0 Views

          เวลาเดียวกับที่เสวียนเทียนออกจากห้องศิลา ที่ห้องลับของตระกูลหนิวมีเสียงหัวเราะดังลั่นของหนิวเจิ้นซานดังออกมา

          “ฟ้าเข้าข้างตระกูลหนิวของข้า กำหนดให้ตระกูลหนิวของข้าได้เป็นเจ้าแห่งอำเภอเป่ยมั่ว ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า…ตัวข้าฝึกวิชาปราณชั้นนิลขั้นต้น แต่เดิมไร้ความหวังจะเลื่อนชั้นสู่ชั้นเบิกนภาขั้นสี่แล้ว ตอนนี้กลับได้โชคดีนี้มา ทำให้พลังวัตรของข้าเลื่อนขึ้นชั้นเบิกนภาขั้นสี่ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า…ยังมีใครจะขัดขวางการเป็นเจ้าแห่งอำเภอเป่ยมั่วของตระกูลหนิวของข้าได้อีก ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ….!”

            หนิวเจิ้นซานดีใจเหลือเกิน เขาอายุห้าสิบกว่าปีแล้ว ครั้งที่แล้วเลื่อนชั้นเบิกนภาขั้นสี่ล้มเหลว ทำให้ชีวิตีนี้เขาไม่มีหวังจะเลื่อนขึ้นชั้นเบิกนภาขั้นสี่ได้ แต่ว่าบุปผาหยกโลหิตสมุนไพรทิพย์กลายพันธุ์ของดีหายาต้นหนึ่ง ทลายความสิ้นหวังของเขา ทำให้พลังวัตรเขาก้าวหน้าเลื่อนขึ้นสู่ชั้นเบิกนภาขั้นสี่สมใจปรารถนา

          “ยินดีกับพี่ใหญ่ ยินดีกับพี่ใหญ่ พี่ใหญ่เลื่อนสู่ชั้นเบิกนภาขั้นสี่แล้ว ยอดฝีมือชั้นเบิกนภาขั้นสามของตระกูลหวงทุกคนรวมเข้าด้วยกันก็ไม่ใช่คู่มือของพี่ใหญ่ กำจัดตระกูลหวงง่ายราวพลิกฝ่ามือ ตระกูลหนิวของพวกเราจะได้เป็นเจ้าแห่งอำเภอเป่ยมั่ว อีกไม่ไกลเกินรอ”

          อีกด้านหนึ่งหนิวเจิ้นเยว่เองก็ดีใจผิดปกติ พลังวัตรของเขาก็เลื่อนชั้นสู่ชั้นเบิกนภาขั้นสามเช่นกัน เร็วกว่าหนิวเจิ้นซานอยู่หนึ่งวัน

          คนเช่นหนิวเจิ้นเยว่ที่อาศัยพลังภายนอกเลื่อนชั้นเบิกนภาขั้นสาม เทียบกับจางกู่เฟิงกับเฉิงหยวนอู่ซึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่ก้าวขึ้นชั้นเบิกนภาขั้นสามมานานแล้ว ยังคงห่างชั้นอยู่ขั้นหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับตอนอยู่ชั้นเบิกนภาขั้นสอง ก็แข็งแกร่งขึ้นมาหลายเท่าแล้ว นี่เป็นความห่างชั้นของระดับชั้นพลัง หนิวเจิ้นซานที่เลื่อนขึ้นชั้นเบิกนภาขั้นสี่ก็เป็นเช่นเดียวกัน

          “เจิ้นเยว่ ครั้งนี้ขาดความดีความชอบของเจ้าไปไม่ได้ บุปผาหยกโลหิตที่ผู้คนปรารถนาก็ไม่อาจหาได้ เจ้ากลับได้มาโดยบังเอิญ ฟ้าเข้าข้างตระกูลหนิวอย่างแท้จริง รอให้พวกเราได้เป็นเจ้าแห่งตระกูลเป่ยมั่ว แย่งชิงกิจการของตระกูลจาง ตระกูลเฉิง ตระกูลหวงมาเสียก่อน ถึงตอนนั้นตระกูลหนิวของเราก็จะร่ำรวยมหาศาล หาซื้อคัมภีร์ยุทธ์ชั้นนิลขั้นกลางมาสักวิชา ให้ตระกูลหนิวของพวกเราเติบโตกลายเป็นตระกูลขั้นแปด ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า…!”

            หนิวเจิ้นซานหัวเราะดังลั่นจบ ก็โบกมือ เอ่ยว่า “เจิ้นเยว่ แจ้งตระกูลจางกับตระกูลเฉิง ให้มาหารือกันที่อำเภอเป่ยมั่ว ฟ้าสางวันพรุ่ง โจมตีอำเภอหวงปั้ว ฆ่าล้างตระกูลหวง ไก่สุนัขสักตัวก็อย่าให้เหลือ”

…..

          เทือกเขาดงอสูร

          เหตุสัตว์อสูรแตกตื่นผ่านไปแล้วครึ่งเดือน แต่ว่าสัตว์อสูรในระยะพันลี้ ส่วนใหญ่ยังไม่กลับมา ที่เหลืออยู่มีเพียงสัตว์อสูรจำนวนน้อยนิด แต่ก็หลบซ่อนอยู่ในรัง เก็บซ่อนความดุร้าย ไม่ปรากฏตัวออกมา

          เขตชั้นนอกพันลี้ของเทือกเขาดงอสูรแสนอันตรายแถบอำเภอเป่ยมั่ว กลายเป็นสถานที่ซึ่งผู้ฝึกยุทธ์ชอบไปที่สุดชั่วคราว ไม่มีสัตว์อสูร เท่ากับว่าสมุนไพรทิพย์แร่ล้ำค่าจำนวนมากรอให้พวกเขาไปเก็บ ไปขุดอยู่

          แต่ว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปก็ยังไม่กล้าเข้าไปในเทือกเขาดงอสูรลึกเกินไป ถึงแม้ว่าสัตว์อสูรบริเวณใกล้เคียงจะตกใจหนีไปแล้ว แต่ว่าก็ยังมีสัตว์อสูรจากถิ่นอื่นซึ่งบางครั้งเตร็ดเตร่มา ยิ่งเข้าไปลึก โอกาสพบกับสัตว์อสูรที่ร้ายกาจก็ยิ่งมาก

          ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่ล้วนแต่มาแสวงโชคอยู่ในเขตห้าร้อยลี้รอบนอก มีเพียงผู้ฝึกยุทธ์ชั้นสูงกว่าชั้นเบิกนภาเท่านั้นถึงกล้าเข้าไปในเขตห้าร้อยลี้ถึงหนึ่งพันลี้

          อาณาเขตของอำเภอเป่ยมั่วเชื่อมกับเทือกเขาดงอสูรเพียงสามร้อยกว่าลี้ เหตุการณ์สัตว์อสูรแตกตื่นกินพื้นที่ถึงพันลี้ อำเภอข้างเคียงของเป่ยมั่วก็รู้ข่าวสัตว์อสูรแตกตื่นเช่นกัน

          เมื่อข่าวสัตว์อสูรแตกตื่นแพร่ออกไป ศิษย์ในของสำนักใหญ่บางกลุ่มรู้ว่าหลังจากสัตว์อสูรแตกตื่นเป็นโอกาสอันดีในการตามหาสมุนไพรทิพย์กับแร่ล้ำค่า ก็พากันเดินทางมายังเทือกเขาดงอสูร

          อำเภอเป่ยมั่วเป็นเพียงอำเภอเล็กอันห่างไกลแห่งหนึ่ง ทิศเหนือเป็นเทือกเขาดงอสูร ซ้ายขวาล้วนเป็นเขาสูงเหวลึกที่ทอดต่อมาจากเทือกเขาดงอสูร ทางเข้าออกมีเพียงทางเข้าเล็กๆด้านทิศใต้ ซึ่งก็เป็นทุ่งม้าป่ากว้างไพศาล รกร้างไร้คน ดังนั้นจึงมีผู้ฝึกยุทธ์มาเยือนน้อย

          ผู้ฝึกยุทธ์จากอาณาจักรเสินเตาที่เดินทางมายังอำเภอเป่ยมั่ว ส่วนใหญ่เข้ามาจากสองที่ หนึ่งคืออำเภอเหยสุ่ยอำเภอข้างเคียงทางด้านตะวันออกของอำเภอเป่ยมั่ว อีกหนึ่งคืออำเภอเจียงเฉียวซึ่งห่างจากอำเภอเป่ยมั่วไปทางตะวันตกสามพันลี้ ทั้งสองอำเภอนี้เป็นอำเภอใหญ่

          ลึกเข้าไปในเทือกเขาดงอสูรราวพันลี้ ห่างจากยอดเขาที่มีห้องศิลาซึ่งเสวียนเทียนอยู่ไปประมาณสองร้อยกว่าลี้ ในหุบเขาแห่งหนึ่งมีผู้ฝึกยุทธ์ห้าคนนั่งล้อมวงพักอยู่

          ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งห้ากล้าเข้ามาลึกพันลี้ในเทือกเขาดงอสูร อย่างน้อยพลังวัตรก็ต้องเป็นชั้นเบิกนภา

          ผู้ฝึกยุทธ์ห้าคนนี้ล้วนแต่อายุน้อย คนเด็กอายุแค่สิบเจ็ดสิบแปด โตสุดไม่เกินยี่สิบสองยี่สิบสามปี ตรงอกด้านขวาบนเสื้อของทั้งห้าคนล้วนมีรูปเมฆประทับอยู่

          นี่เป็นสัญลักษณ์ของสำนักเทียมเมฆาหนึ่งในสี่สำนักใหญ่แห่งอาณาจักรเสินเตา ดูแล้วทั้งห้าคนนี้ล้วนเป็นศิษย์ของสำนักเทียมเมฆา

          สำนักดาบเทวะ สำนักกระบี่สวรรค์ สำนักหมัดราชันย์ สำนักเทียมเมฆาเป็นสี่สำนักใหญ่ของอาณาจักรเสินเตา ในนี้สำนักดาบเทวะกับสำนักกระบี่สวรรค์เป็นสำนักขั้นหก ส่วนสำนักหมัดราชันย์กับสำนักเทียมเมฆาเป็นสำนักเตรียมขั้นหก

          สำนักขั้นหกนับว่าเป็นกลุ่มมอำนาจชั้นกลาง มาตรฐานคืออย่างน้อยมีผู้ฝึกยุทธ์ชั้นปฐพีขั้นสามคนหนึ่งปกครอง

          กลุ่มอำนาจขั้นเจ็ด มาตรฐานคืออย่างน้อยมีผู้ฝึกยุทธ์ชั้นเบิกนภาขั้นเก้าคนหนึ่งปกครอง

          ถ้าหากในสำนักมีจอมยุทธ์ชั้นปฐพีแต่พลังวัตรยังไม่ถึงชั้นปฐพีขั้นสาม พลังล้ำหน้ากว่ากลุ่มอำนาจขั้นเจ็ดไปมาก แต่ยังไม่ถึงมาตรฐานของกลุ่มอำนาจขั้นหก ก็นับว่าเป็นสำนักเตรียมขั้นหก

          สำนักเตรียมขั้นหกสามารถเลื่อนเป็นสำนักขั้นหกได้ ขอเพียงผู้ปกครองพลังวัตรเลื่อนถึงชั้นปฐพีขั้นสามเท่านั้นก็จะกลายเป็นสำนักขั้นหกอย่างเป็นทางการ

          ในหมู่สำนักขั้นหกเหมือนกัน สำนักดาบเทวะเป็นสำนักขั้นหกที่รุ่งเรืองที่สุด มีผู้ปกครองซึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธ์ชั้นปฐพีขั้นสามไม่ใช่แค่คนเดียว กลับกันสำนักกระบี่สวรรค์เป็นสำนักขั้นหกที่ตกต่ำ ถึงมาตรฐานของสำนักขั้นหกอย่างคาบเส้น มีผู้ครองเป็นผู้ฝึกยุทธ์ชั้นปฐพีขั้นสามคนหนึ่งพอดิบพอดี

          สำนักใหญ่ทั้งสี่จับมือกันควบคุมอาณาจักรเสินเตา

          ชื่อของอาณาจักรเสินเตาก็มีที่มาจากสำนักดาบเทวะที่เป็นกลุ่มอำนาจที่ใหญ่ที่สุดอันดับหนึ่ง[1]

          การแบ่งปันผลประโยชน์ จะตัดสินตามอันดับในงานชุมนุมสำนักยุทธ์ที่สำนักใหญ่ทั้งสี่จัดขึ้นห้าปีครั้ง งานชุมนุมสำนักยุทธ์ครั้งที่แล้วเมื่อสี่ปีเศษก่อนหน้านี้ สำนักดาบเทวะได้ที่หนึ่ง สำนักกระบี่สวรรค์ได้ที่สอง สำนักเทียมเมฆาได้ที่สาม สำนักหมัดราชันย์ได้ที่สี่

          ดังนั้นสำนักดาบเทวะจึงครองผลประโยชน์สี่ส่วนของอาณาจักรเสินเตาทั้งหมด สำนักกระบี่สวรรค์สามส่วน สำนักเทียมเมฆาสองส่วน สำนักหมัดราชันย์หนึ่งส่วน

          สี่สำนักใหญ่ฉากหน้าร่วมมือกัน แต่ที่จริงแล้วในเงามืดแย่งชิงผลประโยชน์กันดุเดือด

          สำนักเทียมเมฆาได้ลำดับสาม แกร่งกว่าสำนักหมัดราชันย์อยู่นิดหนึ่ง เป็นรองสำนักกระบี่สวรรค์อยู่บ้าง ส่วนตำแหน่งอันดับหนึ่งของสำนักดาบเทวะไม่มีใครสั่นคลอนได้ สำนักเทียมเมฆายังห่างชั้นอยู่ไกล

          ดังนั้น เมื่อสำนักเทียมเมฆาอยากได้ผลประโยชน์มากที่สุด สำนักกระบี่สวรรค์จึงเป็นศัตรูที่ใหญ่ที่สุด ในใจคิดอยากดึงสำนักกระบี่สวรรค์ลงจากตำแหน่ง ลอบโจมตีสำนักกระบี่สวรรค์ในเงามืด

          เหลือเวลาอีกไม่ถึงปี งานชุมนุมสำนักยุทธ์ครั้งใหม่ระหว่างสี่สำนักใหญ่ก็จะเริ่มขึ้นอีกครั้ง สำนักเทียมเมฆายิ่งโจมตีสำนักกระบี่สวรรค์รุนแรง สำนักกระบี่สวรรค์ก็ตอบโต้ ระหว่างศิษย์สำนักในมีการต่อสู้ปะทะกันลับๆอยู่หลายครั้ง เริ่มมีเนวโน้มว่าจะกลายเป็นศึกในที่แจ้ง

          “ศิษย์พี่อู่ ครั้งนี้พวกเรารับทรัพย์มหาศาลแล้ว ถึงกับเจอสมุนไพรวิเศษรักษาอาการบาดเจ็บชั้นนิลสามต้น หญ้าปลูกเนื้อกลั่นโลหิต แต่ละต้นราคามากกว่าสองล้านตำลึงเชียว ราคาทั้งหมดอย่างน้อยก็เหยียบแปดล้านตำลึง ถ้าไม่ใช่หลังสัตว์อสูรแตกตื่น สัตว์อสูรส่วนมากอพยพออกไปจากที่นี่ พวกเราไหนเลยจะได้ลาภขนาดนี้ ฮ่าฮ่า…!”

            ผู้ฝึกยุทธ์อายุราวสิบแปดปีหันไปหัวเราะกับผู้ฝึกยุทธฺอายุราวยี่สิบสองยี่สิบสามปีผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ในกลุ่มคนทั้งห้า เห็นชัดว่าคนผู้นั้นเป็นหัวหน้าของกลุ่มห้าคนนี้

          “นี่เป็นโชคของข้า ชะตากำหนดมาแล้ว ติดตามข้า ผลประโยชน์ของพวกเจ้าย่อมไม่มีน้อย”

          ผู้ฝึกยุทธ์ที่ถูกเรียกว่า “ศิษย์พี่อู่” ยิ้มน้อยๆขึ้นมา สีหน้าดูหยิ่งยโสมาก

          ผู้ฝึกยุทธ์อายุราวยี่สิบปีอีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “ในหมู่ศิษย์สำนักใน ศิษย์พี่อู่เป็นหนึ่งในสิบอันดับแรก ทั้งยังเป็นหลานของผู้อาวุโสอู่แห่งสำนักใน ติดตามศิษย์พี่อู่เป็นเกียรติของพวกเรา”

          “ไม่ผิด ติดตามศิษย์พี่อู่เป็นเกียรติของพวกเรา”

          “ข้าฟังเพียงศิษย์พี่อู่ ศิษย์พี่อู่สั่งให้ข้าทำอะไร ข้าก็ทำ”

          ผู้ฝึกยุทธ์อายุน้อยที่เหลืออีกสองคนก็ส่งเสียงเห็นด้วย

          รอยยิ้มน้อยๆ ของ“ศิษย์พี่อู่” กลายมาเป็นรอยยิ้มกว้าง เบิกบานเป็นที่สุด

          เวลานี้เอง ลึกเข้าไปในหุบเขาอยู่ดีๆ ก็มีเสียงปึงดังสนั่นขึ้น ทั้งห้าคนสะดุ้ง สายตามองไปในหุบเขาอย่างพร้อมเพรียง แต่แนวสายตาถูกบดบังไว้

          “ไปดูสิ เกิดอะไรขึ้น”

          “ศิษย์พี่อู่” ยืนขึ้นมา แววตาตื่นเต้น เดินเข้าไปในหุบเขา คนอื่นอีกสี่คนตามไปติด ๆ

          เสียงปึงดังสนั่นนั้น เป็นเสวียนเทียนทำดังขึ้น

          อุโมงค์ทางออกจากห้องศิลา ยาวกว่าที่คิด เสวียนเทียนเดินมาได้สองร้อยกว่าลี้ถึงเพิ่งเดินมาสุดทาง ด้านหน้ามีก้อนหินขวางทางไปอยู่

          เสวียนเทียนยกกระบี่ขุนเขาหนัก ฟันลงไปทีหนึ่ง ก้อนหินพลันแตกทลาย เศษหินปลิวว่อน ที่แท้ด้านนอกไม่ใช่ใต้ภูเขาอีกแล้ว แต่เป็นหุบเขาแห่งหนึ่ง

          “ในที่สุดก็ออกมาแล้ว!”

        เสวียนเทียนมองท้องฟ้ากว้าง สูดอากาศบริสุทธิ์ ผ่อนลมหายใจยาวออกมา ถูกกักอยู่ในห้องศิลาราวครึ่งเดือน ตอนนี้ในที่สุดก็ได้กลับมาบนพื้นดิน ในใจของเสวียนเทียนปลอดโปร่งอย่างที่สุด

        สูดหายใจลึกไปหลายที เสวียนเทียนก็เหลือบมองไปทางพงไม้ที่อยู่ไกลออกไปทีหนึ่ง แล้วก้าวยาวๆ ไปข้างนอกหุบเขา

        ไกลออกไป ข้างหลังพงไม้หนานั้น กลุ่มของ “ศิษย์พี่อู่” ทั้งห้าคนกำลังมองเสวียนเทียนมาจากไกลๆ

        “ศิษย์พี่อู่ บนเสื้อของคนผู้นี้มีตราสำนักกระบี่สวรรค์ พลังวัตรชั้นเบิกนภาขั้นหนึ่ง คงเป็นศิษย์ในของสำนักกระบี่สวรรค์”

        “เขาเดินออกจากถ้ำภูเขา ใช่ได้สมบัติล้ำค่าอะไรมาหรือไม่?”

        “กระบี่ใหญ่เล่มนั้นในมือเขา ดูแล้วส่องประกายเรืองรอง ดูไม่ธรรมดา กระบี่มีชื่อทั่วไป ไม่มีแสงเรืองรองเช่นนี้”

        “ศิษย์พี่อู่ อีกฝ่ายเป็นศิษย์ในสำนักกระบี่สวรรค์ ที่นี่รกร้างไม่มีคน พวกเราให้เขาส่งของบนตัวเขามา แล้วจัดการเขาเสียดีหรือไม่?”

…..

          “ศิษย์พี่อู่” ลุกขึ้นมาจากพงหญ้า ร้องว่า “หยุดเขาไว้!”

            เสวียนเทียนเพิ่งเดินออกมาได้ไม่กี่สิบเก้า ผู้ฝึกยุทธ์ห้าคนรวมศิษย์พี่อู่ ก็ออกมาจากพงไม้ วิ่งพรวดมาดักอยู่ข้างหน้าเสวียนเทียน ขวางทางไปของเสวียนเทียนไว้

          “ศิษย์สำนักเทียมเมฆาห้าคน ชั้นเบิกนภาขั้นสามหนึ่งคน ชั้นเบิกนภาขั้นสองสองคน ชั้นเบิกนภาขั้นหนึ่งหนึ่งคน!” สายตาของเสวียนเทียนกวาดมองบนร่างของฝ่ายตรงข้ามทั้งห้าคน หยุดสายตาอยู่ที่ “ศิษย์พี่อู่” ผู้มีพลังวัตรสูงสุดนานสักหน่อย

          “ทุกท่านคิดจะทำอะไร?” เสวียนเทียนถามขึ้นเสียงเรียบ

          ศิษย์สำนักเทียมเมฆาอายุราวสิบแปดปีผู้หนึ่งโดดออกมาข้างหน้า เขามีพลังวัตรชั้นเบิกนภาขั้นหนึ่ง ดาบยาวในมือชี้มาทางเสวียนเทียน ตะโกนว่า “คิดจะทำอะไร? เจ้าจงเอากระบี่ในมือ ของบนตัวทั้งหมดมอบให้แก่ “ศิษย์พี่อู่” ไม่อย่างนั้นข้าจะหักขาสุนัขของเจ้า เอาชีวิตสุนัขของเจ้าเสีย”

          สายตาของเสวียนเทียนเข้มขึ้น ตะคอกกลับเสียงเย็นประโยคหนึ่ง “หมาบ้ารนหาที่ตาย ไสหัวไป!”

            เสียงลมดังขึ้น เสวียนเทียนมือกำกระบี่ขุนเขาหนัก ฟันลงมาหนึ่งที

          ไม่มีปราณกระบี่ ไม่มีรัศมีกระบี่ ไม่มีจิตกระบี่ เสีวยนเทียนเพียงใช้พละกำลังล้วนๆฟันกระบี่ลงมา ศิษย์สำนักเทียมเมฆาชั้นเบิกนภาขั้นหนึ่งผู้นั้นยกดาบขึ้นกัน

          สิ้นเสียงคำว่า “ไป” กระบี่กับดาบก็ปะทะกัน เสียง “เคร้ง” ดังสนั่นดังขึ้น ดาบยาวหักเป็นสองท่อน ร่างของศิษย์สำนักเทียมเมฆาชั้นเบิกนภาขั้นหนึ่งผู้นั้นกระเด็นปลิวออกไปข้างหลัง ปากกระอักเลือดพุ่งออกมา ล้มกลิ้งอยู่ที่พื้น ส่งเสียงโอดโอย กระดูกทั้งร่างถูกกระแทกหัก ลุกไม่ขึ้น

[1] สำนักดาบเทวะ (神刀门 เสินเตาเหมิน) อาณาจักรเสินเตา (神刀王朝)

 

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “จอมกระบี่กบฏสวรรค์” : https://goo.gl/uyo2g5

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/319

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่ม ค่ะ )  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม^_^