดระงับอารมณ์โดยเร็ว ข้าอยากย้ำคำพูดของข้าอีกครา พวกเราไม่อาจว้าวุ่น ไม่เช่นนั้นพวกเราจะตกหลุมพรางศัตรู…”

“โอ? เจ้ามีความเห็นใด?” หานเซียวทราบดีว่าตนเองไม่อาจรับมือสถานการณ์ได้ดีเท่ารองหัวหน้าผู้นี้ มีหลายคราที่หยางเทียนรับหน้าที่เป็นกุนซือให้แก่ค่ายแห่งนี้

“ก่อนอื่น ข้าสามารถยืนยันได้เรื่องหนึ่ง ศัตรูทั้งคู่นี้ไม่ได้แข็งแกร่งนักไม่เช่นนั้นพวกมันต้องบุกเข้ามาจู่โจมเราซึ่งหน้าแล้ว คาดว่าในพวกมันทั้งสองไม่มีใครบรรลุเกินด่านวีรชนวิญญาณ”

“อีกอย่าง เจตนาของพวกมันที่ขึ้นเขามาคืนนี้ล้วนชัดเจน นั่นเป็นอุบายขู่ขวัญ! พวกมันต้องการสร้างความหวาดหวั่นให้แก่สมุนในค่าย ในสายตาพวกมันผู้ฝึกปรือวิญญาณเป็นการคงอยู่ของพลังอันเป็นที่สุด การได้เห็นหัวหน้าหออันสูงส่งถูกฆ่าต่อหน้าอย่างไม่คาดฝัน ย่อมสร้างความแตกตื่นแก่พวกมัน อีกทั้งศัตรูยังทิ้งคำพูดเอาไว้ ข้าคาดว่า… ในหลายวันนี้อาจมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นในค่ายเราเป็นแน่”

“เจ้าหมายความว่า… อาจมีบางคนหลบหนีจากค่าย?”

“เป็นไปได้อย่างยิ่ง”

“หรือพวกมันจะโง่เขลาปานนั้น? ศัตรูรอคอยอยู่เชิงเขา มีหรือที่พวกมันจะลงไปโดยไม่ถูกฆ่าได้?”

“หากพวกมันคิดว่า ถ้ารั้งอยู่บนเขาต้องตายแน่นอน อาจมีบางคนกล้าเสี่ยงลงเขา ศัตรูที่ทิ้งคำพูดไว้ ‘ใครที่ยังอยู่บนเขาต้องตาย’ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ‘ใครที่ออกจากค่ายไปจะรอดชีวิต’ นี่คือสิ่งที่พวกมันคิด…”

“เฮอะ! หากผู้ใดกล้าเอาใจออกห่าง ไม่ต้องรอให้ศัตรูบุกขึ้นเขามาฆ่าข้าจะเชือดคอพวกมันก่อน!”

“วีธี’เชือดไก่ให้ลิงดู’นับเป็นหนทางดีที่สุด เมื่อส่วนน้อยมีความคิดหลบหนีและส่วนใหญ่ยังลังเลว่าจะหนีหรือไม่ ในหลายวันนี้ควรให้คนสนิทที่ไว้ใจได้คอยเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของเหล่าสมุน…” สีหน้าหยางเทียนอับจนหนทางอยู่บ้าง แผนการของศัตรูร้ายกาจเกินไป พวกมันยังไม่ทันบุกขึ้นเขามาก็สร้างความระส่ำระสายไปทั้งค่าย

“พวกมันบอกว่าจะล้มล้างค่ายเราในอีกสามวัน คำพูดพวกมันเชื่อถือได้หรือไม่?” หานเซียวถามอย่างร้อนรนหลังจากนึกถึงปัญหาได้

“แน่นอนว่าไม่ นั่นเป็นเพียงลูกเล่นขู่ขวัญพวกเรา แต่ทว่า… พวกเราก็ไม่อาจยึดถือเป็นคำกล่าวล้อเล่น พวกมันอาจเข่นฆ่าเปิดทางขึ้นเขามาในอีกสามวันให้หลัง… แต่หากพวกเราเพียงเฝ้าระวังเส้นตาย‘อีกสามวันให้หลัง’พวกมันก็จะลอบเข้ามาจู่โจมก่อน โธ่… เห็นได้ชัดว่าศัตรูบรรลุเป้าหมายแล้ว! ยามนี้พวกเราอาจถูกโจมตีได้ทุกเมื่อ พวกเราไม่มีทางเลือกได้แต่เฝ้าระวังและตื่นตัวตลอดเวลา”

“เช่นนั้นพวกเราจะทำอย่างไรดี?” ได้ยินเช่นนั้นหานเซียวก็จิตใจยุ่งเหยิงไม่น้อย

“นับว่าไม่มีทางอื่น พวกเราไม่อาจนำคนลงเขาอย่างหุนหันเพราะศัตรูต้องดักซุ่มโจมตีอยู่เป็นแน่ ดังนั้นพวกเราไม่มีทางเลือกได้แต่เสริมกำลังป้องกันในค่ายและเตรียมพร้อมเผชิญศัตรูตลอดเวลา…”

“บัดซบ! ตั้งแต่เมื่อใดที่ค่ายไม้ดำเราใช้การไม่ได้เพียงนี้?… เจ้าก็กล่าวเองว่าพวกมันไม่มีคนแข็งแกร่งระดับวีรชนวิญญาณ ไฉนไม่ให้ข้านำพวกเราทั้งหมดในค่ายมุ่งหน้าลงเขาไป? ไม่ว่าจะถูกซุ่มโจมตีหรือไม่ ข้าจะใช้พลังที่เหนือกว่าบดขยี้พวกมันให้สิ้นซาก!”

“ท่านไม่อาจทำเช่นนั้นโดยเด็ดขาด! หากท่านประมาทเพียงน้อยนิดค่ายไม้ดำเราต้องถูกล้มล้างเป็นแน่ อีกอย่าง… หรือท่านลืมอาวุธวิญญาณที่คนผู้นั้นใช้สังหารเซียวเฉินไปแล้ว? ทวนเล่มนั้นต้องไม่ใช่ของระดับต่ำแน่ สำหรับผู้ฝึกปรือวิญญาณระดับต่ำกว่าด่านภูตวิญญาณแล้ว การจะฆ่าผู้ที่เหนือกว่าด้วยวัตถุวิญญาณอันทรงพลังนับว่าไม่ยากเย็น ท่านมั่นใจหรือว่าเกราะวิญญาณไหมทองชั้นมนุษย์ระดับต่ำของท่านสามารถต้านทานคมทวนนั้นได้?”

หานเซียวเงียบงันไร้คำพูดใดอีก เกราะวิญญาณไหมทองที่สำนักประทานให้มันนี้อาวุธทั่วไปล้วนไม่ระคาย แต่เมื่อนึกถึงว่าเซียวเฉินถูกทวนเล่มนั้นระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มันก็หนาวสะท้านขั้วหัวใจ มัน…ไม่กล้าเดิมพันจริงๆ!

“เช่นนั้นทำตามเจ้าว่า อย่างน้อยคืนนี้พวกมันคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดอีกกระมัง? พวกเจ้าออกไปได้แล้ว…”

หานเซียวยืนขึ้นด้วยท่าทีหดหู่เดินออกจากโถงไป ขณะมุ่งหน้าไปยังห้องนอนก็ทอดถอนใจแผ่วเบาออกมา

“หรือว่า… ค่ายไม้ดำของข้าจะถูกล้มล้างภายใต้มรสุมครานี้”

… … … …

ที่เชิงเขาของภูไม้ดำไป๋หยุนเฟยและหลี่เฉิงเฟิงนั่งหลบในป่าละเมาะรักษาบาดแผลของตนเอง

“การต่อสู้ครานี้สมใจยิ่ง! โจรเดรัจฉานที่เคยมองพวกเราเป็นดังมดปลวกจะฆ่าเมื่อไหร่ก็ได้ กลับถูกข้าเชือดตายคนแล้วคนเล่า… หากข้าครอบครองพลังนี้แต่แรก หากข้าครอบครองพลังนี้แต่แรก… บิดาข้า มารดาข้า พี่สาวข้า ท่านลุงโจวที่อยู่บ้านถัดไป ท่านลุงหลี่ผู้ใหญ่บ้านและทุกคนในหมู่บ้าน…” หลี่เฉิงเฟิงพึมพำกับตนเองขณะพิงต้นไม้เหม่อมองนภาผ่านช่องใบไม้ “ยามนี้ข้าแข็งแกร่งแล้ว ข้าจะ…ทำลายล้างพวกโจร! ฆ่าพวกโจรให้หมดสิ้น…”

“เฉิงเฟิงเจ้าเป็นไรหรือไม่? เจ้า…” ไป๋หยุนเฟยที่อยู่ด้านข้างอดไม่ได้ต้องร้องเรียก เมื่อเห็นว่ามันผิดปกติไปทุกที ยามมันเอ่ยปาก

หลี่เฉิงเฟิงจึงหยุดพูดกับตนเอง มันนวดศีรษะเบาๆจากนั้นยิ้มให้แก่ไป๋หยุนเฟย กล่าวว่า “ข้าทราบว่าเจ้าเป็นห่วงอันใด แต่วางใจเถอะ ข้าจะไม่ลืมตนเสียสติอีก พวกโจรชั่วล้วนสมควรตาย ข้าเพียงล้างแค้นให้ตัวข้าเองและเหยื่อที่ถูกฆ่า ไม่มีเป้าหมายอื่นอีก ข้าจะไม่ยอมกลายเป็นปีศาจกระหายเลือด…”

ไป๋หยุนเฟยถอนหายใจโล่งอกกล่าวว่า “ถูกต้อง พวกมันสมควรตาย หากพวกเราละเว้น พวกมันรังแต่จะทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องรับเคราะห์เพิ่มขึ้น คราแรกที่ข้าเผชิญหน้าพวกมันกลับไม่ได้มุ่งมั่นกำจัดเช่นเจ้า แต่ยามนี้… พวกเราต้องฆ่าล้างพวกมันให้สิ้นซาก!”

“ใช่แล้ว ไม่ใช่ว่าเจ้าใกล้บรรลุระดับกลางด่านปัจเจกวิญญาณแล้วหรือ? โจรที่ใช้ทวนต่อสู้กับเจ้าก่อนหน้าอ่อนด้อยกว่าเจ้าไม่น้อย ไฉนเจ้าต่อสู้กับมันนานนัก? หรือเพียงถ่วงเวลารอขู่ขวัญหัวหน้าค่ายโจร?” หลี่เฉิงเฟิงอดไม่ได้ต้องเอ่ยปากถามเมื่อมันนึกถึงการต่อสู้ที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน

“นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญที่สุด เจ้าไม่ใช่บอกว่ามันใช้ทวนรึ? แม้ข้าจะฝึกฝนเพลงทวนจนคล่องแคล่วแต่ก็ยังด้อยประสบการณ์เกินไป มือทวนเช่นนี้ยากจะเสาะหาข้าจึงถ่วงเวลาต่อสู้ให้นานที่สุดเพื่อเรียนรู้จากมัน”

“โอ… ข้าไม่อาจเข้าใจเจ้าได้เลย เจ้ายังบอกว่าตนเองอ่อนด้อยอีก? พลังจากทวนเปลวอัคคีของเจ้ามิใช่เพียงพอจะชดเชยเพลงทวนที่อ่อนด้อยของเจ้าได้แล้วรึ?”

“นั่นนับว่าถูกต้องยามต่อกรกับศัตรูระดับเดียวกับที่ผ่านมา แต่ในโลกของผู้ฝึกปรือวิญญาณพวกเรายังคงอ่อนด้อยนัก…” ยามกล่าววาจา ไป๋หยุนเฟยอดไม่ได้ต้องนึกถึงท่าทีอันปลอดโปร่งของบิดาจางหยางนามจางเจิ้นซานขณะมองมาที่มัน ยามนั้นด่านภูติวิญญาณนับว่าสูงส่งเกินมันเอื้อมถึง ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงพลังฝึกปรือของชายชราลึกลับที่มอบแหวนช่องมิติแก่มัน

“ใช่แล้ว ที่เจ้าตะโกนทิ้งคำพูดไว้ตอนท้ายนั้นหมายความว่าอย่างไร? พวกเราจะบุกโจมตีค่ายพวกมันในอีกสามวันจริงหรือ?”

“แน่นอนว่าไม่ ข้าเพียงหลอกพวกมันเท่านั้น”

“… … … …”

“ฮ่า ฮ่า นั่นเป็นเพียงลูกเล่นที่จะทำให้เราเคลื่อนไหวสะดวกขึ้นเท่านั้น” ไป๋หยุนเฟยหัวเราะไม่หยุดยามที่มองไปยังยอดเขา “หากข้าคาดเดาถูก อีกสองวันจะมีพวกโจรบางส่วนหลบหนีลงเขามา ไม่ว่าหัวหน้าค่ายพวกมันจะใช้มาตรการใดยับยั้ง ก็ล้วนเป็นประโยชน์แก่พวกเรา”

“เช่นนั้น… หากมีผู้หลบหนีลงเขามาจริง เราจะปล่อยมันไปหรือไม่?”

“อะไร? เจ้าจะปล่อยพวกมันไป?”

“แน่นอนว่าไม่! โจรชั่วช้าบัดซบเหล่านี้หากปล่อยไปแม้แต่คนเดียวจะกลายเป็นภัยในภายหลังได้”

“เช่นก็ตกลงตามนี้ หากมีคนหลบหนีลงเขามาจริงๆ เราก็จะฆ่ามัน”

“… … … …”

“เอาล่ะพักผ่อนเถอะ ในหลายวันนี้พวกเราจำต้องฝึกฝีมือให้หนักหน่วงขึ้น ทั้งเจ้าและข้าฝีกฝนได้รวดเร็วยิ่ง เชื่อว่าใช้เวลาไม่นานข้าจะบรรลุด่านปัจเจกวิญญาณระดับกลางพร้อมกับที่เจ้าบรรลุด่านนวกะวิญญาณระดับปลาย เมื่อเวลาสุกงอมพวกเราจะล้มล้างรังโจรนี้ในคราเดียว!”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “จ้าวศัสตราเทวะ” : https://goo.gl/ZLWHXV

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/222
120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ย80-90บาท/เล่ม ครับ )