0 Views

การแข่งขันจัดอันดับผ่านไปแล้ว แต่ควันหลงของการแข่งยังอยู่ บรรดาศิษย์นอกต่างพูดถึงเรื่องนี้ให้ว่อน การแข่งขันครั้งนี้ทำให้ในใจของศิษย์ธรรมดาทั้งหลายเกิดความรู้สึกเดียวกัน

          พวกเขาล้วนคาดหวังว่าวันหนึ่งตัวเองจะสามารถแตกฉานวิชา เช่นเดียวกันกับเสวียนเทียน พลังวัตรพัฒนาพุ่งพรวด เอาชนะทุกด่าน คว้าอันดับหนึ่งของการแข่งขันจัดอันดับ

          ดังนั้นหลังการแข่งขันจัดอันดับจบลง สำนักนอกของสำนักกระบี่สวรรค์ยังคงคึกคักเป็นที่สุดไม่เลิกรา เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอึงคะนึง

          หลังการแข่งขันจบลง ศิษย์ชั้นหัวแถวไม่น้อยทยอยกันมาแสดงความยินดี ชักชวนเสวียนเทียนให้ออกไปเก็บประสบการณ์ล่าสังหารสัตว์อสูรด้วยกัน ศิษย์ชั้นสูงชั้นพลังวัตรขั้นเจ็ด แปด เก้า ยิ่งคิดอยากจะเข้าเป็นพรรคพวกของเสวียนเทียน ติดตามเสวียนเทียน ให้เสวียนเทียนเป็นที่พึ่งของพวกเขา แต่ใกล้สิ้นปี ในใจเสวียนเทียนรีบร้อนจะกลับบ้าน ไม่สนใจสิ่งเหล่านี้แม้แต่น้อย ปฏิเสธทุกคน แล้วกลับไปยังห้องพักพร้อมกับหวงสือและหลินตง

          หลินตงกับหวงสือคุยโม้ด้วยความดีใจอยู่พักหนึ่ง หลินตงก็กลับไปยังที่พักของตน ในห้องเหลือเพียงเสวียนเทียนกับหวงสือสองคน

          หวงสือถามขึ้น “พี่เทียน พี่จะกลับไปอำเภอเป่ยมั่วเมื่อไร?”

          เสวียนเทียนคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบว่า “คงเร็วที่สุด พรุ่งนี้พี่จะไปหอวิชายุทธ์สักรอบ หลังจากนั้นก็ไปตลาดแลกเปลี่ยนสินค้า ซื้อโอสถทิพย์รักษาอาการบาดเจ็บนิดหน่อย วันมะรืนก็จะกลับอำเภอเป่ยมั่ว ใช้เวลาไม่กี่วันก็ถึงบ้านแล้ว”

          เพลงกระบี่ดับเงานั้น เสวียนเทียนบรรลุหกกระบวนท่าพื้นฐานจนชำนาญแล้ว แต่กระบวนท่าที่เจ็ดดับเทวะกลับยังไม่มีเงื่อนงำเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เขามีสิทธ์เข้าหอวิชายุทธ์ได้อีกครั้ง จึงเตรียมจะไปอ่านอีกสักครั้งอาจจะบรรลุอะไรบ้าง

          อีกอย่าง กระบวนท่าทั้งหกแม้ว่าเสวียนเทียนจะใช้ได้แล้วแต่ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ต่อให้ไม่สามารถบรรลุกระบวนท่าที่เจ็ดได้ บรรลุกระบวนท่าทั้งหกให้ลึกซึ้งขึ้นอีกนิด ความสามารถก็ย่อมเพิ่มขึ้นมาก

          เพลงกระบี่ดับเงาเป็นไพ่ตายที่แข็งแกร่งที่สุดของเสวียนเทียน เป็นเพลงกระบี่ชั้นนิลอันร้ายกาจเพลงหนึ่ง เพียงพอใช้ต่อกรกับยอดฝีมือชั้นเบิกนภา

          วันต่อมาเมื่อถึงเวลาเปิดหอวิชายุทธ์ เสวียนเทียนก็มายังหอวิชายุทธ์ ก่อนอื่นเขาไปดูวิชาตัวเบาของชั้นทองขั้นสูงวิชาหนึ่งก่อน ก้าวย่างมกร

          ตอนนี้เสวียนเทียนมีเวลาเหลือพอฝึกวิทยายุทธ์ชนิดอื่น ก้าวย่างมกรเป็นขั้นกว่าของวิชาก้าวย่างอสรพิษ นอกจากจุดที่ลึกซึ้งบางจุดแล้ว โดยทั่วไปแล้วเหมือนกัน เหมาะที่เสวียนเทียนจะฝึกฝน

          เมื่ออ่านวิชาก้าวย่างมกร จดจำไว้ในสมองส่วนลึกได้แล้ว ต่อมาเสวียนเทียนก็มาถึงที่เก็บคัมภีร์เพลงกระบี่ดับเงา หยิบขึ้นมาอ่าน

          เสวียนเทียนมีเพลงกระบี่ ‘ถลาลมเก้ากระบี่’ ‘เพลงหมัดกระทิงดุ’เป็นวิชาติดตัว ผสานกับพลังภายใน เมื่อใช้ออกมาแข็งแกร่งทรงพลังไม่เป็นรองวิชาหมัดของชั้นทองขั้นสูง

          เมื่อจำวิชาก้าวย่างมกรได้แล้ว เสวียนเทียนก็ปล่อยวางเรื่องทุกอย่าง ดำดิ่งเข้าไปในห้วงภาวะจิตของ ‘เพลงกระบี่ดับเงา’ เข้าไปทำความเข้าใจ สัมผัสกับความลึกล้ำของ ‘เพลงกระบี่ดับเงา’

          เวลานี้เสวียนเทียนเป็นศิษย์อันดับหนึ่งแห่งสำนักนอกสำนักกระบี่สวรรค์แล้ว เป็นคนดังที่สุดไม่มีใครไม่รู้จัก ไม่มีใครไม่เคยได้ยิน ข่าวที่ว่าเสวียนเทียนฝึกฝน ‘ปราณเบิกนภา’ก็แพร่กระจายจากหนึ่งไปสิบ จากสิบไปร้อยแล้ว

          ครั้งนี้เมื่อเสวียนเทียนมาอ่าน ‘เพลงกระบี่ดับเงา’ ศิษย์รอบด้านไม่มีใครแม้สักคนยิ้มหยันอีกแล้ว มีแค่เพียงแสดงความประหลาดใจ ตกตะลึงและนับถือ

          ครั้งก่อนที่อ่าน ‘เพลงกระบี่ดับเงา’ เสวียนเทียนมึนมึนงงงง อ่านไม่รู้เรื่องสักนิด บังเอิญเหมือนจะรู้สึกได้ถึงภาพของกระบี่เล่มหนึ่งมาจากนอกขอบฟ้าแล้วลับไปจากนอกขอบฟ้า แต่ทว่าภาพปรากฏขึ้นมาชั่วแวบก็หายไป จับไว้ไม่ได้ ไม่ทันเข้าใจ

          ครั้งนี้มาอ่าน สถานภาพไม่เหมือนเดิมแล้ว เสวียนเทียนบรรลุภาวะจิตของ ‘เพลงกระบี่ดับเงา’ เข้าใจแล้วกว่าครึ่ง นอกจากกระบวนท่าที่เจ็ดที่ไร้เงื่อนงำ หกกระบวนท่าสามารถใช้ออกมาได้ตลอดเวลา แต่ละท่าล้วนเป็นท่าพิฆาตสังหารได้ในคราเดียว

           ดังนั้นเมื่อมาอ่านครั้งนี้ ความรู้สึกจึงแตกต่างไปจากเดิมมาก คัมภีร์ที่อยู่ตรงหน้าเสวียนเทียน ในสายตาของเขาราวกับว่ากลายเป็นโลกใบหนึ่ง สิ่งทั้งหมดรอบด้านล้วนสลายหายไป ตรงหน้าเสวียนเทียน มีเพียงเงาร่างของคนผู้หนึ่ง ในมือแสงกระบี่กวัดไกว ใช้เพลงกระบี่ที่เร็วเหนือสิ่งอื่นใดออกมา

          หกกระบวนท่าแรกที่ยังขาดหลายสิ่งหลายอย่างไปของเสวียนเทียน ค่อยๆต่อเติมจนสมบูรณ์ในสมองของเขา เขาบรรลุ ‘เพลงกระบี่ดับเงา’ สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

          จนถึงครั้งนี้ เสวียนเทียนถึงเพิ่งค้นพบว่า ที่แท้คัมภีร์เพลงกระบี่ดับเงายังมีขอบขั้นเช่นนี้อยู่? ต้องใช้สติปัญญาที่สูงส่งเกินธรรมดาถึงจะเข้าใจได้อย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้นต่อให้พรสวรรค์สูงส่งเพียงไร เมื่อมองกระบวนท่าธรรมดาในคัมภีร์เล่มนี้ ก็ไม่มีวันร่ำเรียนแก่นของ ‘เพลงกระบี่ดับเงา’ ได้

          ทั้งตัวและหัวใจของเสวียนเทียนค่อยๆจมดิ่งเข้าไปในโลกของ ‘เพลงกระบี่ดับเงา’ ราวกับว่าเขายืนอยู่ที่โลกว่างเปล่าขาวโพลนแห่งหนึ่ง รอบด้านไม่มีสิ่งใด มีเพียงเงาคนผู้หนึ่งตรงหน้า ใช้เพลงกระบี่อันแสนรวดเร็วอยู่ แต่ละกระบี่ราวกับแสงแลบสายฟ้า เร็วจนไร้เงา หนึ่งการโจมตีสังหาร แต่ละท่าถึงชีวิต

          ตึงตึงตึงตึงตึงตึง….!

          ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าค่อนข้างหนักดังระรัวมาจากบันไดขึ้นชั้นสอง เพราะดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบของหอวิชายุทธ์จึงกังวานเป็นพิเศษ ศิษย์นอกในชั้นที่หนึ่งนอกจากเสวียนเทียนอดไม่ได้ต่างพากันหันสายตาไปที่บันได

          ชั้นสองเป็นที่เก็บคัมภีร์ชั้นนิล มีเพียงผู้ที่มีฐานะศิษย์ในขึ้นไปของสำนักถึงจะมีคุณสมบัติเข้าไปได้ สำหรับศิษย์นอกแล้วต่อให้เป็นอันดับหนึ่งของศิษย์นอก ศักดิ์ศรีก็ยังมีหน้ามีตาไม่เท่ากับฐานะศิษย์ใน

          ศิษย์ในทุกคนเป็นยอดฝีมือที่พลังวัตรก้าวสู่ชั้นเบิกนภาก่อนอายุยี่สิบปี เป็นกำลังหลักของสำนัก สำนักกระบี่สวรรค์มีศิษย์นอกห้าหกพันคน ส่วนศิษย์ในแค่หนึ่งในสิบก็ยังไม่ถึง มีเพียงสามสี่ร้อยคน แต่ว่าความสามารถโดยรวมแล้ว สำนักในเหนือกว่าสำนักนอกสิบเท่า

          ยอดฝีมือชั้นเบิกนภา สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ชั้นผู้ฝึกยุทธ์แล้ว เป็นบุคคลที่แทบจะใช้หนึ่งต้านร้อยหรือแม้กระทั้งใช้หนึ่งต้านพันได้ ความสามารถต่างชั้นกันโดยสิ้นเชิง พรรคเล็กในยุทธภพขนาดร้อยคนขอเพียงไม่มียอดฝีมือชั้นเบิกนภาเป็นคนคุม ศิษย์ในคนหนึ่งก็สามารถทำให้ชื่อของพรรคเล็กพรรคหนึ่งหายไปจากยุทธภพได้

          ผู้ที่ลงมาจากชั้นสองมีสองคน หนึ่งชายหนึ่งหญิง อายุราวสิบห้าสิบหกปี

          ผู้ชายอายุราวสิบห้า หน้าตามีเค้าสง่างาม แต่ดวงตาคมกริบ ดวงตาทั้งคู่ค่อนข้างทะมึน ทำให้คนมองแล้วไม่รู้สึกถึงความงาม มีเพียงความคม

          ผู้หญิงอายุราวสิบหกปี ใส่ชุดสีขาว ผิวขาวราวกับหยก ใบหน้างดงาม โดยเฉพาะทรวงอกใหญ่โตทั้งสองลูกโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมาก ทำให้คนเห็นแล้วอดมองไปทางทรวงอกอิ่มขาวทั้งสองนั้นไม่ได้

          ชายหญิงคู่นี้ไม่ใช่ใครอื่น ฝ่ายชายคือฉู่เฟิงศิษย์อันดับหนึ่งแห่งสำนักใน ฝ่ายหญิงคือไป๋หลิงศิษย์ผู้โดดเด่นของสำนักใน เสวียนเทียนพบกับทั้งสองพร้อมกับหลิงซิงเยว่อละเติ้งเฟยครั้งหนึ่งในเขตลึกของเทือกเขาเร้นลม

          ฉู่เฟิงเป็นศิษย์อันดับหนึ่งแห่งสำนักใน ไป๋หลิงเป็นหนึ่งในสาวงามแห่งสำนักกระบี่สวรรค์ ทั้งคู่ต่างก็เป็นบุคคลที่ชื่อเสียงโด่งดัง ศิษย์ชั้นสูงของสำนักนอกไม่น้อยโดยส่วนใหญ่ก็รู้จักทั้งสอง

          “ศิษย์พี่ฉู่เฟิง ศิษย์พี่ไป๋หลิง..!”

            “ศิษย์พี่ฉู่เฟิง ศิษย์พี่ไป๋หลิง..!”

………

………

          เมื่อฉู่เฟิงกับไป๋หลิงลงมา ศิษย์นอกที่หอวิชายุทธ์ชั้นหนึ่งก็หลบไปสองฟากเปิดทางให้ทั้งสองคน เส้นทางทอดต่อยาวจนมาหยุดที่เสวียนเทียน

          เสวียนเทียนอ่าน ‘เพลงกระบี่ดับเงา’ กำลังถึงจุดสำคัญ คนทั้งคนเหมือนจมลงไปข้างใน ดวงตาจับจ้องอยู่ที่คัมภีร์ตรงหน้า จริงๆคนทั้งคนดำดิ่งลงไปในโลกภายในจิตใจแล้ว ภาพหรือเสียงทั้งหมดตรงหน้า เสวียนเทียนล้วนแต่ไม่รับรู้

          ในตาของเขาเหลือเพียงเงาร่างที่กำลังแสดง ‘เพลงกระบี่ดับเงา’ ตรงหน้า ทุกรอบที่เฝ้ามอง เสวียนเทียนก็เข้าใจ ‘เพลงกระบี่ดับเงา’ ลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

          ฉู่เฟิงกับไป๋หลิง มองข้ามศิษย์นอกทุกคนเดินตรงเข้ามาหาเสวียนเทียน

          ศิษย์นอกทั้งหมดแหวกออกสองข้าง มีเพียงเสวียนเทียนที่ไม่ขยับ ดูไปแล้วราวกับเสวียนเทียนขวางด้านหน้าของทางเดินไว้พอดี

          “ศิษย์พี่หวง ศิษย์พี่หวง….” ศิษย์ชั้นสูงคนหนึ่งด้านข้าง เรียกขึ้นมาเบาๆสองครั้ง

          เสวียนเทียนไม่ได้ยิน ยังคงจับจ้องตาโตอ่านคัมภีร์วิชายุทธ์ในมือราวกับสติดำดิ่งลงไป

          ศิษย์ด้านข้างคิดจะเรียกอีกที ฉู่เฟิงกับไป๋หลิงก็เดินมาถึงตรงหน้าเสวียนเทียนแล้ว

          ฉู่เฟิงมองเสวียนเทียน ดวงตามีความโกรธแล่นผ่าน ศิษย์นอกทั้งชั้นหนึ่งล้วนแต่ยำเกรงเขาถ้วนหน้า มีแต่เสวียนเทียนคนเดียวกลับทำไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาต่อหน้าผู้คนมากมาย

          ขนาดไป๋หลิงที่อยู่ด้านข้างยังขมวดคิ้ว ตำหนิในใจว่าเสวียนเทียนทำตัวไม่สมควร

          เรื่องนี้ทั้งสองเข้าใจเสวียนเทียนผิด ความจริงแล้วเสวียนเทียนจดจ่อเกินไป ไม่ทันรู้สึกว่าสองคนมาถึง ไม่อย่างนั้นเขาที่เป็นศิษย์นอก เมื่อเห็นศิษย์ในย่อมไม่ทำเป็นมองไม่เห็นเช่นนี้

          “ศิษย์น้องหวง เจ้าอ่านได้จดจ่อยิ่ง” เมื่อเห็นเสวียนเทียนที่อยู่ตรงหน้ายังไม่มีทีท่าตอบสนอง ไป๋หลิงจึงเปิดปากขึ้นมาก่อน

          เงาร่างตรงหน้าของเสวียนเทียนแสดงกระบวนท่าทั้งหกจนไม่อาจนับรอบได้ ทันใดนั้นกระบวนท่ากระบี่ก็เปลี่ยน กระบวนท่าที่ใช้ออกมากลายเป็นกระบวนท่ากระบี่บางอย่างที่ลึกล้ำยากเข้าใจ จิตใจของเสวียนเทียนพลันตื่นตะลึงขึ้นมา

          นี่เป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะเป็นกระบวนท่าที่เจ็ดของ ‘เพลงกระบี่ดับเงา’ สมาธิของเสวียนเทียนยิ่งจดจ่อกับคัมภีร์ คำพูดที่ไป๋หลิงพูดตรงหน้า เสวียนเทียนไม่ได้ยิน

          “หึ!”

            หน้าของฉู่เฟิงทะมึนลง ส่งเสียงแค่นจมูกด้วยความโมโห พูดเสียงเย็นขึ้นมาว่า “ศิษย์อันดับหนึ่งแห่งสำนักนอกคนเก่ง ข้ากับศิษย์น้องไป๋หลิง เจ้าล้วนไม่เห็นในสายตาแล้ว ช่างขาดคนสั่งสอน”

          ระหว่างที่พูด มือของฉู่เฟิงก็ราวกับสายฟ้า มือซ้ายพุ่งกรงเล็บออกไป คว้าคัมภีร์ ‘เพลงกระบี่ดับเงา’ ในมือของเสวียนเทียน มือขวากางฝ่ามือ ฟาดไปข้างหน้า ฟาดตรงเข้าที่หน้าอกของเสวียนเทียน

          ฉู่เฟิงพูดว่าจะลงมือก็ลงมือ ไม่มีชักช้าแม้สักนิด ขนาดในหอวิชายุทธ์ที่ห้ามแม้กระทั่งพูดเสียงดัง ฉู่เฟิงก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย

          ฐานะระหว่างศิษย์นอกกับศิษย์ใน ก็เหมือนกับฟ้ากับดิน

          สำนักก็เหมือนกับกองทหารกองหนึ่ง ศิษย์ธรรมดาเป็นทหารเข้าใหม่ ศิษย์นอกชั้นสูงเป็นทหารเก่า ส่วนศิษย์ในเป็นหัวหน้า

          ความขัดแย้งระหว่างทหารเมื่อเกิดขึ้นเบื้องบนของหน่วยต้องเข้ามาจัดการ แต่ว่าความขัดแย้งระหว่างนายทหารกับหัวหน้าทหารเมื่อเกิดขึ้น เก็บทหารตัวกระจ้อยคนหนึ่ง เก็บได้ก็คือเก็บ นอกเสียจากว่านายทหารกระจอกคนนั้นจะมีคนหนุนที่ใหญ่กว่า มีเบื้องหลัง ไม่อย่างนั้นอย่าได้คิดว่าหน่วยจะออกหน้าให้

          ฉู่เฟิงเป็นศิษย์อันดับหนึ่งแห่งสำนักใน บิดาเป็นผู้อาวุโสสำนักในคนหนึ่งของสำนักกระบี่สวรรค์ พลังวัตรเป็นรองเพียงเจ้าสำนัก พูดถึงฐานะ พูดถึงคนหนุนหลัง พูดถึงเบื้องหลัง ฉู่เฟิงชนะเสวียนเทียนทั้งสิ้น เสวียนเทียนเป็นเพียงศิษย์นอกคนหนึ่งที่สำนักนอกรับเข้ามาเท่านั้น ในสำนักกระบี่สวรรค์ไม่มีคนหนุนหลัง หรือเบื้องหลังแม้สักนิด

          สำหรับฉู่เฟิงแล้วต่อให้ระหว่างศิษย์ด้วยกันเองห้ามลงไม้ลงมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหอวิชายุทธ์ที่เป็นสถานที่พิเศษการต่อสู้ยิ่งห้ามเด็ดขาด แต่ตัวเขาฉู่เฟิงต่อให้จะสั่งสอนเสวียนเทียนที่หอวิชายุทธ์สักรอบ สำนักก็ไม่ตำหนิ ต่อให้ตำหนิลงมาก็มีบิดาของเขาคอยช่วยอยู่ข้างบน

          “ข้าเป็นอัจฉริยะ ข้าเป็นผู้ทรงอำนาจรุ่นต่อไป ข้ายังต้องกลัวใคร?” ฉู่เฟิงหัวเราะหยันขึ้นในใจ ลงมือราวกับสายฟ้า

          เสวียนเทียนกำลังอ่าน ‘เพลงกระบี่ดับเงา’ ถึงจุดสำคัญ กำลังสัมผัสได้ถึง ภาวะจิตเร็วของ ‘เพลงกระบี่ดับเงา’ ได้ถึงขั้นที่ลึกซึ้งอย่างที่สุด

          ทันใดนั้นก็มีคนลงมือเล่นงานเขา เสวียนเทียนหดมือหลบแทบจะโดยการตอบสนองตามสัญชาติญานล้วนๆ หลบกรงเล็กที่เร็วราวสายฟ้าของฉู่เฟิงไปได้ พร้อมกันนั้นเท้าก็ขยับก้าว ร่างพุ่งถอยไปสามก้าว ฝ่ามือที่ฟาดกดมาของฉู่เฟิงก็พลาดเป้า

          ศิษย์นอกทั้งหมดในชั้นหนึ่งของหอวิชายุทธ์ ล้วนเบิกตากว้าง “เป็นไปได้ยังไง? ศิษย์พี่ฉู่เฟิงศิษย์อันดับหนึ่งแห่งสำนักในลงมือ ศิษย์พี่หวงทั้งที่ไม่รู้สึกตัวก็ยังหลบพ้นไปได้?”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “จอมกระบี่กบฏสวรรค์” : https://goo.gl/uyo2g5

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/319

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ย80-90บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม