+100%-

ตอนที่ 12 – อาคานัมเวทย์ลี้ลับ

===============
กลุ่มฝูงชนขนาดเล็กกำลังเดินตรงไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ดวงตาของพวกเขานั้นต่างเต็มไปด้วยความเกลียดชังและรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด

“นี่ แคลร์ ทำไมลาเชียร์ถึงไม่มาเรียนที่สถาบันหลายวันแบบนี้” ผู้หญิงชนชั้นสูงคนที่ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนสนิทของลาเชียร์ถามขึ้น ด้วยน้ำเสียงที่เบาและเต็มไปด้วยความเกลียดชังจนสามารถสัมผัสมันได้

แคลร์เงยหน้ามองด้วยสายตาที่เย็นชาขึ้นไปยังกลุ่มของวัยรุ่นกลุ่มนี้ทันที แคลร์ไม่อยากจะไปยุ่งกลับคนกลุ่มนี้ซักเท่าไหร่ แคลร์รู้ถึงจุดประสงค์ของพวกเขาเป็นอย่างดี ถ้าไม่ใช่เพราะลาเชียร์ พวกเขาจะไม่มาเสียเวลาพูดคุยกับเธออยู่แบบนี้อย่างแน่นอน

กลุ่มของผู้มาใหม่เห็นสายตาที่เย็นชาของแคลร์ มันถึงกับทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“ข้าไม่รู้” แคลร์พูดขึ้นก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินจากไป ไม่ได้สนใจคนกลุ่นนี้แม้แต่น้อย ในตอนนี้เธอเพียงต้องการที่จะหาสถานที่ที่สงบทบทวนทบเรียนที่ร่ำเรียนมาในวันนี้เท่านั้น ไม่มีเวลามาเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์เพื่อที่จะตอบคำถามของพวกคนไร้สาระเช่นนี้หรอก

“นี่มันลักษณะท่าทางแบบไหนกัน เจ้าไม่รู้ ไม่รู้ได้อย่างไร เจ้าเป็นพี่สาวของลาเชียร์ไม่ใช่หรือ” เด็กหนุ่มผู้มีนิสัยหุนหันพลันแล่นที่สุดในกลุ่มทนไม่ได้อีกต่อไป ก่อนจะระเบิดคำพูดของเขาออกมา พร้อมกับโผล่หน้าออกมาจากกลุ่ม ลาเชียร์ไม่ปรากฏตัวมาหลายวัน เขาในฐานะผู้เฝ้าติดตามของลาเชียร์มีหรือจะไม่อยากรู้อยากเห็น

แคลร์ไม่ได้สนใจเสียงตะโกนที่ดังขึ้นตามมา เธอยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่แย่แส การพูดคุยกับชนชั้นสูงที่โง่เขลาเหล่านี้ ดูจะเป็นการเสียเวลาเป็นอย่างมากสำหรับเธอ

“หยุด อยู่ตรงนั้นนะ นี่มันอะไรกันท่าทีแบบนี่ของเจ้า เจ้านักไล่ล่าผู้ชาย”และในที่สุดเจ้าหนุ่มชนชั้นสูงผู้ใจร้อนก็ตะโกนขึ้นมา อีกครั้งด้วยคำพูดที่หยาบคายที่สุด

หญิงสาวผู้เป็นผู้นำของกลุ่มจ้องมองไปยังคนพูดทันที แม้ว่าเขาจะพูดเรื่องจริง แต่มันก็ถือว่าเป็นการหยาบคายอย่างมากอยู่ดี

แคลร์หันกลับไปเพียงเล็กน้อย ก่อนจะจ้องมองไปที่คนกลุ่มนั้นอย่างเยือกเย็น เพียงแค่สายตาที่มองมาอย่างเฉยชานั่น ก็ทำให้พวกเขาหนาวสั่นราวกับว่าตอนนี้พวกเขาได้ยืนอยู่ในใจกลางของโรงน้ำแข็ง ชนิดของความเยือกเย็นเช่นนี้มันราวกับว่าได้ทะลุเข้าไปถึงกระดูกและเจาะผ่านจิตวิญญาณของพวกเขาไปจนร่างกายสั่นเทาอย่างช่วยไม่ได้ ที่มันเป็นการจ้องมองประเภทไหนกัน ปราศจากอารมณ์ความรู้สึก มีแต่ความเยือกเย็น ความโหดร้ายและกระหายเลือดเท่านั้น

ฝูงชนกลุ่มน้อยได้แต่ยืนอยู่ที่เดิมด้วยความตกตะลึง ดวงตาของพวกเขานั้นเต็มเป็นไปด้วยความว่างเปล่า

แคลร์หันหน้าของเธอกลับมาและออกเดินต่อไป ปล่อยให้ฝูงชนกลุ่มน้อยยืนอยู่ที่เดิมไม่สามารถขยับไปไหน เนื่องจากยังตกอยู่ในอาการตกตะลึง

จนกระทั้งแคลร์ได้เดินหายออกไปจากระยะสายตาของพวกเขาแล้วนั้นเอง ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาถึงได้กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง

“นะ..นาง นางเป็นใครกันแน่” เด็กชายผู้หยาบคายคนนั้นพูดขึ้นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประหม่า

ฝูงชนกลุ่มน้อยยังคงเต็มไปด้วยความเงียบงัน คนผู้นั้นแน่นอนว่าคือนักไล่ล่าผู้ชายผู้บ้าคลั่งคนนั้น แคลร์ แต่ทำไมเธอถึงได้เปลี่ยนไปราวกับว่าไม่ใช่ตัวของเธอเองอย่างนั้นได้ รัศมีโหดเหี้ยม และความน่ากลัวแบบนั้นอีก

เป็นเวลานานถึงหนึ่งเดือน ที่ลาเชียร์ไม่ได้ปรากฏตัวออกไปที่ไหน และหนึ่งเดือนหลังจากเวลานั้นก็เป็นช่วงปิดภาคเรียนในฤดูร้อน ในระหว่างช่วงปิดภาคเรียนหนึ่งเดือนมานี้ เอ็มเมอรี่ต้องพบเจอกับความประหลาดใจอย่างมาก เขาไม่รู้ว่าแคลร์นั้นสามารถพัฒนาความสามารถของเธอได้อย่างไรในเวลาที่รวดเร็วเช่นนี้ แคลร์มักจะทำให้เขาประหลาดใจอยู่เสมอ

ในปราสาทของตระกูลฮิลล์

“แคลร์ เจ้าได้วางแผนไว้หรือไม่ว่าจะทำอะไรในช่วงปิดภาคเรียนสองเดือนนี้” เอ็มเมอรี่ถามขึ้น ในขณะที่เขาได้มองดูแคลร์ที่กำลังเล่นกับลูกบอลไฟทั้งห้าลูกที่อยู่บนนิ้วมือน้อยทั้งห้านิ้วของเธอ มันเป็นการควบคุมลูกบอลไฟทั้งห้าไปพร้อมๆ ด้วยความแม่นยำ ถ้าเป็นคนอื่นทำเช่นนี้มันคงทำให้เขาตกใจแทบแย่อย่างแน่นอน แต่สำหรับแคลร์นั้นมันไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดแล้วในตอนนี้ เพราะเพียงแค่ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน แคลร์ได้ทำให้เขาประหลาดใจมามากมายเรียบร้อยแล้ว

“ท่านอาจารย์ ข้ามีความรู้สึกว่าข้าเหมือนกับขาดอะไรไปบางอย่าง แต่ข้าก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร” แคลร์ได้ดับลูกบอลไฟเวทย์ในนิ้วมือทั้งห้าของเธอลงในใจของเธอกลับมีความรู้สึกกระวนกระวายเล็กน้อย

“อย่าได้ใจร้อนไปแคลร์ ยังคงมีอีกมากมายที่เจ้าจะต้องเรียนรู้ เจ้าไม่สามารถที่จะร่ำเรียนทุกสิ่งทุกอย่างในชั่วเวลาสั้นๆ ได้ จำเอาไว้ อย่าได้ใจร้อน” เอ็มเมอรี่นั้นกำลังเข้าใจความหมายของแคลร์นั้นผิดไป เขากำลังคิดว่าแคลร์นั้นต้องการที่จะเรียนรู้ทุกอย่างให้ได้มากที่สุดในเวลาเพียงสั้นๆ

“ไม่ท่านอาจารย์ ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น” แคลร์ส่ายหัวเล็กน้อย

“ข้าจดจำคำสั่งสอนของท่านอาจารย์สลักมันลงไปในหัวใจของข้าเสมอ เรียนรู้เรื่องเวทมนต์นั้นเป็นขั้นตอนที่ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป และจะใจร้อนไม่ได้อย่างเด็ดขาด”

“เช่นนั้นแล้วเจ้ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร” เอ็มเมอรี่รู้สึกงงงวยเล็กน้อย

“ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันท่านอาจารย์ มันเหมือนกับว่าบางเวลาข้าสามารถสัมผัสได้กับบางอย่าง แต่แล้วในช่วงเวลาต่อมามันกลับหายไป” แคลร์พูดขึ้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน

เอ็มเมอรี่ขมวดคิ้วของเขาพร้อมกับครุ่นคิด ตั้งแต่ที่แคลร์ได้เข้าไปเป็นนักเรียนในสถาบันซันไรส์ พวกเขาก็ไม่ได้ทดสอบพลังของเธออีกเลย หรือว่าเธอจะอยู่ระหว่างการข้ามขั้นของพลังเวทย์ไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว

“ข้ามีความรู้สึกว่าพลังเวทมนต์นั้นมันช่างง่ายดายและว่างเปล่า แต่ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม” แคลร์พูดในน้ำเสียงที่ต่ำลง

“บางทีนะ บางที..” เอ็มเมอรี่มีความลังเลอยู่เล็กน้อย

“อะไรท่านอาจารย์” แคลร์นั้นเต็มไปด้วยความสับสนในตอนนี้

“บางทีพลังอำนาจของจิตวิญญาณของเจ้านั้น อาจจะเข้มแข็งมากพอที่จะร่ำเรียนอาคานัมเวทย์ลี้ลับได้แล้ว” เอ็มเมอรี่ยังคงมีความลังเล แต่แล้วในที่สุดเขาก็ได้บอกให้แคลร์นั้นไปศึกษาเกี่ยวกับอาคานัมเวทย์ลี้ลับนี้ การร่ำเรียนอาคานัมเวทย์ลี้ลับนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะถ้าพลังอำนาจแห่งจิตวิญญาณของคนผู้นั้นไม่เข้มแข็งพอแล้วล่ะก็ ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นมีอยู่เพียงสองอย่างเท่านั้น คือ ตายอย่างช้าๆ หรือตายอย่างรวดเร็ว

“ท่านอาจารย์ ตกลงว่าอย่างไรค่ะ” แคลร์รีบถามขึ้นด้วยความสนใจใคร่รู้

“ดี  เจ้ายอมรู้อยู่แล้วว่าเวทมนต์ทั้งหมดต่างก็มีรูปแบบของตัวมันเอง มันไม่สำคัญว่าจะเป็น นักเวทย์หรือนักรบ  การจู่โจมของพวกมันต่างก็มีรูปแบบด้วยกันทั้งนั้น สำหรับเวทมนต์ยิ่งการร่ายคาถาที่ยาวนานเท่าไหร  มันก็จะยิ่งทำให้พลังเวทย์นั้นยิ่งมีประสิทธิภาพมากเท่านั้น และในช่วงเวลาเหล่านั้นนักรบจำเป็นจะต้องคอยปกป้องนักเวทย์ และแน่นอนที่สุด   พลังวัตรของนักรบนั้นก็ยอมมีรูปแบบในตัวมันเองเช่นเดียวกัน”เอ็มเมอรี่กลืน น้ำลายลงก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“แต่ก็มีการโจมตีอยู่อีกชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถมองเห็นมันได้ ยากมากสำหรับการตรวจสอบ และยิ่งยากต่อการต่อกรมันกับอีกด้วย”

“จริงหรือท่านอาจารย์” ความสนใจของแคลร์นั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก

“เป็นเช่นนั้นจริงๆ” เอ็มเมอรี่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพูดอย่างจริงจัง

“ท่านอาจารย์ แล้วมันคืออะไรคะ” น้ำเสียงของแคลร์นั้นเต็มไปด้วยความเร่งเร้า

เอ็มเมอรี่ไม่ได้พูดอะไรกลับมองไปรอบๆ และหยิบเอาไม้คทาเวทย์ของเขาออกมา ก่อนจะโบกมันไปมาเบาๆ ในอากาศ  แสงสีฟ้าค่อยๆ กระเพื่อมออกเป็นวงกลมใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนปกคลุมไปทั่วห้อง แคลร์รู้จักเวทมนต์บทนี้ดี มันจะไปทำการปิดกั้นทุกเวทมนต์ ทำให้ไม่มีใครสามารถที่จะดักฟังพวกเขาได้

หลังจากที่ได้ทำทุกอย่างจบสิ้นลงแล้ว เอ็มเมอรี่ก็วางไม้คทาเวทย์ของเขาลง ก่อนจะพูดขึ้นในน้ำเสียงที่ต่ำ

“การโจมตีทางจิต”

แคลร์ถึงกับตกตะลึงไป โจมตีทางจิตหรือ

“การโจมตีเข้าไปในจิตใจของคนๆ หนึ่ง นั้นมันไม่มีรูปแบบหรือตัวตน และที่สำคัญยังไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ล่วงหน้าอีกด้วย” เอ็มเมอรี่เคร่งขรึมมากขึ้นอีก

“แน่นอนว่ามันจะไม่สงผลกระทบต่อบุคคลที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง แต่สำหรับคนปกติทั่วไปแล้วล่ะก็ มันจะมีประสิทธิภาพอย่างมาก”

“ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด มันสามารถส่งผลกระทบโดยตรงไปยังคนผู้นั้นทำให้คนผู้นั้นต้องกลายเป็นผักไปเลยทีเดียว และในกรณีที่ดีที่สุด ผู้ใช้เวทมนต์ในทางกลับกันจะถูกกลืนกินจากเวทมนต์ทำให้ได้รับบาดเจ็บอย่างแสนสาหัส” เอ็มเมอรี่รีบอธิบายขึ้นอีก

“และก็แน่นอนว่า จะถูกมองข้ามจากผู้คนเป็นจำนวนมาก เพราะพวกเขาไม่สามารถเข้าใจ ใช้ หรือป้องกันเวทมนตร์บทนี้ได้ ดังนั้น ..”

“ข้าเข้าใจแล้วค่ะ ท่านอาจารย์” รอยยิ้มเยือกเย็นของแคลร์ปรากฏขึ้น

“มนุษย์มักหวาดกลัวในสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ต่างจากเรื่องของต่างอาณาจักร พวกเขาจะพยายามที่จะทำลายมันด้วยความคิดทั้งหมดที่พวกเขามี1”

คราวนี้เอ็มเมอรี่ถึงกับตกตะลึงในปรัชญาความคิดเช่นนี้ ที่มาจากเด็กสาวคนนี้ผู้ที่มีอายุเพียงสิบสามปีเท่านั้น

“ท่านอาจารย์ค่ะ แล้วข้าจะทำอย่างไรถึงจะได้ร่ำเรียนอาคานัมเวทย์ลี้ลับแบบนี้ได้ ท่านอาจารย์ได้โปรดบอกข้ามาเถิดค่ะ”ดวงตาของแคลร์นั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและท้าทาย

“เช่นนั้นก็ตกลง” เอ็มเมอรี่พยักหน้ารับ ในตอนนี้เขาไม่ได้คิดว่าแคลร์นั้นเป็นเด็กสาวผู้อ่อนแออีกต่อไปแล้ว แต่กลับมองเธอเป็นผู้ใหญ่ไปเสียแล้ว

“ข้ามีเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนอาคานัมเวทย์ลี้ลับบทนี้อยู่ แต่ก็น่าเสียดาย เขาไม่สามารถทำความเข้าใจในแก่นสารที่สำคัญของมัน ดังนั้น…”ใบหน้าที่แสดงออกของเอ็มเมอรี่นั้นหนักอึ้งขึ้นทันที

“ข้าต้องขอโทษด้วยค่ะท่านอาจารย์ ที่ทำให้ท่านต้องนึกถึงเรื่องราวที่ทำให้หัวใจสลายเช่นนี้” แคลร์พูดขึ้นอย่างรู้สึกผิด

“ไม่เป็นไรหรอกแคลร์ ข้าเคยเตือนไม่ให้เขาทำแบบนั้นตั้งแต่แรกแล้ว แต่เขากลับไม่ฟังคำของข้า”เอ็มเมอรี่ควบคุมอารมณ์ของเขาและพูดต่อไป

“เขาได้ทำการฝึกฝนอาคานัมเวทย์ลี้ลับอยู่ในที่ซ่อนตัวลับของเขา สถานที่ที่เขาอยู่นั้นห่างไกลและเงียบสงบ ข้าก็ปรารกณาที่จะไปยังสถานที่แห่งนั้นในซักวัน แต่ในตอนนี้ ข้ายังไม่ต้องการที่จะไปสัมผัสกับมัน”

แคลร์ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ตั้งใจฟังอยู่เงียบๆ เท่านั้น

“ข้า จะมอบแผนที่ของสถานที่ที่สงบของเขาให้กับเจ้า มันอยู่ตรงใจกลางของหุบเขาเกลกอร์จ  ใช้ช่วงปิดภาคเรียนหน้าร้อนนี้ไปพัฒนาทักษะของเจ้าที่นั้น การต่อสู้ในชีวิตจริงมักจะลบล้างทฤษฎีได้เสมอ  แม้จะมีสัตว์เวทย์อยู่บนหุบเขาเกลกอร์จ มากมาย แต่พวกมันก็อยู่ในระดับพลังเวทย์ที่ต่ำเท่านั้น  อีกอย่างเจ้ายังมีจีนร่วมเดินทางไปด้วย ข้าเชื่อว่าเจ้าจะไม่เป็นอันตรายใดๆ แต่จงจำเอาไว้  จงอย่าได้เดินเข้าไปในป่าลึกของหุบเขาเกลจอร์จอย่างเด็ดขาด สำหรับเรื่องนี้ เเจ้าจะต้องให้คำสัญญากับข้า  แล้วหลังจากนั้นข้าถึงจะมอบแผนที่ให้กับเจ้า”เอ็มเมอรี่พูดกับแคลร์ด้วยน้ำ เสียงที่เคร่งขรึม

แคลร์รู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมาก เธอรู้ว่าที่เอ็มเมอรี่พูดแบบนี้ก็เพราะเขาเป็นห่วงในความปลอดภัยของเธอ

หลังจากที่แคลร์พยักหน้าและให้คำมั่นสัญญาอย่างจริงจังกับเอ็มเมอรี่แล้วนั้น เขาถึงได้ดึงเอาแผนที่ออกมาจากหน้าอกของเขาและยื่นมันให้กับแคลร์

“เจ้าจะต้องระวังตัวให้ดี เมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เป็นอันตรายที่เจ้าไม่สามารถที่จะรับมือกับมันได้ ให้จีนเป็นโล่ป้องกันให้เจ้า แล้วจงใช้คัมภีร์เวทย์เคลื่อนย้ายเวลา เข้าใจหรือไม่”เอ็มเมอรี่พูดเตือนขึ้นอีกครั้ง แม้ว่าเขาจะไม่ยอมรับแคลร์เป็นลูกศิษย์ของเขา แต่เขาก็ยังปฏิบัติกับเธอราวกับว่าเธอเป็นลูกศิษย์เพียงคนเดียวของเขา

“ท่านอาจารย์ไม่ต้องเป็นกังวล ข้าจะกลับมาอย่างปลอดภัยค่ะ” แคลร์พูดในขณะที่มีรอยยิ้มประดับใบหน้าของเธอ

“เช่นนั้นก็ดี” เอ็มเมอรี่พยักพร้อมกับยิ้มขึ้น

เมื่อแคลร์พูดถึงการใช้ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนในครั้งเพื่อไปฝึกฝนที่หุบเขาเกลกอร์จ ดยุคกอร์ดอนนั้นเต็มไปด้วยยินดี ตระฮิลล์นั้นไม่เคยมีเด็กที่เอาแต่ใจมาก่อน แคทเธอรีนนั้นเพียงแค่เป็นกังวลมากเกินเท่านั้นเอง ดยุค กอร์ดอนต้องใช้ความพยามยามอย่างมากในการปลอบใจและทำให้แคทเธอรีนยอมรับในการเดินทางครั้งนี้ พี่ชายทั้งสองของแคลร์นั้นยังไม่มีใครกลับมาที่ปราสาทเลยซักคน คนหนึ่งยังคงอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของเขา ส่วนอีกคนก็ยังคงอยู่ในพระราชวังทำหน้าที่เป็นหัวหน้าของหน่อยองครักษ์กริฟฟิน ที่มีหน้าที่ปกป้องราชวงค์ ส่วนพ่อของเธอก็ยังคงจัดการกับปัญหาอยู่ที่ชายแดนอยู่เลย

โดยที่ไม่ต้องมีพิธีรีตองใดๆ ดยุคกอร์ดอนได้มอบเงินให้แคลร์อย่างเพียงพอสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ ก่อนจะส่งพวกเขาขึ้นม้าออกไป ทำทุกอย่างด้วยความเรียบง่ายและไม่ให้เป็นที่สนใจ

ดังนั้น ในตอนเช้าที่อากาศแสนจะสดชื่น คนทั้งสองได้จากไปด้วยม้าของพวกเขา ไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าเพียงแค่นอกประตูเมืองออกไปเท่านั้น แคลร์จะได้พบกับบุคคล ผู้ที่จะมามีอิทธิพลต่อชีวิตที่เหลืออยู่ของเธอเป็นอย่างมาก

……………………………………………………………………………………………………………………………………………….

1.อารมณ์ที่เก่าแก่ที่สุด และแข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์ ก็คือความกลัว และชนิดของความเก่าแก่ที่สุด และแข็งแกร่งที่สุดของความกลัว ก็คือความกลัวในความไม่รู้

ขอบคุณทุกกำลังใจและทุกคอมเม้นท์

แคลร์จะเจอใครนิ???

Facebook Comment