+100%-

ตอนที่ 17: ข้อตกลง

รับการแจ้งเตือนการอัพเดทก่อนใครที่แฟนเพจครับ
https://www.facebook.com/Child.of.Light.TH

==================================

ตอนที่ 17: ข้อตกลง

 

ในห้องโถงใหญ่ของตระกูลหลิง

กลิ่นฉุนของยาวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ฟุ้งไปทั่ว หลิงฟู่ล้วงถุงผ้าและนำยาวิญญาณ หินวิญญาณและของอีกจำนวนมากจากข้างในมาวางไว้บนกล่องไม้

ในตอนนี้ เลือดของสมาชิกตระกูลหลิงทุกคนเริ่มเดือดพล่านด้วยความตื่นเต้น มีหลายคนหน้าแดงก่ำ สายตาที่จ้องมองเผยให้เห็นความตกตะลึงที่ยากจะปิดบัง ไม่ได้มีแค่ความตกตะลึงเท่านั้นที่แสดงออกทางสีหน้า ความต้องการและความละโมบก็ผสมปนเปอยู่ในนั้นเช่นกัน พวกเขากระหายวัตถุดิบการฝึกฝนที่อยู่บนกล่องไม้

“ขะ-ของพวกนี้ไม่ได้มาจากพวกเราตระกูลหลิง!” ผู้อาวุโสหลิงข่านกานอุทานด้วยน้ำเสียงสั่นไหว

ไม่ต้องสงสัยแต่อย่างใดเลยว่าของหมั้นเหล่านี้ช่วยยืนยันได้ว่าตระกูลหลิงไม่สามารถสร้างวัตถุดิบการฝึกฝนที่มาจากถุงผ้าใบนี้ได้

หินวิญญาณระดับสามัญขั้นที่หกชิ้นหนาจำนวนมาก ยาฟื้นฟูกำลังวังชามากกว่าสิบเม็ด ยาปลุกเลือดลมร้อยวิถีระดับสามัญขั้นที่ห้าหนึ่งเม็ดและยาเปิดทะเลระดับสามัญขั้นที่หกหนึ่งเม็ด… ของที่ออกมาจากถุงผ้าธรรมดาทำให้สมาชิกตระกูลหลิงสูญเสียความสงบในจิตใจอย่างสิ้นเชิง

ผู้ฝึกวรยุทธที่ฉินเลี่ยฆ่าล้วนเป็นผู้ช่วยคนสนิทของนายน้อยเหยียนสื่อเชียน หนึ่งในพวกมันเกิดมาพร้อมกับคาบช้อนเงินเอาไว้ในปาก พ่อของพวกมันล้วนดำรงตำแหน่งสำคัญอยู่ภายในดินแดน อีกทั้งยังมีความจริงที่ว่าผู้ฝึกวรยุทธสองคนสุดท้ายมีพลังระดับชำระขั้นที่เจ็ดและแปด ความสัมพันธ์ของพวกมันจะต้องข้องเกี่ยวกับพวกระดับสูงของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายอย่างแน่นอน

วัตถุดิบการฝึกฝนที่พวกมันเก็บรักษาเอาไว้กับตัวล้วนเป็นสมบัติหายากจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลาย ยาปลุกเลือดลมร้อยวิถีและยาเปิดทะเลที่เป็นส่วนหนึ่งของผู้ฝึกวรยุทธสองคนสุดท้ายเป็นสิ่งที่ได้มาจากผู้อาวุโสอย่างยากลำบาก มันช่วยให้ข้ามไปยังพลังระดับก่อเกิดได้

โดยปกติ แค่ยาวิญญาณอย่างเดียวก็แทบทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายได้มากแล้ว เพราะมันเป็นของหายากแม้แต่กับดินแดนน้ำแข็งที่พังทลาย แต่บัดนี้มันกลับมาอยู่ใจกลางของตระกูลหลิงที่ครอบครองเพียงกำลังเล็กน้อย

“จำนวนของหินวิญญาณและยาวิญญาณอาจจะมากพอที่จะสร้างผู้ฝึกวรยุทธให้มีพลังระดับก่อเกิดได้เลยทีเดียว!” ภายใต้สายตาของผู้คนที่จ้องตาเป็นมัน หลิงข่านกานสูดหายใจเข้าลึก ๆ และกล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า “เฉิงเย่! น้องอวี้ฉีไม่ได้มีพรสวรรค์ตั้งแต่เกิดมากมาย ดังนั้น ข้าเชื่อว่ามันเป็นการยากที่นางจะข้ามไปยังพลังระดับก่อเกิดได้ก่อนที่นางจะอายุยี่สิบปี แต่ว่า ตอนนี้มีหินวิญญาณและยาวิญญาณอยู่ตรงหน้า มันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป! หากไม่เกิดข้อผิดพลาด นางจะสามารถข้ามไปยังพลังระดับก่อเกิดก่อนที่นางจะอายุยี่สิบปีได้หากนางใช้วัตถุดิบฝึกฝนเหล่านี้!”

สมาชิกตระกูลหลิงส่วนใหญ่ต่างกระซิบกระซาบกันและกัน สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความอิจฉา ความริษยาและคำสรรเสริญเมื่อมองมาที่อวี้ฉี

ใบหน้าของหลิงเฉิงเย่แดงก่ำด้วยความตื่นเต้น จู่ ๆ เขารู้สึกเหมือนกับได้พบสรวงสวรรค์หลังจากทนทุกข์ทรมานอยู่ในหุบเหวนรกอันไร้ก้นบึ้ง เขาได้แต่พยักหน้า ไม่สามารถเอ่ยวาจาใด ๆ ออกมาได้ในตอนนี้

ตู่เจี้ยหลันและตระกูลตู่ต่างเบิกตากว้าง สายตาของพวกเขายังจับจ้องไปที่หินวิญญาณและยาวิญญาณ แม้จะมองเห็นด้วยตา แต่มันก็ยากที่จะยอมรับความจริงนี้ได้

“พวกเราตระกูลหลิงย่อมไม่สามารถหาของหมั้นที่สามารถสร้างผู้ฝึกวรยุทธที่มีพลังระดับก่อเกิดได้แน่ มีใครอยากจะเสริมเพิ่มเติมอีกไหม? มีใครยังเชื่อว่าการกระทำของเฉิงเย่นั้นไม่เหมาะสมอีกบ้าง?” หลิงข่านกานถามเสียงดัง เขาสำรวจผู้คนด้วยสายตาเป็นประกายเจิดจ้า เขาเห็นสมาชิกตระกูลหลิงพยักหน้าเล็กน้อย นั่นหมายความว่าไม่มีใครคิดขัดขวางการหมั้นหมายนี้อีก

“เจ้าโง่นี่ก็ไม่เลว อื้ม พิธีหมั้นหมายด้วยการแลกเปลี่ยนกับวัตถุดิบการฝึกฝนจำนวนมากย่อมคุ้มค่า”

“ถ้าเป็นของข้า ข้าจะเห็นด้วยกว่านี้ นี่มันก็แค่พิธีหมั้นหมายกับเจ้าโง่ไม่ใช่เหรอ? น้องอวี้ฉี ถ้าเจ้าไม่เต็มใจ ข้ายินดีทำหน้าที่แทนเจ้าเอง! ตราบใดที่ข้าได้ของหมั้นที่สามารถช่วยข้ามไปยังพลังระดับก่อเกิดก่อนอายุยี่สิบปีได้ ต่อให้ข้าจะต้องทำมากกว่าการหมั้นหมายอย่างการแต่งงานกับเขาข้าก็ยอม!” เสียงใครคนหนึ่งตะโกนดังลั่น

“ฉินเลี่ยเพิ่งอายุสิบห้าปีเท่านั้น เจ้าเองก็อายุเกือบจะสิบเก้าปีแล้ว เจ้าไม่สนใจความคิดของคนอื่นที่มีต่อเจ้าเลยเหรอ? พี่อวี้ฉี ข้าเพิ่งจะอายุสิบหกปีเอง ถ้าพี่รู้สึกขุ่นเคืองใจ ทำไมไม่ให้ข้าไปแทนที่พี่ล่ะ?” เสียงจ๊อกแจ๊กอันละเอียดอ่อนของคนที่อายุอ่อนกว่าดังขึ้นเช่นกัน

เมื่อได้ยินเสียงให้กำลังใจของเหล่าหญิงสาว ดวงตาอันงดงามของหลิงอวี้ฉีจึงเปล่งแสงแวววาวอย่างมีเสน่ห์ นางหันหน้ามามองฉินเลี่ยที่ยืนอยู่เคียงข้าง สีหน้าเศร้าหมองก่อนหน้านี้ได้หลอมละลายกลายเป็นใบหน้าแดงก่ำอันเจิดจ้า

นางเข้าใจว่ายาวิญญาณและหินวิญญาณที่มีที่มาไม่ชัดเจนจากถุงผ้าใบนี้ไม่เพียงแค่จะตบหน้าตระกูลตู่ได้เท่านั้น แต่ยังช่วยแก้ปัญหาสองข้อใหญ่ให้กับพ่อของนางได้อีกด้วย

ของหมั้นอันแสนวิเศษมันมากพอที่จะคลายความสงสัยที่สมาชิกตระกูลมีต่อพ่อของนาง ความไม่เชื่อใจที่มีในตอนแรกถูกหลอมละลายจนสิ้น แต่นั่นมันก็แค่การแก้ปัญหาแรกเท่านั้น

เรื่องต่อมา หินวิญญาณพวกนี้สามารถใช้เป็นเครื่องบรรณาการให้กับหอเมฆดาราแทนต้นวิญญาณและสมุนไพรวิญญาณได้ หากไม่ได้มีแรงกดดันจากหอเมฆดารา ตู่เจี้ยหลันย่อมไม่ตั้งคำถามถึงความสามารถในตัวพ่อของนางในฐานะหัวหน้าอย่างแน่นอน

“ติ๋ง!”

เสียงเลือดหยดลงบนพื้นเรียกความสนใจให้กับหลิงอวี้ฉี นางมองลงมาจึงสังเกตเห็นว่าหยดเลือดสด ๆ มาจากมือของฉินเลี่ยที่นางเอาเล็บจิกไว้แน่น

นางหมกมุ่นกับการฝึกฝนพลังระดับชำระขั้นที่เจ็ดมากเกินไป อีกทั้ง ช่วงนี้นางยังฝึกเคล็ดวิญญาณที่ทำให้เล็บแหลมคมอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ามือเป็นหนึ่งในจุดที่เปราะบางมากที่สุดบนร่างกายมนุษย์…

หลิงอวี้ฉีอึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นจึงตระหนักได้โดยไวว่ามันเป็นเพราะความสิ้นหวังที่ถาโถมเข้ามาก่อนหน้านี้ ทำให้นางเอาเล็บจิกมือของฉินเลี่ยแรงเกินไป ประเด็นคือ นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเล็บของตนจิกเข้าไปในฝ่ามือของอีกฝ่าย

“ติ๋ง!”

หยดเลือดสด ๆ อีกหยดหยดลงพื้น นางเงยหน้าเพื่อมองฉินเลี่ยก่อนจะพบว่าสีหน้าของเขายังว่างเปล่า เป็นอีกครั้งที่เขาไม่เผยความเจ็บปวดหรือเปล่งวาจาออกมาสักคำแม้แต่นิดเดียว มือของเขาไม่กระตุกเลยด้วยซ้ำ!

ในตอนนี้ นางรู้สึกว่าดวงตาของฉินเลี่ยที่มักจะไม่มีชีวิตชีวาอยู่ตลอด มาบัดนี้มันกลับเต็มไปด้วยพละกำลังอันไร้ขีดจำกัด!

หัวใจอันบริสุทธิ์ของนางรู้สึกเจ็บแปลบ ส่วนลึก ๆ ในใจกลายเป็นรูโบ๋ราวกับถูกประทับตรา…

“ข้าเชื่อว่า… ว่าของหมั้นชิ้นนี้ได้ถูกเตรียมไว้นานแล้วตั้งแต่ตอนที่ผู้อาวุโสฉินชานและข้าได้ตกลงเรื่องการหมั้นหมายในปีนั้น ผู้อาวุโสฉินชานบอกกับข้าก่อนหน้านี้ว่าเหตุผลที่เขายอมลดตัวมาอยู่ที่ภูเขาสมุนไพรของพวกเราตระกูลหลิงก็เพื่อดูแลฉินเลี่ย” หลิงเฉิงเย่รีบเรียกความสงบเยือกเย็นของตัวเองกลับคืนมาหลังจากสูญเสียไปเมื่อครู่ เพราะยังไงซะเขาก็คือหัวหน้า

หากคิดตามดี ๆ หลิงเฉิงเย่กำลังจะบอกว่าฉินชานได้ดูแลจิตใจของฉินเลี่ยขณะใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำของภูเขาสมุนไพร

“ก่อนที่ผู้อาวุโสฉินชานจะจากไป เขาได้บอกกับข้าว่าจิตใจของฉินเลี่ยที่มีปัญหาจะฟื้นฟูอย่างช้า ๆ และสามารถหายสนิทได้ทุกเมื่อ!” หลิงเฉิงเย่ปั้นน้ำเป็นตัวได้อย่างไหลลื่น “ข้าไม่คิดว่าผู้อาวุโสฉินชานจะเถรตรงเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ที่ข้าเข้าไปดูมรดกภายในของภูเขาสมุนไพรก็ได้ตกตะลึงกับผลงานชิ้นเอกของผู้อาวุโส! ข้าเชื่อว่าระดับการฝึกฝนของผู้อาวุโสนั้นยากที่จะหยั่งถึง ไม่เช่นนั้น มันก็ไม่มีคำอธิบายเรื่องอุโมงค์และโครงสร้างแปลก ๆ จำนวนมากได้อีกแล้ว!

“ตอนนี้ข้าจะไม่ปิดบังแล้ว และนั่นคือครั้งแรกที่ข้าเสี่ยงภัยเข้าไปยังมรดกภายในของถ้ำเหมืองแร่ ข้าตกใจกับจำนวนอุโมงค์ที่มากมายคณานับ ข้าพยายามเข้าไปยังส่วนลึกของภูเขาเพื่อทำการศึกษา แต่ข้าสับสนกับโครงสร้างอันแปลกประหลาดเหล่านี้ ผลสุดท้าย ข้าก็ต้องกลับบ้านด้วยความพ่ายแพ้”

หลิงเฉิงเย่มองไปที่ผู้คน เขาเสริมความจริงเข้าไปในคำโกหกเพิ่มว่า “ข้อสงสัยที่ว่ามีหินวิญญาณอยู่ภายในภูเขาหรือไม่นั้น ส่วนตัวแล้วข้าเชื่อว่าคำตอบของเรื่องนี้คือไม่ แต่ถ้าคนอื่นไม่คิดเช่นนั้น ข้าก็ขอเชิญให้ไปดูด้วยตาตัวเอง โครงสร้างดังกล่าวไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด พวกมันแค่จำกัดไม่ให้คนอื่นไปได้ไกลกว่านี้ หากมีของมีค่าอยู่ภายในภูเขาจริง มันก็คงเป็นคำอำนวยพรที่มีให้ต่อพวกเราตระกูลหลิงทุกคน”

หลังจากข้อสงสัยของสมาชิกตระกูลเกี่ยวกับภูเขาสมุนไพรถูกโยนไปให้ที่ฉินชานที่จากไปแล้วทั้งหมด ผลที่ได้ ทำให้ความสงสัยของทุกคนย้ายไปที่ภูเขาสมุนไพรแทน เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ข้าได้ตระเตรียมให้พี่สามและเสวียนซวนไปแจ้งข่าวกับหอเมฆดาราถึงปัญหาเรื่องนี้แล้ว นั่นคือเหตุผลที่ทำไมพวกเขาไม่ได้มาเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ อื้ม ไม่มีความจำเป็นที่ทุกคนจะต้องกังวลไป ข้าจะจัดการกับทุกเรื่องเพื่อไม่นำปัญหามาสู่ตระกูลหลิงอย่างแน่นอน”

เมื่อเขาได้อธิบาย ความสงสัยของสมาชิกตระกูลหลิงเริ่มหายไป พวกเขาหันไปตำหนิตู่เจี้ยหลันอย่างพร้อมเพรียงก่อนจะทำท่าเย้ยหยันใส่ผู้อาวุโสหลิงเชียงและหลิงปั้วผู้ไม่สนใจคุณงามความดีของเฉิงเย่ที่กระทำเพื่อผลประโยชน์ของทุกคน สมาชิกบางคนของตระกูลยังพูดอีกว่าเจ้าพวกนั้นมันไร้สาระสิ้นดี จากนั้นก็คิดเรื่อยเปื่อยตามประสาวัยรุ่น

ใบหน้าของตู่เจี้ยหลันและลูกชายของนางซีดเผือดเมื่อพวกเขาได้ยินความเห็นอันหยาบกระด้างจากผู้คน นางรู้ในทันทีว่าแผนอันละเอียดลออที่จะขับไล่เฉิงเย่ล้มเหลวไม่เป็นท่า

“เนื่องจากพี่ใหญ่ไม่ยินดีต้อนรับพวกเรา พวกเราก็ไม่ควรอยู่ที่นี่เพื่อให้ถูกเหยียดหยามมากไปกว่านี้!” ตู่เจี้ยหลันยังหน้าหนาหน้าทน นางส่งสายตาเย็นชาไปให้ฉินเลี่ยด้วยความโกรธก่อนจะพาสมาชิกตระกูลตู่จากไป

“แผนการช่วงชิงตำแหน่งหัวหน้าถูกเจ้าโง่ขัดขวางเอาไว้ ไอ้สารชั่วเอ๊ย!” นางโกรธจัดพลางสาปแช่งอยู่ในใจหลังจากหันกลับไปมองฉินเลี่ยเป็นครั้งสุดท้าย

หลิงเชียงและหลิงปั้วต่างรู้ว่าตนได้กระทำผิด จึงไม่กล้าจะอยู่ที่นี่ต่อ ตระกูลตู่ดันเก้าอี้รถเข็นของพวกเขาออกไป

“เริ่มพิธีต่อได้!”

หลิงเฉิงเย่มองฉินเลี่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความใคร่ครวญ จากนั้น จู่ ๆ เขาก็ตะโกนบอกเช่นนั้น

ภายใต้การเตรียมการของหญิงชราและสายตาที่ยากจะคาดเดาของผู้คน พิธีที่หยุดไปก็กลับมาเริ่มต่อในที่สุด เมื่อประทัดดังขึ้นอีกครั้ง พิธีหมั้นหมายของฉินเลี่ยและหลิงอวี้ฉีจึงจบลงในที่สุด

ผู้คนเริ่มทยอยกันกลับ

ตระกูลหลิงเหลือเพียงพ่อ ลูกสาวสองคนกับสมาชิกหลักบางส่วน นอกนั้นได้กลับกันไปหมดแล้ว ฉินเลี่ยคลายมือจากหลิงอวี้ฉีก่อนจะเดินออกไปข้างนอกเหมือนอย่างทุกทีโดยไม่สนใจบาดแผลที่อยู่บนฝ่ามือ แน่นอนว่าเขายังเมินเฉยต่อเสียงตะโกนของตระกูลหลิงและเสียงเรียกอันละเอียดอ่อนของอวี้ฉี

“ฉินเลี่ย! เกี่ยวกับเรื่องที่เจ้าทำน่ะ ไม่ว่าเจ้าจะได้ยินที่ข้าพูดหรือเปล่า ครั้งนี้ข้าก็ขอขอบใจเจ้า!” หัวหน้าของตระกูลหลิงเปล่งเสียงดังขณะก้าวออกมานอกห้องโถง เขาไล่ตามหลังของฉินเลี่ยพลางกล่าวขอบคุณด้วยใจจริง

ร่างของฉินเลี่ยมุ่งสู่ภูเขาสมุนไพรเหมือนอย่างทุกครั้งโดยไม่หยุดพัก จากนั้นจึงค่อย ๆ หายไปจากสายตาของทุกคน

“เฉิงเย่ เจ้าเชื่อว่าฉินเลี่ยแกล้งทำตัวเป็นเจ้าโง่งั้นเหรอ?” หัวใจของผู้อาวุโสหลิงข่านกานสั่นไหว เขาโพล่งออกมาด้วยความประหลาดใจพร้อมกับส่ายหัวไปมา “แกล้งโง่มานานกว่าห้าปีเนี่ยนะ? ทำไมล่ะ? ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยสักนิด”

“ท่านพ่อ ท่านบอก บอกว่าฉินเลี่ย…” หลิงอวี้ฉีตื่นเต้นเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางจึงกล่าวเสียงเล็กว่า “เขา… เขาไม่ใช่เจ้าโง่จริง ๆ งั้นเหรอ?”

“พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน” หลิงเฉิงเย่หัวเราะขมขื่น “เขายากจะหยั่งถึงมากจริง ๆ อีกอย่าง พ่อแค่ไม่เข้าใจ เขาไปเอายาวิญญาณและหินวิญญาณมาจากไหน? มันแปลกมาก นี่มันแปลกมากจริง ๆ …”

“ไม่ใช่ฉินชานทิ้งของพวกนี้ไว้ให้เขาหรอกหรือ?” หลิงข่านกานตกตะลึง

หลิงเฉิงเย่ส่ายหัวพลางกล่าวว่า “ที่พูดไปก่อนหน้านี้ก็เพื่อห้ามปรามสมาชิกกลุ่มของเรา ข้าไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับฉินชานเลยสักนิด ข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย แต่ว่า มันเป็นความจริงที่ฉินชานไม่ใช่คนธรรมดา ดูจากระดับการฝึกฝนอันสูงส่งของเขาแล้ว ข้าไม่อาจประเมินเขาได้เลย…”

“ถ้าไม่ใช่เพราะยาวิญญาณและหินวิญญาณ พวกเราไม่สามารถรับมือการปฏิวัติของตู่เจี้ยหลันได้แน่ ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าหลิงเชียงและหลิงปั้วจะไปอยู่ข้างนาง เรื่องในคราวนี้เกือบไปแล้วเชียว” หลิงข่านกานยังไม่หายกังวลหลังจากผ่านเรื่องราวในครั้งนี้มาได้ “จะยังไงก็ตาม ครั้งนี้ฉินเลี่ยช่วยพวกเราเอาไว้ เขาช่วยแก้ปัญหาสองข้อใหญ่ได้ในคราวเดียว ดูท่าหลิงอวี้ฉีจะต้องอยู่กับเขาสองปีแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้น พวกเราก็ไม่มีวันใช้หนี้ได้หมดแน่”

“มันก็ไม่ขนาดนั้นหรอก…”

นางจ้องไปยังคราบเลือดบนมือขวาของตน ตอนคิดถึงช่วงที่ฉินเลี่ยไม่ต่อต้านตอนที่นางเอาเล็บจิกลงไปบนฝ่ามือของเขา คลื่นกระเพื่อมก็กระจายไปทั่วจิตใจของหลิงอวี้ฉี จิตใจของนางปวดชาไปหมดราวกับไม่อาจเก็บความขุ่นเคืองเอาไว้ได้อีก

“ฉีเอ้อ ไม่ว่าเขาจะเป็นเจ้าโง่จริง ๆ หรือว่าแกล้งเป็นเจ้าโง่ แต่สองปีนี้ ช่วยดูแลเขาด้วย ยังไงซะ พวกเราตระกูลหลิงก็ติดหนี้เขาแล้ว” หลิงเฉิงเย่ถอนหายใจ

“อืม” หลิงอวี้ฉีพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ดวงตางดงามของนางเผยแววยินดีออกมา แน่นอนว่านางยินดีที่จะรับหน้าที่นี้เป็นอย่างยิ่ง

Facebook Comment