+100%-

ตอนที่ 17 – ลิขิตแห่งการพานพบ

===============
แสงสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ กระจายตัวหายออกไป ก่อนจะปรากฏร่างของผู้ที่มาใหม่ที่กำลังยื่นอยู่บนพื้นดินในตอนนี้ เสื้อคลุมของเขานั้นมีสีที่ขาวราวกับหิมะ ไร้ซึ่งจุดของสิ่งสกปรกแม้แต่จุดเดียว ถ้าเขาไม่ได้ถูกก่อกวนในหุบเขาเกลกอร์จแห่งนี้ นั้นย่อมหมายความว่าฝีมือของนั้นจะต้องสูงส่งอย่างมากทีเดียว

แคลร์เริ่มสำรวจคนที่พึ่งจะมาใหม่ ชายหนุ่มผู้ที่ดูเหมือนจะมีอายุประมาณยี่สิบปีเห็นจะได้ ลายปักสีทองที่ดูละเอียดประณีต ตรงหัวมุมของขอบเสื้อคลุมสีขาวราวกับหิมะของเขา กำลังแสดงตำแหน่งที่สูงไม่ใช่น้อยในวิหารแห่งแสงได้อย่างชัดเจน ผมสีน้ำเงินที่ยาวสลวยของเขา กำลังพลิ้วไหวตามแรงลมอยู่ในตอนนี้ และด้วยคุณคุณสมบัติที่สมบูรณ์แบบของเขาทำให้ท่าทางของเขานั้นดูราวไม่แย่แสต่อสิ่งใด ดวงตาสีม่วงของเขาเรียกความสนใจได้เป็นอย่างดี ทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมเป็นตัวเขานั้นได้แผ่รัศมีของความสง่าผ่าเผยอย่างบริสุทธิ์ออกมา ยากที่ผู้คนจะมองผ่านมันไปได้

ชายหนุ่มผู้มาใหม่มองผ่านไปที่ทุกคนอย่างไม่ยินดียินร้าย แต่แล้วทันใดนั้นเองยามที่เขาได้มองผ่านไปที่แคลร์ ประกายตาประหลาดได้ปรากฏขึ้นในดวงตาสีม่วงของเขา ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว แล้วเขาก็มองไปที่อื่นโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว แล้วจากนั้น เขาก็ค่อยๆ ยกมือของเขาขึ้น ก่อนที่พลังของความกัดดันที่มีมากมายก็ได้แผ่กระจายออกเป็นระลอกของคลื่น ทันใดนั้นเองเหล่าฝูงหมาป่าวายุก็ได้ล้มลงไปนอนอยู่ที่พื้น พร้อมกับครางหงิง ๆ ขึ้นราวกับพวกมันกำลังหวาดกลัวอย่างหนัก ไม่นานหลังจากนั้น พวกมันก็เริ่มที่จะถอยออกไปอย่างช้าๆ คลานออกไปตัวแล้วตัวเหล่าจนในที่สุดก็ไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว แล้วในเวลาเดียวกัน คลื่นพลังของความกดดันที่มากมายก็ได้เคลื่อนตัวเข้ามาถึงเหล่าฝูงชนทั้งหลาย ทุกคนต่างหายใจด้วยความยากลำบาก พวกเขาทุกคนมีความรู้สึกว่าอยากจะคุกเข่าลงไปที่พื้นเพื่อทำความเคารพอย่างช่วยไม่ได้ และถ้าพวกเขาเหล่านี้เป็นบุคคลธรรมดาทั่วไป พวกเขาคงจะทำมันไปแล้ว แต่เพราะพวกเขาไม่ใช้คนธรรมดาทั่วไป แต่ก็เป็นไปตามธรรมชาติทุกคนยังถูกบังคับให้รู้สึกอยากจะคุกเข่าต่อไป

ชายหนุ่มในเสื้อคลุมสีขาวดูเหมือนว่าเขาจะสังเหตุเห็นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วชายหนุ่มก็ยกมือขึ้นชี้ไปที่คลื่นพลังของความกดดัน และก่อนที่จะสะบัดมือของเขาขึ้นเบาๆ เพื่อลบคลื่นพลังของความกดดันนั้นออกไป ทุกคนต่างถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งออกในทันที

ใบหน้าของแคลร์นั้นซีดลงในทันที นี่คือความแข็งแกร่งอย่างหนึ่งใช่หรือไม่ นี่คืออำนาจ นี่คือความแตกต่างระหว่างเธอและบุคคลที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง แล้วเมื่อไหร่ที่เธอจะสามารถเหนือกว่าบุคคลประเภทนี้ได้

ชายหนุ่มเสื้อคลุมสีขาว ผู้ที่มีหน้าตาที่หล่อเหลาอย่างที่สุด โบกมือของเขาขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่แสงสีขาวบริสุทธิ์จะล้อมรอบผู้คนที่ได้รับบาดเจ็บที่อยู่ตรงกลางของฝูงชน บาดแผลของพวกเขานั้นได้รับการรักษาและหายไปอย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ พวกเขาต่างอ้าปากค้างและตะโกนขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง นักเวทย์ผู้เยียวยา ชายหนุ่มเสื้อคลุมสีขาวผู้นี้เขาเป็นผู้เยียวยา และเพียงแค่คลื่นเดียวของฝ่ามือของเขา เขาก็สามารถที่จะรักษาทุกคนในกลุ่มได้พร้อมกัน

ชายหนุ่มผู้ที่มีหน้าตาที่หล่อเหล่าเป็นอย่างมาก พร้อมกับนัยน์ตาสีม่วงคู่นั้น ไม่แม้กระทั่งที่จะรอให้ผู้คนทั้งหลายได้พูดขอบคุณเขา เขาก็ลอยตัวขึ้นจากพื้นก่อนจะหายไปในพระพริบตา หลังจากที่เขาได้หายไปแล้ว พวกเขาทุกคนต่างก็กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าพวกเขานั้นช่างไม่มีความสุภาพเอาเสียเลย พวกเขาทั้งหลายต่างหวาดกลัวและตกตะลึงในความแข็งแกร่งของเขา จนลืมที่จะเอ่ยคำขอบคุณต่อผู้ที่ได้ช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้เช่นนี้ได้อย่างไร

แคลร์มองขึ้นไปบทท้องฟ้ายามค่ำคืน ไม่ได้พูดอะไรออกมาเป็นเวลานานทีเดียว ส่วนจีนก็ยังคงเงียบด้วยเช่นกัน ดูเหมือนว่าเขาเข้าใจในอารมณ์ที่กำลังแปลกประหลาด และปรวนแปรของแคลร์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้

“สาวน้อยคนสวย เจ้ามาทำอะไรที่นี่ และมีเพียงแค่พวกเจ้าสองคนเท่านั้นหรือ” แจ็คสัน หลังจากที่เขาแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ พวกเขา เขาก็ถามแคลร์ขึ้นอย่างจริงจัง

“ใช่ มาทำภารกิจ” แคลร์ตอบสั้นๆ ได้ใจความ

“ขอบใจเจ้ามากสำหรับความช่วยเหลือ” แจ็คสันยิ้มกว้างขึ้น ขอบคุณพวกเขาจากก้นบึ้งของหัวใจเขาเลยทีเดียว

“ข้ายังไม่รู้จักชื่อของเจ้าเลย แม่สาวน้อย”

“ไม่จำเป็นหรอก เพราะพวกเราไม่ได้ทำอะไรเลย” แคลร์ตอบขึ้นเสียงเบา

“อย่าได้พูดเช่นนั้นแม่สาวน้อย พวกเราจะจดจำความช่วยเหลือของพวกเขาไว้ในใจนี้ตลอดไป” แจ็คสันพูดขึ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

“ในเมื่อไม่มีอัตรายใดๆ แล้ว” แคลร์พูดขึ้นด้วยความเย็นชา เห็นได้ชัดว่าอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ดีนัก

“พวกเราควรจะไปได้แล้ว ไปกันเถอะจีน”

“เดียวก่อนแม่สาวน้อย ถ้าเจ้าไม่ว่าอะไร ตั้งแคมป์อยู่พับพวกเราที่นี่ก็ได้ ยิ่งคนมากความปลอดภัยก็ยิ่งมีมากเท่านั้น พวกเราค้นพบว่าวันนี้ดูเหมือนว่าที่หุบเขาเกลกอร์จะมีสิ่งผิดปกติไป เหมือนว่ามีบางอย่างที่ผิดผลาดไปได้เกิดขึ้นที่นี่ นั้นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงได้เจอเข้ากับฝูงของหมาป่าวายุได้” แจ็คสันพูดขึ้น ความจริงใจได้เขียนเอาไว้บนใบหน้าของเขา เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของสาวน้อยคนสวยผู้นี้จริงๆ จะเป็นความน่าสงสารแค่ไหน หากว่าสาวน้อยคนสวยผู้นี้ จะต้องจบชีวิตของเธอลงด้วยน้ำมือของเหล่าสัตว์ร้ายที่น่าเกลียดเหล่านั้น

“แคลร์ สิ่งที่เขาพูดก็มีเหตุผล มันมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นที่นี่” จีนกระซิบกับแคลร์ขึ้นทันที

“พวกเราควรจะตั้งแคมป์กันที่นี่ตอนนี้เลย แล้วค่อยแยกตัวออกไปพรุ่งนี้หลังจากที่พวกเราเจอสถานที่ที่ปลอดภัยแล้ว”

แคลร์ครุ่นคิดเกี่ยวกับมัน แล้วก็พยักหน้าในที่สุด ความจริง เธอก็รู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล ที่ไม่สามารถบรรยายได้ลอยตัวอยู่ในอากาศที่ปกคลุมไปทั่วในตอนนี้

ในตอนกลางคืน แสงจากกองไฟสว่างไสวไปทั่วบริเวณ ทุกกระโจมก็ได้จุดไฟไว้ในกระโจมของพวกเขาด้วยเช่นกัน

แคลร์นั่งทำสมาธิอยู่คนเดียวภายในกระโจม ดูดซับเอาองค์ประกอบของธาตุไฟที่มีอยู่อย่างแน่นหนาเข้ามาสู่ร่างกายของเธอ เห็นได้ชัดว่าหุบเขาเกลกอร์จแห่งนี้ นั้นมีความหนาแน่นของธาตุอยู่มากกว่าในเมืองหลวง

จีนนั่งอยู่ที่ข้างๆ กองไฟ อยู่ไม่ไกลจากกระโจมของแคลร์มากนัก พูดคุยอย่างสบายๆ อยู่กับคนอื่นๆ

“น้องชาย ขอบใจเจ้ามากสำหรับวันนี้ ข้าแจ็คสัน ผู้นำของกลุ่มที่สิบเจ็ด กลุ่มของทหารรับจ้างเลือดเหล็ก แล้วเจ้า” แจ็คสันดื่มเหล้าจากถุงหนังของเขา ฉลองให้กับการที่พวกเขาเอาชีวิตรอดมาได้ แน่นอนว่าพวกเขารู้ถึงขีดจำกัดของพวกเขาดี และจะไม่ยอมดื่นจนเมาอย่างแน่นอน

“ข้าจีน” จีนตอบขึ้นเสียงเบา

“และสาวน้อยอีกคน ก็คือแคลร์” แจ็คสันได้ยินชื่อที่จีนใช้เรียกแคลร์ก่อนจะถามขึ้นอีกเพื่อยืนยันในสิ่งที่เขาได้ยิน

“ใช้ แต่จริงๆ แล้ว พวกเราก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย บุคคลที่ช่วยพวกท่านเอาไว้จริงๆ แล้วคือคนที่มาจากวิหารแห่งแสงผู้นั้นต่างหาก” จีนพูดขึ้นอย่างไม่ยินดียินร้ายมาก

“บุคคลผู้นั้นมีพลังอำนาจที่น่ากลัวจริงๆ” แจ็คสันวางถุงหนังของเขาลง ก่อนใบหน้านั้นจะเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม

“เขาไม่ได้สวดคาถาเวทย์เลยแม้แต่น้อย และเพียงแค่ใช้พลังความกดดันก็สามารถไล่ฝูงหมาป่าวายุพวกนั้นไปได้แล้ว และลายปักสีทองที่ขอบเสื้อคลุมสีขาวของเขานั้น สามารถบอกได้เลยว่าเขาไม่ใช่แค่เพียงใครที่ไหนจากวิหารแห่งแสงอย่างแน่นอน” ถึงแม้ว่าพวกฝูงหมาป่าวายุพวกนั้นจะมีระดับเวทย์อยู่ที่ระดับสามเท่านั้น เพื่อที่จะขับไล่พวกมันไป เขาใช้เพียงแค่พลังความกดดันเท่านั้น ยิ่งทำให้เห็นว่าชายผู้นั้นมีความแข็งแกร่งมากแค่ไหน

จีนกำลังครุ่นคิด ในหัวของเขานั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวของชายผู้หล่อเหลาผู้นั้น ผู้ที่ดวงตาของเขาเป็นสีม่วงซึ่งหาได้ยากมาก

“เขาคือองค์ชายผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งวิหารแห่งแสง” จีนพูดขึ้นในทันที อย่างมั่นใจ

แจ็คสันและคนอื่นต่างตกอยู่ในความตะลึงอยู่เป็นนาน หลังจากนั้นแจ็คสันก็กลับมาเป็นตัวของเขาเองอีกครั้ง และพูดขึ้นราวกับว่ากำลังตกอยู่ในภวังค์

“ข่าวลือที่ว่าองค์ชายผู้ศักดิ์สิทธิ์นั้นมีพลังที่บริสุทธิ์ของแสง และไม่ได้เป็นเพียงแค่นักเวทมนต์เท่านั้น แต่กลับเป็นนักเวทย์ผู้เยียวยาที่หาได้ยากมาก เขาคือบุคคลที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่า จะต้องเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาองค์ต่อไป และตำนานยังได้กล่าวเอาไว้อีกว่า แม้แต่ดวงตาสีม่วงของเขายังสามารถที่จะมองเห็นเหตุกาณณ์ในอนาคตได้”

จีนเงียบไม่ได้พูดอะไร เขาเชื่อในเรื่องแรกที่แจ็คสันพูดทั้งหมด เขาไม่ได้พูดเกินความจริงแม้แต่น้อย เขาได้เห็นพลังอำนาจของบุคคลผู้นั้นเมื่อไม่นานมานี่เอง แต่สำหรับดวงตาสีม่วงที่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตได้นั้น คงจะเกินจริงเกินไป ข่าวลือส่วนมากก็มักจะกล่าวเกินจริงออกไปเรื่อยๆ

ภายในกระโจม แคลร์ค่อยๆ เปิดเปลือกตาที่หลับลงของเธอขึ้นอย่างช้าๆ ความเยือกเย็นของความไม่พอใจปรากฏออกมาอย่างชัดเจน

ความแข็งแกร่ง นี่หรือคือความแข็งแกร่งที่แท้จริงสำหรับโลกใบนี้ เธอจะต้องเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งให้ได้ จะต้องเป็นให้ได้

องค์ชายผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งวิหารแห่งแสงอย่างนั้นหรือ แคลร์หลับตาของเธอลงอย่างช้าๆ สักวันหนึ่ง เธอจะต้องเป็นผู้ที่มีพลังอำนาจที่แข็งแกร่งเช่นนั้น ไม่ใช่สิ จะต้องมีพลังอำนาจที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเขาอีก

ดูเหมือนว่านี้จะเป็นเรื่องแรกที่ทำให้แคลร์ได้นึกถึงเขาคนนั้น และมันจะไม่ได้เป็นเรื่องสุดท้ายอย่างแน่นอน

ในท้องฟ้ายามค่ำคืน ดวงดาวที่สว่างไสวที่สุดดูเหมือนว่ามันกำลังออกไปนอกเส้นทางของมันเล็กน้อย

ในวิหารแห่งแสงในเมืองเบอร์ธ

ในห้องที่มืดและชื้น ผู้หญิงผมสีเขียวขมวดคิ้วของเธอขึ้นเล็กน้อย เธอคือคนที่มีญาณทิพย์ที่ดีที่สุดแล้วในวิหารแห่งแสงแห่งนี้ ที่อยู่ด้านหน้าของเธอในตอนนี้ ก็คือลูกแก้วคริสตัลที่วางอยู่บนชั้นไม้รูปทรงโบราณเก่าแก่ โดยปกติมันเป็นลูกแก้วคริสตัลที่ใสและสว่างอย่างมาก แต่ในตอนนี้มันกลับมีริ้วรอยของความดำคล้ำปรากฏออกมาให้เห็น

ทำไมนางถึงรู้สึกได้ถึงลางไม่ดีเช่นนี้

ราวกับว่ามันมีพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ กำลังจะมาเปลี่ยนแปลงบางอย่าง และเกี่ยวข้องกับอนาคตของวิหารแห่งนี้ มันคืออะไรกันแน่

เธอแค่เพียงมั่นใจได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน

ขอบคุณกำลังใจและคอมเม้นท์ค่ะ

ส่วนใครที่เข้ามาอ่านแล้วไม่พอใจ หาว่าแต่งขึ้นมาเองบ้างล่ะ โน้นนี่นั่นนะคะ

ถ้าคิดว่าตัวเองเก่งมากนัก ก็ไปอ่านเวอร์ชั่นอังกฤษเลยค่ะ ไม่ต้องเสียเวลาเข้ามาดูหรอกค่ะ

Facebook Comment