+100%-

ตอนที่ 11 – คัมภีร์เวทย์เคลื่อนย้ายเวลา

===============
แจ้งนะคะ เปลี่ยนมาใช้ชื่อจีน เช่นเดิมนะคะ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

บรรยากาศในห้องหนังสือนั้นราวกับว่ามันมีความหนาแน่นของความกดดันที่เพิ่มมากขึ้น จนทำให้รู้สึกว่าอาการหายใจนั้นเริ่มน้อยลงไปทุกทีแล้ว

ไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่คำเดียว ทั้งหมดที่มีอยู่เป็นเพียงแค่เสียงของลมหายใจเข้าออกของพวกเขาก็เท่านั้น

“ข้าหวังว่าเจ้าจะรักษาคำสัญญาของเจ้า” แคลร์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เฉยเมยและเย็นชา

กอร์ดอนและองค์ชายรองถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ไม่เลวๆ ในที่สุดแคลร์ก็ยอมให้อภัยองค์รักษ์ของเธอ

“ท่านปู่ ข้าขอตัวไปที่ห้องก่อน เพื่อพักผ่อนเจ้าค่ะ”แคลร์ทำความเคารพต่อกอร์ดอน

“ใช่ เจ้าควรจะพักผ่อนให้เพียงพอ” หลังจากทำความเคารพต่อองค์ชายรองเสร็จ เธอก็เดินออกไปในทันที ไม่มีใครทันได้เห็นดวงตาที่ล่ำลึกของเธอยามที่เธอเดินออกจากห้องไป

หลังจากที่ประตูห้องหนังสือได้ปิดลง กอร์ดอนถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาทันที

“ท่านดยุค ฮิลล์ ข้าจะขอหารือเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้” องค์ชายรองพูดขึ้นด้วยใบหน้าที่จริงจัง

“อย่าได้พูดเช่นนั้น ฝ่าบาท” กอร์ดอนส่ายหัวเล็กน้อย เราไม่มีเรื่องอะไรจะต้องมาพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกแล้ว

“ไม่มีปัญหาใดๆ อีกแล้ว อย่าทรงเป็นกังวลไปเลยพะย่ะค่ะ”

องค์ชายรองพยักหน้ารับ ดวงตาที่ลึกซึ้งคู่นั้นไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

“จีน รีบไปหานักเวทย์ผู้เยียวยา เพื่อทำการรักษาแผลเจ้าเสีย”  กอร์ดอนรีบพูดขึ้นหลังจากที่เขาหันมาเห็นองค์รักษ์จีนที่ยังคงคุกเข่าของเขาอยู่ที่พื้นเช่นเดิม

“ขอรับท่านดยุค” จีนยืนขึ้นก่อนจะเดินออกไป ทำให้มองเห็นคาบเลือดสีแดงสดเต็มพื้นในทันที

“ท่านดยุค ข้าเองก็คงต้องขอตัวเช่นกัน” องค์ชายรองก้มหัวลงเล็กน้อยเพื่อเป็นการบอกลา ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงที่เบา

“ต้องขออภัยฝ่าบาท ข้าคงไม่ได้ออกไปส่ง” กอร์ดอนพูดขึ้นด้วยท่าทีที่เหน็ดเหนื่อย แม้ว่าเรื่องราวทั้งหมดจะคลี่คลายลงแล้ว  แต่เขาก็ยังคงมีความรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี เด็กสาวทั้งสองคนต่างเป็นหลานสาวที่เขารักด้วยกันทั้งคู่ ทั้งสองคนต่างเป็นความหวังของตระกูลฮิลล์ในอนาคตด้วยกันทั้งคู่ แต่จากความขัดแย่งที่รุ่นแรงที่เกิดขึ้น ถ้าพวกเขาไม่สามารถที่จะแก้ปัญหานี้ได้ มันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตอย่างแน่นอน เขาขมวดคิ้วอย่างหนักหน่วง เรื่องนี้ทำให้หัวใจของเขานั่นรู้สึกหนักอึ้ง เขายังไม่ได้บอกแม่ของเด็กทั่งสอง แคทเธอรีน ถ้าเธอรู้เรื่องเข้า คงจะมีเรื่องมาให้เขาปวดหัวอีกแน่นอน

องค์ชายรองกล่าวคำลาแก่กอร์ดอนก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับจีน

หลังจากที่ได้ไปพบกับนักเวทย์ผู้เยียวยา บาดแผลที่ขาของจีนก็ถูกทำการรักษาและหายได้อย่างรวดเร็ว

ในตอนเที่ยงคืนรถม้าขององค์ชายรองก็ได้มาหยุดอยู่ตรงซอยที่รกร้างว่างเปล่าอีกเช่นเคย

“ดูเหมือนว่าเจ้าจะรีบร้อนไปสักหน่อยนะคืนนี้” องค์ชายรองพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เบา

ขณะที่ในรถม้าก็ยังคงเงียบ

ผ่านไปชั่วครู่เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็วและแผ่วเบา

“ในชั่วขณะนั้น ข้ารู้สึกเหมือนกับว่านางได้คว้าหัวใจของข้าออกมาและโยนมันลงไปที่พื้นอย่างแรง” เสียงนั้นกลับไม่ใช่ใครอื่นที่ไหนหากแต่เป็นองค์รักษจีนนั้นเอง

องค์ชายรองนั้นเงียบลงในทันที ความรู้สึกของเขาในตอนนี้

เต็มไปด้วยความสับสน มันไม่ใช่เพียงแค่จีนคนเดียวเท่านั้น ตัวเขาก็ได้สูญเสียความเป็นตัวของเขาเองไปเช่นเดียวกัน คืนนี้ แคลร์ส่องประกายยิ่งกว่าดวงอาทิตย์เสียอีก

“นางไม่ใช่แคลร์คนเก่าอย่างแน่นอน” จีนพูดขึ้นอย่างเคร่งขรึม

“แน่นอนที่สุดว่าไม่ใช่” องค์ชายรองพยักหน้าเล็กน้อย พร้อมกับใบหน้าที่จริงจังของเขาปรากฏขึ้น

“มาดูกันว่านางจะมีค่าพอกับคำสาบานของกระหม่อนหรือไม่” ดวงตาของจีนนั้นเต็มไปด้วยประกายตาที่ยากจะเข้าใจ

องค์ชายรองเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้ารับ

“เจ้าควรจะกลับไปพักผ่อนให้เพียงพอ” องค์ชายรองเปลี่ยนมาพูดถึงเรื่องของบาลแผลขอจีนขึ้นทันที

“มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรฝ่าบาท” จีนรีบตอบรับในทันควัน

“เช่นนั้นก็ดี ข้าจะกลับไปเพื่อหลีกเลี่ยงต่อความสงสัย”

ในคืนที่เงียบสงัด

แคลร์กำลังนอนพักผ่อนอยู่ที่เตียงใหญ่ของเธอ ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความเยือกเย็น ช่องว่าง มันมีช่องว่างที่ใหญ่มากที่อยู่ระหว่างเธอและลาเชียร์ ถ้ามันไม่ใช่เพราะลาเชียร์นั้นไม่ได้มีประสบการณ์ในการต่อสู้มาก่อน เธอก็คงจะตายไปแล้ว แต่ก็เป็นเพราะเหตุนี้ด้วยเช่นกัน ที่ทำให้เธอได้ความจงรักภักดีมาจากจีน ฮึ.. แคลร์ส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างเย็นชา แน่นอนว่าเธอไม่ได้ที่จะกดดันจีนอย่างหนักหน่วงเช่นนั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าของดยุคกอร์ดอน เพียงเพราะอารมณ์ร้อนชั่วครู่เท่านั้น ตอนนี้เธอนั้นอ่อนแอเกินไป เธอจำเป็นจะต้องมีคนปกป้องที่ซื่อสัตย์และค่อยปกป้องเธอด้วยทั้งหมดที่เขามี และจีนก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับงานนี้

พลังนั้นสามารถที่จะเกิดขึ้นได้จากตัวคนผู้หนึ่งเท่านั้น ผู้ที่มีอำนาจพื้นฐานก็ต่างมาจากพลังทั้งนั้น

แคลร์ลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียงของเธอ ก่อนจะพับขาของเธอเข้าหากันก่อนจะเข้าสู่การทำสมาธิอย่างสงบ

แต่แล้วจู่ๆ สีเคาะเบาๆ ที่บานหน้าต่างก็ดังขึ้น

แคลร์ค่อยๆ เปิดเปลือกตาของเธอขึ้น ใครกันนะ ที่จะมาเคาะจากทางหน้าต่างแทนที่จะเข้ามาทางประตูห้อง แคลร์ลุกขึ้นจากเตียงของเธอก่อนจะเปิดบานหน้าต่างขึ้น ก่อนจะมองเห็นคนที่อยู่ที่หน้าต่างนั้นสวมใสเสื้อคลุม ปกปิดหน้าตาของเขาเอาไว้ แต่แล้วรอยยิ้มก็ประดับไปบนหน้าของแคลร์ในทันที เพราะเขาคนนั้นก็คือเอ็มเมอรี่นั้นเอง

“ท่านอาจารย์นี่มันอะไรกัน เหตุใดท่านถึงได้มาดึกดื่นเที่ยงคืนเช่นนั้น” แคลร์พูดพร้อมกับขยับไปทางด้านข้างเพื่อเปิดทางให้เอ็มเมอรี่ได้เข้ามาด้านใน เธอรู้ว่าถ้าเอ็มเมอรี่มาหาเธอในยามที่ดึกดื่นเช่นนี้ แถมยังไม่ได้เข้ามาทางประตูหน้าห้องของเธออีก แสดงว่ามันต้องมีเรื่องบางอย่างที่สำคัญอย่างมาก

“แคลร์ ข้าได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ทั้งหมดแล้ว” หลังจากที่เขาได้เข้ามาด้านในเรียบร้อยแล้ว เอ็มเมอรี่ก็ได้เปิดเสื้อคลุมที่ปิดหน้าปิดตาของเขาออก ใบหน้าเดิมที่ว่างเปล่าของเขานั้นในตอนนี้มันกลับเต็มไปด้วยความกังวล

“ข้าไม่เป็นไรท่านอาจารย์ ท่านไม่เห็นหรืออย่างไร ข้ายืนอยู่ต่อหน้าท่านด้วยความสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว” แคลร์ยกยิ้มพร้อมกับยักไหล่ของเธอ เป็นเชิงบอกให้เขารู้ว่ามั่นใจได้

“แต่เจ้าก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด” ใบหน้าของเอ็มเมอรี่นั้นเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดขึ้นทันที มันเหมือนกับว่าเขานั้นได้ร้ายละเอียดของสถาการณ์นี้อย่างชัดเจนแล้ว

มันเป็นความจริงที่ว่าถ้าแคลร์นั้นไม่หลอกลวงลาเชียร์ด้วยการยกดยุคขึ้นมาอ้างแล้ว เธอคงจะได้กลายเป็นศพไปแล้ว มันไม่สำคัญว่าพวกเขาจะลงโทษลาเชียร์อย่างไร เพราะมันก็ทำให้ทุกอย่างย้อนกลับมาไม่ได้แล้วในตอนนั้น

“อาจารย์ข้าได้บอกท่านไปแล้ว ว่าไม่จำเป็นที่จะต้องกังวล ข้าสามารถเอาชีวิตรอดได้เสมอ” รอยยิ้มของแคลร์นั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจ

“รับไป และในสถานการณ์ที่จำเป็นให้เจ้าฉีกสิ่งนี้ มันจะนำพาเจ้ามายังห้องลับที่บ้านของข้า มันเป็นห้องที่ถูกซ่อนเอาไว้อย่างดีและปลอดภัยที่สุด” เอ็มเมอรี่หยิบคัมภีร์เวทย์ออกมาจากแขนเสื้อของเขา ก่อนจะยื่นมันไปให้กับแคลร์

แคลร์มองไปที่คัมภีร์เวทย์ด้วยความไม่แน่ใจ เพราะจากสิ่งที่เอ็มเมอรี่เคยได้บอกเอาไว้ มันเหมือนกับว่าจะเป็น…แคลร์หยิบเอาคัมภีร์เวทย์มาก่อนจะสะดุ้งขึ้นทันที เพราะมันคือคัมภีร์เวทย์เคลื่อนย้ายเวลาจริงๆ เธอเคยได้อ่านเกี่ยวกับมันมาก่อนในห้องสมุดจาก “คู่มืออุปกรณ์เวทมนตร์” ดังนั้นเธอจึงสามารถที่จะบอกได้ว่ามันคืออะไรตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นแล้ว

ของสิ่งนี้มันไม่สามารถที่ประเมินค่าได้ เพราะว่าแม้ว่าเจ้าจะมีเงินมากมายแค่ไหน เจ้าก็ไม่สามารถที่จะหาชื้อสิ่งเหล่านี้ที่มีคุณค่ามากมายเช่นนี้ได้ มีสิ่งนี้ก็เหมือนกับว่ามีชีวิตเพิ่มมาอีกชีวิตหนึ่งเลยทีเดียว ดังนั้นเจ้าของจะไม่ยอมสูญเสียมันไปอย่างง่ายๆ แน่นอน เอ็มเมอรี่นั้นยังไม่มีพลังเวทย์มากพอที่จะสามารถสร้างอุปรกณ์ที่มีค่าขนาดนี้ได้ ดังนั้นเขาจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะได้เจ้าสิ่งมีมาไว้ในครอบครอง แต่เขากลับได้มอบมันให้แคลร์อย่าง่ายดาย แคลร์รู้สึกตื้นตันเป็นอย่างมาก

“ไม่อาจารย์ สิ่งนี้มันมีค่ามากเกินไป ท่านเก็บเอาไว้ใช้ในยามที่มีอัตรายจะดีกว่า” แคลร์ส่ายหัวน้อยๆ ก่อนจะยื่นคัมภีร์เวทย์คืนให้แก่เอ็มเมอรี่

“แคลร์ ฟังข้า เจ้าจงเก็บมันเอาไว้ ข้ามีความรู้สึกว่าเจ้าจำเป็นจะต้องใช้มันมากกว่าข้า ดังนั้นจงรับมันไว้ แล้วถือซะว่ามันเป็นของขวัญจากความชื่นชมจากข้า” คำพูดของเอ็มเมอรี่นั้นเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว

“ท่านอาจารย์…” แคลร์นั้นรู้สึกซาบซึ้งอย่างที่สุด เอ็มเมอรี่มอบของขวัญที่มีค่าอย่างมากให้กับเธอ หลังจากที่เขารู้เรื่องที่เธอได้ตกอยู่ในอันตราย เธอจะไม่มีวันลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เธอสาบานในใจของเธออย่างจริงจัง

“นี่มันก็ดึกมากแล้ว ข้าคงจะต้องไปแล้ว ไปพักผ่อนเสีย เมื่อไหร่ที่เจ้ามีเวลา ข้าจะสอนบทเรียนเวทย์ให้เจ้าเพิ่มอีก รู้เพียงว่าแค่โล่ไฟอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอ” หลังจากจบประโยคนี้ เอ็มเมอรี่สวมใส่เสื้อคลุมปกปิดไว้ตามเดิมก่อนจะหายออกไปทางหน้าต่างในทันที

แคลร์กอบกุมคัมภีร์เวทย์ไว้ในมือแน่น ความรู้สึกของเธอในตอนนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นอย่างมาก

ความขัดแย้งระหว่างแคลร์และลาเชียร์ มีเพียงดยุคกอร์ดอน องค์ชายรอง จีน และคนใช้ที่กอร์ดอนเชื่อถือได้เท่านั้น ไม่มีใครอีกที่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น ดังนั้นหลังจากที่ลาเชียร์ไม่ได้มาเรียนที่สถาบันเป็นเวลาหลายวัน ทำให้นักเรียนบางคนทนต่อความสงสัยไม่ได้อีกต่อไป ทำให้พวกเขาต้องไปถามเอาความจากแคลร์ ทำให้แคลร์รู้ว่านอกจากลาเชียร์จะเป็นศูนย์กลางในความสนใจจากเหล่าผู้หญิงชนชั้นสูงแล้ว เธอยังเป็นที่หมายปองของเหล่าบรรดาหนุ่มจากชนชั้นสูงทั้งหลายอีกด้วย ถึงแม้ว่าลาเชียร์จะมีอายุเพียงแค่ 12 ปีเท่านั้น อีกสี่ปีกว่าจะถึงเวลาแห่งการทำพิธีฉลองความเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว แต่เธอกลับเต็มไปด้วยมีเสน่ห์ และความงดงามอย่างมากมายได้ขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงพื้นหลังของครอบครัวของเธอ แม้แต่อาจารย์ใหญ่ของสถาบันแห่งนี้ยังให้ความรักและเมตตาต่อเธอเป็นที่สุด ด้วยการสนับสนุกที่แข็งแกร่งเช่นนี้ เธอจะไม่เป็นที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้อย่างไร

หลังจากเลิกเรียน แคลร์ก็ได้มานั่งอยู่บนม้านั่งที่ทะเลสาบของสถาบันตามลำพัง กำลังวิเคราะห์ข้อมูลย่อยๆ ในวิชาที่ครูผู้สอนได้บอกในชั้นเรียนก่อนหน้า ไม่ไกลออกไปนั้น มีกลุ่มของเด็กหนุ่มและเด็กสาวชนชั้นสูงกำลังจับจ้องมาที่เธอด้วยความลังเล

หลังจากเวลาผ่านไม่พักหนึ่ง ดูเหมือนว่าพวกเขาก็ได้ตัดสินใจแล้ว และพวกเขาก็เริ่มเดินตรงเข้ามาที่แคลร์ เด็กสาวจากชนชั้นสูงเดินนำอยู่ทางด้านหน้า ในขณะที่เด็กหนุ่มเหล่านั้นต่างก็หวาดกลัว ได้แต่หลบซ่อนอย่างระมัดระวังอยู่ทางด้านหลัง ราวกับว่าแคลร์นั้นจะกลืนพวกเขาลงท้องทั้งตัวเป็นๆ อย่างไรก็อย่าง

ขอบคุณทุกำลังใจและคอมเม้นท์ค่ะ

Facebook Comment