+100%-

ตอนที่ 18: ใบหน้าของ “หลิงเลี่ย”

รับการแจ้งเตือนการอัพเดทก่อนใครที่แฟนเพจครับ
https://www.facebook.com/Child.of.Light.TH

==================================

ตอนที่ 18: ใบหน้าของ “หลิงเลี่ย”

 

“เคร้ง!”

ฝากาน้ำชาหลุดจากมือของตู่เจี้ยหลันก่อนจะแตกเป็นชิ้น ๆ ใบหน้าของนางมืดหม่นและล้ำลึกราวกับน้ำ แสงสว่างอันเย็นเยียบราวกับลางร้ายแผ่ออกมาจากดวงตาของนาง

“แผนซับซ้อนของข้าถูกทำลายโดยเจ้าโง่ ข้าจะทำให้มันหายไป!”

ตู่ไค่ชาน ตู่เหิง ตู่เฟยและสมาชิกตระกูลตู่อีกหลายคนต่างมีสีหน้ามืดหม่นและเย็นชาเช่นกัน พวกเขากระจายอยู่ภายในห้องโถง

“นายหญิง เจ้าโง่นั่นมีหินวิญญาณและยาวิญญาณมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร?” ตู่ไค่ชานถามด้วยสีหน้าสับสน

เขาเหมือนกับเจี้ยหลันตรงที่ได้ทำการฝึกฝนจนไปถึงพลังระดับก่อเกิดขั้นแรก เขาถูกส่งมาที่นี่โดยตู่ไฮ่เถียน หน้าที่หลักของเขาคือการสนับสนุนให้ตู่เจี้ยหลันควบคุมตระกูลหลิงให้ได้ “โครงสร้างแปลกประหลาดภายในภูเขาสมุนไพรมันช่างลึกลับเสียจริง แม้แต่ข้ายังรู้สึกได้ว่ามันมีความลับอันสุดจะหยั่งซุกซ่อนอยู่ ถ้าพวกมันถูกสร้างโดยฉินชาน งั้นฉินชาน… ก็ไม่ใช่คนธรรมดา”

“ยังจะมาสงสัยอีกเหรอ? หินวิญญาณและยาวิญญาณพวกนั้นต้องมีฉินชานอยู่เบื้องหลังแน่ ยังไงซะ มันก็เป็นถึงผู้สร้าง มันไม่แปลกอะไรหรอกถ้าจะมีวัตถุดิบเหล่านี้” ตู่เจี้ยหลันพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชาพลางกล่าวต่อว่า “ไม่ว่าฉินชานจะเป็นคนธรรมดาหรือไม่ มันก็ตายไปแล้วเมื่อสองปีก่อน เป็นไปไม่ได้หรอกที่คนตายจะมาสร้างปัญหาให้พวกเรา”

“ข้ากำลังรอคำสั่งต่อไปของนายหญิงอยู่” ตู่ไค่ชานกล่าวด้วยความเคารพ

“ติดต่อไฮ่เถียนให้เร็วที่สุด บอกเรื่องสถานการณ์ภายในภูเขาสมุนไพรให้เขาทราบ ให้เขาใช้เส้นสายภายในหอเมฆดาราเพื่อขัดขวางไม่ให้หลิงเฉิงจื้อและหลิงเสวียนซวนไปพบกับผู้อาวุโสที่นั่น ตราบใดที่พวกมันยังไม่ได้พบผู้อาวุโส พวกเราก็ยังสามารถควบคุมให้ตระกูลหลิงต้องส่งเครื่องบรรณาการเป็นพืชสมุนไพรได้อยู่ดี เรายังใช้มันขู่หลิงเฉิงเย่ได้อยู่ พวกเราแค่บอกกับหอเมฆดาราว่าให้ร้องขอบุปผาหัตถ์หยกจากภูเขาสมุนไพร จากนั้นก็กล่าวหาเรื่องที่มันเอาแต่ผ่อนผันต่อได้“

ตู่เจี้ยหลันออกความเห็นเพียงเท่านี้ นางหันไปหาตู่เหิงพลางออกคำสั่งว่า “จับตาดูภูเขาสมุนไพรและพื้นที่รอบ ๆ เหมือนที่เจ้าทำก่อนหน้านี้ต่อไป ทันทีที่หลิงเฉิงเย่เปิดภูเขาสมุนไพรเป็นพื้นที่สาธารณะ จะต้องมีสมาชิกตระกูลหลิงจำนวนมากเข้าไปสำรวจอย่างแน่นอน บางทีพวกมันอาจจะค้นพบอะไรบางอย่าง มันจะต้องมีสิ่งผิดปกติภายในภูเขาแน่ ไม่อย่างนั้น ต้นวิญญาณคงไม่เหี่ยวเฉาหรอก ฉินชานและหลานชายของมันก็ไม่อาจยึดเป็นของตัวเองไปได้ตลอดรอดฝั่งหรอก”

“ไม่ต้องเป็นห่วงไปท่านแม่ ข้าจะจับตาดูฝั่งนั้นให้อย่างดีเลย” ตู่เหิงกล่าวพลางพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย

ตู่เฟยที่อายุน้อยที่สุด ตู่เจี้ยหลันจึงทำหน้าบึ้งตึงก่อนจะออกคำสั่งว่า “จับตาดูเจ้าโง่นั่นเอาไว้ ถ้ามันทำอะไรแปลก ๆ บอกแม่ด้วย”

ตู่เฟยพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ

……

เมืองหินน้ำแข็ง

หอเมฆดาราตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมือง ตึกสูงลิ่วตั้งตระหง่านตึกแล้วตึกเล่า ท่ามกลางตึกเหล่านี้มีหอคอยหินมากมาย บนยอดหอคอยหินมีผู้ฝึกฝนสวมใส่เครื่องแบบของหอเมฆดารา แต่ละคนล้วนมองลงมายังพื้นที่รอบ ๆ จากด้านบน

“โปรดถ่ายทอดคำสั่งไปยังผู้อาวุโสหานว่าหลิงเฉิงจื้อจากตระกูลหลิงต้องการเข้าพบ” หลิงเฉิงจื้อกล่าวพร้อมกับส่งรอยยิ้มไปให้ยามเฝ้าประตูทางเข้าหอเมฆดาราทิศใต้

หลิงเสวียนซวนใส่กระโปรงสั้นสีส้มล่อตาล่อใจ ข้อมือสีขาวราวหิมะของนางประดับไปด้วยสายรัดสีเงินจำนวนมาก รอยยิ้มน่ารักปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามและใสซื่อของนาง

ภายในตระกูลหลิงหลิงเสวียนซวนมีสถานะสูงส่งเป็นถึงคุณหนูสอง ดังนั้น บางครั้งจึงชอบทำตัวเอาแต่ใจ แต่ว่า เมื่ออยู่ที่นี่ นางไม่ริอาจทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน

อีกด้านหนึ่ง หลิงเฉิงจื้อต้องคอยกล่าวกำชับกับนางให้มีความอดทนอดกลั้นเมื่อเข้ามายังเมืองหินน้ำแข็ง เนื่องจากเกรงว่ามันจะเกิดปัญหาที่ไม่จำเป็นขึ้นมา

“พวกเราบอกแล้วนี่ว่าผู้อาวุโสหานไม่อยู่ที่นี่ ไว้ค่อยมาใหม่” พวกยามเฝ้าประตูได้รับคำสั่งจากคนของตู่ไฮ่เถียนมาก่อนหน้านี้แล้ว ในตอนนี้ พวกเขาจึงกล่าวโดยไม่แสดงอารมณ์ทางสีหน้าออกมาว่า “นอกจากนี้ เจ้าก็ไม่ใช่หัวหน้าของตระกูลหลิงต่อให้ผู้อาวุโสหานอยู่ที่นี่ มันก็ใช่ว่าเขาจะยอมพบกับเจ้า”

“พวกเจ้าทำแบบนี้ได้ยังไง? พวกข้าเดินทางมาจากตระกูลหลิงก็ลำบากไม่น้อย พวกเจ้ากลับขับไสไล่ส่งโดยไม่ไถ่ถามแต่อย่างใด พวกเจ้ารู้ได้ไงว่าผู้อาวุโสหานไม่อยู่?” หลิงเสวียนซวนกรีดร้องพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

ยามของหอเมฆดาราทั้งสองคนกลับทำท่าจองหองใส่พวกเขา นั่นหมายความว่าในสายตาของพวกเขา ตระกูลหลิงไม่มีค่าพอจะไปให้ความสนใจ

หลิงเสวียนซวนรู้สึกขายหน้าอย่างสุดขีด นางเพิ่งจะมารู้ตัวว่าการเป็นกองกำลังทาสนั้น แท้จริงแล้วมันไม่ได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดีเหมือนอย่างที่คิดเอาไว้

“พวกข้ารู้ว่าเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ เหตุผลแค่นี้ก็เกินพอแล้ว” หนึ่งในยามคนหนึ่งมองนางด้วยใบหน้าเฉยเมย เขาหัวเราะก่อนจะกล่าวว่า “น้องสาว ไม่ใช่ว่าพี่ชายคนนี้ไม่อยากจะช่วยเจ้าหรอกนะ แต่แค่มันไม่มีหนทางที่ข้าจะช่วยได้เลยต่างหากล่ะ อื้ม เอาเป็นว่า อยู่ในเมืองหินน้ำแข็งสักพักเพื่อรอให้ผู้อาวุโสหานมาดีไหมล่ะ? ข้าจะบอกเจ้าทันทีเมื่อเขามา เหะเหะ แต่ว่า ข้าเข้ากะแค่กลางวันเท่านั้น ทำให้ข้ามีเวลาว่างแค่ตอนกลางคืน ข้าสงสัยจริงว่าคืนนี้น้องสาวจะมีเวลาว่างหรือเปล่า?”

หลิงเสวียนซวนผู้งดงามและอ่อนเยาว์ทำให้ยามทั้งสองมีความสุข พวกเขาสองคนพูดคุยกันก่อนจะหัวเราะที่ได้จีบนาง แต่พวกเขาก็ยังแน่วแน่ที่จะขัดขวางไม่ให้ได้ไปพบกับผู้อาวุโสหาน

หลิงเฉิงจื้อและหลิงเสวียนซวนยืนอยู่ด้านหน้าประตู พวกเขาโต้เถียงกับยามอยู่นานสองนานจนกระทั่งลำคอแหบแห้ง แต่พวกเขาก็ไม่ได้คืบหน้ามากไปกว่าเดิม

ผู้ฝึกวรยุทธของหอเมฆดาราจำนวนมากต่างพากันเข้าออกประตู

คนเหล่านี้ หลังจากได้ยินผู้คนที่ประตูบอกว่ามีกองกำลังทาสมาหา พวกเขาจึงทำเป็นไม่ใส่ใจ อย่างมากก็เพียงชำเลืองความงามของหลิงเสวียนซวน แต่ว่า มียามบางคนเข้ามาร่วมวงเยาะเย้ยกับพวกเขาทั้งสองคนด้วยก่อนจะจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ

——ไม่มีใครสักคนที่เหลียวแลตระกูลหลิง

“ต่อให้พวกเจ้าสองคนจะอยู่ที่นี่จนมืดค่ำ พวกเจ้าสองคนก็ไม่ได้พบผู้อาวุโสหานหรอก เจ้ารีบกลับไปตระกูลหลิงและบอกให้หัวหน้าเดินทางมาเองน่าจะดีกว่า” ผ่านไปสักพัก ยามสองคนเริ่มเบื่อ น้ำเสียงของพวกเขาเริ่มหยาบกระด้าง “เลิกยืนขวางประตูเสียที! ไม่อย่างนั้น อย่าหาว่าข้าเสียมารยาท!”

“เอ๋?! นายน้อยจื้อ ท่านจะออกไปดื่มอีกแล้วหรือครับ? วันนี้ท่านดูมีกำลังวังชาเสียจริง! ฮ่าฮ่า คืนนี้ท่านได้เป็นมือสังหารแน่!”

หนึ่งในพวกยามเห็นคนอ้วนกลมมาจากข้างใน จากนั้นจึงรีบเผยยิ้มกว้างพลางประจบสอพลอทันที

ทันทีที่พวกเขาหลบมาอยู่ด้านข้าง พวกเขาก็โบกมือให้หลิงเฉิงจื้อและหลิงเสวียนซวนราวกับปัดไล่แมลงวันเพื่อให้คนอ้วนกลมได้เดินผ่านสะดวก

“อื้ม รีบ ๆ เปิดทางเร็ว นายน้อยจื้อมีนัดพบกับคนที่สวนกำจายเมามาย อย่าให้เขาเสียเวลาเปล่า”

คังจื้อสวมชุดไหมสีเหลืองพร้อมกับถือพัดเอาไว้ในมือ นาน ๆ ครั้งเขาจะโบกมันไปมา สายตาคู่เล็กเหล่มองขณะเดินอย่างช้า ๆ

ผู้ฝึกวรยุทธของหอเมฆดาราที่เดินเข้าออกไปมาต่างหลีกทางให้เขาผ่านไปอย่างง่ายดาย

“เจ้าทั้งสองจากตระกูลหลิงไสหัวไปได้แล้ว อย่ามาขวางทางนายน้อยจื้อ!” ยามตะโกนบอก

สีหน้าของหลิงเฉิงจื้อและหลิงเสวียนซวนเริ่มน่าเกลียดขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากได้ยินเสียงยามตะโกน พวกเขาก็ไม่กล้าต่อปากต่อคำ ได้แต่ขยับหลบให้

พวกเขาอยู่ที่นี่มานาน แต่ตอนนี้ยามกลับปฏิบัติต่อทุกคนเหมือน ๆ กัน ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคนจึงรู้ได้ในทันทีว่านายน้อยอ้วนกลมผู้สวมชุดเหลืองจะต้องเป็นคนที่มีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

“ตระกูลหลิงหรือ?” คังจื้อผู้เดินผ่านประตูใต้ไปแล้ว จู่ ๆ ก็หยุดกึก หลังจากนั้น เขาหันกลับมาและมองไปที่หลิงเฉิงจื้อและหลิงเสวียนซวนด้วยท่าทีลังเลก่อนจะเอ่ยถามว่า “พวกเจ้าคือตระกูลหลิงที่อยู่ทางส่วนใต้ของเทือกเขาอาร์คติกอย่างนั้นเหรอ? ตระกูลที่ครอบครองภูเขาสมุนไพร… ก็คือพวกเจ้างั้นเหรอ?”

หลิงเฉิงจื้อก้มหัวเล็กน้อย ในใจของเขารู้สึกแปลก ๆ เขาตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้มเจียมเนื้อเจียมตัวว่า “พวกเรามาจากตระกูลหลิงครับ”

“เพี้ยะ!”

จู่ ๆ คังจื้อเดินไปตบหน้ายามที่บอกให้หลิงเฉิงจื้อหลีกทาง ที่มุมปากจึงปรากฏเลือดก่อนจะกระเด็นลงพื้น

หลังจากนั้น เขาก็ไล่เตะยามคนอื่น ๆ ทำให้ยามกุมท้องแล้วล้มลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวด เหงื่อเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าของยาม

ผู้ฝึกวรยุทธจำนวนมากที่รอเข้าออกจู่ ๆ ก็แข็งทื่อ พวกเขาหยุดเดินเพื่อมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

หลิงเฉิงจื้อและหลิงเสวียนซวนก็อยู่กับที่ พวกเขาไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ คนอ้วนกลมคนนี้ถึงโกรธจัดขึ้นมา แต่ดูจากยามที่ถูกเตะจนสีหน้าไร้ความรู้สึกแล้ว ทั้งลุงและหลานสาวต่างก็รู้สึกตื้นตันใจ

“อย่าให้ปากของพวกเจ้าพูดอะไรพล่อย ๆ อีกล่ะ!” หลังจากเตะสองคนสุดท้ายเสร็จ รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอ้วนกลมของคังจื้อราวกับเป็นคนละคน จากนั้นเขากล่าวต่อว่า “พวกเจ้ามาทำอะไรที่หอเมฆดารากันล่ะ?”

“พวกเรามาตามหาผู้อาวุโสหานเพื่ออธิบายปัญหาเกี่ยวกับการขนส่งต้นวิญญาณ พวกเขาสองคนบอกว่าผู้อาวุโสหานไม่อยู่ข้างในหอเมฆดารา จากนั้นก็บอกพวกเราว่า…” จากนั้นหลิงเฉิงจื้อก็อธิบาย

หลังจากฟังจบ ใบหน้าอ้วนกลมของคังจื้อกลับแข็งกร้าวก่อนจะหันไปเตะยามสองคนนั้นอีกครั้ง ทันทีที่เตะ มุมปากของเขาก็บูดบึ้งก่อนจะด่าทอว่า “พวกเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่หรือเปล่า? ท่านลุงหานก็ต้องอยู่ในพลับพลาสิ พวกเจ้าตาบอดหรือไง?”

ยามสองคนไม่กล้าหลบเลี่ยง พวกเขาสั่นงันงกอยู่ข้างประตูเพราะความเจ็บปวดจากแรงกระทืบของคังจื้อ ภายในใจของพวกเขาล้วนสาปแช่งบรรพบุรุษของผู้ส่งสารของตู่ไฮ่เทียนทั้งสิบแปดรุ่น

“หานอวี้!” คังจื้อเรียกใครคนหนึ่งที่อยู่ภายในพลับพลาก่อนจะออกคำสั่งว่า “พาพวกเขาไปพบลุงของข้า”

“ครับ นายน้อยจื้อ” วัยรุ่นคนหนึ่งเผยรอยยิ้มแล้วเดินมาหา

“ข้ายังมีปัญหาอื่นต้องสะสาง ข้าจึงไปพร้อมกับพวกเจ้าไม่ได้” คังจื้อกล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส จู่ ๆ เขาก็ถามว่า “หลิงเลี่ย ผู้ชายคนนั้นสบายดีไหม?”

“หลิงเลี่ยเหรอ?” จู่ ๆ หลิงเฉิงจื้อก็มึนงงก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักพลางตอบว่า “สบายดี ๆ”

“ฮ่าฮ่า ถ้าเจ้าได้พบกับเขาอีก บอกเขาว่าให้รีบมาหอเมฆดาราได้แล้ว พวกพี่น้องคิดถึงเขาใจจะขาด” คนอ้วนกลมเผยรอยยิ้มขณะกล่าวประโยคนั้นออกมา จากนั้นจึงโบกมือลาแล้วจากไป

หานอวี้สับสนและงุนงงมากที่หลิงเฉิงจื้อและหลิงเสวียนซวนเข้ามายังส่วนลึกของพลับพลา ยามสองคนที่เยาะเย้ยพวกเขาก่อนหน้านี้ต่างก็ถูกอัดจนหน้าดำคล้ำ ตอนนี้นอนแอ้งแม้งอยู่ที่หัวมุมประตู หัวของพวกเขาก้มต่ำลงด้วยความขี้ขลาด

“ขอโทษนะครับ คือนายน้อยจื้อ… สถานะของเขาคืออะไรเหรอครับ?” จู่ ๆ หลิงเฉิงจื้อก็ถามออกไป

“เขาเป็นลูกชายของรองหัวหน้าพลับพลา” หานอวี้ตอบพร้อมกับรอยยิ้มขมขื่น ครั้งหนึ่งเขาก็เคยสูญเสียบางสิ่งให้กับคังจื้อ “การที่พวกเจ้าสองคนได้รับความช่วยเหลือจากนายน้อยจื้อนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อารมณ์ของผู้ชายคนนั้นออกจะพิสดารเกินไปหน่อย คือ ยังไงก็เถอะ ถ้าพวกเจ้าพบลุงของข้าแล้วบอกเรื่องนี้ตั้งแต่แรกมันคงจะดีกว่านี้ ตราบใดที่มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ลุงของข้าจะต้องช่วยแก้ได้อย่างแน่นอน”

จู่ ๆ สีหน้าของหลิงเฉิงจื้อและหลิงเสวียนซวนต่างก็ตกตะลึง พวกเขาต่างมองหน้ากันและกันด้วยความอึ้งกิมกี่

หอเมฆดาราประกอบไปด้วยหัวหน้าพลับพลาหนึ่งคน รองหัวหน้าพลับพลาสองคน ผู้อาวุโส หัวหน้าห้องโถงและตำแหน่งอื่น ๆ หัวหน้าพลับพลามีเพียงหนึ่งคนเท่านั้น รวมถึงรองหัวหน้าพลับพลาที่มีเพียงสองคนด้วย ด้วยเหตุนี้ ใคร ๆ ต่างก็จินตนาการได้ถึงอำนาจของรองหัวหน้าพลับพลาที่ครอบครองเอาไว้กับตัว คังจื้อผู้เป็นลูกชายของรองหัวหน้าพลับพลา คังฮุ่ย เป็นธรรมดาที่เขาจะมีสิทธิ์ทำตัวกร่างและระรานไปทั่วได้

ตระกูลหลิงไม่มีสิทธิ์เงยหน้ายามอยู่ต่อหน้าตู่ไฮ่เถียนเนื่องจากเขาเป็นผู้อาวุโสของหอเมฆดารา พวกเขาต้องอดทนมาตลอด ท่ามกลางผู้อาวุโสทั้งห้าคน เขาอยู่อันดับท้าย ทำให้สถานะและขั้นของเขาไม่อาจเทียบได้กับรองหัวหน้าพลับพลา คังฮุ่ย แม้คังจื้อจะไม่รู้ว่าพวกยามได้รับคำสั่งจากตู่ไฮ่เถียนโดยตรง แต่ต่อให้เขารู้ เขาก็ไม่สนใจอยู่ดี

ในไม่ช้า หานอวี้ก็พาสองคนเข้ามายังห้องโถงที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือ

ผู้อาวุโสหาน ฉิงรุ่ย ผู้อาวุโสที่รับผิดชอบการจัดการเรื่องเครื่องบรรณาการของกองกำลังทาสออกมาพอดี ทำให้เดินสวนกัน ตอนแรก ใบหน้าของเขาเผยแววหงุดหงิด แต่เมื่อได้ยินว่าเป็นคนของตระกูลหลิงท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน

“มีอะไรหรือ?” หาน ฉิงลุ่ยถามด้วยรอยยิ้ม เขาชงชาสองถ้วยก่อนจะส่งสัญญาณให้หานอวี้ออกไป

หลิงเฉิงจื้อเผยใบหน้าประหลาดใจออกมา เขาอธิบายปัญหาด้วยความหวาดกลัวและความพรั่นพรึงว่า “เมื่อเร็ว ๆ นี้ ต้นวิญญาณของภูเขาสมุนไพรไม่เหี่ยวเฉาแล้ว ขอให้ท่านอดทนรอสักวันสองวัน พวกเราตระกูลหลิงจะทำการชดใช้ให้ครบถ้วนอย่างแน่นอนครับ”

“และข้าคิดว่านั่นเป็นปัญหาใหญ่มาก” หานฉิงลุ่ยโบกมือเพื่อเชิญให้ทั้งสองคนนั่งลงและดื่มชา หลังจากนั้น เขาหัวเราะและกล่าวว่า “ข้าจะแจ้งให้เจ้าทราบในตอนนี้เลยแล้วกัน ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ตระกูลหลิงไม่ต้องส่งต้นวิญญาณเป็นเวลาสองปี!”

ทันทีที่เขาได้ยินคำพูดพวกนั้น ทั้งสองคนต่างตกตะลึงจนเกือบจะกระโดดลุกออกจากเก้าอี้ ชาที่พวกเขาถือไว้ต่างหกออกนอกถ้วย หลิงเฉิงจื้อรีบกล่าวว่า “ผู้อาวุโสหาน โปรดอย่าทำแบบนี้ พวกเราตระกูลหลิงจะส่งต้นวิญญาณให้ครบอย่างแน่นอน โปรดเชื่อมั่นด้วย!”

หาน ฉิงลุ่ยประหลาดใจพักหนึ่ง จากนั้นก็ตระหนักได้ในทันทีว่าพวกเขาเข้าใจผิด เขาจึงอธิบายพร้อมกับเผยรอยยิ้มว่า “หลิงเลี่ยที่อยู่ในตระกูลหลิงได้ทำคุณงามความดีใหญ่หลวงให้ ส่วนเกินที่เขาได้รับไม่เพียงแค่ได้รับแต้มส่วนเกินเป็นของตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงของตระกูลหลิงด้วย ดังนั้น เจ้าไม่ต้องส่งต้นวิญญาณเป็นเวลาสองปี นี่คือกฎที่หอเมฆดาราตั้งขึ้นเมื่อต้นปี หากผู้ฝึกวรยุทธคนใดจากกองกำลังทาสสร้างคุณงามความดีใหญ่หลวงให้ ตระกูลของพวกเขาจะไม่ต้องส่งเครื่องบรรณาการให้เป็นเวลาสองปี”

“ผู้อาวุโสหาน! ผู้อาวุโสหาน!” เสียงตะโกนของคนคนหนึ่งมาจากข้างนอก

หาน ฉิงลุ่ยลุกขึ้นพร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ข้ามีปัญหาอื่นต้องสะสาง ดังนั้น ข้าจะไม่พูดมากไปกว่านี้อีก ข้าได้ลงชื่อหลิงเลี่ยลงในหนังสือสมาชิกหลักที่มีแต้มส่วนเกินเท่ากับหนึ่งพันสองร้อยแต้ม เมื่อพวกเจ้าสองคนกลับไป จงบอกเขาว่าเขาสามารถเข้าหอเมฆดาราเมื่อไหร่ก็ได้”

หลิงเฉิงจื้อและหลิงเสวียนซวนยังมึนงงเหมือนท่อนไม้โง่ ๆ หาน ฉิงรุ่ยจึงกล่าวต่อว่า “และก็ ฝากขอบคุณเขาด้วย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ลูกของข้าพูดถึงเขาไม่หยุดเลย เห็นบอกว่าถ้าไม่ใช่เพราะเขา ลูกของข้าอาจจะตายด้วยน้ำมือของคนจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายไปแล้วก็ได้”

หาน ฉิงรุ่ยหยุดกล่าวก่อนจะเผยรอยยิ้มอีกก่อนจะเดินไปตบบ่าหลิงเฉิงจื้อ เขาออกไปเผชิญกับปัญหาที่แท้จริง ทิ้งให้อีกสองคนดื่มชาตามลำพัง

“…หลิงเลี่ย ในตระกูลหลิงของพวกเรา มีคนเดียวที่ถูกเรียกว่าหลิงเลี่ย ไม่ใช่ว่าชายชราคนนั้นตายไปแล้วหรอกเหรอ?” หลิงเฉิงจื้อถามอย่างมึนงงราวกับกำลังอยู่ในความฝัน มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะเชื่อได้

“สมาชิกหลัก! แต้มส่วนเกินตั้งหนึ่งพันสองร้อยแต้ม! พวกเขาจำผิดคนหรือเปล่า?” จิตใจของหลิงเสวียนซวนเต้นไม่เป็นจังหวะราวกับคนเมา ความคิดของนางยุ่งเหยิงยากที่จะแยกแยะได้ว่าทิศไหนคือเหนือ ใต้ ออก ตก

“ข้าเกรงว่า… ข้าเกรงว่าพวกเขาจะจำผิดคน” หลิงเฉิงจื้อกล่าวอย่างจนใจ

Facebook Comment