0 Views

        ครึ่งชั่วยามต่อมา

        เมื่อหลิ่วเทียนฉีเห็นประตูห้องหนังสือเปิดออก บิดาผู้เมตตาก้าวเดินมาก็ก้มศีรษะต่ำเพื่อคำนับ

        “ลูกคารวะบิดา”

        “คารวะผู้อาวุโส!” เฉียวรุ่ยก้มศีรษะ รีบคำนับด้วย

        “ฉีเอ๋อร์ เจ้ากลับมาแล้วหรือ?” มองเห็นบุตรชายที่ออกไปฝึกวิชาข้างนอกครึ่งปีกลับมาอย่างปลอดภัย หลิ่วเหอก็ดีใจยิ่งนัก

        “ขอรับ ลูกกลับมาแล้ว!” ท่าทางยินดีระคนตื่นเต้นที่เห็นตนกลับมาของบิดา ทำให้หัวใจหลิ่วเทียนฉีพลันอบอุ่นวูบหนึ่ง

        แม้เป็นการเอาเปรียบบิดาของเจ้าของร่างเดิม แต่การที่หลิ่วเหอคอยเอาใจใส่อย่างถี่ถ้วนทำให้ตนมองเขาเป็นบิดาแท้ๆ ไปเสียแล้ว

        “ดี เจ้าปลอดภัยกลับมาก็ดีแล้ว” หลิ่วเหอตบไหล่บุตรชายอย่างปลื้มปีติ ใจที่กังวลอยู่ครึ่งปีเต็มดวงนี้ ในที่สุดก็สงบลง

        “ท่านพ่อ นี่คือเฉียวรุ่ย เป็นคนที่ลูกชอบ ครั้งนี้ลูกพาเขากลับมาด้วยกัน หวังจะได้รับคำอนุญาตจากท่านพ่อในการหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ” หลิ่วเทียนฉีจูงมือเฉียวรุ่ย พามาตรงหน้าหลิ่วเหอ

        “คารวะผู้อาวุโส!” เฉียวรุ่ยรีบร้อนเอ่ย พลางก้มศีรษะคำนับ

        “อ้อ!” หลิ่วเหอพยักหน้าเล็กน้อย มองประเมินอีกฝ่ายบนจรดล่างรอบหนึ่ง

        เด็กหนุ่มตรงหน้าสวมใส่อาภรณ์สีขาว หน้าตาหมดจดดูสะสวย ทั้งร่างล้วนแผ่ปราณทิพย์สายหนึ่งออกมา มองแล้วสบายตายิ่งนัก

        เฉียวรุ่ยลอบมองหลิ่วเหอ เขาคิดว่าผู้อาวุโสที่สวมชุดหรูหราทั้งร่างมีหน้าตาเจ็ดส่วนคล้ายเทียนฉี มองแวบแรกดูเมตตายิ่งนัก ทำให้เขารู้สึกดีด้วยอย่างยิ่ง

        “ดี ดี!” หลิ่วเหอมองสำรวจอยู่ชั่วครู่ก็เอ่ยขึ้น

        “หลิ่วถง เสี่ยวรุ่ยเดินทางมาไกลคงทั้งหิวและกระหายเป็นแน่ เจ้าพาเขาไปโถงด้านหน้ารับประทานอาหารเสีย จัดเตรียมห้องพักให้แขกด้วย” หลิ่วเหอเอ่ย หันไปสั่งการกับผู้เฒ่า

        “นายน้อยเฉียว เชิญด้านนี้!” หลิ่วถงยิ้มให้เฉียวรุ่ย ผายมือทำเชื้อเชิญ

        “เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยหันไปมองหลิ่วเทียนฉีทีหนึ่ง ใช้แววตาถามอีกฝ่าย

        “ไปเถอะ ไปกินอาหารกลางวันก่อน! ลุงถงจะอยู่ดูแลเจ้าเอง อีกประเดี๋ยวข้าจะไปหา!” หลิ่วเทียนฉีปล่อยมือเขาแล้วกล่าวอย่างใส่ใจ

        “ตกลง!” เฉียวรุ่ยได้ยินเช่นนี้จึงไปพร้อมกับหลิ่วถง

        หลิ่วเหอมองทั้งสองเดินจากไป ค่อยหันมาหาบุตรชายของตน “เทียนฉี ลูกตามพ่อมา!”

        “ขอรับ ท่านพ่อ!” หลิ่วเทียนฉีขานตอบ สองพ่อลูกเดินกลับเข้าไปในห้องหนังสือ

        หลิ่วเทียนฉีถือกาน้ำชามารินชาทิพย์ถ้วยหนึ่ง ส่งให้บิดาอย่างนอบน้อม “ท่านพ่อ เชิญดื่ม!”

        “อืม!” หลิ่วเหอพยักหน้าพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ

        “ฉีเอ๋อร์ เรื่องของเฉียวรุ่ยเป็นมาอย่างไรหรือ?” หลิ่วเหอมองบุตรชายด้วยสีหน้าจริงจัง ส่งเสียงเอ่ยถาม

        “อ่า เป็นอย่างนี้ขอรับท่านพ่อ ลูกกับเสี่ยวรุ่ยรู้จักกันระหว่างทาง ลูกตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรกพบ ชอบเขาเป็นอย่างยิ่ง พวกเราไปเขาสัตว์อสูรด้วยกัน สองคนคอยเฝ้าระวัง ช่วยเหลือและประคับประคองกันจนต่างฝ่ายต่างมีใจ ชอบพอกันขอรับ” เพื่อให้หลิ่วเหอยินยอมให้ทั้งสองหมั้นหมาย หลิ่วเทียนฉีจึงแต่งเรื่องโกหก

        “ฉีเอ๋อร์ พ่อเห็นพลังหยางของพวกลูกสองคนรั่วไหล พวกลูก…” หลิ่วเหอมองบุตรชาย เตรียมพูดแล้วก็ชะงัก มันยากที่จะเอ่ยปากในเรื่องนี้จริง

        “ใช่ขอรับท่านพ่อ พวกเราพบสัตว์อสูรบนเขา ต้องพิษปลุกกำหนัดของสัตว์อสูร ดังนั้น… ดังนั้นพวกเราจึงเป็นสามีภรรยาทางกายกันแล้ว” หลิ่วเทียนฉีรู้ว่าเรื่องนี้มันยากที่จะปิดบัง

        “อ้อ! ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง!” ได้ฟังที่ลูกชายเล่าจบก็พยักหน้าน้อยๆ

        “ลูกรู้ว่าเวลาที่ลูกกับเสี่ยวรุ่ยรู้จักกันยังคงสั้น พูดถึงการแต่งงานอาจเร็วไป แต่เสี่ยวรุ่ยเป็นบุรุษสองเพศ เพื่อแก้พิษให้ลูกจึงต้องเสียพรหมจรรย์ เพราะอย่างนั้นลูกถึงไม่อาจทอดทิ้ง ไม่สนใจเขาได้ ลูกจึงคิดว่าพวกเราควรหมั้นหมายกันเสียก่อน รอผ่านไปสักหลายปี หลังความรู้สึกของลูกกับเสี่ยวรุ่ยมั่นคงค่อยแต่งงานเป็นคู่ครอง ท่านพ่อคิดว่าอย่างไร?”

        หลิ่วเหอได้ยินลูกเล่าเช่นนี้ก็พยักหน้าหลายหน “ลูกผู้ชาย สุภาพบุรุษทำแล้วต้องกล้ารับ ในเมื่อเฉียวรุ่ยมีบุญคุณกับลูก ทั้งยังสูญเสียความบริสุทธิ์เพื่อลูกอีก ลูกกับเขาหมั้นกันย่อมเหมาะสมตามเหตุผล แต่ฉีเอ๋อร์ ลูกชอบเขาจริงๆ หรือแค่อยากรับผิดชอบเขาเพียงอย่างเดียวหรือ?”

        ไม่ว่าเพื่อรับผิดชอบหรือชอบอีกฝ่าย เรื่องหมั้นหมายเกรงว่าคงยากที่จะเลี่ยง ทว่าหากบุตรชายไม่ชอบอีกฝ่ายแต่กลับต้องรับผิดชอบ เช่นนั้นบุตรชายย่อมเป็นทุกข์ ในฐานะบิดา หลิ่วเหอย่อมไม่หวังให้เป็นอย่างนั้น

        “ลูกชอบเขา ต่อให้ไม่มีเรื่องแก้พิษ ลูกก็อยากจะหมั้นหมาย อยากแต่งงานกับเขา เพียงแต่คงไม่อาจจัดเตรียมอย่างฉุกละหุกได้!” หลิ่วเทียนฉีตอบจริงจัง เพราะตนมั่นใจในความรู้สึกที่มีต่อเฉียวรุ่ยมานานแล้ว

        ชีวิตก่อนเขาก็ชอบเฉียวรุ่ยในหนังสือ ชีวิตนี้มีโชคได้ข้ามมิติมาอยู่ในหนังสือเล่มนี้ จะปล่อยโอกาสได้อยู่ด้วยกันกับอีกฝ่ายได้อย่างไร?

        ได้ยินบุตรชายพูด หลิ่วเหอก็พยักหน้ารับ “ดี ชอบก็ดี พวกลูกต่างฝ่ายต่างชอบพอกัน เช่นนั้นเรื่องหมั้นหมายพ่อจะจัดการให้ เพียงแต่การหมั้นเป็นเรื่องใหญ่ อย่างไรลูกต้องแจ้งบิดามารดาของเฉียวรุ่ยให้ทราบเสียก่อน ดูว่าพวกเขามีเงื่อนไขอะไรเกี่ยวกับของหมั้นหรือมีความเห็นอื่นอีกไหม!”

        “ไม่ขอรับ เสี่ยวรุ่ยเป็นเด็กกำพร้า ตั้งแต่เล็กได้สามีภรรยาพรานป่าคู่หนึ่งรับเลี้ยง ทว่าก่อนเสี่ยวรุ่ยอายุสิบปี พวกเขาก็ได้จากไป บ้านของเสี่ยวรุ่ยในตอนนี้จึงมีเพียงเขาคนเดียว”

        ได้ฟังบุตรชายเล่า หลิ่วเหอก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ “ช่างเป็นเด็กที่ชะตาชีวิตลำบากนัก!”

        “ใช่ขอรับ เสี่ยวรุ่ยมีชะตาชีวิตลำบาก ลูกจึงอยากรีบหมั้นหมายให้เรียบร้อย ให้เขาวางใจ อยู่ในบ้านได้อย่างมีศักดิ์มีฐานะ ไม่ต้องขึ้นภูเขาเสี่ยงอันตรายล่าสัตว์หาเลี้ยงชีพเพียงลำพังอีก!”

        หลิ่วเหอได้ยินก็พยักหน้าหลายหน “วางใจเถอะฉีเอ๋อร์ พ่อจะเตรียมของหมั้นหมายให้เร็วที่สุด เลือกวันดี ช่วยลูกจัดการให้เรียบร้อย”

        “ขอรับ ลูกขอบคุณท่านพ่อยิ่งนัก!” หลิ่วเทียนฉีรีบร้อนก้มศีรษะเอ่ยขอบคุณ

        “ระหว่างพวกเราพ่อลูกไม่ต้องเอ่ยเช่นนี้!” หลิ่วเหอโบกมือ ส่งสัญญาณให้ไม่ต้องคำนับ

        “อีกเรื่องหนึ่งขอรับท่านพ่อ ลูกออกไปฝึกวิชามาครึ่งปี มากน้อยก็พบโชควาสนาอยู่บ้าง ดังนั้นลูกจึงอยากเก็บตัวฝึกฝนอีกสักช่วงเวลาหนึ่ง ลองเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานดู!”

        หลิ่วเหอพยักหน้าน้อยๆ “ดี หากลูกคิดว่าทำได้ก็เก็บตัวฝึกฝนเสียเถิด นี่คือโอสถสร้างรากฐานที่พ่อซื้อมาให้ แล้วก็นี่ ศิลาทิพย์อีกห้าหมื่นก้อน!”

        ระหว่างที่พูดหลิ่วเหอก็เอาโอสถเม็ดหนึ่งกับถุงเก็บของใบหนึ่งออกมามอบให้บุตรชาย

        “ต้องให้ท่านพ่อสิ้นเปลืองความคิดเพื่อลูกอีกแล้ว!” มีศิลาทิพย์ห้าหมื่นก้อนกับโอสถสร้างรากฐานเม็ดนี้ หลิ่วเทียนฉียิ่งมั่นใจกับการเข้าสู่ระดับสร้างรากฐาน

        “คิดว่าจะเก็บตัวฝึกฝนเมื่อไร?”

        “วันพรุ่งนี้เลยขอรับ ขอท่านพ่อช่วยดูแลเสี่ยวรุ่ยด้วย!” หลิ่วเทียนฉีอยากเปลี่ยนทรัพยากรเป็นพลังให้เร็วที่สุด

        “วางใจเถอะ พ่อจะดูแลเขาให้เอง!” ในเมื่อเป็นภรรยาของบุตรชาย หลิ่วเหอย่อมไม่ละเลย

        “ขอบคุณท่านพ่อยิ่งนัก!”

        ………

        ยามบ่าย

        เฉียวรุ่ยนั่งอยู่บนเก้าอี้ รอคอยหลิ่วเทียนฉีอย่างร้อนใจ หัวใจเต้นระทึก กังวลอยู่ตลอดว่าบิดาของเทียนฉีจะไม่เห็นด้วยกับการหมั้นหมายของพวกเรา

        “ก๊อกๆๆ…”

        ได้ยินเสียงเคาะประตูจากด้านนอก หัวใจของเฉียวรุ่ยพลันยินดี รีบร้อนลุกไปเปิด

        “เทียนฉี!” มองเห็นคนที่มา เฉียวรุ่ยก็เอ่ยเรียกเสียงแผ่วเบา

        “เป็นอย่างไรบ้าง อาหารถูกปากเจ้าไหม พอใจห้องนี้หรือเปล่า?” หลิ่วเทียนฉีเดินเข้ามาในห้องเรียบร้อยก็เอ่ยถามขึ้น กลัวเฉียวรุ่ยกินไม่อิ่มอยู่ไม่สบาย

        “เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก ลุงถงทำอาหารอร่อย วางไว้เต็มโต๊ะเบ้อเริ่มให้ข้า ข้ากินอิ่มยิ่งนัก และเจ้าดูห้องนี้สิ ทั้งกว้างขวางทั้งสว่างไสว ใหญ่กว่าบ้านของข้ามากเลยนะ? ไหนจะยังมีเครื่องเรือนกับของประดับสวยๆ อีกมากมาย ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน ข้าคิดว่าข้าอยู่ที่นี่ต้องสบายมากแน่ๆ”

        “อืม ถ้าเจ้าชอบก็ดี!” หลิ่วเทียนฉีเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของเฉียวรุ่ยก็วางใจ

        “เทียนฉี ผู้อาวุโสเขา เขาว่าอย่างไร?” เฉียวรุ่ยกระตุกแขนเสื้อ เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง

        “ไม่ต้องเรียกผู้อาวุโสหรอก จากนี้เจ้าเรียกพ่อข้าว่าท่านอาก็พอ ท่านบอกจะเตรียมของขวัญหมั้นหมาย แล้วค่อยให้คนช่วยเลือกฤกษ์งามยามดีในการหมั้นหมายของพวกเราอย่างเป็นทางการ”

        “เจ้าพูดเช่นนี้ แสดงว่าผู้อาวุโสตกลงแล้วหรือ?” เฉียวรุ่ยกะพริบตา เอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ

        “อืม ท่านตกลงแล้ว!”

        “โอ้!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเล็กน้อย รู้สึกหน้าแดงจึงก้มหน้าลง มุมปากแย้มยิ้มอย่างยินดี

        ก่อนหน้านี้เขารู้สึกกังวลใจตลอด ถ้าบิดาของเทียนฉีไม่ตกลงเรื่องหมั้นหมายจะเป็นอย่างไรเล่า?

        คิดถึงตนที่ตกเป็นของเทียนฉีแล้ว ไหนจะเทียนฉีที่ยังคงทะนุถนอม เอาใจใส่ อ่อนโยน รักใคร่ตนปานนั้น หากบิดาของเทียนฉีไม่เห็นด้วยกับการหมั้นหมาย เขาคงไม่รู้จะทำอย่างไร?

        “เสี่ยวรุ่ยกลัวท่านพ่อไม่เห็นด้วยกับการหมั้นหมายของพวกเรางั้นหรือ หืม?”  หลิ่วเทียนฉีโอบเอวอีกฝ่ายแล้วดึงเข้ามาไว้ในอ้อมกอด กระซิบถามใกล้หู

        “เปล่า เปล่านะ!” เฉียวรุ่ยส่ายศีรษะ ใบหน้าแดงยิ่งขึ้น

        “งั้นหรือ? เสี่ยวรุ่ยไม่สนใจเลยสินะ? ข้าเสียใจยิ่งนัก!” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วเทียนฉีก็ทำหน้าเป็นทุกข์

        “ไม่ ไม่ไช่ข้าไม่สนใจหรอก ตอนกินอาหารข้าก็กินไม่ค่อยอร่อย รอแต่เจ้าอยู่ตลอด หัวใจข้าคล้ายถูกใครหิ้วขึ้นมา มันสงบใจไม่ลงเลย ข้า…” เอ่ยจบเพียงครึ่งประโยค เฉียวรุ่ยก็เห็นรอยยิ้มมุมปากนั่น

        “เจ้า เจ้าคนนี้นี่?” เฉียวรุ่ยรู้สึกฉุนพลางถลึงตาใส่เขาทีหนึ่ง ไม่สบอารมณ์ยิ่งนักจึงตบฝ่ามือหนึ่งลงบนมือข้างที่โอบเอว ถอยไปอีกหน่อย เว้นระยะห่างจากอีกฝ่าย

        “ฮ่าๆๆ ตอนนี้เจ้าวางใจได้แล้ว!”

        “ฮึ!” เฉียวรุ่ยแค่นเสียงทีหนึ่ง หันหน้าไปทางห้อง

        หลิ่วเทียนฉีเห็นเจ้าตัวเล็กไม่พอใจก็รีบตามเข้าไปในนั้น

        “เจ้า เจ้าอยู่ห่างจากข้าบ้างสิ!” เฉียวรุ่ยมองบุรุษที่ยิ้มกริ่มเดินมาตรงหน้าตนก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์

        หลิ่วเทียนฉีมองเจ้าตัวเล็กที่มีสีหน้าโกรธขึ้ง นั่งหน้าบูดบนเตียงก็ยิ้มน้อยๆ ยกมือขึ้นแปะยันต์วิเศษแผ่นหนึ่งบนหน้าอกเฉียวรุ่ยโดยไม่เตือนล่วงหน้า

        “หลิ่วเทียนฉี เจ้า เจ้านี่น่าชังนัก?” เฉียวรุ่ยรู้สึกว่าตนขยับไม่ได้อีกแล้วก็ยิ่งโมโหหนัก

        “เอาล่ะที่รัก อย่าโกรธเลย ข้าผิดเอง เป็นข้าเองที่ไม่ดี ไม่ควรแกล้งและยั่วโมโหเจ้า” หลิ่วเทียนฉีก้มตัววางเจ้าตัวเล็กลงบนเตียงพลางเอ่ยขอโทษเสียงเบา

        “เจ้า อยู่ดีๆ จะมาสะกดข้าไว้ทำไม?” ฟังบุรุษเอ่ยขอโทษจริงจัง ความโกรธของเขาก็มลายหายไปกว่าครึ่ง

        “ไม่มีอะไร ก็แค่อยากให้เจ้าอยู่เป็นเพื่อนข้ามากขึ้นสักนิด พรุ่งนี้ข้าจะเก็บตัวฝึกฝน ข้ากลัวจะไม่ได้พบเจ้าอีกเนิ่นนาน วันนี้ข้าจึงอยากมองเจ้าเพิ่มสักหน่อย” พูดพลางก้มศีรษะ ถอดรองเท้าให้เฉียวรุ่ยด้วยอากัปกิริยาอ่อนโยน

        “เทียนฉี เจ้า เจ้าทำอะไรน่ะ?” เห็นบุรุษถอดรองเท้าแล้วคลายสายคาดเอวของตน เฉียวรุ่ยก็กะพริบตา สีหน้าสับสน

        “ข้าช่วยเจ้าถอดชุดตัวนอกออกแล้ว เจ้านอนกลางวันเป็นเพื่อนข้าหน่อยนะ?”

        “นอน นอนกลางวันหรือ!” ได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าเฉียวรุ่ยก็แดงก่ำพลางคิด ‘เทียนฉีจะเก็บตัวฝึกฝน เขาคงไม่อยากทำเรื่องนั้นหรอกนะ?’

        หลิ่วเทียนฉีโอบคนในอ้อมกอด ถอดเสื้อตัวนอกกับเสื้อตัวกลางของอีกฝ่ายด้วยการกระทำอันอ่อนโยน เมื่อเหลือเพียงเสื้อตัวในก็ดึงผ้าห่มขึ้นห่มให้อีกฝ่ายเบาๆ เขาหมุนตัวไปแขวนเสื้อผ้าของเฉียวรุ่ยทีละตัวไว้บนราวแขวนเสื้อ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5106

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)