0 Views

            “ปราณเก้าหลอม” เป็นวิชาปราณฝึกฝนร่างกายที่ค่อนข้างพิเศษ คำว่า “ฝน” บ่งบอกจุดพิเศษของวิชาปราณชนิดนี้

          วิชาปราณฝึกร่างธรรมดา จุดสำคัญอยู่ที่การ ‘ฝึก’ มุ่งให้ความสำคัญกับการเพิ่มพละกำลัง เพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกาย หลังฝึกกล้ามเนื้อมักใหญ่โตมากเกินกว่าคนธรรมดาราวกับเอวหมีหลังเสือ

          แต่ ‘ปราณเก้าหลอม’ ขณะเดียวกับที่ ‘ฝึก’ ก็ยัง ‘ฝน’ ด้วย ที่เรียกว่า ‘ฝน’ ก็คือการตีขึ้นรูป ตีสกัด เช่นเดียวกันกับการหลอมศาสตรา ตีสกัดวัตถุเจือปนในวัตถุดิบออกมา เหลือเพียงส่วนที่ดี

        ดังนั้นการฝึก  ‘ปราณเก้าหลอม’ กับปราณฝึกร่างทั่วไป จึงต่างกันโดยสิ้นเชิง เพิ่มขั้นตอนการ ‘ฝน’ขึ้นมาอีกหนึ่ง มองร่างกายเป็นศาสตราชิ้นหนึ่ง ใช้ค้อนเหล็ก ตีสกัดสิ่งปฏิกูลในร่างกายออกมา เหลือเพียงพลังบริสุทธิ์

        ดังนั้น เมื่อฝึกฝน ‘ปราณเก้าหลอม’ ร่างกายจะไม่ใหญ่โตดุจวัวม้าเหมือนฝึกวิชาปราณฝึกร่างทั่วไปเช่นนั้น แต่มองแล้วเหมือนกับคนธรรมดาไม่มีอะไรแตกต่าง เพียงแต่ว่าพละกำลังที่บรรจุอยู่ในร่างกลับเหนือว่าผู้ฝึกยุทธ์ที่ฝึกฝนวิชาปราณฝึกร่างธรรมดาอย่างเทียบกันไม่ได้

        เสวียนเทียนดื่มเลือดพญาอสรพิษลายดำเข้าไป ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นมามาก รูปร่างก็กำยำขึ้นมาไม่น้อย เมื่อตอนเทศกาลข้ามปี เสวียนเทียนสูงเพียงหนึ่งเมตรเจ็ดสิบสอง แต่ตอนนี้สูงหนึ่งเมตรเจ็ดสิบห้าแล้ว

        เพิ่งผ่านมาเพียงหนึ่งเดือนกว่าเท่านั้น ที่สำคัญคือหลังจากดื่มเลือดพญาอสรพิษลายดำ ร่างกายเติบโตขึ้น รูปร่างฉับพลันก็สูงใหญ่ขึ้นไม่น้อย อีกทั้งยังกำยำขึ้นมาอีกรอบใหญ่

        ถ้าหากฝึกวิชาปราณฝึกร่างธรรมดาทั่วไปอีก ใช้เวลาไม่นานเสวียนเทียนก็คงกลายเป็นเหมือนกับหัวหน้าสามพรรคฝูเวย หรือเฉิงจิ้งเฟิงลูกหลานตระกูลเฉิงแบบนั้น ร่างกายสูงถึงหนึ่งเมตรเก้า หรือถึงสองเมตร ท่อนแขนหนาเหมือนท่อนขาของคนทั่วไป

        แต่ว่าการฝึกฝน ‘ปราณเก้าหลอม’ จะไม่เกิดสภาพเช่นนี้ สิ่งปฏิกูลถูกตีสกัดออกไปไม่ขาด เหลือเพียงส่วนที่ดี รูปร่างจะไม่ใหญ่โต แต่พละกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

        ร่างกายของเสวียนเทียนตอนนี้แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว เทียบเท่ากับ ‘ปราณเก้าหลอม’ ขั้นสาม แตกต่างเพียงอย่างเดียวคือสิ่งปฏิกูลไม่ได้ถูกตีสกัดออกมา

        ดังนั้นการฝึกฝนสามขั้นแรกนั้นง่ายมาก ‘ฝึก’ ได้ที่แล้ว ที่เหลือก็เพียง ‘ฝน’

        ในแหวนมิติบนชั้นไม้ที่วางอุปกรณ์มีค้อนเหล็กสีดำสนิทสามด้ามวางอยู่ ด้านบนมีน้ำหนักกำกับไว้ได้แก่ร้อยชั่ง พันชั่ง หมื่นชั่ง

        ค้อนเหล็กสีดำสนิทสามด้ามนี้ใช้วัตถุดิบพิเศษหลอมขึ้นมา ถึงแม้ไม่ใช่ศาสตราวิเศษ แต่ก็แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง เป็นอุปกรณ์ที่ผู้เฒ่าจิ่วต้วนใช้หลอมศาสตรารวมไปถึง ‘ตีขึ้นรูปกายา’

        หลอมสร้างศาสตราชั้นทอง ฝึกฝน ‘ปราณเก้าหลอม’สามขั้นแรก ใช้ค้อนเหล็กดำหนักร้อยชั่ง

        หลอมสร้างศาสตราวิเศษชั้นนิล ฝึกฝน ‘ปราณเก้าหลอม’ สามขั้นกลาง ใช้ค้อนเหล็กดำหนักพันชั่ง

        หลอมสร้างศาสตราวิเศษชั้นปฐพี ฝึกฝน ‘ปราณเก้าหลอม’สามขั้นท้าย ใช้ค้อนเหล็กดำหนักหมื่นชั่ง

        เสวียนเทียนหยิบค้อนเหล็กดำหนักร้อยชั่งออกมา โคจรปราณตามวิธีของ ‘ปราณเก้าหลอม’ ใช้วิถีค้อนตีขึ้นรูปกายาทุบลงมาบนร่าง

        ถ้าเพียงนำค้อนเหล็กมาทุบร่างกาย ผลลัพธ์ย่อมมีจุดจบเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือบาดเจ็บ ต่อให้ใช้พลังภายในคุ้มครองร่างก็ต้านทานได้เพียงชั่วเวลาหนึ่ง ไม่อาจต้านทานได้ยาวนาน

        แต่เสวียนเทียนโคจรปราณตามวิถีของ ‘ปราณเก้าหลอม’ ตำแหน่งที่ปราณโคจรไปเหมาะเจาะพอดีกับตำแหน่งที่ค้อนเหล็กทุบลงมา ทุกครั้งที่ค้อนเหล็กทุบลงมา ร่างกายถูกทุบสั่นสะเทือน สิ่งปฏิกูลถูกขับออกจากร่างไปกับปราณภายในที่โคจรอยู่

        ศาสตร์การฝึกร่างที่นำร่างกายของตนมาหลอมตีเช่นศาสตรา นอกจาก ‘ปราณเก้าหลอม’แล้ว ใต้หล้านี้ไม่มีอีกเป็นวิชาที่สอง

        แม้ว่ากระบวนการ ‘ตีขึ้นรูปกายา’ จะประหลาด แต่ผลลัพธ์กลับออกมาค่อนข้างดี เมื่อสิ่งปฏิกูลถูกตีสกัดออกไปนอกร่าง เสวียนเทียนก็รู้สึกว่าพละกำลังภายในร่างยิ่งบริสุทธ์ขึ้น ใช้ออกมาได้ดั่งใจมากขึ้น ร่างกายแข็งแกร่งระดับเดิม แต่ใช้พละกำลังออกมาได้มากมายกว่าเดิม

        ‘ปราณเก้าหลอม’ ขั้นที่หนึ่ง สิ่งปฏิกูลที่ถูกขับจากร่างเมื่อเทียบกันแล้วระดับต่ำที่สุด  เสวียนเทียนใช้ค้อนเหล็กดำร้อยชั่ง โคจรปราณเก้าหลอมไปพลาง ใช้วิถีค้อนของปราณเก้าหลอมไปพลาง ตีสกัดไปราวหนึ่งชั่วโมง ขั้นที่หนึ่งก็ฝึกฝนสำเร็จลง

        ตีสกัดต่อเนื่องมาเป็นเวลาราวหนึ่งชั่วโมง เสวียนเทียนกลับไม่เพียงไม่ได้ทุบร่างกายจนบาดเจ็บ แต่พละกำลังกลับยิ่งบริสุทธิ์ขึ้น ยิ่งกวัดแกว่งค้อนเหล็กดำได้ดั่งใจคล่องมือขึ้นทุกที

        ร่างกายที่แต่เดิมมีกล้ามเนื้อบางส่วนใหญ่โตของเสวียนทียนเล็กลงมาหน่อย แต่พละกำลังหลังผ่านการตี เมื่อเทียบกับก่อนหน้ากลับเพิ่มมากขึ้นอีกราวห้าส่วน พละกำลังของแขนข้างหนึ่งแทบลุถึงสามพันชั่ง เห็นได้ว่ากระบวนการ ‘ตี’ นี้ ได้ผลเหนือธรรมดาอย่างแท้จริง เทียบกับวิชาปราณฝึกร่างทั่วไปแล้ว เพิ่มกระบวนการนี้มาหนึ่งขั้น ระดับชั้นเท่ากันแต่พละกำลังกลับแข็งแกร่งกว่ามาก

        ขั้นที่หนึ่งฝึกฝนสำเร็จ พักสิบกว่านาที โคจรลมปราณปรับลมหายใจ ปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หลังจากนั้นก็เริ่มฝึกฝนขั้นที่สอง

        การฝึกฝนแต่ละขั้นของ ‘ปราณเก้าหลอม’ วิธีโคจรปราณกับวิถีค้อนตีขึ้นรูปกายา รวมไปถึงระดับแรงของการทุบล้วนแต่ไม่เหมือนกัน การฝึกฝนขั้นถัดไปแต่ละขั้น ความยากล้วนมากกว่าก่อนหน้าหลายเท่า

        แต่ว่า สำหรับเสวียนเทียนที่ความแข็งแกร่งของร่างกายบรรลุถึงขั้นสามมาก่อนแล้ว การฝึกฝนขั้นที่สองก็ยังคงง่ายดายอยู่ เพียงแค่ต้องใช้เวลามากกว่าขั้นที่หนึ่งหลายเท่า

        ทุกครั้งที่ครบชั่วโมง เสวียนเทียนก็จะพักสิบกว่านาที เสวียนเทียนพักไปทั้งหมดสี่ครั้ง ใช้เวลาถึงห้าชั่วโมงกว่าจึงฝึกขั้นที่สองสำเร็จ

        ร่างกายของเสวียนเทียน เพราะว่าสิ่งปฏิกูลถูกตีสกัดออกไป จึงหดเล็กลงมาอีกเล็กน้อย ร่างกายยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ยิ่งบริสุทธิ์ขึ้น กล้ามเนื้อบนร่างไม่กำยำเห็นชัดอีก แต่เปลี่ยนมาเป็นลอนกำลังพอดี

        การฝึกฝนขั้นที่สองสำเร็จลง พละกำลังของเสวียนเทียนยิ่งบริสุทธิ์ขึ้น ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น กำลังแขนข้างหนึ่งแทบมากกว่าสี่พันชั่ง ผลลัพธ์ของ ‘ปราณเก้าหลอม’ ปราฏออกมาให้เห็นอย่างรวดเร็วและเด่นชัด

          หลังเติมอาหารลงท้อง โคจรลมปราณปรับลมหายใจพักราวหนึ่งชั่วโมง เสวียนเทียนก็เริ่มฝึกฝนขั้นที่สามต่อ

          ขั้นที่สามความยากเทียบกับขั้นที่สองแล้วยากมากกว่ากันหลายเท่า แต่ความแข็งแกร่งร่างกายของเสวียนเทียนถึงขั้นแล้ว ปัญหาอยู่ที่เพียงเวลาเท่านั้น

          เวลาหนึ่งวันกว่าผ่านไป เสวียนเทียนก็ฝึก ‘ปราณเก้าหลอม’ ขั้นที่สามจนสำเร็จลง กำลังแขนข้างหนึ่งชวนให้หวาดหวั่นบรรลุถึงห้าพันชั่ง กำลังมหาศาลเช่นนี้ ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ชั้นเบิกนภาขั้นสามใช้ปราณแท้ชั้นเบิกนภาก็เทียบไม่ได้

          แต่เสวียนเทียน ใช้เพียงกำลังของร่างเนื้อเท่านั้น กำลังของร่างเนื้อหากใช้ปราณแท้เบิกนภามาควบคู่กัน พละกำลังย่อมเพิ่มทะลักทลาย หนึ่งการโจมตีเพียงพอทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นเบิกนภาขั้นสามบาดเจ็บสาหัส หรือถึงขั้นจบชีวิต

          ขั้นที่สามฝึกสำเร็จต่อมาก็เป็นขั้นที่สี่ ความยากมากกว่าเดิมอีกมาก อีกทั้งตอนนี้ความแข็งแกร่งร่างกายของเสวียนเทียนก็เทียบเท่ากับขีดสุดของขั้นที่สาม ก่อนจะเข้ากระบวนการ ‘ตี’ ของขั้นที่สี่ จำต้องฝึกฝนร่างเนื้อเสียก่อน ฝึกกำลัง ฝึกร่าง เวลาที่ต้องใช้ยาวนานมากกว่าเดิมแล้ว

          เสวียนเทียนเก็บค้อนเหล็กดำเข้าไปในแหวนมิติแล้วเริ่มต้นฝึกปราณขั้นที่สี่

          เก้าวันหลังจากนั้น ร่างกาย พละกำลังของเสวียนเทียนก็บรรลุถึงเงื่อนขั้นต่ำสุดของการ ‘ฝึก’ ขั้นสี่ ร่างกายที่สมบูรณ์แล้วก่อนหน้านี้ ใหญ่โตขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง พละกำลังเพิ่มพูน กำลังแขนข้างหนึ่งเพิ่มขึ้นเร็วยิ่งกว่าสามขั้นก่อนหน้า จากห้าพันชั่ง ทะลุถึงเจ็ดพันชั่ง

          ขั้นที่หนึ่ง ‘ฝึก’ สำเร็จแล้ว เขาก็นำค้อนเหล็กดำพันชั่งออกมา เสวียนเทียนเริ่มต้นกระบวนการขั้นที่สอง ‘ฝน’

          กำลังแขนข้างหนึ่ง ถึงแม้จะลุถึงเจ็ดพันชั่งชวนหวาดหวั่นแล้ว ยกค้อนเหล็กดำพันชั้นขึ้นมาได้ง่ายดาย แต่จะใช้วิถีค้อนตีขึ้นรูปกายาของขั้นสี่กลับไม่ง่ายเลย อย่างไรน้ำหนักพันชั่งก็หนักเกินไป ยกขึ้นมาง่าย แต่จะให้กวัดแกว่งตามใจยากนัก

          ค้อนเหล็กดำพันชั่ง เป็นเครื่องมือสำหรับหลอมศาสตราวิเศษชั้นนิล ส่วนขั้นที่สี่เป็นวิชาปราณหลอมศาสตราที่ผู้เพิ่งก้าวขึ้นชั้นเบิกนภาฝึกฝนได้ ดูแล้วต้องฝึกขั้นสี่จนบรรลุส่วนใหญ่ ถึงจะกวัดไกวค้อนเหล็กดำพันชั่งได้อย่างง่ายดาย

          สองมือของเสวียนเทียนจับค้อนเหล็กดำ เริ่มตีขึ้นรูปร่างขั้นที่สี่

          ทุกครั้งที่ทุบลงไป สิ่งปฏิกูลทั้งหลายก็ถูกขับออกมาจากร่างพร้อมกับปราณแท้เบิกนภาที่โคจรไป ร่างกายยิ่งบริสุทธิ์ขึ้น พละกำลังยิ่งบริสุทธิ์ขึ้น

          การตีขึ้นรูปกายาขั้นที่สี่ ใช้เวลาต่อเนื่องกันถึงสี่วัน ในที่สุดเสวียนเทียนก็ฝึกฝนขั้นสี่สำเร็จ บรรลุถึงขั้นบรรลุบางส่วน ร่างกายถูกตีขึ้นรูปจนเป็นลอนสมบูรณ์แบบอีกครั้ง พละกำลังเพิ่มพูนขึ้นอีกขั้น แขนข้างหนึ่งมีพละกำลังมหาศาลน่าหวาดกลัวถึงเก้าพันชั่ง

          นี่เป็นเพียงขั้นสี่ที่บรรลุบางส่วนเท่านั้น ถ้าหากฝึกถึงขั้นบรรลุส่วนใหญ่ มีพลังมหาศาลยกน้ำหนักหมื่นชั่งได้อย่างง่ายดาย คงกวัดแกว่งค้อนเหล็กพันชั่งได้ง่ายราวพลิกฝ่ามือ

          ขั้นที่ห้าต้องบรรลุพลังวัตรชั้นเบิกนภาช่วงกลางหรือก็คือหลังชั้นเบิกนภาขั้นสี่ถึงจะฝึกฝนได้

          ขั้นที่สี่เพิ่งฝึกได้ถึงชั้นบรรลุบางส่วน พละกำลังยังคงมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก แต่ว่าเรื่องนี้ต้องการเวลา อีกทั้งต้องให้พลังวัตรบรรลุขั้นสามถึงจะฝึกฝนขั้นสี่ให้ถึงบรรลุส่วนใหญ่ได้

          พละกำลังของขั้นสี่ที่บรรลุบางส่วนในตอนนี้เพียงพอให้ออกไปจากที่แห่งนี้แล้ว เสวียนเทียนถูกขังอยู่ในห้องศิลามาแล้วสิบเจ็ดวัน สักวินาทีก็ไม่คิดอยากอยู่ต่อ ตอนนี้พลังของเสวียนเทียนแตกต่างจากตอนที่เพิ่งเข้ามาในเทือกเขาดงอสูรราวฟ้ากับดิน ตระกูลหวงอยู่ที่อำเภอเป่ยมั่วมีวิกฤติปกคลุมมาตลอด สมควรแก่เวลากวาดล้างอุปสรรคให้แก่ตระกูลหวงแล้ว

          เสวียนเทียนยกค้อนเหล็กดำพันชั่งขึ้นมา โคจรปราณแท้ชั้นเบิกนภา อัดรวมไว้ในค้อนเหล็ก ใช้พละกำลังมากที่สุดจากทั้งร่าง ทุบอย่างรุนแรงเข้าไปที่กำแพงด้านตรงข้ามกับผู้เฒ่าจิ่วต้วน

          เสียงโครมดังสนั่น กำแพงที่เสวียนเทียนเคยลองกี่ครั้งก็ไม่อาจทลายลงได้นั้น เมื่อเสวียนเทียนฝึก ‘ปราณเก้าหลอม’ จนถึงขั้นสี่ ก็ส่งเสียงครืนทลายลง หลังกำแพงเผยให้เห็นอุโมงค์ถ้ำสายหนึ่ง

          เสวียนเทียนเก็บค้อนเหล็กดำเข้าไปในแหวนมิติ คว้ากระบี่ขุนเขาหนักแล้วเสวียนเทียนก็เดินเข้าไปในอุโมงค์ถ้ำด้านหน้า แหวนมิติเป็นสมบัติล้ำค่าหายาก ต่อให้เป็นยอดจอมยุทธ์ชั้นเบิกนภาสิบคนก็มีในครอบครองเพียงหนึ่งคน ย่อมไม่อาจเปิดเผยได้ มีแต่ต้องแอบใช้ เสวียนเทียนเอาเชือกเส้นหนึ่งมาทำเป็นสายสร้อยสวมไว้ที่คอ

          อาศัยพละกำลังอันน่าหวาดกลัวในตอนนี้ของเสวียนเทียน กระบี่หิมะเหมันต์สิบกว่าชั่งกับกระบี่ขุนเขาหนักหนึ่งร้อยยี่สิบแปดชั่งไม่ต่างอะไรกัน ล้วนแต่เบาราวกับขนห่าน ต่อให้ใช้กระบี่ขุนเขาหนัก เสวียนเทียนก็ยังคงใช้ ‘เพลงกระบี่ดับเงา’ ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีอุปสรรคแต่อย่างใด

          แน่นอนว่ากระบี่มีชื่ออย่างกระบี่หิมะเหมันต์ตกกระป๋อง กระบี่ขุนเขาหนักศาสตราวิเศษชั้นนิลระดับกลาง ซึ่งสามารถเพิ่มแรงโจมตีให้เสวียนเทียนได้ถึงหกส่วน เหมาะกับการเป็นอาวุธของเสวียนเทียนมากกว่า

          ไม่กระบี่เก็บเข้าไปในแหวนมิติ แต่ถือไว้ในมือ เป็นสิ่งที่ทำจนเป็นนิสัย

          ตอนนี้ออกจากห้องศิลาแล้ว ในเทือกเขาดงอสูรอาจพบผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ เวลาที่ต้องใช้กระบี่ขึ้นมา ต้องเรียกกระบี่ออกมาจากแหวนมิติโดยฉับพลัน แล้วถูกผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นเห็นเข้าจนความลับเรื่องที่เขามีแหวนมิติเปิดเผย

 

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “จอมกระบี่กบฏสวรรค์” : https://goo.gl/uyo2g5

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/319

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่ม ค่ะ )  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม^_^