0 Views

          อำเภอเป่ยมั่ว อำเภอเมือง ตระกูลหนิว โถงรับรอง

          ผู้ฝึกยุทธ์อายุราวห้าสิบปีสามคนที่นั่งตอนนี้อยู่ล้วนเป็นยอดฝีมือชั้นเบิกนภา

          ทั้งสามคนเป็นคนดังลือลั่นของอำเภอเป่ยมั่ว ผู้นำตระกูลหนิว หนิวเจิ้นซาน ผู้นำตระกูลเฉิง เฉิงหยวนอู่ ผู้นำตระกูลจาง จางกู่เฟิง

          หัวหน้าตระกูลของตระกูลหนิว เฉิงและจางทั้งสามตระกูลมารวมกัน ย่อมต้องปรึกษาเรื่องใหญ่กัน

          หนิวเจิ้นซานเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของอำเภอเป่ยมั่ว ทั้งที่นี่ก็เป็นบ้านตระกูลหนิว ย่อมต้องนั่งอยู่ตำแหน่งประธาน เฉิงหยวนอู่กับจางกู่เฟิงหนึ่งนั่งซ้ายหนึ่งนั่งขวา นั่งอยู่ในที่นั่งแขก

          บนโต๊ะตรงหน้าทั้งสามคนวางชาหอมไว้สามถ้วย คนรับใช้ที่ยกน้ำชามาต่างออกไปกันหมดแล้ว ในโถงรับรองเหลือเพียงผู้นำตระกูลทั้งสาม

          จางกู่เฟิงสวมเสื้อผ้าปักลาย แต่งตัวงดงามหรูหรา ในสามคนเขารูปร่างผอมที่สุด

          ในยามนี้สีหน้าของจางกู่เฟิงดำทะมึน กล่าวว่า “มีคนแจ้งข่าวกลับมาว่า หวงเทียนเข้ามาในอำเภอเป่ยมั่วแล้ว”

          น้ำเสียงของจางกู่เฟิงแฝงความโกรธแค้นถึงที่สุด ราวกับว่าการที่เสวียนเทียนมาถึงอำเภอเป่ยมั่ว ทำให้เขาเสียดายเป็นอย่างมาก บุตรชายทั้งสองของเขา จางหลงและจางหู่ล้วนแต่เป็นศิษย์สำนักกระบี่สวรรค์ แต่ก็พ่ายแพ้ในมือของเสวียนเทียนไม่ต่างกันแม้แต่น้อย

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งจางหลง แต่เดิมเป็นอัจฉริยะ แต่ถูกเสวียนเทียนเล่นงานจนสูญเสียความมั่นใจในเส้นทางการฝึกยุทธ์ เป็นไปได้ว่าจากนี้จะตกต่ำกลายเป็นคนไร้ความสามารถ

          เฉิงหยวนอู่รูปร่างสูงใหญ่ หน้าเหลี่ยมใบหูโต ร่างกายกำยำแข็งแกร่ง ทั้งร่างเปี่ยมไปด้วยพละกำลังอัดแน่น เขามองไปทางหนิวเจิ้นซานที่นั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน กล่าวว่า “พี่หนิว ในเมื่อหวงเทียนยังมีชีวิต ดูเหมือนโจรพรรคฝูเวยจะทำไม่สำเร็จ พลาดท่าทำให้เรื่องยุ่งยากกว่าเดิม ไม่รู้ว่าหวงเทียนได้รู้ข้อมูลของตระกูลหนิวไปจากมือของพรรคฝูเวยหรือไม่?”

          “หึ! รู้แล้วเป็นอย่างไร?”

          น้ำเสียงของหนิวเจิ้นซานเผยความดูถูก กล่าวจ่อว่า “ทุกคนในอำเภอเป่ยมั่วรู้ดี ตระกูลหนิวของข้าคิดจะสังหารตระกูลหวงให้ราบคาบ นับประสาอะไรกับแค่หวงเทียน? มันรู้แล้วเป็นเช่นไร ครั้งนี้นับว่าดวงมันแข็ง ครั้งหน้าข้าจะส่งยอดฝีมือชั้นเบิกนภาไปโดยตรง ไม่ให้มันได้มีโอกาสหนีรอด ตระกูลหวงมียอดฝีมือชั้นเบิกนภามากต่อกรลำบาก แต่ลูกหลานตระกูลหวง ข้าจะสังหารให้เกลี้ยง กล้ามาแย่งอาณาเขตในอำเภอเป่ยมั่วของพวกเรา ต้องทำให้พวกมันได้รู้ว่าผลนั้นหนักหนาสาหัส”

          จางกู่เฟิงพูดขึ้นด้วยสีหน้าน่ากลัวว่า “น่าเสียดายพี่หนิวเก็บตัวฝึกวิชาเลื่อนชั้นเบิกนภาขั้นสี่ไม่สำเร็จ ไม่อย่างนั้นถ้าพี่หนิวบรรลุพลังวัตรชั้นเบิกนภาขั้นสี่ พวกเราสามตระกูลร่วมมือกัน ก็เพียงพอที่จะถอนรากถอนโคนตระกูลหวงให้หมดสิ้นได้แล้ว”

          ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นเบิกนภา เมื่อพลังวัตรเลื่อนชั้นขึ้นหนึ่งขั้น ความสามารถก็จะเพิ่มขึ้นหลายเท่าทวี ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นเบิกนภาขั้นสี่คนหนึ่ง เทียบได้กับผู้ฝึกยุทธ์ชั้นเบิกนภาขั้นสามหลายคน

          ตอนนี้แม้ว่าความสามารถโดยรวมของตระกูลหนิว เฉิง จางจะแกร่งกว่าตระกูลหวง แต่ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นเบิกนภาขั้นสามสามคนรับมือกับผู้ฝึกยุทธ์ชั้นเบิกนภาขั้นสองสองคน ได้เปรียบไม่มาก แต่ถ้าหนิวเจิ้นซานพลังวัตรบรรลุชั้นเบิกนภาขั้นสี่ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว

          “เฮ้อ…!” หนิวเจิ้นซานถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง กล่าวว่า “ถ้าข้าก้าวสู่ชั้นเบิกนภาขั้นสี่ ไหนเลยจะยอมปล่อยให้ตระกูลหวงยังรอดอยู่ได้ การเลื่อนชั้นครั้งนี้ล้มเหลว อย่างน้อยก็อีกหลายปีพลังวัตรไม่อาจก้าวหน้าได้ ผ่านไปหลายปีข้าก็แก่แล้ว ชีวิตนี้เกรงว่าคงหมดวาสนากับชั้นเบิกนภาขั้นสี่แล้ว ตอนนี้อาณาเขตของตระกูลหวงใหญ่ขึ้นทุกที พี่เฉิง พี่จางมีวิธีอะไรดีๆหยุดยั้งบ้างหรือไม่?”

          จางกู่เฟิงส่ายศีรษะ ให้เขาคิดวิธี ก็มีเพียงวิธีเดียวคือทำลายตระกูลหวงเสีย แต่ว่าราคาที่ต้องแลกมากเกินไป ถ้าตระกูลหวงสู้สุดตัวขึ้นมา บางทีชีวิตของตัวเขาเองก็ต้องปลิดปลงไปด้วย

          เฉิงหยวนอู่ในดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมา พูดขึ้นว่า “ข้ามีแผนหนึ่ง อาจจะใช้ได้”

          “พูดเร็ว!” หนิวเจิ้นซานกับจางกู่เฟิงดีใจ พูดขึ้นพร้อมกัน

          เฉิงหยวนอู่บอกว่า “ปีนี้ลูกหลานรุ่นหลังของพวกเราสามตระกูล แต่ละตระกูลมีลูกหลานคนหนึ่งบรรลุชั้นเบิกนภาขั้นหนึ่ง เฉิงจิ้นเฟิงของพวกเราตระกูลเฉิง หนิวจื้อเฉียงแห่งตระกูลหนิว จางเจ๋อเทาแห่งตระกูลจาง ทุกปีเมื่อสิ้นปีพวกเราสามตระกูลล้วนจัดการประลองระหว่างลูกหลานทายาทรุ่นหลัง ลูกหลานตระกูลหวงปีนี้ก็มีคนหนึ่งบรรลุชั้นเบิกนภา พวกเราไม่สู้ยกย่องตระกูลหวงเสียหน่อย เชิญพวกเขามาเข้าร่วมการประลองทายาทรุ่นหลังที่พวกเราสามตระกูลจัด ฮ่าฮ่า ถึงเวลาก็วางเดิมพันหนักหน่อย ตัวอย่างเช่น…เมืองสักเมือง เอาให้ตระกูลหวงแพ้หมดตัว”

          ตระกูลหนิว เฉิงและจางสามตระกูลทุกปีช่วงสิ้นปีจะจัดการประลองระหว่างทายาทรุ่นหลัง นำรางวัลจำนวนหนึ่งมาเป็นเครื่องกระตุ้นให้ลูกหลานมีใจกระตือรือร้นพัฒนา ในเวลาเดียวกันตระกูลหนิว เฉิง จางสามตระกูลก็จะวางเดิมพันกัน ว่าลูกหลานของตระกูลใดจะได้ที่หนึ่ง เดิมพันทั้งหมดตระกูลไหนชนะก็เอาไป

          มีเดิมพัน มีแพ้ชนะ ย่อมมีการแข่งขันที่ดุเดือด เช่นนี้ทั้งทำให้ลูกหลานรุ่นหลังได้ฝึกฝนลับฝีมือ ผู้ใหญ่ของทั้งสามตระกูลก็ได้วางเดิมพัน ลุ้นระทึกสนุกสนาน ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว

          ปีที่แล้วเดิมพันของทั้งสามตระกูลอย่างน้อยก็นับเป็นเงินแสนตำลึง หรืออาจถึงล้านตำลึง

          เมื่อได้ยินเฉิงหยวนอู่กล่าวจบ หนิวเจิ้นซานกับจางกู่เฟิงก็สบตากันทีหนึ่ง พูดขึ้นพร้อมกันว่า “พี่เฉิงใช่มีทางใดให้ชนะแน่นอนหรือไม่?”

          หยวนเฉิงอู่อมยิ้มพูดว่า “เป็นชั้นเบิกนภาขั้นหนึ่งเหมือนกันหมด พวกเราสามตระกูลไม่ว่าตระกูลไหนจะชนะก็ชนะได้หมู่บ้านของตระกูลหวงมาหนึ่ง พวกเรามีโอกาสชนะสามในสี่ ตระกูลหวงมีแค่หนึ่งในสี่ ตอนนี้หมู่บ้านที่ตระกูลหวงครอบครองได้เบ็ดเสร็จมีแค่หมู่บ้านหวงปั้ว ขอเพียงตระกูลหวงแพ้ ก็แทบจะถอนรากแก้วของตระกูลหวงได้ กิจการที่สร้างมาหลายปีหายไปในชั่วพริบตา ในเวลาอันใกล้ ไม่ต้องพูดถึงว่าจะแย่งชิงการค้ากับพวกเราสามตระกูล แค่เอาตัวให้รอดก็เป็นปัญหาแล้ว”

          หนิวเจิ้นซานกับจางกู่เฟิงดวงตาสว่างวาบ จางกู่เฟิงกล่าวว่า “พี่เฉิงแผนนี้ดียิ่งนัก ตระกูลหวงไม่ใช่ว่าอยากเป็นใหญ่ อยากมีหน้ามีตาหรือไง? พวกเราก็ให้พวกเขามีหน้ามีตา ยกตระกูลหวงให้อยู่ในฐานะเดียวกันกับพวกเราสามตระกูลชั่วคราว เชิญตระกูลหวงมาเข้าร่วมการประลองของทายาทรุ่นหลังอย่างเปิดเผย ฮ่า ฮ่า เพื่อหน้าตาแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าตระกูลหวงจะไม่ตกลง”

          หนิวเจิ้นซานตื่นเต้นขึ้นมา แต่พอดวงตากลอกไปหนึ่งรอบสีหน้าก็ขรึมลงมาอีก กล่าวว่า “พี่เฉิง พี่จาง แผนนี้ถึงจะยอดเยี่ยม แต่ถ้าเกิดลูกหลานตระกูลหวงเกิดชนะขึ้นมา พวกเราสามตระกูลไม่ใช่ต้องยอมยกสามหมู่บ้านให้ อาณาเขตของตระกูลหวงพริบตาไม่กลายเป็นหมู่บ้านสี่ห้าหมู่บ้านหรือ?”

          เฉิงหยวนอู่ลูบไรหนวดบนกราม ใบหน้าเผยรอยยิ้มเหยียด พูดขึ้นว่า “ฮ่า ฮ่า! พี่หนิว พวกท่านจัดการเจ้าเด็กหวงเทียนพลาดไป แต่พวกเราตระกูลเฉิงจัดการเจ้าเด็กหวงเวยนั่นไม่มีทางพลาด ไม่ตายก็ต้องเจ็บสาหัส พวกเราให้ตระกูลหวงรับปากเข้าร่วมประลองทายาทรุ่นหลังเสียก่อน รอหวงเวยกลับมา บางทีอาจเป็นศพศพหนึ่ง หรือร่างที่บาดเจ็บสาหัส พอถึงเวลาทายาทรุ่นหลังของตระกูลหวง ใครจะยังสามารถแข่งขันกับลูกหลานชั้นเบิกนภาของพวกเราสามตระกูลได้อีก?”

          “พี่เฉิงคิดได้รอบคอบดีแท้ ฮ่าฮ่า…!” หนิวเจิ้นซานกับจางกู่เฟิงเผยรอยยิ้มยินดีออกมา

_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _

            เสวียนเทียนก่อนกลับบ้าน ส่งพิราบสื่อสารมาส่งข้าวแจ้งแก่บิดามารดาก่อนแล้ว

          ดังนั้นพอเขามาถึงนอกหมู่บ้านหวงปั้ว เสวียนเทียนก็เห็นเงาร่างของบิดามารดา เสวียนหงกับหวงเยว่รอคอยอยู่

          ด้านข้างยังมีท่านลุงสามของเสวียนเทียนหวงคุนซาน บุตรชายคนที่สามของหวงหย่วนเฉิง บิดาของหวงสือ

          เสวียนเทียนขี่ม้ากิเลนดำมา ดูเด่นสะดุดตามาก เสวียนหงกับหวงเยว่เห็นเงาร่างของเสวียนเทียนตั้งแต่ไกลแล้ว รีบก้าวออกไปหาเสวียนเทียนพร้อมกันกับหวงคุนซาน

          คนตระกูลหวงแม้ว่าอาการบาดเจ็บจะหนัก แต่ว่าเป็นอาการบาดเจ็บจากจิตใจเหนื่อยล้าจากหลังต่อสู้ ไม่ได้มีอากาบาดเจ็บภายนอกให้เห็นหนักหนา เคลื่อนไหวได้เหมือนคนปกติธรรมดา ดังนั้นเมื่อคนนอกมองมาผู้ฝึกยุทธ์ตระกุลหวงจึงดูปกติ

          อาการบาดเจ็บภายในมีเพียงพวกเขาเองที่รู้ดี

          “ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านลุงสาม!”

          เสวียนเทียนเร่งม้ามาถึงตรงหน้าทั้งสามคน พลิกกายลงจากม้า ครอบครัวที่ไม่ได้พบหน้าถึงสี่ปี ในน้ำเสียงปิดบังความยินดีไว้ไม่มิด

          “เทียนเอ๋อร์…!”

          เสวียนหง หวงเยว่ หวงคุนซานสีหน้ายิ่งกว่ายินดี หวงเยว่ก้าวขึ้นไปข้างหน้าถึงหน้าเสวียนเทียน ลูบศีรษะเสวียนเทียน หยิกแก้มเขาเสวียนเทียนอีกนิดหน่อย

          หวงเยว่เห็นเสวียนเทียนสูง 172 แล้ว สูงกว่าหวงเยว่อยู่หลายส่วน ในดวงตาของนางก็เปี่ยมด้วยความดีใจ พูดขึ้นว่า “เทียนเอ๋อร์ ไม่เจอกันสี่ปี เจ้าโตแล้ว สูงกว่าแม่แล้ว”

          “เทียนเอ๋อร์ ได้ยินว่าเจ้าได้ที่หนึ่งในการแข่งขันจัดอันดับศิษย์นอกของสำนักกระบี่สวรรค์ ฮ่าฮ่า เชิดหน้าชูตาให้พวกเรายิ่งนัก ท่านตาของเจ้าได้ยินเข้าคุยโวเรื่องเจ้าไปพักใหญ่เชียว ฮ่าฮ่า…” หวงคุนซานยินดีจนหัวเราะออกมาเสียงดัง

          เสวียนหงถึงแม้ว่าจะดีใจ แต่คุมอารมณ์ไว้ได้มั่นคง เมื่องมองเห็นเสวียนเทียนก็พยักหน้าชมว่า “ดีมาก! ดีมาก!”

        เสวียนหงแม้ว่าเส้นปราณภายในร่างกายจะขาดเสียหาย เสียพลังวัตรทั้งหมด ความสามารถเทียบได้เพียงผู้ฝึกยุทธ์ชั้นวิถียุทธ์ขั้นหก แต่ว่าเขาเคยเป็นถึงจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งชั้นนภาคนหนึ่ง ทั่วทั้งแผ่นดินเสินโจว เป็นคนดังที่มีชื่อเสียงลือลั่น สายตากว้างไกล คนธรรมดาไม่อาจเปรียบได้

          เสวียนเทียนรู้ว่า ได้รับคำชมเช่นนี้จากบิดาก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว

          “ท่านพ่อ ท่านวางใจ นี่แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น”

          เสวียนเทียนมองเสวียนหง สายตามุ่งมั่น พูดขึ้นว่า “ข้าจะยืนหยัดพยายามไม่ท้อถอย ใช้กำลังสุดความสามารถของข้า เดินต่อไปบนเส้นทางวิถียุทธ์ กลับคืนตระกูล ทวงความยุติธรรมจากคนคนนั้น ช่วยท่านปู่!”

          ในแววตาของเสวียนหงหวั่นไหว แอบมีน้ำตาวาวขึ้นมา เห็นได้ชัดว่านี่เป็นความเจ็บปวดที่ไม่มีวันหายไปจากใจของเขา

          สายตาเปี่ยมด้วยความคาดหวังและวางใจของเขาหยุดอยู่บนร่างของเสวียนเทียน เส้นปราณในร่างของเขาเสียหายไปแล้ว ต่อให้รักษากลับมาหายดี พลังวัตรก็ไม่มีทางฟื้นกลับไปได้เท่ากับก่อนหน้า ความหวังทั้งหมดล้วนแต่ฝากไว้ที่เสวียนเทียน

          เสวียนหงพยายามคุมน้ำเสียงของตนเองไม่ให้สั่น กล่าวว่า “พ่อเชื่อเจ้า ต้องมีสักวัน ทำได้สำเร็จแน่”

          เสวียนเทียนตอบว่า “ท่านพ่อโปรดอย่าหมดหวัง ข้าจะหาโอสถทิพย์ที่ดีที่สุด ไม่เพียงรักษาอาการบาดเจ็บของท่านพ่อให้หายดี ยังจะให้ท่านพ่อฟื้นพลังวัตรได้เหมือนเก่า หลังจากนั้นพวกเราก็กลับไปที่ตระกูลด้วยกัน ชีวิตของคนผู้นั้น ให้ท่านพ่อเป็นคนลงมือจัดการ”

          เสวียนหงกัดฟัน ดวงตาฉายแววมุ่งมาดปรารถนา แล้วก็หม่นแสงลง ร่างกายของเขา เขารู้ดี อาการบาดเจ็บรักษาไม่ยาก แต่จะทำให้เส้นปราณในร่างที่ขาดเป็นท่อนๆเชื่อมต่อกันใหม่ ให้พลังวัตรฟื้นคืนเหมือนเดิม ยากยิ่งกว่ายาก

          หวงเยว่เข้าใจความรู้สึกของสามี แม้ว่าเสวียนหงจะเป็นคนเข็มแข้ง ในใจมีความทะนงอยู่เสมอ แต่ว่าความจริงอันโหดร้ายทำให้เขาได้แต่ต้องกล้ำกลืนยอมรับ ค่อยๆ ปล่อยความหวังในหัวใจไป ส่งไปไว้กับตัวเสวียนเทียน

          หวงเยว่กล่าวขึ้นว่า “เอาเถอะ เรื่องนั้นยังไม่ต้องพูดกันก่อน ท่านพ่อรอเจ้าอยู่นะ เทียนเอ๋อร์ ท่านตาของเจ้าได้ข่าวของเจ้า รู้ว่าเจ้าจะกลับมาบ้าน รอคอยเจ้าอยู่ทุกคืนทุกวัน ตอนนี้ก็รอเจ้าอยู่ที่บ้าน พวกเรารีบกลับไปกันเถอะ!”

          เสวียนเทียนพยักหน้ารับ ตอบ “ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านลุงสาม พวกเรากลับกันเถอะ”

_________________________________________________________________________________

จาก “ชั้นผู้ฝึกยุทธ์” ขออนุญาตเปลี่ยนเป็น “ชั้นวิถียุทธ์” ตามที่ต้นฉบับภาษาจีนผู้เขียนได้เปลี่ยนคำไป

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “จอมกระบี่กบฏสวรรค์” : https://goo.gl/uyo2g5

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/319

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ย80-90บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม