0 Views

        สิบวันให้หลัง นอกห้องฝึกตนที่หลิ่วเหอเก็บตัวฝึกฝนอยู่

        หลิ่วถงมองหลิ่วเทียนฉีคุกเข่าตัวตรงแหน็วหน้าประตูห้องฝึกตนดุจต้นสนสีเขียวต้นหนึ่งก็รูสึกปวดใจอย่างยิ่ง

        “นายน้อยเจ็ด ท่านจะลำบากไปทำไมขอรับ? รอนายท่านสามออกมา แล้วข้าน้อยค่อยแจ้งท่านไม่ดีกว่าหรือ ไยต้องคุกเข่ารออยู่ที่นี่?”

        “ไม่ มันไม่เหมือนกัน ข้าคุกเข่าอยู่ที่นี่ รอรับท่านพ่อออกมา นับว่าข้าเป็นบุตรชายใจกตัญญูต่อบิดายิ่ง” พูดพลาง หลิ่วเทียนฉีก็ก้มศีรษะ มองห่อใบชาทิพย์ในมือ

        นี่เป็นสิ่งที่เขาให้หลิ่วถงซื้อให้ เป็นของที่ตั้งใจมอบให้บิดา ตอนนี้พลังของเขาอ่อนแอเกินไป ต้องการขุนเขาไว้พึ่งพิง และบิดาเจ้าของร่างเดิมเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด ดังนั้น เขาจะคุกเข่ารอต้อนรับอีกฝ่ายอยู่ที่นี่ ใช้หัวใจที่เปี่ยมด้วยความกตัญญูของตนทำให้อีกฝ่ายตื้นตัน

        “โธ่ นายน้อย ช่างรู้ความขึ้นทุกวัน แต่ข้ามองแล้วปวดใจนี่ขอรับ!” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วถงก็ถอนหายใจเบาๆ

        “ลุงถงไม่ต้องปวดใจ นี่เป็นหน้าที่ของข้าผู้เป็นบุตรชาย นอกจากนี้ ข้าวางศิลาบันทึกภาพสามก้อนไว้เหนือประตูศิลาห้องฝึกตนของบิดาเรียบร้อย หากมีผู้ใดวิ่งเข้ามาหาเรื่อง ลุงถงไม่ต้องสนใจข้า แค่กระตุ้นศิลาบันทึกภาพเงียบๆ ก็พอ”

        ได้ยินประโยคนี้ หลิ่วถงก็ชำเลืองมองไปด้านบนประตูศิลาของห้องฝึกตน พบก้อนหินเล็กๆ ถูกฝังไว้สามก้อนจริง

        “ขอรับ บ่าวจำไว้แล้ว!” หลิ่วถงพยักหน้าเข้าใจ

        ………

        สิบห้าวันให้หลัง

        “พี่สี่ ท่านได้ยินหรือไม่? เจ้าขยะน้อยคนนั้นถึงกับวิ่งไปคุกเข่านอกห้องฝึกตนของอาสาม แถมยังทำมาเกือบหนึ่งเดือนแล้วด้วย!” หลิ่วอู่กระวีกระวาดวิ่งเข้ามาในเรือนของหลิ่วซือ เอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจ

        “อืม ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน!” พูดถึงตรงนี้หลิ่วซือก็ขมวดคิ้ว คิดไม่ถึงว่าเจ้าขยะน้อยจะวิ่งไปประตูห้องฝึกตนของท่านอาสามเพื่อรอต้อนรับ

        “พี่สี่ ข้าว่าที่เจ้าขยะน้อยบอกจะคุกเข่ารอรับท่านอาสามออกมา แสดงความกตัญญูอะไรนั่นเป็นเรื่องหลอกลวง แท้จริงคงอยากวิ่งไปฟ้องเรื่องพวกเราต่อหน้าท่านอาสามมากกว่ากระมัง?” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วอู่ก็อดกังวลไม่ได้

        ยามปกตินับว่าน้องหกกับนางรังแกเจ้าขยะน้อยหนักหนาที่สุด ครั้งนี้หากเจ้าขยะน้อยฟ้อง เช่นนั้นนางคงลำบากแล้ว

        “อย่ากลัวไป เขาไม่มีหลักฐาน คำพูดที่เขาเอ่ย ต่อให้ท่านอาสามเชื่อ อย่างไรท่านปู่ก็ไม่มีทางเชื่อแน่” หลิ่วซือส่ายศีรษะ นางคิดว่าต่อให้เจ้าขยะน้อยไปฟ้อง หากไม่มีหลักฐาน ท่านอาสามก็ทำอันใดไม่ได้

        “พี่ลืมไปแล้วหรือ ในมือเขามีศิลาบันทึกภาพอยู่นะ นั่นเป็นหลักฐานแน่นหนาว่าน้องหกรังแกเขา แย่งเบี้ยหวัดของเขาเชียวนะ!” คิดถึงเรื่องนี้ หลิ่วอู่ก็ขมวดคิ้วแน่น

        “นี่…” ได้ยินน้องห้าเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา หลิ่วซือก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง “คิดว่าศิลาบันทึกภาพก้อนนั้น ไม่แน่นะ อาจไม่อยู่ในมือเจ้าขยะน้อยแล้ว บางทีคงอยู่ในมือท่านพ่อก็เป็นได้!”

        ลุงใหญ่กับท่านพ่อเป็นพี่น้องแท้ร่วมบิดาร่วมมารดา ในยามปกติมักเข้าข้างท่านพ่ออยู่เสมอ ส่วนท่านอาสามเป็นเพียงลูกอนุ อย่างไรลุงใหญ่ก็ไม่มีทางช่วยท่านอาสามทำร้ายท่านพ่อกับน้องเล็กหรอก

        “อืม นั่นก็ใช่ แต่ยิ่งเจ้าขยะน้อยคุกเข่าอยู่นอกประตูห้องฝึกตนของท่านอาสามนานวันเข้าก็ไม่ใช่เรื่องดีอะไรนี่นา? พี่สี่รีบคิดหาวิธีไม่ดีกว่าหรือ? อย่ารอให้ถึงเวลาเขาใส่ร้ายพวกเราต่อหน้าท่านอาสาม แล้วพาลทำให้พี่สี่ไม่อาจเรียนวาดยันต์กับเขาได้ หากเป็นเช่นนั้นย่อมไม่ดีแล้ว!”

        ได้ยินหลิ่วอู่ว่าเช่นนี้ หลิ่วซือก็พยักหน้ารับ “อืม ข้ารู้แล้ว ข้าจะลองหาวิธีดู”

        ……

        หลายวันต่อมา นอกห้องฝึกตนของหลิ่วเหอ

        หลิ่วเทียนฉีเห็นหลิ่วซือกับหลิ่วซานมาหาถึงเขาด้านหลัง เขาลุกขึ้นยืน ส่งสายตาให้หลิ่วถงที่อยู่ด้านข้าง หลิ่วถงจึงกระตุ้นศิลาบันทึกภาพชิ้นหนึ่งเงียบๆ

        “คารวะพี่สาม พี่สี่!” ไม่ถึงเวลาดื่มชาหนึ่งถ้วย ทั้งสองคนก็มาถึง หลิ่วเทียนฉีรีบร้อนทักทาย

        “คารวะคุณหนูสาม คุณหนูสี่!” หลิ่วถงก้มศีรษะ รีบร้อนคำนับด้วย

        “น้องเจ็ด ร่างกายของเจ้าเพิ่งหายดี ทำไมไม่รู้จักถนอมร่างกายตนเช่นนี้ ไยวิ่งมาคุกเข่ารอต้อนรับท่านอาสามออกมาอีกเล่า?” นางเอกมองหลิ่วเทียนฉีพลางเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าตำหนิ

        “ขอบคุณพี่สามที่เป็นห่วง อาการบาดเจ็บของข้าดีขึ้นมากแล้ว!” ไม่ว่าเรื่องอันใด ทำไมนางเอกล้วนต้องตามมาร่วมวงด้วยนะ? น่ารำคาญจริงๆ!

        “น้องเจ็ด เจ้าคุกเข่าอยู่ที่นี่มาเดือนหนึ่งแล้ว เกรงว่าชั่วครู่ชั่วยามท่านอาสามคงยังไม่ออกมาหรอก เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถิด!” หลิ่วซือมองหลิ่วเทียนฉีอย่างเป็นห่วงแล้วเอ่ยเกลี้ยกล่อม

        “ขอบคุณพี่สาวทั้งสองที่เป็นห่วง ท่านพ่อมีบุญคุณต่อข้าหนักหนาดุจขุนเขา ข้าในฐานะบุตรชายไม่อาจกตัญญูต่อหน้าท่านได้จึงรู้สึกละอายยิ่งนัก ฉะนั้น ข้าถึงได้มาคุกเข่ารอต้อนรับ พี่สาวทั้งสองอย่าได้พูดกล่อมข้าเลย!”

        “น้องเจ็ด!” นางเอกเห็นหลิ่วเทียนฉีดื้อดึงคุกเข่าอยู่บนพื้นไม่ยอมจากไปก็ร้องเรียกเบาๆ

        “พี่สาม หากพูดถึงใจกตัญญู ในหมู่พวกเราพี่น้องเจ็ดคนท่านมีความกตัญญูมากที่สุด ทุกเดือนท่านจะนำเงินที่ตนเองขายยันต์วิเศษออกมาครึ่งหนึ่งมอบให้ท่านลุงใหญ่กับท่านป้าใหญ่ทดแทนบุญคุณ ท่านเป็นแบบอย่างของน้องเล็กเสมอ เพราะอย่างนั้นน้องเล็กจึงคิดเอาอย่างพี่สาม กตัญญูต่อท่านพ่อ ขอพี่สามโปรดอย่าขัดขวาง!”

        “นี่…” ได้ยินหลิ่วเทียนฉีพูดเช่นนี้ นางเอกย่อมไม่อาจเอ่ยห้ามปรามต่อ

        “น้องเจ็ดยังคิดแค้นที่พี่หกทำร้าย แย่งศิลาทิพย์ของเจ้าใช่หรือไม่? เรื่องนี้ท่านลุงใหญ่ลงโทษไปแล้วมิใช่หรือ? ล้วนเป็นพี่น้องตระกูลเดียวกัน ไยเจ้าต้องคิดแค้นฝังใจด้วยเล่า?” หลิ่วซือมองหลิ่วเทียนฉี ถามหยั่งเชิง

        “ใช่แล้ว น้องเจ็ด น้องหกถูกลงโทษให้สำนึกผิดสามเดือน ได้รับบทลงโทษแล้ว เจ้าอย่าชิงชังเขาอีกเลย” นางเอกเอ่ยปากต่อทันที รีบร้อนขอร้องแทนหลิ่วเทียนลู่เช่นกัน

        “ไม่ขอรับ ข้ามาเพียงแสดงความกตัญญู มิใช่ต้องการยุแยงให้ร้ายต่อหน้าท่านพ่อ พี่สาวทั้งสองโปรดวางใจ อยู่ต่อหน้าท่านข้าจะไม่พูดสักประโยค ไม่ว่าเรื่องก่อนหน้านี้ที่พี่หกทำร้ายข้าจนบาดเจ็บหนักหรือเรื่องที่พี่หกแย่งเบี้ยหวัดข้าไป ล้วนไม่มีทางเอ่ยกับท่านพ่อแม้แต่ครึ่งคำ!” หลิ่วเทียนฉีมองทั้งสองคนพร้อมลั่นวาจา

        เขาไม่ต้องพูด เมื่อถึงเวลา ลุงถงมอบศิลาบันทึกภาพให้ท่านพ่อก็เพียงพอแล้ว

        “นี่…” หลิ่วซือกับหลิ่วซานได้ยินเขาพูดเช่นนี้พลันสบตากันทีหนึ่ง ไม่สะดวกเอ่ยสิ่งอื่นใดจึงได้แต่หมุนกายจากไป


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5106

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)