0 Views

เฉียวรุ่ยเห็นบุรุษแปลกหน้าผู้หล่อเหลาตรงหน้าพลันตะลึงไปครู่หนึ่ง แต่เขาก็ได้สติว่ามันไม่ถูกต้อง คนผู้นี้เป็นใคร? ทำไมมาอยู่ในบ้านของตนได้? แล้วยังหลับอยู่บนเตียงของตนด้วย?

        เฉียวรุ่ยเบี่ยงศีรษะไปมอง ยิ่งตะลึงหนักเมื่อพบว่านาทีนี้ทั้งสองคนห่มผ้าห่มผืนเดียวกัน และเขายังอิงแอบดั่งลูกนก นอนบนแขนอีกฝ่าย เฉียวรุ่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็กลิ้งออกจากอ้อมแขนของบุรุษอย่างว่องไวมาข้างเตียงทันที

        เมื่อกลิ้งออกจากใต้ผ้าห่มก็ต้องอึ้งไปอีกเมื่อพบว่าบนร่างของตนไม่ได้สวมเสื้อผ้า ไม่เพียงเท่านั้น ทุกหนทุกแห่งบนร่างยังมีรอยเขียวๆ ม่วงๆ เต็มไปหมด

        ต่อให้ไม่ประสาเรื่องชายหญิง เฉียวรุ่ยก็ไม่ได้โง่ ย่อมเข้าใจในทันทีว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างเขากับบุรุษแปลกหน้าผู้นี้

        “เจ้า เจ้าเดรัจฉาน!” เฉียวรุ่ยถลึงตาทั้งสองข้าง ทั้งอาย หงุดหงิด โมโห เขาซัดหมัดเหล็กหนักหน่วงเข้าใส่ใบหน้าหล่อเหลาของหลิ่วเทียนฉีด้วยความโกรธแค้น

        “เฮ้ย!” หลิ่วเทียนฉีรีบร้อนยกมือ มือตาไวคว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้ก่อนจึงปกป้องใบหน้าตนเองได้

        “เจ้า เจ้าคนหน้าไม่อาย เจ้าคนลามก!” เฉียวรุ่ยส่งเสียงด่าอย่างโกรธเกรี้ยว สะบัดแขนแต่ดิ้นไม่หลุด โมโหจนยกเท้าถีบเข้าที่ท้องหลิ่วเทียนฉีไปทีหนึ่ง

        “เฮ้ย เจ้าเอาจริงหรือ!” หลิ่วเทียนฉีร้องตกใจ รีบร้อนยื่นมืออีกข้างออกมาจับข้อเท้าอีกฝ่าย จากนั้นพลิกกายทีหนึ่ง ใช้สองขากดขาของเฉียวรุ่ยไว้

        “เจ้า เจ้าคนลามก ไสหัวออกไปนะ!” เฉียวรุ่ยคำราม ใบหน้าโกรธจนคล้ำเขียว ยกมือซ้ายเหวี่ยงหมัดที่สองออกไป

        “เจ้าตัวเล็ก โมโหร้ายเอาเรื่องเลยนะ!” หลิ่วเทียนฉีต้องยกมือขึ้นจับข้อมืออีกข้างหนึ่งของอีกฝ่าย

        “ปล่อยข้า ปล่อย เจ้าคนลามก!” เฉียวรุ่ยออกแรงสะบัดแขน พยายามถีบเท้า ดิ้นรนสุดชีวิตอย่างไม่ยอมแพ้

        “เจ้าดิ้นไปมาใต้ร่างข้าอย่างไม่รู้จักกลัวเช่นนี้ ไม่กลัวว่าข้าจะต้องการเจ้าอีกรอบหรือ?” หลิ่วเทียนฉีมองคนที่ถูกกดอยู่บนเตียงยังคงดื้อดึง ดิ้นรนจนใบหน้าน้อยคล้ำเขียวอย่างนึกขัน พลางส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา 

        “เจ้า…” ได้ยินคำนี้ เฉียวรุ่ยก็นิ่งอึ้ง สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดขาว ไม่รอเขาได้สติกลับมา ยันต์วิเศษแผ่นหนึ่งก็แปะบนหน้าอกของเขาแล้ว

        “เจ้า เจ้าทำอะไรข้า?” ฉับพลัน เฉียวรุ่ยรู้สึกว่าสองขาสองมือของตนขยับไม่ได้จึงร้องอย่างตระหนก 

        “เจ้าอารมณ์เดือดดาลเกินไป ต้องทำให้ใจเย็นลงสักหน่อย” หลิ่วเทียนฉีพูดแล้วพลิกกาย คลานลงมาจากบนร่างอีกฝ่าย

        “เจ้า เจ้า…” เฉียวรุ่ยมองบุรุษที่ไม่ได้สวมสิ่งใด บนร่างยังมีร่องรอยประทับชัดเจนเช่นเดียวกับตนก็กัดฟันอย่างชิงชัง

        หลิ่วเทียนฉีชำเลืองมองเฉียวรุ่ยประหนึ่งลูกเสือดาว สองตาแดงก่ำจับจ้องตนอย่างโกรธแค้น อยากถลึงตาจ้องทั้งร่างตนให้เป็นรูพรุน เขากะพริบตาปริบๆ อย่างเหนื่อยใจ

        “เจ้าไม่ต้องมองข้าเช่นนั้นหรอก พวกนี้ล้วนเป็นจูบของเจ้า ไหนจะตรงนี้อีก!” หลิ่วเทียนฉีชี้แขนกับลำคอตน

        “เจ้า เจ้าสัตว์ร้าย เดรัจฉาน!” เฉียวรุ่ยถลึงตาแดงก่ำ ภายในนั้นเขียนคำว่าคับแค้นเต็มไปหมด ใบหน้าน้อยที่มีเครื่องหน้างดงามซีดขาวไปทั้งดวง

        ทำไมกัน ทำไมต้องพบเรื่องเช่นนี้ เขา เขาอยู่ดีๆ ก็ถูกบุรุษแปลกหน้าพรากความบริสุทธิ์ไปงั้นหรือ?  ทำไมเป็นเช่นนี้ไปได้? ทำไมเป็นเช่นนี้กัน?

        “สัตว์ร้าย? เดรัจฉาน? นี่เป็นคำที่เจ้าใช้เรียกผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตงั้นหรือ? ไม่เหมือนใครดีนะ!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางลุกขึ้นจากเตียง เอาถังอาบน้ำใบหนึ่งออกมาจากในแหวนมิติของตนเอง

        เขาซื้อถังอาบน้ำมาก่อนหน้านี้ คิดว่ากลับถึงเมืองฝูเฉิงจะใช้แช่น้ำพุบรรณมาศ แต่คราวนี้คงได้ใช้แล้ว

        หลิ่วเทียนฉีหมุนปลายนิ้วทีหนึ่ง เริ่มมีสายน้ำไหลเข้าไปในถังอาบน้ำ

        ไม่นานในถังก็ถูกกรอกน้ำเข้าไปสองในสามส่วน หลิ่วเทียนฉีเอายันต์เก็บของในแหวนมิติออกมาเคาะเบาๆ น้ำพุบรรณมาศสามหยดลงในถังดังติ๋ง ติ๋ง ติ๋ง

        หลิ่วเทียนฉีก้าวลงไปในถังอาบน้ำ พอเริ่มอาบก็รู้สึกถึงพลังทิพย์อันอ่อนโยน เขาแสดงสีหน้ามีความสุขแล้วหลับตาลง สบายจริงๆ! น้ำพุบรรณมาศนี่ดีจริงเชียว!

        “ผู้มีพระคุณช่วยชีวิต?” ได้ยินเช่นนี้ เฉียวรุ่ยจึงพยายามนึกถึงเรื่องเมื่อวาน

        หลิ่วเทียนฉีแช่อยู่ในถังอาบน้ำครึ่งชั่วยามเต็มๆ ถึงลุกขึ้นแล้วก้าวออกมา เอาผ้าเช็ดตัวเช็ดร่างกาย ผลัดเปลี่ยนมาสวมอาภรณ์สีม่วงสะอาด

        หลังสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยก็กลับมาข้างเตียง เขาก้มตัวนั่งข้างเฉียวรุ่ย มองคนบนเตียงที่นอนนิ่งไม่ขยับ ลืมตาโตไม่พูดไม่จา

        “เป็นอย่างไร เรื่องเมื่อวาน เจ้านึกออกแล้วใช่ไหม?”

        “เหมือนข้าจะหมดสติที่หน้าหมู่บ้าน เป็นเจ้าหรือที่ช่วยพาข้ากลับมา?” เฉียวรุ่ยมองบุรุษข้างกาย เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าแปลกพิกล

        เมื่อครู่เขานึกย้อนอย่างละเอียด คิดขึ้นมาได้ว่าตนไปล่าอสรพิษหางขาวตัวหนึ่งที่เขาสัตว์อสูร และโชคไม่ดีเขาดันโดนพิษ ระหว่างทางกลับมันก็เริ่มออกฤทธิ์ ตนจึงนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้แล้ว

        “นี่ไม่ใช่จุดสำคัญ จุดสำคัญคือเจ้าถูกพิษปลุกกำหนัดของอสรพิษหางขาว เป็นข้าเองที่ช่วยเจ้าแก้พิษนั่น!” หลิ่วเทียนฉียิ้มเย้าอีกฝ่าย เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าอ่อนโยน

        “พิษปลุกกำหนัด?” ได้ยินคำนี้ เฉียวรุ่ยก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง

        “หากที่เจ้าโดนไม่ใช่พิษปลุกกำหนัด ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่เป็นฝ่ายเริ่มจูบข้าแล้วถอดเสื้อผ้าข้าเช่นนั้นหรอก? ใช่หรือไม่เสี่ยวรุ่ย?” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางลูบใบหน้าน้อยของอีกฝ่ายอย่างรักใคร่

        “ข้า ข้าเป็นฝ่ายเริ่ม? ไม่ ไม่มีทาง ข้าไม่มีทางทำเช่นนั้นหรอก?” เฉียวรุ่ยส่ายศีรษะ ไม่มีทางเชื่อ

        “เฮ้อ ว่าแล้วเชียวว่าหลังเจ้าตื่นคงไม่ยอมรับ!” หลิ่วเทียนฉีถอนหายใจอย่างเคืองๆ เอาศิลาบันทึกภาพก้อนหนึ่งออกมาฉายภาพด้านใน

        “เป็น เป็นไปได้อย่างไรกัน?”

        เฉียวรุ่ยเห็นภาพฉายตนเองเปล่าเปลือยทั้งร่างทาบทับอยู่บนกายบุรุษ ทั้งยังจุมพิตแล้วเปลื้องเสื้อผ้า สีหน้าเขาจึงไม่สู้ดีนัก อยากจะแหวกพื้นดินมุดลงไปเสียเดี๋ยวนั้น

        หลิ่วเทียนฉีปิดศิลาบันทึกภาพแล้วเก็บเข้าไปในแหวนมิติ

        “เห็นชัดแล้วนะเสี่ยวรุ่ย เจ้าเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ข้าไม่ได้บังคับขืนใจ เราต่างยินยอมพร้อมใจ!”

        “เจ้า เจ้ารู้ชัดว่าข้าต้องพิษ เจ้า เจ้าฉวยโอกาสยามผู้อื่นลำบาก!” เฉียงรุ่ยจ้องบุรุษที่พูดอย่างสบายๆ  ในดวงตาโตยังคงเขียนคำว่าคับแค้นไว้ เกิดม่านหมอกบดบังขึ้นมา

        “ตอนที่ข้าพบเจ้าสลบอยู่หน้าหมู่บ้าน ข้าก็มิรู้ว่าเจ้าต้องพิษ คิดเพียงหวังดีช่วยเจ้าเท่านั้น ข้าไปถามท่านลุงคนตัดฟืนคนหนึ่ง รู้ชื่อเจ้าแล้วก็พากลับบ้าน ตอนนั้นข้าคิดว่าเจ้าได้รับบาดเจ็บจึงให้เจ้ากินโอสถรักษาอาการบาดเจ็บเม็ดหนึ่งลงไป คิดไม่ถึงว่าพิษจะกำเริบ เจ้าเข้ามาคลอเคลียขอข้าร่วมรัก ชั่วขณะนั้นข้าถึงได้รู้ว่าเจ้าต้องพิษปลุกกำหนัด แม้ตอนนั้นข้ามีสติอยู่แต่เจ้าก็น่าจะรู้นี่ ข้าเป็นบุรุษ โดนยั่วยวนเช่นนั้นย่อมทนไม่ไหว!” หลิ่วเทียนฉียักไหล่ พูดด้วยสีหน้าราวกับตนจนปัญญา

        “เจ้า เจ้าสารเลว!” เฉียวรุ่ยกัดริมฝีปากอย่างโมโห ถลึงตามองหลิ่วเทียนฉีอย่างดื้อดึง น้ำตาแห่งความคับแค้นพริบตาก็ไหลริน

        ทำไมเขาโชคร้ายปานนี้นะ ไม่ใช่แค่ต้องพิษอสรพิษ ยังต้องมาถูกบุรุษปล้นชิงความบริสุทธิ์ไปอีก!

        “ข้ารู้สึกจนปัญญา หากตอนนั้นข้าเลือกที่จะจากไป ร่างของเจ้าคงระเบิดจนสิ้นใจ และในเมื่อข้าตั้งใจจะช่วยเจ้า ย่อมไม่หวังให้เจ้าถูกพิษกำเริบจนตัวตาย ดังนั้นข้าทำได้แต่ช่วยให้ถึงที่สุด!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของเฉียวรุ่ยเบาๆ

        “พวก พวกเราไม่รู้จักกัน ไม่ใช่ครอบครัว ไม่ใช่สหาย ไยเจ้าต้องลำบากช่วยข้าด้วย?”

        ชีวิตที่ใช้ความบริสุทธิ์ของตนแลก เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกอดสู

        “ไม่ใช่ว่าเจ้ากับข้าไม่รู้จักกันหรอก ความจริงเมื่อสามปีก่อน พวกเราเคยพบกัน เคยสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันอีกด้วยนะ?”

        “อะ อะไรนะ?” ได้ยินเช่นนั้น เฉียวรุ่ยก็ตะลึง พินิจหน้าตาอีกฝ่ายโดยละเอียด แต่ยังนึกไม่ออกว่าตนเคยรู้จักบุรุษหล่อเหลาผู้นี้

        “อะไรกัน เจ้าลืมแล้วหรือ เจ้าเคยช่วยฆ่าสังหารคนผู้หนึ่ง ข้าให้ยันต์ระเบิดขั้นสองสามแผ่นกับเจ้าไง”

        ได้ยินเรื่องนี้ เฉียวรุ่ยก็อ้าปากกว้าง “เจ้า เจ้าคือเจ้าอ้วนนั่นหรือ? ไม่มีทางหรอก? เจ้า เจ้าจะเป็นเขาไปได้อย่างไร?” คิดถึงเจ้าอ้วนที่ทั้งแก่ทั้งน่าเกลียดคนนั้น แล้วมองหลิ่วเทียนฉีผู้หล่อเหลาตรงหน้า เฉียวรุ่ยก็ส่ายศีรษะรัวอย่างไม่อยากจะเชื่อ

        “ใช่ ข้าคือเจ้าอ้วนคนนั้น ยามนั้นข้าใช้ยันต์แปลงโฉมถึงได้มีสภาพเช่นนั้นได้”

        “ถึงกับ ถึงกับเป็นเช่นนี้?” เฉียวรุ่ยมองอีกฝ่ายอย่างตะลึงอีกครั้ง เนิ่นนานถึงฝืนยอมรับความจริงที่บุรุษผู้นี้กับเจ้าอ้วนเป็นคนเดียวกันได้

        “สามปีก่อนเจ้าช่วยเหลือข้า นับว่าได้ช่วยชีวิตข้าไว้ครั้งหนึ่ง สามปีให้หลังข้าเห็นเจ้าต้องพิษ ข้าจะปล่อยผ่านไม่สนใจได้อย่างไรเล่า?” หลิ่วเทียนฉีจ้องคนที่อยู่บนเตียง เขาพูดเรื่องนี้เหมือนเป็นเรื่องเห็นสมควร

        “สามปีก่อน ข้ายินดีช่วยเจ้าเพราะเห็นแก่ค่ายันต์ในมือ ไยเจ้าต้องจดจำไว้ไม่ลืมด้วย?”

        ที่แท้เป็นเช่นนี้เองหรือ? เพราะสามปีก่อนตนช่วยอีกฝ่ายไว้ ครั้งนี้อีกฝ่ายถึงยินดีช่วยตนแก้พิษ? แม้จะสมเหตุสมผล แต่เมื่อคิดว่าตนถึงกับทำเรื่องเช่นนั้นกับบุรุษที่เคยพบหน้าเพียงสองครั้ง ในใจเฉียวรุ่ยก็ยังคงรู้สึกแย่เป็นอย่างยิ่ง

        “บางที นี่อาจเป็นพรหมลิขิตระหว่างพวกเราก็ได้นะ!”

        ได้ยินอย่างนั้น เฉียวรุ่ยก็กระตุกมุมปากอย่างขมขื่น นั่นสิ คนที่ไม่ได้พบหน้ามาสามปียังกลับมาพบหน้ากันอีกครั้งได้ แล้วยังจับพลัดจับผลูมาช่วยตนไว้อีก ไม่ใช่พรหมลิขิตหรือไงกัน?

        “ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ไม่ดีต่อชื่อเสียงของเจ้า แต่เจ้าอย่างได้กังวล บ้านข้าอยู่ที่เมืองฝูเฉิง หลังกลับไปข้าจะส่งแม่สื่อมาสู่ขอ ตบแต่งเจ้าเข้าบ้านอย่างสง่าผ่าเผยแน่นอน” หลิ่วเทียนฉีมองคนบนเตียง เอ่ยทีละคำอย่างจริงจัง

        เฉียวรุ่ยได้ยินกลับนิ่งอึ้ง “เจ้า เจ้าจะแต่งกับข้าหรือ?”

        “ไม่เช่นนั้นจะทำอย่างไรเล่า? ปล่อยให้เจ้าเสียชื่อเสียง ถูกชี้นิ้วติฉินนินทาอย่างงั้นหรือ?”

        “แต่ แต่พวกเราเพิ่งพบหน้ากันเพียงสองครั้ง? พวกเรา พวกเราต่างไม่รู้จักอีกฝ่ายดี ไยเจ้าจะต้องทำเช่นนั้นเพื่อช่วยข้า ข้า ข้าจะให้เจ้าแต่งบุรุษสองเพศเข้าบ้านได้อย่างไรกัน?”

        เดิมที เฉียวรุ่ยมองว่าเขาเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิต หากตนจับเขาไว้เพียงเพราะเสียตัว ให้เขาแต่งบุรุษสองเพศที่ความสามารถในการให้กำเนิดต่ำเตี้ยคนหนึ่งกลับบ้าน คงดูหน้าไม่อายเป็นที่สุด

        “บุรุษสองเพศแล้วอย่างไร? หรือมีแต่สตรีที่มีความบริสุทธิ์ บุรุษสองเพศไม่มีหรือ?”

        “แต่ แต่” เฉียวรุ่ยมองบุรุษที่พูดเหมือนเป็นเรื่องสมควร ชั่วขณะหนึ่ง เขาไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว

        “เสี่ยวรุ่ย เจ้าอย่าได้กลัว ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะรับผิดชอบ ไม่มีทางให้เจ้ารู้สึกอัปยศอย่างเด็ดขาด” หลิ่วเทียนฉีจับมือของเฉียวรุ่ยไว้พลางเอ่ยอย่างจริงจัง หากไม่ฉวยโอกาสครานี้คว้ากลับบ้าน เขาก็เป็นคนโง่แล้ว

        เฉียวรุ่ยเห็นบุรุษเอ่ยว่าพร้อมรับผิดชอบตนเช่นนี้ก็กัดริมฝีปาก คิดไม่ถูกว่าควรตอบรับหรือไม่

        เขาเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่บุญธรรมก็จากไปนานแล้ว ดังนั้น ภายในใจจึงโหยหาอยากมีครอบครัวเพื่อหลุดพ้นจากชีวิตที่เดียวดายเป็นอย่างยิ่ง แต่สถานการณ์ตรงหน้า อย่างไรเขาก็รู้สึกว่าหากแต่งเช่นนี้ คงจะผิดต่อบุรุษตรงหน้าเกินไปแล้ว!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5106

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)