+100%-

ตอนที่ 20: คนสุดยอดคนนั้นคือใคร?

รับการแจ้งเตือนการอัพเดทก่อนใครที่แฟนเพจครับ
https://www.facebook.com/Child.of.Light.TH

==================================

ตอนที่ 20: คนสุดยอดคนนั้นคือใคร?

 

มันเป็นช่วงอาทิตย์ตกดิน หลิงอวี้ฉีสวมกระโปรงมรกตยาว นั่งเผชิญหน้าอยู่ตรงปากถ้ำ ร่างของนางผอมเพรียวและงดงาม แต่ดวงตาของนางกลับเหม่อลอย ไม่มีความเบิกบานปรากฏอยู่บนใบหน้าเลย

ฉินเลี่ยหยุดฝีเท้าและจ้องไปที่ร่างงดงามของนางอย่างไม่ใส่ใจ ผ่านไปสักพัก เขาจงใจเพิ่มน้ำหนักในการย่ำเท้า

หลิงอวี้ฉีตื่นจากภวังค์ในทันที นางหันไปรอบ ๆ ดวงตามืดมัวของนางถูกแทนที่โดยแสงแวววาวอันเจิดจ้าในทันที

“ทำไมถึงนานขนาดนี้? นี่เกือบจะปาเข้าไปสี่วันแล้ว เจ้าอยู่นานขนาดนั้นได้ยังไงโดยไม่กินอาหารหรือน้ำ?” นางกรีดร้องเสียงต่ำก่อนจะพุ่งไปหาฉินเลี่ยที่สภาพดูน่าเป็นห่วงสุด ๆ “เร็วเข้า ดื่มน้ำก่อน ข้ายังมีอาหารที่เพิ่งทำใหม่ ๆ มาด้วย มันมากพอที่จะประทังความหิวได้”

หลิงอวี้ฉีรีบส่งถุงน้ำที่นางเตรียมมาให้

ในตอนนี้ ฉินเลี่ยทั้งหิวและกระหายน้ำจนอาจถึงขั้นตายได้ เขารีบรับน้ำและดื่มเข้าไปรวดเดียว ทันทีที่หายใจได้คล่องขึ้น เขาก็ล้วงเนื้อวัวที่เพิ่งปรุงใหม่ ๆ ก่อนจะรับประทานเข้าไปอย่างบ้าคลั่งราวกับสัตว์ร้าย

ผ่านไปพักใหญ่ ฉินเลี่ยก็รู้สึกอิ่มหนำสำราญ หลังจากผ่อนคลายแล้ว เขาหันมาเห็นหลิงอวี้ฉียังคงขมวดคิ้วเพราะความกังวลอยู่

“จริง ๆ เลย ถ้าเจ้าจะอยู่แต่ในถ้ำถึงสี่วัน อย่างน้อยเจ้าก็ควรเตือนให้รู้บ้าง ข้าจะได้เตรียมอาหารและน้ำให้มากพอ เจ้าทำให้ข้ากลัวนะรู้ไหม? ข้าคิดว่าเจ้าจะอดตาย…” หลิงอวี้ฉีพึมพำก่อนจะถอนหายใจ จากนั้นจึงเช็ดเศษเนื้อบนเสื้อเชิ้ตของเขาอย่างอ่อนโยน “รีบกลับบ้านเถอะ เจ้าจะได้อาบน้ำ ตกลงไหม? เจ้ากลิ่นเหม็นจริง ๆ คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเจ้าเข้าไปทำอะไรข้างใน”

สีหน้าของฉินเลี่ยกลับมาว่างเปล่า เขายอมให้นางจัดเสื้อและเช็ดคราบฝุ่นบนใบหน้า เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ไหลเข้าไปในจิตใจ หลังจากพวกเขาออกมาจากถ้ำ ฉินเลี่ยก็ตระหนักได้ว่านี่เย็นมากแล้ว ไม่มีสมาชิกตระกูลหลิงคนไหนอยู่รอบ ๆ ทางเข้าถ้ำ เป็นสัญญาณว่าพวกเขาถอดใจที่จะค้นหาแล้ว

“คุณหนูหนึ่ง! พวกข้ามาแล้ว!”

ที่ด้านล่างเนินเขา หลิงหยิงอยู่ข้างโขดหิน นางโบกมือไปมาให้หลิงอวี้ฉี หลิงเฟิงยืนอยู่ข้าง ๆ ทั้งสองคนมักจะอยู่ด้วยกันเพื่อป้องกันการลอบสังหารฉินเลี่ยจากน้ำมือของตระกูลตู่

ท้องฟ้ายามเย็นสว่างเป็นสีแดงฉานราวกับแสงจากเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ มันเป็นภาพที่งดงามมากจนทำให้แม้แต่ภูเขายังถูกย้อมไปด้วยสีแดง

ทั้งสี่คนเดินลงเขาโดยมีแสงสีแดงส่องนำทาง

ฉินเลี่ยยังดูว่างเปล่าเหมือนทุกครั้ง หลิงหยิงทั้งสดชื่นและกระตือรือร้น นางแอบมองฉินเลี่ยหลายต่อหลายครั้งขณะพูดคุยกับหลิงอวี้ฉีด้วยรอยยิ้มสดใส หลิงเฟิงเผยรอยยิ้มด้วยใบหน้าที่สงบเสงี่ยม เขาเป็นผู้ฟังที่ไม่ขัดบทสนทนาด้วยความเห็นใด ๆ

“คุณหนูหนึ่ง ท่านได้ใช้ยาปลุกเลือดลมร้อยวิถีและยาเปิดทะเลหรือยัง? ผลลัพธ์มันน่าอัศจรรย์ใจดังที่พวกเขากล่าวอ้างหรือเปล่า?” จู่ ๆ หลิงหยิงก็ถามขึ้นด้วยความสนใจอย่างสุดขีด นางแอบชำเลืองมองวัยรุ่นที่อยู่ด้านข้างด้วยความสงสัยว่าฉินเลี่ยใช้วิธีไหนถึงได้ยาวิญญาณมีค่าแก่การฝึกมา

แม้แต่หลิงเฟิงเองก็อดสงสัยไม่ได้ เขาหันไปมองหลิงอวี้ฉีด้วยสีหน้าจริงจัง เขาพร้อมที่จะตั้งใจฟังทุกคำพูด

นี่ถือเป็นเรื่องธรรมดาบนโลก หลิงอวี้ฉีมองไปที่ฉินเลี่ยพร้อมกับส่งสายตาเป็นเชิงขอบคุณไปให้ จากนั้น นางจึงตอบว่า “ข้าต้องเสียเวลาพักใหญ่กว่าจะเตรียมตัวเพื่อให้พร้อมใช้ยาปลุกเลือดลมร้อยวิถี ในส่วนของยาเปิดทะเล… มันยังเร็วเกินไปที่จะใช้ตอนนี้ ข้าเลยวางแผนจะไม่ใช้มันจนกว่าจะถึงขั้นที่เก้าของพลังระดับชำระ พรสวรรค์การฝึกฝนของข้าไม่ได้ดีเท่าพวกเจ้า ดังนั้น หากไม่มียา มันอาจจะเป็นการยากสักหน่อยที่ข้าจะฝ่าไปถึงพลังระดับก่อเกิดได้” นางยิ้มอ่อนพลางหัวเราะเยาะตัวเอง

“คุณหนูหนึ่ง ท่านถ่อมตัวเกินไปแล้ว” หลิงเฟิงพูดตรง ๆ ก่อนจะกล่าวอย่างจริงจังว่า “ในความเห็นของข้า พรสวรรค์การฝึกฝนของคุณหนูหนึ่งไม่ได้ด้อยไปกว่าคุณหนูสองเลย ก็แค่คุณหนูหนึ่งแบกรับปัญหาของตระกูลเร็วเกินไป ดังนั้น ท่านจึงไม่มีเวลาทุ่มให้กับการฝึกฝนทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น มันอาจจะเป็นไปได้ก็ได้ที่หัวหน้าโปรดปรานคุณหนูสองจนมอบทรัพยากรการฝึกฝนให้มากกว่า ด้วยเหตุนี้ คุณหนูหนึ่งและคุณหนูสองจึงมีพลังอยู่ในระดับเดียวกัน”

“เจ้าไม่ต้องทำให้ข้ารู้สึกสบายใจหรอก ข้ารู้ว่าพรสวรรค์ของข้าไม่ได้ดีเหมือนกับนาง” หลิงอวี้ฉียิ้มและกล่าวต่อว่า “ข้าเห็นว่าพรสวรรค์ของพวกเจ้าทั้งสองคนยอดเยี่ยมมากกว่าใคร ๆ ในตระกูลหลิงหากพวกเจ้าสองคนยังพยายามต่อไป อาจจะสามารถได้รับหน้าที่ให้เข้าไปยังหอเมฆดาราในอนาคตก็ได้”

ในจังหวะที่กล่าวถึงหอเมฆดารา ทั้งหลิงหยิงและหลิงเฟิงต่างเผยแววตาแห่งความปรารถนาออกมา

ในใจของพวกเขา หอเมฆดาราเป็นสถานที่ฝึกฝนอันศักดิ์สิทธิ์ในฝัน หากจะกล่าวว่าการได้ฝึกฝนอย่างจริงจังในหอเมฆดาราคือความฝันอันยิ่งใหญ่ของพวกเขาก็ไม่ถือว่าเกินจริงเลย

หลิงอวี้ฉีและที่เหลือยังคงสนทนาระหว่างทางต่อไป

ทั้งสี่คนมาถึงเมืองหลิงหลังจากฟ้ามืด จังหวะที่พวกเขาผ่านทางเข้าเมือง พวกเขาก็รู้ว่าหลิงเฉิงจื้อและหลิงเสวียนซวนได้กลับมาจากการเดินทางแล้ว

“ทันทีที่เจ้าบ้านสามกลับมา เขารีบไปทางตะวันออกของเมืองพร้อมกับหัวหน้าเลย ที่นั่นมีบ้านของหลิงเลี่ยตั้งอยู่ด้วย หลิงเลี่ยก็จากไปหลายปีแล้ว ไม่มีทางฟื้นคืนกลับมาได้อีก ข้าไม่เข้าใจว่าหัวหน้ามีธุระอะไรที่บ้านหลังนั้น”

หลิงอวี้ฉี หลิงเฟิงและหลิงหยิงต่างสับสนกับสถานการณ์ที่รับรู้ มีเพียงฉินเลี่ยเท่านั้นที่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขานึกถึงเหตุผลที่ว่าทำไมหลิงเฉิงจื้อและหลิงเสวียนซวนถึงไปที่หอเมฆดาราเพื่อนำมาปะติดปะต่อเรื่องราว มันทำให้เขาอดนึกถึงกลุ่มเล็ก ๆ ของถูเสือที่เคยร่วมฝ่าฟันกันไม่ได้ พวกเขาคงไม่ได้ไปพบกับพวกตู่เจื้อหรอกใช่ไหม?

“ข้าจะไปดูเสียหน่อย หลิงเฟิง หลิงหยิง พวกเจ้าส่งฉินเลี่ยกลับบ้านที” ด้วยความสงสัยที่ปรากฏอยู่ในใจ นางรีบออกคำสั่งก่อนจะมุ่งไปยังทางเข้าฝั่งตะวันออกของเมือง

เมื่อนางมาถึงบ้านของหลิงเลี่ย นางเห็นหลิงเฉิงเย่ หลิงเฉิงจื้อและหลิงเสวียนซวนเพิ่งเดินออกมาจากบ้าน หลิงเฉิงเย่และน้องชายของเขาเผยสีหน้าผิดหวังก่อนจะส่ายหัวซ้ำไปซ้ำมา

จังหวะที่หลิงเสวียนซวนเห็นอีกฝ่ายวิ่งมา จู่ ๆ สีหน้าของนางก็เกิดความกระอักกระอ่วน ความจริง นางทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ออกมาให้ได้

“ท่านพ่อ ท่านทำอะไร…?” หลิงอวี้ฉีถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ไว้กลับถึงบ้านแล้วค่อยคุยกัน” หลิงเฉิงเย่โบกมือเล็กน้อย

ผ่านไปพักใหญ่ เมื่อทุกคนมารวมอยู่ที่ห้องนั่งเล่น หลิงเสวียนซวนร้องไห้ไม่หยุด ดวงตาทั้งสองของนางเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา “พี่สาว! ใครบอกให้พี่ไปหมั้นหมายกับเจ้าโง่นั่นแทนข้า?”

“มันเป็นความต้องการของพี่เอง” หลิงอวี้ฉียิ้มอ่อน

“มีคนสติดีที่ไหนที่เต็มใจจะหมั้นหมายกับมัน?!” หลิงเสวียนซวนอดทนมาโดยตลอด แต่นางก็อดทนไม่ได้อีกต่อไป ทำให้น้ำตาหลั่งไหลออกมาไม่หยุด “มันเป็นแค่เจ้าโง่! ทำไมพี่ถึงเลือกทางผิดเช่นนี้? ท่านพ่อฝืนใจให้พี่ทำเช่นนี้ใช่ไหม?”

“เงียบเดี๋ยวนี้!” หลิงเฉิงเย่ตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว “เจ้าไปหอเมฆดาราและเห็นถึงสิ่งที่พวกมันทำกับเราเต็มสองตาแล้ว! เจ้าคิดว่าหรือว่าพวกเราตระกูลหลิงยังมีค่าในสายตาของพวกมัน? อย่างน้อยพี่สาวของเจ้าก็ยังรู้ว่าตอนไหนควรเสียสละเพื่อตระกูล แล้วเจ้าเคยคิดถึงเรื่องความรับผิดชอบอะไรบ้างล่ะ? เจ้าเลิกสร้างปัญหาให้ตระกูลสักทีเถอะ!”

หลิงเสวียนซวนแทบจะไม่เคยเห็นพ่อโกรธมาก่อน นางจึงทำตัวงอด้วยความหวาดกลัวทันที นางนึกถึงสิ่งที่พวกนางพบเจอที่หอเมฆดารา นางจึงก้มหัวพลางร้องไห้อยู่เงียบ ๆ

“หอเมฆดาราอาจจะเข้าใจผิด หรือว่า… ‘หลิงเลี่ย’ จะหมายถึงคนอื่น!” จู่ ๆ หลิงเฉิงจื้อก็กล่าวขึ้น

“เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ?” หลิงอวี้ฉีถาม

“อ้อ ลุงสามของลูกไปพบเรื่องแปลก ๆ เข้าตอนไปหอเมฆดาราน่ะ…” หัวหน้าตระกูลหลิงอธิบายเรื่องทั้งหมดตั้งแต่แรกจนจบก่อนจะกล่าวต่อว่า “หาน ฉิงลุ่ยหรือผู้อาวุโสหานของหอเมฆดารา บอกกับพวกเราว่าไม่เพียงแต่ตระกูลของเราไม่ต้องส่งเครื่องบรรณาการที่เป็นต้นวิญญาณเป็นเวลาสองปี เขายังกล่าวอีกว่าหลิงเลี่ยได้ทำความดีความชอบอย่างใหญ่หลวงจนได้ลงทะเบียนอยู่ในรายชื่อสมาชิกหลักของหอเมฆดารา นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัลเป็นแต้มส่วนเกินหนึ่งพันสองร้อยแต้มด้วย! ถ้าไม่ใช่เพราะคนที่ชื่อ ‘หลิงเลี่ย’ ลุงสามและน้องสาวของลูกคงไม่สามารถเข้าประตูหน้าไปได้หรอก! บางที พวกเขาอาจจะขายหน้ามากกว่านี้ก็ได้…”

ใบหน้างดงามของหลิงอวี้ฉีแปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึงก่อนจะอุทานออกมา “อ้า! ไม่เพียงแค่เขาได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกหลักในทันที เขายังได้แต้มส่วนเกินในหอเมฆดารามากขนาดนี้เชียวหรือ? ตระกูลของเรามีคนสุดยอดขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“เมืองหลิงมีหลิงเลี่ยเพียงแค่คนเดียว และพวกเราก็ไปเยี่ยมมา เขาจากไปตั้งสองปีมาแล้ว พูดตามตรง มีเพียงปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะทำให้เขายังมีชีวิตอยู่ เขาบอกกับพวกเราว่าเขาไม่ได้ออกจากเมืองมากว่าสิบปี ดังนั้นมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นเขา แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่มีคนอื่นในตระกูลหลิงที่ถูกเรียกว่า ‘หลิงเลี่ย’ ไม่มีใครที่มีอักษร ‘เลี่ย’ อยู่ในชื่อ…” หัวหน้าตระกูลหลิงพึมพำพลางย่นหน้าก่อนจะส่ายหัวไปมา

“พี่ใหญ่ คิดว่ามันเป็นไปได้ไหม… ที่ฉินเลี่ยจะเป็นคนคนนั้น? ชื่อของเขาก็มีอักษร ‘เลี่ย’ อยู่ด้วยไม่ใช่หรือ?” จู่ ๆ หลิงเฉิงจื้อก็กล่าวขึ้น

“เจ้าโง่นั่นเป็นคนที่แปลกประหลาดแน่นอน แต่ความ ‘แปลกประหลาด’ มันไม่ได้เกี่ยวกับความสุดยอดเลยสักนิด! จะเป็นมันไปได้ยังไง?” หลิงเสวียนซวนหยุดร้องไห้ก่อนจะพูดจาดูถูกด้วยสีหน้ารังเกียจที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา “ถ้าคนอย่างมันเป็นสมาชิกหลักในหอเมฆดาราและได้รับแต้มส่วนเกินมากขนาดนั้น งั้นทุกคนในตระกูลหลิงก็สามารถเข้าร่วมกับหอเมฆดาราเมื่อไหร่ก็ได้! ถ้าเขามีความสามารถแบบนี้จริง ข้าก็ยอมรับเรื่องการหมั้นหมายไปนานแล้ว!”

ตั้งแต่ที่นางได้ยินว่าหลิงอวี้ฉีหมั้นหมายกับฉินเลี่ย ทันทีที่ได้ยินชื่อของเขา นางก็มีแต่ความรู้สึกรังเกียจและขยะแขยง

“หลิงเลี่ย ฉินเลี่ย…”

หัวหน้าครุ่นคิดพักหนึ่งก่อนจะโบกมือเล็กน้อยให้หลิงเสวียนซวนจากไปเพื่อจะได้ไม่ต้องมาโต้เถียงอีก หลังจากนางไปแล้ว เขาก็ลดเสียงต่ำลงพลางกล่าวว่า “มันอาจจะเป็นไปได้ก็ได้ ถ้าเจ้าจำตอนพิธีหมั้นหมายได้ ของหมั้นของเขาตอกหน้าครอบครัวตู่ได้อย่างจัง พ่อคิด ๆ ดูแล้ว พ่อก็รู้สึกว่าฉินเลี่ยไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนอย่างที่ตาเห็น ถ้าพวกเราคาดเดาไม่ผิด เขาอาจจะเป็นคนที่น่าสงสัยที่สุดแล้วก็ได้”

“ข้าก็ไม่คิดว่าฉินเลี่ยจะเป็นคนธรรมดา” หลิงเฉิงจื้อเห็นด้วยก่อนจะพยักหน้า “มีหลายอย่างที่เจ้าโง่สามารถทำได้ อีกทั้งมันยังบังเอิญมากเกินไปอีกด้วย เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะปกปิดบางอย่างอยู่ บางทีในหัวของเขาอาจจะบิดเบี้ยวก็ได้ ถึงเจ้าจะบอกว่าเขาเป็นเจ้าโง่มาตลอด แต่ว่า… ข้าก็ไม่แน่ใจว่าจะเชื่อเรื่องนั้นได้อีกแล้ว”

ตั้งแต่ที่ฉินเลี่ยตื่นขึ้นมา ความผิดปกติก็ยิ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สิ่งที่คอยปกปิดฉินเลี่ยเริ่มถูกคลายอย่างช้า ๆ พี่น้องหลิงก็ไม่ใช่คนโง่ พวกเขาเริ่มสังเกตได้ช้า ๆ ถึงรูปแบบและสิ่งลึกลับที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวฉินเลี่ย

หลิงอวี้ฉีฟังทั้งสองคนสนทนาไปมา ดวงตางดงามของนางเปล่งประกาย รอยยิ้มน้อย ๆ ปรากฏขึ้น จู่ ๆ นางก็รู้สึกดีขึ้นมาก

“น้องฉี จับตาดูเขาต่อไป ถ้าเจ้ารู้อะไร บอกพวกข้าให้ไว!” หลิงเฉิงจื้อออกคำสั่ง

“อ้า!” หลิงอวี้ฉีตะโกนออกมาด้วยความตกใจราวกับเพิ่งหลุดจากความฝัน นางรีบพยักหน้าอย่างรวดเร็วก่อนจะตอบรับด้วยเสียงนุ่มนวลว่า “ค่ะ ๆ …”

“เด็กคนนี้นี่ มัวคิดอะไรอยู่?” หลิงเฉิงจื้อย่นหน้าผาก

“ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นข้าขอตัวก่อนนะคะ” หลิงอวี้ฉีแลบลิ้นน่ารักก่อนจะออกจากห้องด้วยแววตาตื่นเต้น หลังจากนางหยิบอาหารจากโรงอาหารมาแล้ว นางก็รีบตรงไปยังบ้านหินของฉินเลี่ย

ข้างในบ้านหิน ฉินเลี่ยหลับตานอนอยู่บนเตียงเพื่อพยายามเข้าสู่สภาวะความสงบอันเลินเล่อ

อาจจะเพราะเขาไปถึงระดับสูงกว่า หรืออาจจะเพราะความตระหนักรู้ของเขามีมากกว่าทุกครั้ง ทำให้เขาเข้าสู่สภาวะความสงบอันเลินเล่อได้ไวขึ้น แม้แต่การเป็นอิสระจากมันก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ความสามารถในการเข้าหรือออกจากสภาวะการฝึกฝนอันน่าอัศจรรย์ใจอย่างความสงบอันเลินเล่อทำให้ประสิทธิภาพในการฝึกฝนของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก มันมอบประโยชน์ที่ยากจะประเมินได้จนเขายังคงฝ่าเข้าสู่เส้นทางของศาสตร์วรยุทธ ด้วยเหตุนี้นี่เองที่ทำให้เขามีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังรู้สึกได้จาง ๆ ว่าการเข้าและออกสู่สภาวะความสงบอันเลินเล่อซ้ำไปซ้ำมาสามารถขัดเกลาวิญญาณและความตระหนักรู้ของตนได้

การค้นพบครั้งนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้แก่เขา!

ยังไงซะ ความตระหนักรู้ของเขาก็คือกุญแจสำคัญที่ใช้ในการปลดผนึกก้อนผนึกวิญญาณ เพราะมันทำให้เขาสามารถกู้ความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนกลับคืนมาได้ด้วยพละกำลังจากความตระหนักรู้ทั้งหมดของเขา ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่เบื่อเลย เขาดีใจด้วยซ้ำที่ได้พยายามเข้าและออกจากความสงบอันเลินเล่อซ้ำไปซ้ำมา

เขาออกมาจากความสงบอันเลินเล่อได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่หลิงอวี้ฉีจะมาถึง เสียงฝีเท้ายืดหยุ่นของนาง ทำให้ฉินเลี่ยประหลาดใจพลางสงสัยว่าอะไรทำให้หลิงอวี้ฉีมีความสุขได้ขนาดนี้

เมื่อหลิงอวี้ฉีเข้ามา จู่ ๆ รูปร่างของนางก็มั่นคง ดวงตาเปล่งประกายของนางดูเจิดจ้ากว่าทุกครั้ง

จิตใจของฉินเลี่ยเริ่มบีบรัดมากขึ้นเมื่อเห็นนางมีท่าทีเช่นนั้น

“เพราะพวกเราหมั้นหมายกันแล้ว พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรอีก จริงไหม? อื้ม วันนี้ให้ข้าช่วยเจ้าล้างเนื้อล้างตัวก็แล้วกัน”

หลิงอวี้ฉีมองมาที่เขาด้วยดวงตาเจิดจ้าพร้อมกับรอยยิ้มน้อย ๆ ราวกับลูกจิ้งจอกที่คิดแผนบางอย่างอยู่ในความมืด

ฉินเลี่ยตัวแข็งทื่อในทันที

Facebook Comment