0 Views

        “กระบี่ดุจสายลมไหว…”

        “ลมขยับกระบี่ติดตาม…”

        “ถลาลมหนึ่งกระบี่…”

        ………..

        บนยอดเขาหลังสำนักกระบี่สวรรค์ เสวียนเทียนกำลังฝึกกระบี่

        หลังจากประสบกับเหตุการณ์พิสดารที่ “บึงซ่อนกระบี่”  เสวียนเทียนไม่เพียงพลังวัตรก้าวหน้าถึงสองขั้น ความสามารถยังเพิ่มพูน เข้าถึงวิถีกระบี่บรรลุถึงขั้นที่ไม่คาดคิดมาก่อน

        ถ้าหากกล่าวว่าการฝึกฝนวิถีกระบี่ แบ่งออกเป็นสิบขั้น เริ่มเรียนวิชา เปิดทวารเบิกวิถี บรรลุบางส่วน เหยียบขึ้นเมฆา เข้าใจถ่องแท้ บรรลุส่วนใหญ่ เข้าสู่เรือนหลัก สำเร็จวิชา ก้าวสู่สุดยอด ข้ามสู่เทพวิถี

        ถ้าเช่นนั้น ก่อหนน้านี้ลำดับขั้นของเสวียนเทียนอยู่ประมาณขั้นที่หก “บรรลุส่วนใหญ่” ส่วนตอนนี้อยู่ที่ขั้นสิบ “ข้ามสู่เทพวิถี”

        เสวียนเทียนรู้สึกว่า กระบี่เป็นดั่งแขนของตัวเขาเอง ราวกับว่ากระบี่เชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกันกับเขา

        “คงเป็นเพราะ “กระบี่สีขาวเล่มน้อย”เล่มนั้นที่หว่างคิ้ว ทำให้ประสาทสัมผัสเกี่ยวกับกระบี่ฉับไวขึ้นมากกว่าสิบเท่า จนรู้สึกเหมือนกับกระบี่เป็นแขนข้างหนึ่งของตัวเอง ความเข้าใจในศาสตร์กระบี่ก็สูงขึ้นเกินกว่าสิบเท่า”

        “ฮู่…”

        เสวียนเทียนวาดกระบี่ตัดอากาศจนเกิดเสียง ต้นหยินซาต้นหนาเท่าปากชามที่ยืนต้นอยู่ห่างไปสิบก้าว ส่งเสียงลั่นแล้วหักโค่น ท่อนบนล้มโครมลงกับพื้น

        “ฝู่…”

        เสวียนเทียนเก็บกระบี่ลุกขึ้นยืน  สองนิ้วกดบนหน้าอก สูดลมหายใจลึกเข้าไปที่จุดตันเถียน หายใจออกยาวหนึ่งครั้ง

        เมื่อลมหายใจกลับมาสงบ สายตาของเสวียนเทียนก็ตวัดลงมองต้นหยินซาที่ถูกตัดราบล้มอยู่ห่างไปสิบก้าว สีหน้าเผยอาการดีใจ

        ขยับไม่กี่ก้าว เสวียนเทียนก็มาถึงหน้าต้นหยินซาที่ถูกตัดขาด มือลูบโคนต้นที่ถูกตัดราบเรียบลื่นมือดั่งผิวกระจก มุมปากก็ขยับยิ้ม

        “ปราณกระบี่ ระดับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ดถึงจะสามารถปลดปล่อยปราณกระบี่ได้ พลังวัตรของข้าเพิ่งถึงขั้นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหก ก็ใช้ออกมาได้แล้ว ห่างสิบก้าวปราณกระบี่ยังตัดต้นหยินซาหนาเท่าปากถ้วยให้ขาดได้ ปราณกระบี่ของข้า อย่างน้อยก็ส่งไปได้ไกลกว่ายี่สิบก้าว”

        “ปลดปล่อยปราณกระบี่ได้เป็นเครื่องหมายบ่งบอกระดับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ด แต่ว่าพลังวัตรของระดับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ดปลดปล่อยปราณกระบี่ไกลที่สุดก็ส่งออกมาได้สิบก้าว หากจะส่งปราณกระบี่ออกมาถึงยี่สิบก้าวเกรงว่าจะต้องมีพลังวัตรของระดับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นแปด ถึงจะทำได้”

        “เงากระบี่ใน ‘บึงซ่อนกระบี่’นั่น เป็นสิ่งใดกันแน่ ไม่เพียงทำให้พลังวัตรของข้าเพิ่มขึ้นสองขั้นในคราเดียว ความแข็งแกร่งยังเพิ่มขึ้นมากมายจนเกือบเทียบเท่ากับระดับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นแปด”

        “นอกจากนี้ ยังทำให้ข้าเข้าใจเพลงกระบี่ถลาลม ขึ้นไปถึงขอบขั้นสูงสุด ลุถึงขั้นข้ามสู่เทพวิถี เพลงกระบี่ชั้นทองขั้นกลาง ก็ใช้ออกมาได้ทรงพลังไม่ต่างจากเพลงกระบี่ของชั้นทองขั้นสูง ถึงกับปล่อยปราณกระบี่ออกมาโจมตีได้”

        เสวียนเทียนลูบหว่างคิ้วของตน ขยับคลึงเบาๆ บอกตัวเองด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความยินดี

        “ท่านพ่อไม่สอนเพลงกระบี่ วิถีลมปราณของตระกูลให้ ความสามารถข้าจึงไม่โดดเด่นในสำนักกระบี่สวรรค์ ไม่อาจเรียนเพลงกระบี่ วิถีปราณขั้นสูงได้ แต่เดิมคิดว่าความแค้นใหญ่หลวงในชีวิตนี้ ยากจะชำระได้แล้ว ตอนนี้ได้พบเรื่องนี้เข้า การชำระความล้างหนี้แค้นก็ไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป เสวียนจี หยินจี พวกเจ้าคู่สุนัขชายหญิงรอข้าก่อน ต้องมีสักวัน ข้าจะไปปรากฏตัวต่อหน้าพวกเจ้า ใช้กระบี่ยาวในมือบั่นคอสุนัขของพวกเจ้าซะ”

        เสวียนเทียนกำหมัดแน่น กัดฟันกรอด ในใจเปี่ยมล้นด้วยความมั่นใจ

        “ศิษย์พี่หวง…”

        ขณะที่ใจของเสวียนเทียนกำลังหวนกลับไปคิดถึงเรื่องราวในอดีต ร้องสาบานอยู่ในใจ เสียงตะโกนเรียกก็ดังขึ้นมาจากด้านล่างของภูเขา

        เสวียนเทียนมองลงไปทางตีนเขา เห็นหลินตงอยู่ด้านล่างต่ำลงไปร้อยก้าวกำลังวิ่งมาทางเขาหลังสำนักพลางตะโกนเสียงดัง

        เห็นท่าทางร้อนรนของหลินตง ดูท่าจะเกิดเรื่องใหญ่

        ร่างของเสวียนเทียนทะยานออกไปครั้งหนึ่ง ลอยขึ้นตกลงครั้งหนึ่งก็ไปไกลกว่าสิบก้าว ร่างเบาดุจนกนางแอ่น ไม่ถึงสิบครั้งก็ทะยานลงเขาไปเกือบร้อยก้าว ไปหยุดตรงหน้าหลินตงที่หอบแฮกๆ

        “ศิษย์น้องหลิน รีบร้อนมาหาข้าเช่นนี้ เกิดเรื่องอะไรขึ้น” พอร่อนลงพื้น เสวียนเทียนก็ถามขึ้น

        “หวง…ศิษย์พี่หวง ไม่ดี…แล้ว”

        หลินตงหอบหนัก กล่าวกระท่อนกระแท่นว่า “ศิษย์พี่หวงสือเขา …เขาขึ้นประลองกับศิษย์พี่จางหู่”

        “อะไรนะ” เสวียนเทียนรีบร้อนถาม “นี่มันเกิดอะไรขึ้น วิ่งไป เล่าไปซิ”

        เสวียนเทียนลากแขนหลินตงแล้ววิ่งทะยานลงเขาไป

        จางหู่มีพลังวัตรลุขั้นสูงสุดของชั้นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้า ก่อนหน้านี้ที่เสวียนเทียนยังไม่ได้พบเหตุการณ์พิสดารที่บึงซ่อนกระบี่ เขาประกระบี่กับจางหู่ด้วยพลังวัตรผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสี่เพียงสิบเอ็ดกระบวนท่าก็แพ้พ่าย หวงสือเพิ่งมีพลังวัตรชั้นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสาม ยังห่างกับเสวียนเทียนอีกไกล จะไปเป็นคู่มือของจางหู่ได้อย่างไร

        ในสำนักกระบี่สวรรค์ กฎระเบียบเคร่งครัด ศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก ห้ามแอบต่อสู้กันเอง หากมีเรื่องขัดแย้งสามารถท้าสู้อีกฝ่ายได้ ขอเพียงทั้งสองฝ่ายตกลงยินยอมใช้การต่อสู้จบความขัดแย้งก็ต่อสู้กันโดยอยู่ในสายตาของผู้คนได้

        ศิษย์สำนักกระบี่สวรรค์มีมากมาย คนมากความขัดแย้งระหว่างกันย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยง ดังนั้นการต่อสู้ระหว่างกันเป็นเรื่องที่เห็นกันเป็นประจำ

        ดังนั้นสำนักกระบี่สวรรค์จึงสร้างเวทีต่อสู้ขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ให้ลูกศิษย์ที่มาต่อสู้มีพื้นที่ถาวรได้ใช้ สร้างขึ้นตรงลานที่ลูกศิษย์มักเดินผ่าน ให้การต่อสู้ระหว่างลูกศิษย์เกิดขึ้นในสายตาของฝูงชน ป้องกันไม่ให้ลูกศิษย์แอบไปต่อสู้กันเอง จนถึงแก่ชีวิต จนเกิดเป็นความขัดแย้งที่ไกล่เกลี่ยไม่ได้แล้วกลายเป็นความแค้น

        ในหมู่ลูกศิษย์เรียกเวทีต่อสู้ว่าเวทีประลอง การต่อสู้ตัดสินกันระหว่างลูกศิษย์ก็คือการประลองกันนั่นเอง

        การขึ้นต่อสู้บนเวทีประลองต้องให้ทั้งสองฝ่ายสมัครใจถึงจะได้ บังคับกันไม่ได้ แต่ถ้าคนที่ถูกท้าไม่รับคำท้าสู้ก็จะถูกศิษย์คนอื่นดูถูก

        แน่นอนว่ามีข้อยกเว้น นั่นก็คือศิษย์ที่มีพลังวัตรสูงท้าศิษย์ที่มีพลังวัตรต่ำ หากปฏิเสธทุกคนก็จะยอมเข้าใจ ถึงอย่างไรพลังวัตรต่ำกว่าขั้นหนึ่ง ความสามารถย่อมแตกต่างกันมากนัก

        ยิ่งพลังวัตรต่างกันสองขั้น ความสามารถยิ่งห่างกันไกลเหมือนฟ้ากับดิน

        เวลาแบบนี้เมื่อผู้มีพลังวัตรสูงท้าผู้มีพลังวัตรต่ำแล้วผู้ที่มีพลังวัตรต่ำปฏิเสธ ไม่เพียงแต่จะไม่ถูกดูหมิ่น กลับกันผู้คนจะดูถูกคนที่มีพลังวัตรสูงเสียอีก เพราะว่าศิษย์ที่มีพลังวัตรสูงกว่าท้าศิษย์ที่มีพลังวัตรต่ำกว่า แบบนั้นเห็นชัดๆว่ารังแกผู้อื่น

        พลังวัตรของจางหู่กับหวงสือห่างกันถึงสองขั้น พูดตามหลักแล้ว หวงสือไม่ควรขึ้นประลองกับจางหู่ได้ แต่สถานการณ์กลับตาลปัตรไปหมดจนเสวียนเทียนยังตกใจ

        หลินตงถูกเสวียนเทียนลากแขนวิ่ง รู้สึกเบาแรงขึ้นอยู่มาก ลมหายใจเริ่มสงบลงก็เล่าว่า “เพราะศิษย์พี่จางหู่ว่าร้ายศิษย์พี่หวง บอกว่าศิษย์พี่หวงหมดสติอยู่ที่บึงซ่อนกระบี่ก็เพราะแพ้ให้แก่เขา แพ้แล้วยอมรับไม่ได้ จึงคิดจะฆ่าตัวตาย ศิษย์พี่หวงสือเถียงว่าศิษย์พี่หวงหมดสติไปเพราะฝึกกระบี่จนเหนื่อยศิษย์พี่จางหู่ว่าศิษย์พี่หวงว่าเป็น …ว่าเป็นขยะ แค่ฝึกกระบี่ยังฝึกให้เป็นลมได้ ชีวิตนี้กำหนดมาแล้วให้เป็นขยะ ศิษย์พี่หวงสือบอกว่าศิษย์พี่หวงไม่ใช่ขยะ ต้องมีสักวันศิษย์พี่หวงต้องก้าวข้ามศิษย์พี่จางหู่ได้ ปรากฏว่าศิษย์พี่จางหู่หัวเราะลั่น บอกว่าตระกูลหวงล้วนแต่เป็นขยะ ศิษย์พี่หวงเป็นขยะ ศิษย์พี่หวงสือก็เป็นขยะในหมู่ขยะ แค่มือเดียวของเขาก็เล่นงานศิษย์พี่หวงสือให้ล้มกลิ้งฉี่ราดได้ ศิษย์พี่หวงสือบอกว่าศิษย์พี่จางหู่พูดไร้สาระ ศิษย์พี่จางหู่เลยท้าว่าถ้าเจ้าไม่ใช่ขยะในหมู่ขยะก็มาประลองกันสักตั้ง ข้าจะใช้แค่มือเดียว รับรองตีขยะของขยะอย่างเจ้าให้ฟันร่วงกราวกับพื้น ศิษย์พี่หวงสือเลยขึ้นประลองกับศิษย์พี่จางหู่”

        หลินตงเล่าสืบสาวราวเรื่องเหตุที่หวงสือขึ้นต่อสู้กับจางหู่ออกมาจนหมดสิ้นในลมหายใจเดียว


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “จอมกระบี่กบฏสวรรค์” : https://goo.gl/uyo2g5

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/319

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ย80-90บาท/เล่ม ค่ะ )