0 Views

        สีหน้าของเสวียนเทียนนิ่งสงบ แต่ในใจราวกับคลื่นโหมกระหน่ำซัด

        เสวียนเทียนอดไม่ได้คิดถึงคำพูดโด่งดังประโยคหนึ่งจากชาติก่อนที่เคยอ่านเจอ อะไรสำคัญที่สุด? วิสัยทัศน์สำคัญที่สุด!

        เมื่อคนเรามีวิสัยทัศน์ ถ้าเช่นนั้นย่อมไม่เลือกทางผิด ในใจของเสวียนเทียนรู้ดี ระหว่างเขากับฉู่เฟิง เลือกเขาถูกต้องอย่างแน่นอน ฉู่เฟิงก็เป็นเพียงแค่ตัวประกอบเล็กๆตัวหนึ่งในชีวิตเขาเท่านั้น ขนาดคู่แข่งยังเป็นไม่ได้

        ฉู่เฟิงอายุน้อยกว่าก็ก้าวขึ้นชั้นเบิกนภา หลังจากนั้นก็บรรลุจิตกระบี่ ตอนที่อายุเท่าเสวียนเทียนตอนนี้ก็ปราบทั่วสำนักในไร้คู่ต่อกร พลังวัตรบรรลุถึงชั้นเบิกนภาขั้นสาม

        เสวียนเทียนถึงแม้พักนี้จะชื่อเสียงโด่ดัง แต่คนส่วนใหญ่ดูแล้ว ไม่อาจเทียบชั้นกับฉู่เฟิงได้โดยสิ้นเชิง

        หลิงอี้เฉินมั่นใจมากว่าฉู่เฟิงสู้เสวียนเทียนไม่ได้ เห็นได้ว่าสายตาของเขาคนธรรมดาไม่อาจเทียบได้ นี่ไม่ใช่สิ่งที่มีมาแต่กำเนิด ประสบกาณณ์ที่ขัดเกลาเขามาทั้งชีวิตเป็นปัจจัยใหญ่อันหนึ่ง

        เจ้าเป็นมังกรที่แท้จริงตนหนึ่ง สุดท้ายวันหนึ่งมังกรที่ถูกขังก็ต้องหลุดจากพันธนาการ เหินบินสู่ฟากฟ้า!

        อนาคตของเจ้าคือแดนเหนือทั้งหมด หรืออาจถึงขั้นแผ่นดินเสินโจวทั้งหมด!

        ได้ยินประโยคนี้ ในใจของเสวียนเทียนก็อดพลุ่งพล่านไม่ได้ เขาเป็นทายาทสายตรงของตระกูลเสวียน ตระกูลผู้ปกครองขั้นสอง หนึ่งในขุมอำนาจระดับสุดยอดทั้งห้าบนแผ่นดินเสินโจว หลานชายคนโตผู้พลัดถิ่นของเสวียนสยง ตระกูลเสวียนเป็นเจ้าผู้ปกครองแดนตะวันตกทั้งหมด ในใจเสวียนเทียนอยากกลับคืนแดนตะวันตกมาตลอด สังหารเสวียนจี ช่วยท่านปู่เสวียนสยงออกมาจากมือของ ‘หยินจี’

        ตอนนี้เสวียนเทียนก็คือมังกรตัวหนึ่งที่ถูกขัง เฝ้าฝันเสมอว่าวันหนึ่งมังกรซึ่งถูกขังจะหลุดพ้นจากพันธนาการ เหินบินสู่ฟากฟ้า

        แม้หลินอี้เฉินจะปฏิบัติต่อเสวียนเทียนอย่างเช่นศิษย์ธรรมดาทั่วไป ไม่ให้สิทธิพิเศษหรือทรัพยากรใดๆแก่เขาเพราะพรสวรรค์ของเขา แต่ในใจเสวียนเทียนกลับขอบคุณหลิงอี้เฉินอย่างมาก เพราะว่าหลิงอี้เฉินในฐานะคนเคยผ่านน้ำร้อนมาก่อน รู้ว่ามีเพียงสถานการณ์ยากลำบากจึงจะสามารถก่อกำเนิดผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงขึ้นมาได้ นี่เป็นสิ่งที่ดีกับเขาอย่างแท้จริง

        เสวียนเทียนเอ่ยว่า “คำสั่งสอนของปรมาจารย์หลิง ศิษย์จำจดไว้ในใจ มีสิ่งใดลำบาก ข้าจะจัดการด้วยตัวเอง ไม่หยิบยืมกำลังของสำนักอย่างแน่นอน”

        หลิงอี้เฉินส่ายศีรษะกล่าวว่า “ไม่ คำพูดไม่อาจพูดเด็ดขาดเกินไป ในชีวิตหนึ่งของคน ย่อมต้องประสบสถานการณ์ยากลำบากที่ยากจะผ่านพ้นเป็นบางครั้ง สำนักจะเป็นที่พึ่งของเจ้า ปัญหาธรรมดาควรเป็นเจ้าจัดการด้วยตนเอง แต่เมื่อเจ้าพบความลำบากที่ไร้สิ้นหนทางแก้ไขจริงๆ มาหาข้าได้เสมอ ผู้เฒ่าคนนี้เป็นกองหนุนอันแข็งแกร่งของเจ้า”

        พูดจบหลิงอี้เฉินก็ตบหน้าอกตนเอง

        “ขอบคุณปรมาจารย์หลิง!” เสวียนเทียนเอ่ยขอบคุณ

        หลิงอี้เฉินยิ้มน้อยๆ เอ่ยขึ้น “เอาล่ะ ที่ข้าอยากพูดก็พูดไปหมดแล้ว หวงเทียน เส้นทางชีวิตของเจ้าต้องอาศัยเจ้าก้าวเดินไปทีละก้าวๆ ใช้กระบี่ในมือของเจ้า กวาดทำลายอุปสรรคทุกสิ่งที่ขวางอยู่ตรงหน้าเจ้าให้ราบ อย่าได้หวาดกลัว ตัวข้าผู้เฒ่าคอยคุ้มครองเจ้าอยู่ ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ข้าก็จะแบกรับไว้ให้เจ้า เหวินเต้า พาเขาออกไปเถอะ!”

        ผู้อาวุโสเจี่ยชื่อก็คือเจี่ยเหวินเต้า ขานรับ “ทราบแล้วท่านอาจารย์หลิง หวงเทียนไปกับข้า!”

        “ปรมาจารย์หลิง ผู้อาวุโสอู่ ศิษย์ขอลา!” เสวียนเทียนกำหมัดบอกลาทั้สอง ตามเจี่ยเหวินเต้าเดินออกไปข้างนอก

        เดินผ่านสองห้องไปแล้ว เจี่ยเหวินเต้าก็หยุดฝีเท้าลง ให้เสวียนเทียนกลับออกไปที่เขตหนึ่งเพียงลำพัง

        เมื่อเสวียนเทียนออกมา ศิษย์ในที่อยู่ในเขตหนึ่งล้วนมองมาที่เขา

        สายตาของบรรดาศิษย์ในที่มองเสวียนเทียนล้วนมีแววตื่นตะลึง ข่าวที่เขาผ่านชั้นที่สามของหอกระบี่ ติดตามมากับศิษย์ที่เข้ามาทีหลัง แพร่มาถึงในหอวิชายุทธ์แล้ว

        “เขาออกมาแล้ว!”

        “เขาถึงกับผ่านชั้นที่สามของหอกระบี่ได้ เกรงว่าความสามารถคงไม่เบา!”

        “หึ ข้าไม่เชื่อว่าเขาจะมีความสามารถอย่างศิษย์พี่ฉู่เช่นนั้น ต่อให้เป็นศิษย์พี่ฉู่เฟิงก็ล้มได้เพียงคู่ต่อสู้ข้ามระดับชั้นได้เพียงขั้นเดียว”

        “อืม ศิษย์ชั้นเบิกนภาขั้นหนึ่ง อาจไม่ใช่คู่มือของเขา พวกเราลงมือด้วยตนเอง สั่งสอนเขาให้สาแก่ใจ!”

……..

          ศิษย์ที่ก่อนหน้านี้มองเสวียนเทียนด้วยใบหน้าไม่ประสงค์ดี เมื่อเห็นเสวียนเทียนปรากฏตัวออกมา ก็รีบล้อมวงถกเถียงกันเสียงเบา ไม่กี่คนนั้นล้วนมีพลังวัตรชั้นเบิกนภาขั้นสอง แม้ว่าข่าวเสวียนเทียนผ่านชั้นที่สามของหอกระบี่จะทำให้พวกเขาตะลึง แต่ก็ไม่ได้สัมผัสด้วยตนเอง พลังวัตรของพวกเขาสูงกว่าเสวียนเทียนอยู่หนึ่งขั้น อย่างไรก็ไม่อาจมองว่าตนเองด้อยกว่าเสวียนเทียน

        ไป๋หลิงไม่อยู่ที่หอวิชายุทธ์นานแล้ว ที่ควรดูเสวียนเทียนก็ดูหมดแล้ว ที่ควรลอกก็ลอกเสร็จแล้ว จึงเดินตรงไปด้านนอกของหอวิชายุทธ์

          เมื่อออกมาจากหอวิชายุทธ์เสวียนเทียนก็ตรงไปที่ตำหนักยาพลังปราณของสำนักใน พลังวัตรทะลุชั้นเบิกนภาจะมี ‘ยาปราณแท้ชั้นล่าง’ เป็นรางวัล

        ความเร็วในการดูดกลืนยาปราณแท้ชั้นล่างของเสวียนเทียนเป็นเก้าเท่าของผู้ฝึกยุทธ์ชั้นเบิกนภาขั้นหนึ่งทั่วไป การฝึกฝนต้องการยาปราณแท้ชั้นล่างจำนวนมาก ถึงแม้ตอนอยู่ที่ตระกูลหวง ตระกูลหวงจะซื้อให้สี่สิบเม็ด ต่อมาระหว่างทางสังหารมือกระบี่เงาผีได้มาอีกยี่สิบกว่าเม็ด แต่หลายวันนี้ เสวียนเทียนหนึ่งวันบริโภคสามเม็ด หลายวันมานี้ยาปราณแท้ชั้นล่างใช้หมดไปสองในสามส่วนแล้ว

        หากคิดจะทะลวงสู่ชั้นเบิกนภาขั้นสอง ยังต้องการยาปราณแท้ชั้นล่างจำนวนมาก เสวียนเทียนไปตำหนักยาพลังปราณไม่เพียงรับยาพลังปราณที่เป็นรางวัลเท่านั้น ยังจะซื้อมาอีกจำนวนหนึ่งด้วย ตระกูลหวงรู้ว่าเสวียนเทียนบริโภคยาพลังปราณหนักมาก ครั้งนี้ที่เสวียนเทียนกลับมาสำนัก ตระกูลจึงให้ตั๋วเงินเขามาสามล้านตำลึง บวกกับตั๋วเงินที่เขามีติดตัวอยู่เดิม ก็มีถึงหกเจ็ดล้านตำลึง พอให้เขาซื้อยาปราณแท้ชั้นล่างได้อย่างเพียงพอ

        “หวงเทียน เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!”

        ตอนที่ห่างจากตำหนักยาพลังปราณไม่ถึงร้อยแมตร ทันใดนั้นด้านหลังก็มีเสียงตะโกนหลายเสียงดังขึ้น

        เสวียนเทียนหมุนกายกลับไปมอง เห็นศิษย์ในชั้นเบิกนภาขั้นสองสี่คนอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร กำลังเร่งฝีเท้าวิ่งเข้ามา

        ก็คือศิษย์ไม่กี่คนที่เผยสีหน้าไม่ประสงค์ดีกับเสวียนเทียนที่หอวิชายุทธ์

        ไม่นาน สี่คนก็มาหยุดยืนด้านหน้าของเสวียนเทียนห่างออกไปยี่สิบเมตร

        ประสาทการได้ยินของเสวียนเทียนน่าตื่นตะลึง คำถกเถียงหารือเสียงเบาของพวกเขาก่อนหน้านี้ เข้าหูเขามาตั้งแต่ต้น ย่อมไม่มีความรู้สึกดีอะไรกับพวกเขาสี่คน เสวียนเทียนมองคนไม่กี่คนนั้นสายตานิ่งเรียบ เอ่ยว่า “พวกเจ้ามีธุระใดกับข้า?”

        “สารเลว หวงเทียน เจ้าคนไม่เคารพอาวุโส เพิ่งเข้าสำนักในมา ศิษย์พี่ก็เรียกไม่เป็นหรือ?” ศิษย์ด้านขวาสุดตลาดขึ้น

        ยาพลังปราณเป็นสิ่งจำเป็นของผู้ฝึกยุทธ์ สำคัญอย่างยิ่ง ตำหนักยาพลังปราณเป็นสถานที่ซึ่งศิษย์หลายคนของสำนักกระบี่สวรรค์มาเยือน มักมีศิษย์เข้าๆออกๆ ไม่ทันไรศิษย์ในถึงสิบคนก็ถูกเสียงตวาดลั่นของทางฝั่งเสวียนเทียนดึงดูด เดินเข้ามา

        ในหัวของเสวียนเทียนคิดถึงคำพูดที่หลิงอี้เฉินพูดกับเขา ใช้กระบี่ในมือของเจ้า กวาดทำลายอุปสรรคทุกอย่างที่ขวางอยู่ตรงหน้าเจ้าให้ราบ!

        ถ้าหากหลิงอี้เฉินกรุยทางสะดวกให้เสวียนเทียน ประกาศชื่ออย่างเปิดเผยจะสั่งสอนเสวียนเทียน ศิษย์ในย่อมไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องเสวียนเทียน

        แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าศิษย์ในคนอื่นยินยอมลงให้แก่เสวียนเทียน แค่ถูกบีบบังคับด้วยแรงกดดันจากสำนัก ในใจยังคงไม่ยอมรับเสวียนเทียนอยู่

        “ปรมาจารย์หลิงกล่าวถูกต้อง เรื่องของตนเอง ตนเองต้องจัดการเอง คนอื่นไม่ยอมรับก็ล้มเขาให้ยอมรับ!”

        เสวียนเทียนคิดในใจ สายตากวาดมองใบหน้าของคนทั้งสี่ทีหนึ่ง เอ่ยว่า “อยากให้ข้าเรียกศิษย์พี่ไม่ยาก เพียงแต่กลัวว่าพวกเจ้าจะไม่มีคุณสมบัตินั้น!

            “ซือซุ่นชาง เจ้าไปเก็บเขาเสีย ให้เขาได้รู้ว่าอะไรเรียกผู้ใหญ่ผู้น้อย จุดจบของการไม่เคารพศิษย์พี่!” คนที่สองทางด้านขวาโบกมือ ตำแหน่งของคนผู้นี้เห็นชัดว่าสูงที่สุดในสี่คน

        “รับทราบ ศิษย์พี่หยาง!” ศิษย์คนที่อยู่ทางขวาสุดพยักหน้ารับ

        ซือซุ่นชางเดินมาข้างหน้าสามก้าว เอ่ยว่า “หวงเทียน ลือกันว่าเจ้าผ่านชั้นที่สามของหอกระบี่ ตัวข้าศิษย์พี่ไม่อาจยอมรับ เจ้ากล้าพอจะสู้กับข้าสักตั้งหรือไม่?”

        “มีอะไรไม่กล้า อย่าเพิ่งเรียกตัวเองว่าศิษย์พี่เร็วไปนัก รออีกครู่ถูกต่อยนอนหมอบ ฟันเกลื่อนพื้น สำนักเราย่อมไม่มีศิษย์พี่เช่นนี้!” เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายอาจเป็นคนของฉู่เฟิง ตั้งใจจะมาหาเรื่องเดือดร้อนให้เขา เสวียนเทียนจึงพูดจาไม่เกรงใจแม้แต่น้อย

        มีศิษย์ในอีกไม่น้อยเดินออกมาจากตำหนักยาพลังปราณ ถูกการโต้เถียงของฝั่งนี้ดึงดูดมา เดินเข้ามา ศิษย์ในที่ผ่านมาไกลๆ ก็วิ่งมาล้อมวงดูเรื่องสนุกด้วย ไม่นาน จำนวนคนที่รายล้อมก็มากกว่าสามสี่สิบคน

        “ซือซุ่นชางผู้นี้ อยู่ลำดับที่หนึ่งร้อยสามสิบเก้าของขั้นที่สอง พลังวัตรเป็นถึงชั้นเบิกนภาขั้นสอง ทำไมถึงไปท้าสู้ศิษย์ใหม่ชั้นเบิกนภาขั้นหนึ่งได้?” ศิษย์ที่มาทีหลัง ไม่รู้จักเสวียนเทียน ถามขึ้นมาอย่างประหลาดใจอยู่บ้าง

        “เจ้าไม่รู้หรือ ศิษย์ใหม่คนนี้ ก็คือหวงเทียนที่ผ่านชั้นสามของหอกระบี่ หึหึ ศิษย์ชั้นเบิกนภาขั้นสองล้วนแต่ไม่พอใจทั้งนั้น ซือซุ่นชางจะเป็นคู่มือของเขาได้หรือไม่ ก็ยังพูดยาก!” มีศิษย์ที่มาก่อน ได้ยินซือซุ่นชางตวาดเรียกชื่อหวงเทียน พูดอธิบาย

        “อะไรนะ! ที่แท้คือหวงเทียน พลังวัตรชั้นเบิกนภาขั้นหนึ่งก็ผ่านชั้นที่สามของหอกระบี่ได้ สวรรค์ ถ้าอย่างนั้นก็เหมือนกันกับศิษย์พี่ฉู่เฟิง มีความสามารถต่อสู้ข้ามระดับชั้นได้!” คนก่อนหน้าอุทานตกใจขึ้นมา

        “ผ่านหอกระบี่ ใครก็ไม่เห็นเหตุการณ์ ก็ไม่รู้ว่าเขาทำอย่างไรถึงผ่านไปได้ มีความสามารถต่อสู้ข้ามระดับชั้นจริงหรือไม่ก็ยังยากจะบอกอยู่ สู้กับซือซุ่นชางสักตั้ง ก็คงมองออกบ้างแล้ว…!”

…….

          ศิษย์ที่ล้อมมุงอยู่ วิพากษ์วิจารณ์กันเสียงเบา

          ส่วนซือซุ่นชางถูกเสวียนเทียนทำให้โกรธแทบระเบิด รอบด้านมีศิษย์ในไม่น้อยมุ่งดูอยู่ เขารู้สึกว่าเสียหน้าเป็นอย่างยิ่ง เดือดดาลเอ่ยว่า “หวงเทียน จะให้เจ้าได้รู้จักความร้ายกาจของศิษย์พี่!

        พูดพลาง เสียง ‘ชิ้ง’ ก็ดังขึ้น รัศมีดาบสีเขียวฉับพลันก็แผ่ออกมา ซือซุ่นชางหนึ่งก้าวพุ่งมาข้างหน้ายี่สิบเมตร หนึ่งกระบี่แทงมาถึงเบื้องหน้าเสวียนเทียน

        รอบด้านเสียงแค่นจมูกดังขึ้นหลายเสียง ยังไม่ทันบอกเริ่ม ซือซุ่นชางก็แทงหนึ่งกระบี่ออกไปอย่างรวดเร็ว น่าสงสัยว่าจะเป็นการชิงลงมือก่อนหรืออาจถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นการลอบโจมตี

        แต่ซือซุ่นชางเร็ว เสวียนเทียนเร็วกว่า

        เมื่อเผชิญกับการโจมตีเร็วของซือซุ่นชาง เสวียนเทียนไม่ถอยสักก้าว มือยื่นออกไป แสงสีฟ้าสว่างวาบ ‘กระบี่แรกฟ้า’ ชักออกมา ท่า ‘เกลียววายุ’ ของ ‘ถลาลมเก้ากระบี่’ ถูกใช้ออกมาต่อกัน

        ด้วยพละกำลังอันน่าหวั่นเกรงของเสวียนเทียน  มือเปล่าหมัดเปล่า โจมตีเอาชนะซือซุ่นชางง่ายราวพลิกฝ่ามือ แต่ไพ่ตายเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยย่อมพยายามไม่เปิดเผย มีเพียงทำให้คนมองไม่ออก คนถึงจะรู้สึกว่าอันตราย ไพ่ตายของคนผู้หนึ่งหากเผยออกมาหมดสิ้น ตนเองย่อมเป็นอันตราย

        เสวียนเทียนใช้พลังระดับเดียวกันรับมือซือซุ่นชาง ฝึกฝนทักษะการรับมือศัตรูของตนเองได้ ทักษะฝีมือเท่านั้นถึงจะเป็นกุญแจสำคัญของการต่อสู้ข้ามระดับชั้น ศัตรูที่มีพลังเท่ากันล้วนใช้ทักษะฝีมือเอาชนะได้ และหากพบศัตรูที่พลังแข็งแกร่งกว่าตนก็จะไม่น่ากลัวขนาดนั้น หรือแม้กระทั้งอาจใช้ทักษะฝีมือเอาชนะเขาได้

        ซือซุ่นชางรู้สึกถึงพละกำลังแข็งแกร่งบิดเป็นเกลียวสายหนึ่ง ดึงกระบี่ในมือของเขาออกไปด้านข้าง

        ต่อจากนั้น เสียงเคร้งก็ดังขึ้น สองกระบี่ปะทะกัน

        กระบี่ในมือซือซุ่นชางกลับไหลตามแรงบิดหมุนก่อนหน้าสายนั้น เฉออกไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว ชั่วขณะนั้นตรงกลางเปิดโล่ง

        เสวียนเทียนก้าวตรงพุ่งไปข้างหน้า ด้วยท่า ‘กระทิงดุขวิดเขา’ ร่างกายโน้มเฉียงไปด้านหน้า มือขวายังคงจับกระบี่ไม่เปลี่ยน มือซ้ายกำเป็นหมัดราวกับเขาของกระทิงดุ หนึ่งหมัดพุ่งออกไป ‘กระทิงดุขวิดเขา’นี้ใช้เพียงครึ่งกระบวนท่า เสวียนเทียนเพียงโจมตีออกไปหนึ่งเขาเท่านั้น

        แต่ว่ากระบวนท่านี้กลับลื่นไหลเหนือสิ่งใด ไหลลื่นไม่ติดขัด ทั้งความเร็วยังรวดเร็วถึงที่สุด

        กระบี่ของซือซุ่นชางเพิ่งถูกเสวียนเทียนปัดออกไป ก็รู้สึกว่าขุนเขาใหญ่ลูกหนึ่งพุ่งปะทะใบหน้า คนทั้งตัวถูกหนึ่งหมัดของเสวียนเทียนต่อยปลิวลอยขึ้นมา เสียงร้องดังขึ้น เลือดสดคำหนึ่งพุ่งออกมา ฟันแตกพ่นออกมาด้วยอยู่หลายซี่ ร่างของซือซุ่นชาง พลิกตลบกลางอากาศสามร้อยหกสิบองศา ครบรอบหนึ่งเต็มๆ จากนั้นก็ลงไปกองอยู่ที่พื้นด้วยท่าทางหมอบคลาน ถูกต่อยดั้งจมูกเข้าทีหนึ่ง กระดูกจมูกเกือบหัก เลือดสดไหลจากปากไม่หยุด สองรูจมูกเลือดแดงฉานก็ไหลออกมาเหมือนกัน

        อะไรกัน?

        ศิษย์ในที่มุงอยู่รอบด้าน แต่ละคนๆสองดวงตาเบิกโตแทบจะถลนออกมา

        หลังจากซือซุ่นชางถูกเสวียนเทียนใช้หนึ่งกระบี่ปัดกระบี่ยาวในมือออก เสวียนเทียนใช้ครึ่งหนึ่งของท่า ‘กระทิงดุขวิดเขา’ ของวิทยายุทธ์ชั้นทองขั้นกลาง ‘เพลงหมัดกระทิงดุ’ ก็เอาชนะได้แล้ว!

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “จอมกระบี่กบฏสวรรค์” : https://goo.gl/uyo2g5

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/319

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่ม ค่ะ )  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม^_^