+100%-

ตอนที่ 19: สันโดษ

รับการแจ้งเตือนการอัพเดทก่อนใครที่แฟนเพจครับ
https://www.facebook.com/Child.of.Light.TH

==================================

ตอนที่ 19: สันโดษ

 

ตั้งแต่หลิงเฉิงเย่ไม่ห้ามสมาชิกตระกูลให้เข้าไปยังถ้ำของภูเขาสมุนไพร จู่ ๆ ความมีชีวิตชีวาก็บังเกิดขึ้น

ทุก ๆ วันจะมีคนจำนวนมากจากตระกูลหลิงเข้าไปสำรวจโดยพกความมั่นใจและความหวังไปเต็มเปี่ยม แต่ผลที่ได้ล้วนเหมือนกัน นั่นก็คือคว้าได้เพียงอากาศ

แม้แต่คนอย่างหลิงเฉิงเย่และตู่ไค่ชานผู้ไปถึงพลังระดับก่อเกิดก็ยังไม่สามารถหลบเลี่ยงการหลงทางอยู่ในด่านอันลึกลับแห่งนี้ได้ ดังนั้น มันย่อมเป็นไปไม่ได้ที่คนอื่นจะเดินเข้าไปถึงส่วนลึกขอถ้ำหินได้สำเร็จ

เมื่อมีคนล้มเหลวคนแล้วคนเล่า ผู้คนจำนวนมากจึงเปลี่ยนกลยุทธด้วยการคิดว่าฉินเลี่ยคือกุญแจสู่ความสำเร็จ

หลังจากนั้นก็มีสมาชิกตระกูลหลิงจำนวนมากรอฉินเลี่ยแต่เช้าด้วยหวังว่าจะได้เข้าไปในภูเขาสมุนไพรพร้อมกับเขา ด้วยการแอบตามหลังฉินเลี่ยย่อมเข้าไปถึงส่วนลึกได้ไม่ยาก

แต่น่าเสียดาย ทุกครั้งที่พวกเขาผจญเข้าไปในถ้ำหิน จู่ ๆ พวกเขาก็จะหลงทางจนไม่อาจติดตามร่องรอยของฉินเลี่ยได้ เนื่องจากมีด่านมายาและด่านหมอกอยู่ข้างในถ้ำหินแห่งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่เข้ามามองเห็นคนที่อยู่ข้าง ๆ ได้โดยง่าย

หลังจากลองพยายามอยู่หลายครั้ง ผู้คนก็เริ่มถอดใจทีละคน แม้พวกเขาจะยังสงสัยในตัวฉินเลี่ยอยู่เต็มเปี่ยม แต่เมื่อไม่สามารถติดตามอีกฝ่ายได้ พวกเขาจึงเริ่มถอดใจในที่สุด

หลิงเฉิงเย่รู้ดีว่าตู่เจี้ยหลันเป็นคนเห็นแก่ตัวและใจแคบ เขาจึงเกรงว่านางจะพยายามกำจัดฉินเลี่ย ดังนั้น เขาจึงสั่งให้หลิงเฟิงและหลิงหยิงติดตามฉินเลี่ยทุกวันเมื่อจะเข้าและออกขากภูเขาสมุนไพรเพื่อป้องกันเขาจากการลอบสังหาร

การจัดการของหลิงเฉิงเย่ทำให้ตู่เจี้ยหลันไม่สามารถหาโอกาสได้ ความเกลียดชังที่มีต่อสมาชิกตระกูลหลิงของนางเริ่มเพิ่มสูงขึ้น นางเห็นฉินเลี่ยเป็นเพียงหนามยอกอก

หลังจากพิธีหมั้นหมายจบลง หลิงอวี้ฉีก็ไปเยี่ยมฉินเลี่ยบ่อยยิ่งขึ้น บางครั้ง นางจะนำอาหารมาแต่เช้า เพราะงั้น ฉินเลี่ยจึงไม่ต้องเดินไปที่โรงอาหารของตระกูลหลิงเพื่อร่วมรับประทานอาหารอีก

ในตอนเย็นที่ฉินเลี่ยกลับมา เขามักจะพบว่านางอยู่ต่อหน้าเขาเสมอ

หลิงอวี้ฉีทำงานบ้านมากขึ้น อย่างเช่น เตรียมน้ำท่าให้อาบ พับผ้าปูที่นอน ทำความสะอาดและการจัดข้าวของ อีกทั้งฝีมือของนางก็ยังพัฒนาขึ้นอีกด้วย อีกทั้งนางยังแก้เรื่องงานอดิเรกของตัวเองไม่หาย ทำให้ฉินเลี่ยรู้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับเมืองหลิงราวกับมันอยู่บนฝ่ามือของเขา

บางครั้ง จู่ ๆ หลิงอวี้ฉีจะเงียบไปและใช้มือทั้งสองข้างเพื่อช่วยในการสนทนา ดวงตางดงามของนางเปล่งประกายยามมองเขา ราวกับว่านางอยากมองเห็นความลับที่เขาปกปิดเอาไว้ในก้นบึ้งของจิตใจ

เมื่อไหร่ก็ตามที่นางทำเช่นนี้ จู่ ๆ ฉินเลี่ยก็จะเกิดอาการประหม่า แต่เขาก็ยังรักษาสีหน้าสงบเยือกเย็นได้เป็นอย่างดี

บางครั้งหลิงอวี้ฉีจะถอนหายใจเบา ๆ เนื่องจากผิดหวัง บางครั้งก็จะส่ายหัวและหัวเราะจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำให้ฉินเลี่ยไม่สามารถเดาความคิดข้างในตัวนางออกได้

การฝึกฝนประจำวันของฉินเลี่ยไม่เปลี่ยนไปแม้ภูเขาสมุนไพรจะมีชีวิตชีวา เขายังเพียรพยายามต่อไปไม่เคยหยุดพัก

หนึ่งวันผ่านไป

ส่วนลึกภายในระบบถ้ำของภูเขาสมุนไพร ฉินเลี่ยนั่งลงโดยพิงกับเสาหิน เขาสูดหายใจเข้า ทำจิตใจให้แน่วแน่และเริ่มทำการฝึกฝนโดยใช้ผลึกอสูรแร้งอสนีทมิฬเป็นตัวช่วย

พื้นรอบ ๆ เขาถูกปกคลุมไปด้วยเศษชิ้นส่วนสีเทาที่เป็นผุยผง พวกมันคือสภาพของผลึกอสูรที่ระเบิดออกหลังจากพลังงานทั้งหมดถูกดูดออกไป

ชิ้นส่วนของผลึกอสูรมากกว่าสี่สิบก้อนที่ได้จากการล่าในสันเขาอันโดดเดี่ยวก็ถูกใช้จนหมดอย่างไม่รู้ตัว ตอนนี้เขาเหลืออยู่ไม่มาก ไม่เพียงแค่นั้น ลำต้นของต้นหญ้าเหมันต์ที่เขาเก็บรวบรวมมาก็เริ่มเหลือน้อยแล้ว

ผ่านไปครั้งที่เท่าไหร่ไม่ทราบได้ ผลึกอสูรที่อยู่ในมือเขาอีกก้อนก็กลายเป็นผุยผง สีหน้าของเขาจริงจังขณะโคจรพลังของตน

ร่องรอยของพลังวิญญาณถูกดึงออกจากทะเลวิญญาณของจุดตันเถียนของเขา มันไหลผ่านกล้ามเนื้อและหลอดเลือดอย่างช้า ๆ มันไหลมารวมอยู่ที่แขนซ้ายของเขาอย่างช้า ๆ พลังวิญญาณในกล้ามเนื้อและหลอดเลือดของเขาจู่ ๆ ก็เริ่มเร่งความเร็วไปยังนิ้วชี้ที่มือข้างซ้ายของเขาอย่างรวดเร็วราวกับคลื่นพายุที่โถมกระหน่ำอย่างรุนแรง!

“เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ!”

เสียงกระแสไฟฟ้าแปลก ๆ มาจากปลายนิ้วชี้ของเขา นิ้วของเขาเจ็บปวดจากพลังวิญญาณจนพองออก มันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงราวกับถูกเผาไหม้ด้วยเปลวไฟ

“ปัง!”

พลังงานวิญญาณที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วปะทะเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็น มันไม่สามารถฝ่าออกจากปลายนิ้วของเขาได้ จู่ ๆ มันย้อนกลับเข้าไปในฝ่ามือของเขา ทำให้มือของเขาเกิดอาการชาจนสูญเสียความรู้สึก

“ยังดีไม่พอ…”

ฉินเลี่ยลืมตาขึ้นช้า ๆ พลางโบกมือซ้ายไปมา ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเต็มไปด้วยร่องรอยของความสงสัยและจนใจ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ พลังวิญญาณที่อยู่ภายในทะเลวิญญาณของจุดตันเถียนของเขาเพิ่มขึ้นมากด้วยผลจากความช่วยเหลือของผลึกอสูร เขาจึงเริ่มมุ่งเข้าสู่พลังระดับชำระขั้นที่เจ็ด แต่น่าเสียดาย เขาพยายามฝ่าไปให้ถึงหลายต่อหลายครั้ง แต่ทุก ๆ ครั้งก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า

พลังระดับชำระแบ่งออกเป็นเก้าขั้น หกขั้นแรกสามารถฝึกฝนได้โดยง่าย ส่วนใหญ่จะเป็นการรวบรวมพลังวิญญาณ เปิดทะเลวิญญาณ จากนั้นก็ใช้พลังวิญญาณเพื่อเพิ่มพละกำลังของกล้ามเนื้อและหลอดเลือดอย่างช้า ๆ มันจึงง่ายมากที่จะฝ่าหกขั้นนี้ไปได้

ในระหว่างนี้ เมื่อผู้ฝึกวรยุทธต่อสู้กันเอง พวกเขาจะพึ่งความทนทานของร่างกาย พวกเขาไม่สามารถใช้ทักษะวิญญาณได้ ทำให้ไม่สามารถปลดปล่อยพลังวิญญาณไปทำร้ายหรือฆ่าคนอื่นได้

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผู้ฝึกวรยุทธที่อยู่ในระดับนี้ไม่สามารถปลดปล่อยพลังวิญญาณผ่านร่างกายได้ พวกเขาจึงไม่สามารถ “ดึงพลังวิญญาณ” ออกมาได้

พลังวิญญาณติดอยู่ข้างในร่างพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่สามารถสร้างเป็นอุปกรณ์วิญญาณที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการต่อสู้ของผู้ฝึกวรยุทธได้

เมื่อฝ่าไปถึงขั้นเจ็ดของพลังระดับชำระ ผู้ฝึกวรยุทธจะสามารถปลดปล่อยพลังวิญญาณภายในร่างออกมาได้ทุก ๆ ส่วนเพื่อใช้ในการตอบโต้ ฆ่าศัตรูหรือแม้แต่การนำพลังวิญญาณมาหลอมเป็นอุปกรณ์วิญญาณเพื่อปลดปล่อยพลังอันน่าหวาดกลัวออกมา

ผู้ฝึกวรยุทธที่อยู่ในขั้นนี้ยังสามารถขัดเกลากระดูก ไขกระดูกและอวัยวะภายในเพื่อทำให้ร่างกายทนทานขึ้นได้

ด้วยเหตุนี้ ขั้นที่หกและเจ็ดของพลังระดับชำระจึงเป็นจุดผกผัน แม้จะมีความแตกต่างเพียงแค่หนึ่งขั้น แต่พวกมันกลับมีช่องว่างที่ใหญ่เกินจะคาดเดา

ยามที่เขาต่อสู้กับผู้ฝึกวรยุทธจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลาย ดูเหมือนว่าเขาจะมีขดสายฟ้าอยู่รอบ ๆ ร่าง แต่สายฟ้านั้นไม่ใช่ “การปลดปล่อยพลังวิญญาณ” มันคือสายฟ้าจากท้องฟ้าที่พุ่งใส่ร่างของเขาด้วยการชี้นำของพลังวิญญาณ สายฟ้านั่นแท้จริงก็มาจากพลังธรรมชาติ

หากไม่มีฟ้าผ่าและสายฟ้าฟาดลงมาจากท้องฟ้า เขาก็ไม่สามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยามที่เขาเข้าต่อสู้ เขาไม่สามารถใช้ฟ้าผ่าและสายฟ้าได้ทุกครั้ง ทำให้เขาจำเป็นต้องฝ่าไปถึงขั้นที่เจ็ดของพลังระดับชำระให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ขั้นที่เจ็ดของพลังระดับชำระจะทำให้พลังวิญญาณแผ่กระจายไปทั่วกระดูก ไขกระดูกและอวัยวะภายใน มันช่วยให้เขาฝึกฝนอสนีบาตทลายสวรรค์ได้

ในสายตาของคนจำนวนมาก มีเพียงผู้ที่ก้าวถึงขั้นที่เจ็ดของพลังระดับชำระเท่านั้นที่นับเป็นผู้ฝึกวรยุทธที่แท้จริง ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าขั้นที่หกจะถูกนับเป็นผู้มีวรยุทธ

เหตุผลที่ทำไมหลิงหยิงยอมรับหลิงเฟิงก็เพราะเขาฝ่าไปถึงขั้นที่เจ็ดของพลังระดับชำระ เขาเป็นผู้ฝึกวรยุทธที่แท้จริงในตระกูลหลิงรุ่นเยาว์

“ข้าต้องข้ามจุดนี้ไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!” ฉินเลี่ยพักอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งความเจ็บปวดและความชาจากแขนซ้ายของเขาทุเลาลง จากนั้น เขาจึงหยิบผลึกอสูรแร้งอสนีทมิฬมาอีกก้อน “เหลืออีกสามก้อน ยาวิญญาณและหินวิญญาณที่เหลือที่ข้านำกลับมาจากเทือกเขาอาร์คติกน่าจะมากพอในการใช้ไปให้ถึงขั้นที่เจ็ด”

เขานำยาวิญญาณและหินวิญญาณส่วนหนึ่งที่ได้จากผู้ฝึกวรยุทธจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายไปเป็นของหมั้น มันยังมีหลงเหลืออยู่ภายในถ้ำภูเขาเพื่อเอาไว้ช่วยตัวเอง

“กร็อบ กร็อบ กร็อบ!!”

ผ่านไปสักพัก เสียงบดละเอียดเสียงดังจากนิ้วของเขาก็ดังขึ้นราวกับมีบางอย่างหัก แต่ว่า พลังวิญญาณที่ใส่ลงไปดูเหมือนจะถูกกันด้วยวาล์วควบคุมทิศทาง มันไม่พุ่งออกมาจากปลายนิ้วของเขาอย่างสุดกำลัง

ภายในถ้ำ ฉินเลี่ยทำแล้วทำอีก พยายามแล้วพยายามอีก แต่เขาก็ล้มเหลวทุกครั้ง

“นี่ก็ยังดีไม่พอ มันยังดีไม่พอ มันต้องมีทางที่ดีกว่านี้” ฉินเลี่ยหรี่ตาลง ขนตาของเขาบดบังก่อนจะเข้าสู่ห้วงความคิด จู่ ๆ ในจิตใจและความคิดก็บังเกิดบางอย่าง เขากรีดร้องออกมาเสียงเบา “ก้อนผนึกวิญญาณ! ความสงบอันเลินเล่อ!”

เขาไม่สนว่าการทำแบบนี้อาจจะทำตัวเองไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้อีก เขาเริ่มสูดหายใจเข้าลึก ๆ ตั้งสมาธิและจิตใจให้แน่วแน่ จากนั้นจึงเริ่มรู้สึกว่าวิญญาณของตนไหลออกมาจากหัวของเขา มันไหลไปยังก้อนผนึกวิญญาณ

เมื่อเวลาผ่านไป เขารวบรวมความตระหนักรู้ของวิญญาณได้มากขึ้น มันยังถูกรวบรวมเข้าไปข้างในก้อนผนึกวิญญาณเรื่อย ๆ

ก้อนผนึกวิญญาณที่ซ่อนอยู่ข้างในกึ่งกลางของหน้าผากเขาเริ่มเปล่งแสงเล็กน้อยเหมือนกับลูกตาสีดำอีกดวง

ภายในถ้ำ ก้อนผนึกวิญญาณปลดปล่อยแสงสลัวออกมาริบหรี่ ดู ๆ แล้วมันช่างลึกลับและแปลกประหลาดยิ่งนัก

ความรู้สึกของวิญญาณของเขาเริ่มออกจากร่างอย่างช้า ๆ ดูเหมือนวิญญาณของเขาจะอยู่ในพื้นที่อันมืดมัวซึ่งอยู่ข้างในก้อนผนึกวิญญาณ เขาสามารถมองเห็นทุกการเคลื่อนไหวในร่าง เขายังสามารถควบคุมร่างกายให้เคลื่อนไหวอย่างง่าย ๆ ได้ ร่างของเขาเริ่มทำการฝึกฝนตามสัญชาตญาณ…

ในพื้นที่ลึกลับ เขาสามารถมองเห็นพลังวิญญาณของโลกในถ้ำที่มาบรรจบกับร่างของเขาได้ อีกทั้งเขายังสามารถมองเห็นพลังวิญญาณเบาบางราวกับม่านหมอกจาง ๆ ที่ผ่านรูขุมขนอย่างอ้อยอิ่งได้อีกด้วย

รูขุมขนที่เขาไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาว่ามันขยายออกมากแค่ไหน มาตอนนี้เขากลับมองเห็นมันได้อย่างชัดเจน!

ในสภาวะความสงบอันเลินเล่อที่แปลกประหลาดและยากจะคาดเดา วิญญาณของเขาอยู่ในสภาวะเดินทาง แต่ความตระหนักรู้ของเขาดำดิ่งเข้าไปจนขยายออกจนยากจะจินตนาการ!

ในสภาวะนี้ เขาสามารถเดินทางผ่านสวรรค์และโลกาได้ ทำให้สามารถดึงดูดและรวบรวมพลังวิญญาณได้มากยิ่งขึ้น…

ด้วยวิญญาณของเขาที่หลบซ่อนอยู่ข้างในก้อนผนึกวิญญาณ ฉินเลี่ยมองดูร่างของตนที่ฝึกฝนตามสัญชาตญาณ อีกทั้งเขายังมองดูพลังวิญญาณที่หลั่งไหลอยู่ภายในกล้ามเนื้อและหลอดเลือดของเขาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น มันแผ่ไปถึงปลายนิ้วของเขาทุกนิ้ว!

ในเวลาเดียวกัน เขาพบว่ายิ่งเขาฝึกฝนในสภาวะนี้มากขึ้น กำแพงที่ขวางกั้นเขาจากการมุ่งสู่ขั้นที่เจ็ดของพลังระดับชำระก็ยิ่งแคบลงแคบลง

ความคิดของเขาเฉียบแหลม เขาเริ่มเข้าใจอย่างช้า ๆ ว่าสภาวะความสงบอันเลินเล่อทำให้พลังวิญญาณได้รับการรวบรวมเร็วขึ้น ความเร็วที่ไหลอยู่ภายในกล้ามเนื้อและหลอดเลือดของเขาก็ยังเร็วขึ้นเช่นกัน

การฝึกฝนผ่านสัญชาตญาณของเขา ทำให้ร่างของเขาปรับเปลี่ยนไปอยู่ในสภาะที่เหมาะสมอัตโนมัติ มันช่างวิเศษที่เขารู้สึกว่าตัวตนของวิญญาณของเขานั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็นเลย

มันน่าอัศจรรย์จนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้!

“เฟี้ยว!”

ผ่านไปกี่ครั้งไม่ทราบได้ จู่ ๆ เกลียวสายฟ้าสีน้ำเงินก็พุ่งออกจากปลายนิ้วของเขา ลำแสงสายฟ้าเกิดขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นมันก็ทำให้กำแพงหินตรงหน้าของเขากลายเป็นผุยผง

เมื่อวิญญาณอันริบหรี่ของเขาเห็นสายฟ้าที่พุ่งไปอย่างรวดเร็ว เขาก็เกิดความปิติยินดี จากนั้นเขาจึงลองใช้พลังทั้งหมดที่มีด้วยการพึ่งความปั่นป่วนและความตื่นเต้นภายในใจของเขาโจมตีใส่ลูกแก้วซ้ำไปซ้ำมา

“ตูม!”

จู่ ๆ หัวของเขาก็กระตุก จากนั้น ความรู้สึกของวิญญาณจู่ ๆ ก็กลับคืนมาโดยหลั่งไหลเข้าไปยังจิตใจ

ฉินเลี่ยตื่นขึ้นมาในทันที

ผ่านมาแล้วกว่าห้าปี นี่เป็นครั้งแรกที่เขาไม่จำเป็นต้องใช้การกระตุ้นจากภายนอก เขาใช้พลังของตัวเองในการหนีออกจากสภาวะความสงบอันเลินเล่อ!

“ฮ่าฮ่าฮ่า” ฉินเลี่ยนั่งลง ปากของเขาเผยอออกก่อนจะหัวเราะออกมาราวกับคนโง่

ด้วยความช่วยเหลือของสภาะความสงบอันเลินเล่อ ไม่เพียงแค่เขาฝ่าไปถึงขั้นที่เจ็ดของพลังระดับชำระได้สำเร็จ เขายังค้นพบจุดที่แสนวิเศษของสภาวะความสงบอันเลินเล่ออีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขาค้นพบความสามารถใหม่ที่ใช้ในการหลบหนีได้ ซึ่งเรื่องนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับเขาได้เล็กน้อย ตอนนี้เขามองเห็นอนาคตอันยิ่งใหญ่และเจิดจรัส

“จ๊อก! จ๊อก!”

เสียงประท้วงจากท้องของเขาทำให้ความตื่นเต้นมลายหายไป เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าร่างกายในตอนนี้ซูบผอมไปมาก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอดอาหารไปนานแค่ไหน

เพราะมันก็ผ่านมานานแล้วตั้งแต่ที่เขากินมื้อสุดท้าย ก้าวที่เขาก้าวเดินจึงไม่มั่นคงเล็กน้อย เขายึดจับกำแพงหินและเดินออกจากถ้ำอย่างช้า ๆ ผิวของเขาซีดลงมาก

ที่ทางเข้าของถ้ำ ใบหน้าของหลิงอวี้ฉีซูบผอม ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความกังวล นางเหม่อมองขณะพิงกำแพง ไม่มีใครรู้ว่านางอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่แล้ว

Facebook Comment