0 Views

            อู๋เหวินเสียงถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ชั้นเบิกนภาขั้นสอง เป็นบุคคลที่ความสามารถต่ำเตี้ยห่างกันไกลกับคนเช่นหนิวเจิ้นเยว่ จางกู่ซง เฉิงหยวนกง แต่ความสามารถเมื่อเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ชั้นเบิกนภาขั้นหนึ่งก็แข็งแกร่งกว่าไม่น้อย

          แต่เขากลับถูกคนฟันเป็นสองซีกได้ เช่นนั้นคนที่ลงมือย่อมต้องมีความสามารถไม่ธรรมดา ต่อให้ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นเบิกนภาขั้นสาม ก็ต้องเป็นบุคคลบนยอดสุดของชั้นเบิกนภาขั้นสอง

          อู๋เหวินเสียงพบเคราะห์ร้ายระหว่างการตามล่าเสวียนเทียน แท้จริงแล้วเป็นเสวียนเทียนสังหารหรือไม่ คำถามนี้ทำให้ผู้นำตระกูลหนิว เฉิง จางทั้งสามสับสนไม่น้อย

          ถ้าหากเป็นเสวียนเทียนสังหาร ถ้าเช่นนั้น ในการประลองทายาทรุ่นหลังเสวียนเทียนเพิ่งมีพลังวัตรเพียงชั้นวิถียุทธ์ขั้นเก้า ถึงแม้ว่าจะเอาชนะหนิวจื้อเฉียง เฉิงจิ้งเฟิง จางเจ๋อเทาชั้นเบิกนภาขั้นหนึ่งได้ แต่ความสามารถก็ยังห่างกับผู้ฝึกยุทธ์ชั้นเบิกนภาขั้นสองอยู่ระดับหนึ่ง

          ในเวลาสั้นเพียงหนึ่งเดือน เสวียนเทียนจะมีความสามารถพอสังหารอู๋เหวินเสียงที่มีพลังวัตรชั้นเบิกนภาขั้นสองได้อย่างไร อีกทั้งยังฟันแขนขาดก่อนหนึ่งข้างจากนั้นจึงโจมตีปลิดชีวิต สะบั้นร่างทั้งร่างให้แยกเป็นสองส่วน

          ผู้นำตระกูลทั้งสามต่างเห็นพ้องกันว่า เป็นฝีมือเสวียนเทียนไปไม่ได้ เพราะว่าเสวียนเทียนไม่อาจมีความสามารถขนาดนี้ได้

          ถ้าเช่นนั้น ถ้าหากไม่ใช่การกระทำของเสวียนเทียน เช่นนั้นอู๋เหวินเสียงตายด้วยน้ำมือใคร?

          อู๋เหวินเสียงตายจากการไล่ตามเสวียนเทียน หรือว่าข้างหลังของเสวียนเทียนมียอดฝีมือคอยลอบคุ้มครองอยู่?

          แต่ว่ายอดฝีมืชั้นเบิกนภาของตระกูลหวงล้วนแต่รั้งอยู่ที่หมู่บ้านหวงปั้ว ไม่มีสักคนร่วมทางกับเสวียนเทียนไปยังเทือกเขาดงอสูร

          เพราะเรื่องนี้ ทั้งสามตระกูลต่างก็รู้สึกงงงัน เฉิงหยวนอู่กับจางกู่เฟิง มายังอำเภอเป่ยมั่วอีกครั้งเพื่อหารือกับหนิวเจิ้นซาน

          วันต่อมาโถงรับแขกตระกูลหนิว หนิวเจิ้นซาน เฉิงหยวนอู่ จางกู่เฟิงทั้งสามคนก็นั่งประจำตำแหน่งเดิมของตน เปิดฉากหารือกันเรื่องที่เสวียนเทียนเข้าไปในเทือกเขาดงอสูร เรื่องที่อู๋เหวินเสียงสิ้นชีวิต

          อู๋เหวินเสียงตายด้วยฝีมือของเสวียนเทียนเป็นความจริงอย่างที่สุด แต่ว่าหนิวเจิ้นซาน เฉิงหยวนอู่ จางกู่เฟิงทั้งสามคนต่างไม่เชื่อว่าเสวียนเทียนจะมีความสามารถถึงเพียงนั้น ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะหารือกันมาเป็นเวลาไม่น้อยแล้ว ก็ยังตัดสินออกมาไม่ได้ว่าอู๋เหวินเสียงที่แท้ตายด้วยฝีมือใคร

          แต่ว่าทั้งสามต่างเห็นพ้องกันว่า เสวียนเทียนต้องมียอดฝีมือชั้นเบิกนภาผู้ร้ายกาจตามหลังอยู่ อย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์ชั้นเบิกนภาขั้นสอง ฝีมือระดับบนสุดของชั้น ไม่เช่นนั้นไม่มีทางอธิบายการตายของอู่เหวินเสียงได้

          ระหว่างที่ทั้งสามกำลังปรึกษากัน ทันใดนั้นหนิวปี้หงผู้ดูแลตระกูลของตระกูลหนิวก็เร่งฝีเท้าเดินเข้ามา เอ่ยขึ้นว่า “นายท่าน มีแขกมาขอพบ”

          “ใคร?” หนิวเจิ้นซานถามขึ้นมาอย่างไม่พอใจนัก

          ระหว่างที่หนิวเจิ้นซาน เฉิงหยวนอู่กับจางกู่เฟิงทั้งสามประชุมกัน ไม่ชอบให้มีคนมาขัด แขกธรรมดาย่อมไม่ยอมพบ

          หนิวปี้หงเดินมาถึงข้างกายของหนิวเจิ้นซาน บอกข้างหูว่า “นักดาบอสนีบาต!”

            หนิวเจิ้นซานเลิกคิ้วสูง บอกว่า “เชิญเขาเข้ามา!”

            รอจนกระทั่งหนิวปี้หงออกไปแล้ว เฉิงหยวนอู่กับจางกู่เฟิงต่างก็มองมาที่หนิวเจิ้นซาน ส่งสายตาเป็นเชิงถาม เห็นได้ชัดว่าสงสัย เมื่อครู่หนิวปี้หงพูดอะไรกับหนิวเจิ้นซาน

          นักดาบอสนีบาตมาเยือนไม่ใช่เรื่องลับอะไร หนิวเจิ้นซานยิ้มขึ้นมานิดๆ เอ่ยว่า “ดูท่าความหวังที่จะกำจัดเจ้าเด็กระยำหวงเทียนของพวกเราจะเพิ่มขึ้นมากทีเดียว อินจิ่วโฉวลูกศิษย์ของนักดาบอสนีบาตตายด้วยมือของเสวียนเทียน ตอนนี้นักดาบอสนีบาตตามมาถึงอำเภอเป่ยมั่วแล้ว อยู่ที่นอกจวนของตระกูลข้านี่เอง!”

            นักดาบอสนีบาตเป็นมหาโจรอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรเสินเตา ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่บุคคลระดับสุดยอดอย่างไร แต่ก็มีชื่อเสียงลือลั่นในด้านความกำเริบเสิบสาน สถานที่เช่นอำเภอเป่ยมั่วนี้ นักดาบอสนีบาตทำตามอำเภอใจได้ทั้งสิ้น แม้แต่ตระกูลหนิว เฉิง จางสามตระกูลก็ยังต้องยอมลงให้สามส่วน ไม่อยากจะผิดใจกับเขา

          นักดาบอสนีบาตเป็นผู้ฝึกยุทธ์ชั้นเบิกนภาขั้นสาม พูดถึงพลังวัตรไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าผู้นำตระกูลหนิว เฉิง จางทั้งสาม แต่ว่านักดาบอสนีบาตไร้ตระกูลตัวคนเดียว ไม่มีที่อยู่แน่นอน ไปมาไร้ร่องรอย ถ้าหากผิดใจกับเขา เกรงว่าถึงจะเป็นตระกูลขั้นแปด ขั้นเจ็ด เขาก็ลอบสังหารได้หลายศพก่อนจะหนีหายไป

          ถึงแม้จะเป็นศิษย์ในของสำนักใหญ่อย่างสำนักกระบี่สวรรค์ สำนักเคลื่อนเมฆา สำนักหมัดราชันย์ นักดาบอสนีบาตก็กล้าฆ่า จนกลายเป็นอาชญากรที่สำนักใหญ่หลายสำนักต่างต้องการตัว ตระกูลขั้นเก้าอย่างตระกูลหนิว เฉิง จางย่อมไม่กล้าผิดใจกับนักดาบอสนีบาตง่ายๆ

          เป็นดังคาด เมื่อได้ยินคำบอกของหนิวเจิ้นซาน เฉิงหยวนอู่กับจางกู่เฟิงก็สบตากันหัวเราะขึ้นมา เมฆหมอกอึมครึมหายไป โล่งใจขึ้นมา

          จางกู่เฟิงเอ่ยว่า “ถ้าหากนักดาบอสนีบาตรู้ว่าเจ้าเด็กระยำหวงเทียน ฆ่าอินจิ่วโฉวลูกศิษย์ของเขา หึหึ…คราวนี้เจ้าเด็กระยำที่เทือกเขาดงอสูร ย่อมไม่มีทางรอดแล้ว”

          เฉิงหยวนอู่หัวเราะหึหึขึ้นมาเอ่ยต่อว่า “ข้างหลังเจ้าเด็กระยำนั้นอาจมียอดฝีมือชั้นยอดของชั้นเบิกนภาขั้นสองคอยช่วย หยวนกง เจิ้นเยว่กับกู่ซงสามคนอาจสังหารเขาไม่ได้ แต่ว่ามีดาบของนักดาบอสนีบาต หึหึหึหึ…พวกเราเพียงแต่เปิดเผยร่องรอยของเจ้าเด็กระยำนั้น เจ้าเด็กระยำนั่นก็ตายไม่มีฟื้นแน่แล้ว ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า…!”

……

          เทือกเขาดงอสูร!

            หลังจากผ่านเวลามาหนึ่งวันกว่า เสวียนเทียนก็เข้ามาลึกในเทือกเขาดงอสูรแปดเก้าร้อยลี้ อีกไม่นานก็จะถึงตำแหน่งที่ลายแทงชี้ไว้

          หลังถูกอู๋เหวินเสียงไล่สังหาร เสวียนเทียนก็รู้ว่าตระกูลหนิว เฉิง จางทั้งสามตระกูลต้องไล่ตามเข้ามาในเทือกเขาดงอสูร ดาหน้ามาไล่สังหารตนแน่ ดังนั้นการเดินทางช่วงหลัง เสวียนเทียนไม่ได้สั่งแต่วิ่งให้เร็ว แต่ยังสร้างร่องรอยหลอกไว้มากมายให้ไม่อาจติดตามได้

          ส่วนสัตว์อสูรเสวียนเทียนก็พยายามไม่ฆ่า เพราะว่าโจมตีสังหารสัตว์อสูรครั้งหนึ่งก็เปิดเผยร่องรอยของตนครั้งหนึ่ง เป้าหมายสำคัญของการเดินทางครั้งนี้คือการตามหาสมบัติ เรื่องอื่นใดนั้นวางลงก่อนได้ สังหารอู๋เหวินเสียงได้คนหนึ่งในใจของเสวียนเทียนก็พอใจแล้ว อู๋เหวินเสียงตาย ตระกูลหนิว เฉิง จางย่อมส่งผู้ฝึกยุทธ์ที่เข็งแกร่งยิ่งกว่าออกมาล่าสังหารตน เสวียนเทียนไม่มีความจำเป็นต้องฝืนเข้าปะทะกับพวกเขา

          เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูรอะไร เสวียนเทียนก็เลือกหลบเลี่ยง แม้ว่าความเร็วจะช้าลงบ้างแต่ปกปิดร่องรอยการเดินทางได้ ทำให้ยากจะหาพบ เสวียนเทียนยิ่งเข้าไปลึกในเทือกเขาดงอสูรขึ้นทุกที

          หลังจากเข้ามาลึกห้าร้อยลี้ในเทือกเขาดงอสูร เสวียนเทียนก็พบกับสัตว์อสูรขั้นสาม ทว่าเป็นเพียงสัตว์อสูรขั้นสามชั้นล่าง เสวียนเทียนยังคงระวังหลบเลี่ยงไป จำนวนสัตว์อสูรในยามกลางวันไม่มาก เสวียนเทียนเร้นกายลึกเข้าไปในเทือกเขาดงอสูรยิ่งขึ้นโดยไม่ถูกสัตว์อสูรตัวใดพบ

          เมื่อตกกลางคืนอันเป็นสวรรค์ของสัตว์อสูร เสวียนเทียนก็ยังคงค้างแรมด้วนวิธีการเดียวกับในเทือกเขาเร้นลม สูงขึ้นไปหลายสิบเมตรบนต้นไม้ใหญ่ เขาขุดโพรงไม้โพรงหนึ่งนอนอยู่ข้างใน ข้ามผ่านค่ำคืน!

            ส่วนหนิวเจิ้นเยว่ จางกู่ซง เฉิงหยวนกงทั้งสามคนที่ตามรอยเสวียนเทียน เหมือนหาก้อนหินที่ตกไปในทะเลกว้าง หาร่องรอยไม่พบ ทั้งสามคนเมื่อร่วมมือกันสัตว์อสูรขั้นสามชั้นล่างล้วนไม่ใช่คู่มือของพวกเขา สัตว์อสูรขั้นสามชั้นกลางทั้งสามคนก็ต้านทานได้พอประมาณ

          ดังนั้นทั้งสามคนจึงสังหารสัตว์อสูรไปพลาง ตามหาร่องรอยเล็กน้อยที่เสวียนเทียนทิ้งไว้ไปพลาง ค่อยๆไล่ตามลึกเข้ามาในเทือกเขาดงอสูรอย่างช้าๆ แต่ว่าความเร็วช้ากว่าเสวียนเทียนอยู่มาก ระยะห่างจากเสวียนเทียนยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกที

          เสวียนเทียนยังคงมุ่งไปยังทิศทางที่แผนที่ชี้บอก เดินทางลึกเข้าไปในเทือกเขาดงอสูรไม่หยุด ระหว่างทางพบสัตว์อสูรขั้นสามชั้นกลางอยู่หลายตัว หรือแม้กระทั่งเจอเข้ากับสัตว์อสูรขั้นสามชั้นสูงตัวหนึ่ง ก็หลบหลีกอย่างระมัดระวังพ้นอันตรายไปได้ทั้งหมด

          รอจนเสวียนเทียนเข้ามาในเทือกเขาดงอสูรได้แปดร้อยลี้ ห่างจากจุดซ่อนสมบัติที่บอกในแผนที่ไม่ถึงสองร้อยลี้ เขาเดินทางมุ่งหน้าเข้าไปอีกหลายสิบลี้ ก็พบสถานการณ์ประหลาด ไม่พบสัตว์อสูรแม้สักตัว

          ถึงแม้ว่าเวลากลางวันสัตว์อสูรจะน้อย แต่ว่าระหว่างทางหลายสิบลี้ ไม่มีสัตว์อสูรโผล่มาสักตัวเดียว นี่ไม่ปกติอย่างแน่นอน

          ไม่พบสัตว์อสูร เสวียนเทียนไม่ได้ผ่อนคลายลง ตรงกันข้ามกลับเคร่งเครียดขึ้นมา สติคอยระวังเพิ่มขึ้นอีก ในถิ่นที่สัตว์อสูรอยู่รวมกัน ถ้าหากว่าที่ใดที่หนึ่งไม่มีสัตว์อสูรปรากฏตัวขึ้นเลย นั่นย่อมไม่ใช่เพราะสถานที่นั่นเป็นอาณาเขตว่างเปล่า แต่เพราะเป็นบริเวณใกล้เคียงกับรังของสัตว์อสูรที่ร้ายกาจ พื้นที่แถบนั้นเป็นอาณาเขตของสัตว์อสูรที่ร้ายกาจตัวนั้น

          ที่สำนักกระบี่สวรรค์เสวียนเทียนศึกษาความรู้เกี่ยวกับสัตว์อสูรมาไม่น้อย เสวียนหงผู้เป็นบิดาก็เล่าให้ฟังไม่น้อย เสวียนเทียนรู้ว่าสัตว์อสูรที่มีอาณาเขตในปกครองได้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นสัตว์อสูรขั้นสามระดับราชา ฝีมือทัดเทียมกับมนุษย์ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นเบิกนภาขั้นห้า

          สัตว์อสูรขั้นสามระดับราชาเป็นราชาในหมู่สัตว์ออสูรขั้นสาม เทียบกับสัตว์อสูรชั้นล่าง ชั้นกลาง ชั้นสูงแล้วแข็งแกร่งกว่ากันมาก

          เมื่อบริเวณใกล้เคียงมีรังของสัตว์อสูรที่อย่างต่ำก็เป็นสัตว์อสูรขั้นสามระดับราชา เสวียนเทียนย่อมจำต้องระวัง

          สัตว์อสูรเป็นนักซุ่มซ่อนโดยกำเนิด รังของสัตว์อสูรส่วนใหญ่ปิดซ่อนมิดชิดอย่างมาก อาจอยู่ใต้ดินโดยที่ทางเข้าบนดินซ่อนเร้นอยู่ในที่ต่างๆ หรืออยู่ใต้หน้าผา หรืออยู่กลางดงพุ่มไม้ หรืออาจจะอยู่ในรอยแยกแตกสักแห่ง

          ที่แห่งนี้เป็นป่า ต้นไม้สูงใหญ่เสียดฟ้า ส่วนใหญ่ก็สูงถึงมากกว่าร้อยเมตร เสวียนเทียนหลีกเลี่ยงการเดินทางบนพื้นดิน ใช้วิชาท่าร่างเดินทางผ่านไปตามยอดไม้

          เขามองลายแทงสมบัติ สถานที่ที่ชี้คือกลางป่าแห่งนี้พอดี รอบด้านของยอดเขาล้อมรอบไปด้วยป่าไม้ คิดจะเข้าไปยังจุดที่ซ่อนสมบัติจำเป็นต้องผ่านป่าแห่งนี้ไป ระยะทางร้อยกว่าลี้

          ไม่ว่าจะเป็นทิศใดก็เป็นเช่นนี้ ในเมื่อเป็นอย่างนั้น เสวียนเทียนก็ไม่จำเป็นต้องอ้อมไปอ้อมมา อย่างไรก็ต้องผ่านป่าเข้าไปถึงยอดเขาที่ซ่อนสมบัติได้ ไปทิศทางใดก็เหมือนกัน อีกทั้งทางเข้าบนลายแทงสมบัติก็ออยู่ทิศที่เสวียนเทียนอยู่พอดี ตรงไปข้างหน้าตรงๆก็ได้

          เสวียนเทียนระวังอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อผ่านป่าไปได้ร้อยลี้ก็ยังไม่พบสัตว์อสูรตัวใด และไม่พบรังของสัตว์อสูรสักรัง นี่ทำให้เสวียนเทียนลอบหวั่นใจ อาณาเขตของสัตว์อสูรตัวนี้อย่างน้อยก็กว่างถึงร้อยกว่าลี้ เกรงว่าสถานที่ซ่อนสมบัติที่ชี้บอกไว้ในแผนที่ก็คงอยู่ในอาณาเขตของสัตว์อสูรร้ายกาจตัวนี้ด้วย

          “ชี่ชี่——!”

            เสวียนเทียนระวังระไวมุ่งหน้าไปพลาง มองสำรวจพื้นดินไปพลาง ทันใดนั้นเสียงที่ชวนให้คนเสียวสันหลังก็ดังขึ้นมาจากทางขวา

          แผ่นหลังแข็งเกร็ง เส้นขนลุกชัน เสวียนเทียนตัวสั่นผวาขึ้นมา ร่างกายรู้สึกเย็นเยียบไปถึงหัวใจ

          รวดเร็วปานสายฟ้า เสวียนเทียนหันศีรษะ มองไปทางด้านขวาที่มีเสียงดังขึ้นมา

          เห็นเพียงด้านขวาห่างไปร้อยกว่าเมตร เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าที่มีเถาวัลย์สีดำโอบล้อมอยู่รอบไล่ไปจนถึงยอดไม้ เถาวัลย์พวกนี้หนาเท่าตัวคน สีดำสนิท ตั้งอยู่ตรงทางข้างหน้าที่เสวียนเทียนกำลังมุ่งไป

          เสวียนเทียนอ้อมหลบไปทางซ้ายเพื่อเลี่ยงเถาวัลย์เหล่านี้ เขาหันไปมองทางหมู่เถาวัลย์เมื่อครู่ทีหนึ่ง ดูเหมือนไม่พบสภาพผิดปกติอะไร

          ทว่า——

            ตอนนั้นเองกลางหมู่ไม้ใหญ่ที่มีเถาวัลย์ดำสนิทเหล่านั้นรัดพันอยู่ บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งมีเถาวัลย์สีดำหนาเท่าตัวคนโอบล้อมอยู่เช่นกัน ดูผ่านๆก็เหมือนไม่มีอะไรพิเศษ แต่เมื่อมองอย่างละเอียดก็เห็นว่า เถาวัลย์สีดำเส้นนี้แตกต่างจากเถาวัลย์เส้นอื่นๆ เถาวัลย์เส้นอื่นเป็นสีดำสนิทไม่มีเจือปน แต่เถาวัลย์เส้นนี้ในสีดำสนิทมีประกายสว่างอยู่ เป็นประกายของชีวิต อีกทั้งยังเหมือนมีลายเส้นสีดำปรากฏขึ้นบนผิวของเถาวัลย์ที่มีประกายแสงนั้น

          เมื่อมองขึ้นไปตามเถาวัลย์ที่มีประกายแสงเส้นนี้ ก็เห็นว่าบนยอดไม้ที่สูงขึ้นไปร้อยเมตร มีศีรษะงูสีดำขนาดมหึมาหัวหนึ่งยื่นออกมา บนศีรษะงูมีมงกุฎขนาดใหญ่อยู่

          เสวียนเทียนสะดุ้งอยู่ในใจ ราวกับตีกลองยักษ์ สองตาเบิกโต ตกใจมาก

          สัตว์อสูรขั้นสามระดับราชา——พญาอสรพิษลายดำ

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “จอมกระบี่กบฏสวรรค์” : https://goo.gl/uyo2g5

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/319

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่ม ค่ะ )  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม^_^