0 Views

       เห็นหลิ่วเทียนฉียืนข้างราวแขวนเสื้อ ถอดเสื้อตัวนอกกับเสื้อตัวกลางออกจนเหลือเพียงเสื้อตัวใน เฉียวรุ่ยที่นอนอยู่บนเตียงก็หน้าแดง

        เมื่อเขาเดินกลับมาข้างเตียง สอดตัวเข้ามาในผ้าห่มของตน ลำคอกับหูของเฉียวรุ่ยก็แดงไปหมด

        หลิ่วเทียนฉียื่นมือหยิบหมอนใต้ศีรษะของเฉียวรุ่ยมาหนุนไว้เอง วางศีรษะเล็กๆ นั่นไว้บนแขนตนพลางกอดไว้ในอ้อมแขน

        “เทียน เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยรู้สึกว่าร่างกายของพวกเขาแนบชิด หัวใจพลันเต้นเร็วขึ้นมา

        “ทำไม? ร้อนมากหรือ?” เห็นคนรักในอ้อมแขนหน้าแดงก่ำก็ดึงผ้าห่มลงมานิดหนึ่ง

        “เทียนฉี เจ้า ถ้าเจ้าอยากล่ะก็ ก็เอายันต์ออก ไม่เอาแบบนี้ ข้าไม่อยากทำเรื่องนั้นกับเจ้าทั้งแบบนี้” เฉียวรุ่ยยังขยับไม่ได้ หากเวลานี้ต้องเข้าหอกับเทียนฉี เขาคงรู้สึกแปลกพิกล

        “ฮ่าๆๆ ข้าแค่อยากกอดเจ้านอนกลางวันด้วยเท่านั้น หรือเจ้ามีความคิดอื่นเล่า?” หลิ่วเทียนฉียักคิ้ว มองคนในอ้อมแขนย่างขบขัน

        “ข้า ข้า…” ได้ยินบุรุษเอ่ยเช่นนี้ หน้าของเฉียวรุ่ยก็ยิ่งร้อนขึ้น

        “เมื่อวานเป็นครั้งแรกของเจ้า หลังเที่ยงคืนถึงได้นอนพัก นี่เพิ่งผ่านไปครึ่งวันเจ้ายังต้องการอีกหรือ? ไม่กลัวร่างกายจะรับไม่ไหวหรือ?”

        “ข้า ข้า…” ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกอยากหาหลุมดินมุดเข้าไปนัก อายจนต้องหลุบตาลง ไม่กล้ามองหลิ่วเทียนฉีที่อยู่ข้างตัว

        หลิ่วเทียนฉีเห็นคนในอ้อมแขนอายจนแทบร้องก็ยิ้ม หอมแก้มแดงปลั่งของอีกฝ่ายทีหนึ่ง

        “ว่าง่ายนอนสักงีบนะ ข้าไม่อยากทำเจ้าเหนื่อยจนย่ำแย่ ไม่เช่นนั้นข้าคงปวดใจ”

        “เทียนฉี!” ได้ยินบุรุษเอ่ย หัวใจของเขายิ่งสัมผัสได้ถึงความละมุนอบอุ่น

        “ไม่ดื้อนะ หลับตา” หลิ่วเทียนฉีจ้องคนในอ้อมแขนพลางกล่อมเสียงเบา

        เฉียวรุ่ยมองใบหน้ายิ้มอ่อนโยนนั่นแล้วหลับตาพริ้ม

        “ฝันดี!” หลิ่วเทียนฉีประทับจูบบนหน้าผากเฉียวรุ่ยที ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้อีกฝ่ายแผ่วเบา

        “อืม!” เฉียวรุ่ยตอบรับเบาๆ ริมฝีปากของเขายกรอยยิ้มน้อยๆ

        ………

        หนึ่งชั่วยามให้หลัง

        ดวงตาทั้งสองข้างลืมขึ้น ครั้งนี้เฉียวรุ่ยตื่นก่อน เขาผินหน้ามองใบหน้ายามหลับใหลที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือของบุรุษพลางยกมุมปากนิดๆ ขยับมือเท้าที่เคลื่อนไหวตามใจได้แล้ว ยื่นมือแกะยันต์วิเศษที่หมดฤทธิ์ตรงหน้าอกออก

        “เล่นไม้นี้อีกแล้ว” เฉียวรุ่ยยิ้มพลางบ่น เก็บยันต์เข้าไปในแหวนมิติของตนอย่างระมัดระวัง

        เขามองหลิ่วเทียนฉีที่ยังคงหลับสนิท ไม่ได้ลุกจากเตียงไปไหนแต่อยู่เป็นเพื่อนอีกฝ่ายเงียบๆ

        นึกถึงการพบหน้ากันครั้งแรก เจ้าอ้วนที่ทั้งแก่ทั้งน่าเกลียดคนนั้นที่เคยเห็น แล้วคิดถึงเทียนฉีผู้หล่อเหลารูปงามในตอนนี้ เฉียวรุ่ยก็ส่ายหน้าเบาๆ พลางคิด ‘เทียนฉีช่างเล่นอะไรประหลาดๆ เก่งจริง ไม่ใช่แค่ออกจากบ้านสินะ? ถึงกับต้องแปลงโฉมให้เป็นสภาพนั้นเชียวหรือ?’

        นึกไปถึงการพบหน้ากันครั้งที่สอง เฉียวรุ่ยพลันหน้าแดง เขายอมรับว่าที่เทียนฉีช่วยเขาแก้พิษทำให้รู้สึกโมโหมาก กลัดกลุ้มเป็นอย่างยิ่ง ถึงขั้นเคยคิดว่าทำไมต้องช่วยเขาไว้? ทำไมไม่ปล่อยให้เขาตายไปเสียล่ะ?

        แต่เทียนฉีกลับเลือกที่จะช่วยเขาโดยไม่ลังเล แล้วยืนยันจะหมั้นกับตนอีก ยิ่งทำให้ใจของเฉียวรุ่ยรู้สึกอบอุ่น รับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่เทียนฉีมีต่อเขาได้อย่างลึกซึ้ง

        ตั้งแต่พ่อแม่บุญธรรมตาย คนในหมู่บ้านล้วนบอกว่าเขาเป็นดาวหายนะ คร่าชีวิตบิดามารดา มีคนมากมายที่หลบเขา ไม่ยินดีที่จะเห็นเขา แล้วยังมีหลายคนเข้ามารังแกอีก คนที่ดีกับเฉียวรุ่ยเช่นนี้อย่างหลิ่วเทียนฉีไม่มีสักคน ดังนั้น ความดีเล็กๆ น้อยๆ ที่หลิ่วเทียนฉีทำก็มากพอที่จะทำให้เขาประทับใจ ซาบซึ้ง ถนอมเก็บซ่อนไว้ในใจชั่วชีวิต

        เฉียวรุ่ยรู้ เวลาที่เขากับหลิ่วเทียนฉีรู้จักกันยังสั้นนัก ส่วนเขายังไม่อาจรักอีกฝ่ายได้มากพอ ไม่ใช่คู่หมั้นที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม แต่เขายินดี ยินดีทุ่มเทหัวใจ พยายามที่จะรักบุรุษที่ดีกับเขาคนนี้ ให้ความใส่ใจ ความทะนุถนอมทั้งหมดแก่อีกฝ่าย เป็นคู่หมั้นและคู่ชีวิตที่สมกับตำแหน่ง

        เฉียวรุ่ยจับมือของหลิ่วเทียนฉีเบาๆ ประทับจูบลงบนหลังมืออีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง

        “เทียนฉี ข้าจะดีกับเจ้า ดีเช่นเดียวกับเจ้าที่ปฏิบัติกับข้า จะพยายามรักเจ้าให้มาก ไม่ให้ผิดต่อความรู้สึกที่เจ้ามีต่อข้าเป็นอันขาด”

        “ตื่นมาได้ยินคำสารภาพอันอบอุ่นเช่นนี้ ดูท่าข้าจะตื่นมาเวลาเหมาะเจาะยิ่ง” หลิ่วเทียนฉีลืมตาขึ้นยิ้มพลางมองคนในอ้อมแขน ที่จริงเขาตื่นนานแล้ว แต่แกล้งหลับอยู่หรอก!

        “เจ้า…” เฉียวรุ่ยเห็นหลิ่วเทียนฉีตื่นฉับพลัน เขารู้สึกเขินอายจึงหันหน้าหนี

        “เสี่ยวรุ่ย!” หลิ่วเทียนฉีผินหน้ากลับมาแล้วมองลึกเข้าไปในดวงตานั้น

        “เจ้า เจ้าแกล้งหลับใช่ไหม?” ไยจะบังเอิญ อยู่ดีๆ ก็ตื่นขึ้นมาเล่า? เฉียวรุ่ยไม่เชื่อหรอก

        “ข้าคิดว่าข้าชอบเจ้าเพิ่มขึ้นอีกนิดแล้ว”

        “ข้า…” ภายใต้สายตาอันร้อนแรงของบุรุษ ใบหน้าของเฉียวรุ่ยยิ่งแดงก่ำ

        หลิ่วเทียนฉีเขยิบเข้ามาจูบริมฝีปากอย่างแผ่วเบา “เสี่ยวรุ่ย ข้าไม่อยากเก็บตัวฝึกฝนแล้ว ไม่ได้พบเจ้าเป็นเวลานาน ข้ากลัวจะคิดถึงเจ้ากระทั่งไม่มีกะจิตกะใจจะฝึก!”

        เฉียวรุ่ยชำเลืองมองบุรุษที่ออดอ้อนหนุนอยู่บนบ่าของตน เอื้อมมือไปลูบใบหน้าของอีกฝ่ายเบาๆ “อย่าเหลวไหลสิ พวกเราเป็นผู้ฝึกตน การฝึกฝนเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง จะไม่เก็บตัวฝึกได้อย่างไรเล่า?”

        “แต่ข้าต้องคิดถึงเจ้าแน่!” หลิ่วเทียนฉีกอดคนในอ้อมแขน เอ่ยอย่างอาลัยอาวรณ์

        ได้ยินเช่นนั้น เฉียวรุ่ยคิดครู่หนึ่งแล้วถอดสร้อยคอเขี้ยวหมาป่าบนคอของตนออก

        “เทียนฉี สร้อยนี้เป็นสิ่งที่พ่อบุญธรรมทิ้งไว้ให้ข้า แม้ไม่ใช่ของมีค่าอะไร แต่ถือเป็นสิ่งสำคัญอันล้ำค่าของข้า เจ้าพกมันติดกายไว้นะ เห็นมันก็เหมือนมองเห็นข้า” เฉียวรุ่ยพูดพลางจับมือหลิ่วเทียนฉี นำสร้อยคอวางบนมืออีกฝ่าย

        ที่จริง ถึงจะบอกว่าเป็นสร้อยคอ แต่ก็เป็นแค่เชือกป่านเส้นหนึ่งที่ร้อยเขี้ยวหมาป่าเขี้ยวหนึ่งไว้เท่านั้น แลดูหยาบแล้วก็เชยยิ่งนัก แต่หลิ่วเทียนฉีอ่านนิยายต้นฉบับมาก่อน เขาย่อมรู้ว่าสร้อยคอเส้นนี้ สำหรับเฉียวรุ่ยถือเป็นตัวแทนของพ่อแม่บุญธรรมที่เสียไป จึงมีความหมายอย่างยิ่ง เป็นของสำคัญที่สุด แต่ตอนนี้กลับมอบมันให้ตน เห็นได้ชัดว่าตนมีความสำคัญในใจเขาแล้ว

        พอนึกถึงนิยายต้นฉบับที่เขียนไว้ว่าเฉียวรุ่ยมอบสร้อยคอเขี้ยวหมาป่าให้พระเอกเพื่อสารภาพความรู้สึก แต่พระเอกกลับไม่รับแล้วยังรังเกียจ มองว่าสร้อยคอของเฉียวรุ่ยธรรมดา หลิ่วเทียนฉีก็ชิงชังจนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

        นี่เจ้าพระเอก ตอนนี้เสี่ยวรุ่ยเป็นของข้าแล้ว เจ้าที่คิดเหยียบย่ำความรู้สึกของเขา ใช้ประโยชน์จากเขาเพื่อหาสมบัติมาเอาใจภรรยาทั้งห้าคนคงทำไม่ได้อีกแล้ว เพราะข้าจะไม่ยอมให้เจ้ามาทำร้ายเขาอีก เจ้าน่ะไม่คู่ควร ไม่คู่ควรที่จะให้เสี่ยวรุ่ยถวายหัวใจรัก พร้อมยกทุกสิ่งให้ ท้ายที่สุดก็ยอมตายเพื่อบุรุษเช่นเจ้า

        “เทียนฉี เจ้า เจ้าไม่ชอบหรือ?” เห็นเขาหน้าขรึมไม่พูดไม่จา เฉียวรุ่ยก็เอ่ยถามอย่างกังวล

        เทียนฉีเป็นนายน้อยของตระกูลใหญ่ ตั้งแต่เล็กสวมชุดผ้าไหมกินอาหารชั้นเลิศ คิดดูแล้วคงไม่เห็นค่าของธรรมดาเช่นนี้

        “ไม่ ข้าชอบมาก เจ้ามอบของล้ำค่าของเจ้าให้ ข้าดีใจยิ่งนัก ช่วยสวมให้ข้าเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางส่งสร้อยคอให้เฉียวรุ่ย

        “เจ้า เจ้าชอบจริงหรือ?” เฉียวรุ่ยมองอีกฝ่ายอย่างคลางแคลง ถามอย่างไม่มั่นใจ

        “แน่นอน ของที่เจ้าให้ ข้าล้วนชอบทั้งสิ้น” หลิ่วเทียนฉีแนบริมฝีปาก ขโมยจูบอีกฝ่ายไปที

        “เจ้านี่นะ ปากดั่งฉาบน้ำผึ้ง หลอกล่อข้าเก่งนัก” แม้ปากบ่น ทว่าหัวใจเฉียวรุ่ยกลับถูกคำพูดของหลิ่วเทียนฉีทำให้หวานไปทั้งดวง

        หลิ่วเทียนฉีลูบสร้อยบนลำคอที่คนรักสวมให้ ในใจรู้สึกอิ่มเอม ดึงเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนคลอเคลียเสียเนิ่นนาน

        “พอๆ เลิกแกล้งข้าได้แล้ว มันจั๊กจี้นะ!” เห็นเขาเดี๋ยวจูบ เดี๋ยวกัดลำคอตนเป็นเล่น เฉียวรุ่ยก็ผลักหัวไหล่เขาออกอย่างอ่อนใจ เขยิบออกห่างอีกฝ่าย

        “ก็ข้าชอบจูบคอเจ้านี่! ลำคอระหงช่างงามยิ่งนัก มองแล้วอยากจูบ” หลิ่วเทียนฉีใช้มือไล้รอยจูบบนลำคอนั้นเบาๆ

        “ช่างฉอเลาะนัก!”

        “ฮ่าๆ ข้าก็ฉอเลาะกับเจ้าเพียงคนเดียว” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางจูบข้างลำคออีกฝ่าย

        “เลิกแกล้งข้าได้แล้ว เป็นรอยขึ้นมา ข้าจะออกไปข้างนอกได้อย่างไร?”

        “ฮ่าๆๆ ก็ได้ ข้าจะละเว้นให้ เจ้าสวมเสื้อเถอะ เดี๋ยวข้าจะพาไปเดินเล่นในเรือน ทำความคุ้นเคยสักหน่อย ไม่ให้เจ้าหลงทาง หาทางกลับบ้านไม่เจอ!”

        “ข้า ข้าไม่โง่ปานนั้นเสียหน่อย?” แม้ปากจะไม่ยอมรับ แต่ใจกลับอบอุ่นเพราะคำว่าบ้าน

        คิดว่าหลังจากนี้ที่นี่จะเป็นบ้านของตน มีบิดาผู้เมตตาอารี สามีที่เขาหลงรัก ไหนยังโอกาสที่จะมีลูกคนหนึ่งของเขากับเทียนฉี เป็นครอบครัวสี่คนรักใคร่กลมเกลียวใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน นั่นจะมีความสุข สุขสันต์ปานใดหนอ!

        เห็นคนรักทำท่าทางน่ารักไม่ยอมรับ หลิ่วเทียนฉีก็ยิ้มอ่อนโยนแล้วผละออก ลงจากเตียงไปล้างหน้าสวมเสื้อผ้า

        “เสี่ยวรุ่ย เจ้ารอสามีแต่งตัวให้อยู่สินะ?” หลิ่วเทียนฉีหยิบเสื้อผ้าของเฉียวรุ่ยมาที่ข้างเตียง เห็นยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่รู้คิดอะไรอยู่ก็เอ่ยถามอย่างอ่อนใจ

        “อะ อะไรเล่า?” เฉียวรุ่ยกะพริบตาปริบๆ พลันลุกขึ้นนั่ง

        “ไม่มีอะไรหรอก มาสิ สามีจะช่วยแต่งตัวให้!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางหยิบเสื้อผ้าขึ้นมา ดึงแขนเฉียวรุ่ยให้ลุกจากเตียงแล้วสวมลงไปบนร่างนั้น

        “ไม่ ไม่ต้องหรอก ข้าใส่เองได้!” เฉียวรุ่ยรีบปฏิเสธ

        “ข้าทำให้นะ หลังจากนี้เสียวรุ่ยจะมาเป็นภรรยาของข้า ข้าจะคอยเอาใจเจ้าดีๆ เช่นนี้ทั้งชีวิต” หลิ่วเทียนฉีจูบผมคนรัก สวมเสื้อตัวกลางให้อย่างไม่รีบร้อน

        ได้ยินเช่นนั้น เฉียวรุ่ยก็หน้าแดง ก้มศีรษะลง หัวใจถูกเติมเต็มด้วยความหวานชื่น

        “หลังจากนี้ข้า ข้าก็จะช่วยเจ้าแต่งตัวเหมือนกัน” เฉียวรุ่ยแอบมองใบหน้าด้านข้างของบุรุษที่กำลังตั้งอกตั้งใจพลางเอ่ยเสียงเบา

        “ตกลง!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า เขายิ้มพลางหยิบสายคาดเอวมัดให้เฉียวรุ่ยจนเรียบร้อย


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5106

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)