0 Views

        หลิ่วเทียนฉีไม่รู้ว่าวันนั้นหลิ่วเหอมีท่าทีโกรธเกรี้ยว เข้าไปหาท่านลุงใหญ่แล้วพูดอะไรบ้าง แต่เขาได้ยินมาว่าหลิ่วเทียนลู่กับหลิ่วอู่โดนใช้กฎตระกูล ถูกลงแส้วิญญาณยี่สิบครั้งอย่างโหดเหี้ยม โบยจนหนังฉีกเนื้อแตก โลหิตชุ่มโชก

        ข่าวนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีเท่าไรนัก ตรงกันข้าม กลับยิ่งกลัดกลุ้ม คิดว่าครานี้คงไปผูกความแค้นกับทั้งสองมากกว่าเดิม จากนี้คงต้องระวังเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

        หลังจากพักรักษาตัวได้หนึ่งเดือน อาการบาดเจ็บของหลิ่วเทียนฉีก็ดีขึ้น เรื่องชำระเส้นปราณตัดกระดูกก็ถูกเลื่อนวันเข้ามา แม้การหาซื้อสมุนไพรและเชิญหมอจะทำให้หลิ่วเหอเสียศิลาทิพย์ไปราวหกหมื่นก้อน แต่เพื่อบุตรชาย หลิ่วเหอไม่เคยคิดมากเลย

        กระบวนการชำระเส้นปราณตัดกระดูกทรมานไม่น้อย การสร้างแก่นกระดูกใหม่จำเป็นต้องหักกระดูกแล้วต่อใหม่ ถึงแม้ทุกวันจะต้องทนรับความทุกข์ทรมานเกินกว่าแบกรับ แต่หลิ่วเทียนฉีกลับไม่เคยร้องเจ็บสักคำ เขารู้ว่าบนแผ่นดินแห่งการฝึกตนนี้ หากไม่มีพลังย่อมเป็นเพียงมดตัวหนึ่ง ถูกผู้อื่นเหยียบย่ำไปตลอด ซึ่งเขาคนนี้ไม่มีทางยอมจำนนต่อโชคชะตาเป็นอันขาด

        ………

        สองปีให้หลัง

        หลังชำระเส้นปราณตัดกระดูก หลิ่วเทียนฉีก็เก็บตัวฝึกฝนอยู่ตลอด

        พอบุตรชายออกมา พลังก็เข้าสู่ระดับฝึกปราณขั้นเก้าแล้ว หลิ่วเหอดีใจอย่างยิ่ง

        “ท่านพ่อ ข้าออกมาแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีก้าวออกจากห้องฝึกตนมายืนยิ้มอยู่ตรงหน้าบิดาของตน

        “ดี ดีแล้ว!” หลิ่วเหอเห็นบุตรชายก้าวหน้าเร็วปานนี้ก็ปลาบปลื้ม พยักหน้าหลายหน ชมว่าดี

        “ขอบคุณบุญคุณของท่านที่สร้างลูกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางคุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณบิดาที่อยู่ตรงหน้า

        หากไม่ใช่หลิ่วเหอชำระเส้นปราณตัดกระดูกให้เขา มอบศิลาทิพย์จำนวนมากกับทรัพยากรในการฝึกฝนและวิชานานาชนิดให้ เขาย่อมไม่มีทางยกระดับพลังของตนได้ในสองปีสั้นๆ 

        “พวกเราพ่อลูกไม่จำเป็นต้องเอ่ยเช่นนี้ ลูกรีบลุกขึ้นมาเถิด!” หลิ่วเหอยื่นมือไปประคองบุตรชาย

        “ท่านพ่อ พลังของลูกมาถึงระดับฝึกปราณขั้นเก้าแล้ว ข้าอยากไปถึงระดับสร้างรากฐาน ซึ่งไม่ใช่แค่วันเดียวคืนเดียวจะสำเร็จ ตอนนี้การฝึกฝนของลูกจึงนับว่ามาถึงช่วงคอขวดช่วงหนึ่ง เพราะอย่างนั้น ลูกจึงอยากเรียนวิชายันต์กับท่านพ่อก่อน ให้การฝึกฝนค่อยๆ ก้าวหน้าไปตามลำดับ ไม่ทราบว่าท่านพ่อคิดเห็นอย่างไร?”

        โดยทั่วไปผู้ฝึกตนส่วนมาก ยามพลังวัตรพบคอขวดก็จะเลือกเรียนศาสตร์สักวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้มากความสามารถที่จะเลื่อนระดับไปสู่จิตแรกกำเนิดหรือหลอมจิต จะติดอยู่ช่วงใดช่วงหนึ่งหลายสิบปี ใช้เวลานั้นเรียนรู้ศาสตร์วิชาหนึ่งย่อมเป็นตัวเลือกไม่เลว

        “ลูกอยากเรียนวิชายันต์หรือ” ได้ยินคำนี้ หลิ่วเหอทั้งตกตะลึงและดีใจ

        “ขอรับ ลูกอยากเรียนวิชายันต์ อยากเป็นเหมือนท่านพ่อ กลายเป็นปรมาจารย์ผู้ใช้ยันต์ที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง!” หลิ่วเทียนฉีมองบิดา เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าแน่วแน่

        บิดาเป็นผู้ใช้ยันต์ขั้นสี่ในแคว้นจินอวี่ ไม่ว่าเดินทางไปที่ใดล้วนได้รับความเคารพจากผู้คน ทำให้หลิ่วเทียนฉีอิจฉาอย่างยิ่ง จึงคิดอยากร่ำเรียนวิชายันต์จากบิดา

        นอกจากนี้ หลิ่วเทียนฉีมองว่าอีกฝ่ายเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดเจ้าของร่างเดิม หากร่ำเรียนวิชาด้วยคงไม่มีการหมกเม็ด ไม่มีทางเหมือนอาจารย์คนอื่นที่คิดว่าการสั่งสอนศิษย์ให้เป็นอาจารย์ได้คงอดตายไปก่อน

        “อืม ได้สิ หากลูกอยากเรียน พ่อย่อมสอนให้หมดเปลือก!” ได้ยินลูกชายบอกอยากเรียนเป็นผู้ใช้ยันต์ หลิ่วเหอรู้สึกดีใจเป็นที่สุด ตนมีผู้สืบทอดแล้ว!

        “ขอบคุณท่านพ่อมากขอรับ!” บิดาเป็นผู้ใช้ยันต์ขั้นสี่ มีผู้ใช้ยันต์เช่นนี้สั่งสอนตน ต่อให้ไร้พรสวรรค์เท่าใดก็ต้องเรียนวาดยันต์ได้สักหลายแผ่นกระมัง?

        “ฉีเอ๋อร์ วันนี้ลูกพักผ่อนสักหน่อย พ่อจะไปเตรียมอุปกรณ์ให้ลูก วันพรุ่งนี้ค่อยเริ่มสอนเจ้าวาดยันต์อย่างเป็นทางการก็แล้วกัน!”

        “ขอรับ ลำบากท่านพ่อต้องสิ้นเปลืองความคิดเพื่อลูกแล้ว!”

        ………

        วันต่อมา

        หลิ่วเทียนฉีเริ่มเรียนวาดยันต์อย่างเป็นทางการ

        “ยันต์เป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้ง สืบทอดอย่างกว้างขวางมายาวนานวิชาหนึ่ง ยันต์สี่ประเภทที่ใช้กันมากคือประเภทโจมตี ประเภทป้องกัน ประเภทฝึกร่างและประเภทช่วยฝึกฝน ในสี่ประเภทนี้ ประเภทโจมตีกับประเภทป้องกันเป็นยันต์ที่ได้รับความนิยมที่สุด”

        “ขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีฟังบิดาอธิบายอย่างตั้งใจพร้อมจดจำไปด้วย

        หลิ่วเหอนำพู่กันเขียนยันต์ขั้นหนึ่ง กระดาษยันต์กองหนึ่งและหมึกยันต์สีแดงขวดหนึ่งออกมาวางไว้บนโต๊ะเตี้ยตรงหน้าบุตรชาย

        “หมึกยันต์สีแดงขวดนี้คือหมึกยันต์ประเภทโจมตีขั้นหนึ่ง วันนี้พ่อจะสอนเจ้าวาดยันต์โจมตีขั้นหนึ่งที่ง่ายที่สุด…ยันต์วายุ!”

        “ขอรับ! เชิญท่านพ่อ!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า จดจ่อสมาธิมองบิดา

        หลิ่วเหอเห็นบุตรชายมีสีหน้ากระตือรือร้นอยากเรียนก็ยิ้มเล็กน้อย “ดูให้ดี!”

        หลิ่วเหอเปิดขวดหมึกยันต์ หยิบพู่กันเขียนยันต์มาแต้มหมึกยันต์ จากนั้นก็วาดบนกระดาษยันต์ทีละขีด

        หลิ่วเทียนฉีจ้องกระดาษยันต์ในมือหลิ่วเหอ รวบรวมสมาธิเพ่งมองเพราะกลัวพลาดรายละเอียดเล็กน้อยอันใดไป

        หลังวาดยันต์วายุแผ่นแรกเสร็จ หลิ่วเหอก็ส่งยันต์มาตรงหน้าบุตรชาย “ฉีเอ๋อร์ ลูกลองดู!”

        เมื่อรับมาแล้ว หลิ่วเทียนฉีจึงตั้งใจมอง จับจ้องรอยพู่กันสีแดงสดนั่น ตั้งใจศึกษาอย่างละเอียดทุกขีด

        เขาถือยันต์ดูอยู่เป็นเวลาหนึ่งก้านธูปจึงวางลงบนโต๊ะ

        “ท่านพ่อ ข้าอยากลองดูบ้าง!”

        “ได้สิ ลูกมาลองดู!” หลิ่วเหอยิ้ม มองบุตรชายแล้วส่งพู่กันเขียนยันต์ให้

        หลิ่วเทียนฉีรับพู่กันมา ปูกระดาษยันต์เรียบร้อยก็มองอักขระยันต์ที่บิดาวาดด้านข้าง ค่อยๆ วาดอย่างแข็งทื่อออกมาทีละเส้น 

        แม้เขาจะวาดยันต์ครั้งแรกได้ช้ามาก แต่ละขีดล้วนวาดได้แข็งกระด้างยิ่งนัก แต่สุดท้ายก็วาดยันต์แผ่นแรกสำเร็จ

        หลิ่วเหอมองยันต์ที่บุตรชายวาดเสร็จก็พยักหน้าหลายหน “ลูกพ่อมีพรสวรรค์ในด้านยันต์จริงๆ ครั้งแรกก็วาดยันต์เองได้แล้ว ซานเอ๋อร์ก็เป็นเช่นนี้!”

        ได้ยินดังนั้น หลิ่วเทียนฉีพลันกะพริบตาปริบๆ “ท่านพ่อพูดถึงพี่สามหรือขอรับ?”

        “ใช่แล้ว พี่สามของลูกเป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านยันต์สูงที่สุดในด็กเจ็ดคน แต่ยันต์ที่นางวาดครั้งแรกดีสู้ที่ลูกวาดไม่ได้หรอก!” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วเหอก็มีสีหน้าภาคภูมิ

        “ท่านพ่อชมเกินไปแล้ว!” พรสวรรค์ของตนจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับนางเอกหรือ? เป็นไปไม่ได้กระมัง? นางเอกเป็นถึงอัจฉริยะในด้านยันต์เชียวนะ? ตนที่เป็นคนไร้ประโยชน์ เพื่อขับเน้นพรสวรรค์ล้ำเลิศของนางเอกจึงมีตัวตนอยู่มิใช่หรือ?

         หรือบิดาจงใจพูดเช่นนี้เพราะอยากให้กำลังใจตนงั้นหรือ? อืม น่าจะเป็นเช่นนั้น


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5106

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)