+100%-

ตอนที่ 15: พิธีหมั้นหมาย

รับการแจ้งเตือนการอัพเดทก่อนใครที่แฟนเพจครับ
https://www.facebook.com/Child.of.Light.TH

==================================

ตอนที่ 15: พิธีหมั้นหมาย

 

แม้รุ่งอรุณจะยังมาไม่ถึง แต่ฉินเลี่ยก็ออกมาจากภูเขาสมุนไพรอย่างเงียบ ๆ กระเป๋าหนังสองใบที่เขานำกลับมาจากเทือกเขาอาร์กติกถูกนำไปไว้ภายในถ้ำ ที่ที่เขาใช้ในการฝึกฝนตั้งนานแล้ว

หนึ่งในกระเป๋าใบนั้นมีผลึกอสูรแร้งอสนีทมิฬและต้นหญ้าเหมันต์สิบต้น

กระเป๋าอีกใบมีพวกหินวิญญาณ ยาวิญญาณและวัตถุดิบวิญญาณอื่น ๆ ของทั้งหมดนี้แต่เดิมเป็นของผู้ฝึกวรยุทธจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลาย

ในช่วงนี้ ฉินเลี่ยมักจะใช้ผลึกอสูรแร้งอสนีทมิฬและต้นหญ้าเหมันต์ประกอบการฝึกฝนของตน วัตถุดิบสองชิ้นนี้เป็นประโยชน์ในการรวบรวมพลังวิญญาณมาก ทำให้เขารับรู้ได้ถึงการสร้างพละกำลังที่อยู่ภายในทะเลวิญญาณ

ในส่วนของหินวิญญาณ ยาวิญญาณและวัตถุดิบอื่น ๆ มากมาย เขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจแม้แต่นิดเดียว ข้อแรก เป็นเพราะเขาไม่รู้คุณค่าที่แท้จริงของพวกมัน ข้อสอง ต้นหญ้าเหมันต์และผลึกอสูรแร้งอสนีทมิฬให้ผลดีกับการฝึกฝนในตอนนี้มากกว่า

“พิธีหมั้นหมาย…”

ฉินเลี่ยหยิบยาวิญญาณและหินวิญญาณที่ดูดีขึ้นมาบางส่วนก่อนจะนำมันใส่ในกระเป๋าเสื้อที่มีขนาดเล็กกว่า จากนั้นจึงนำกระเป๋ายัดเข้าไปข้างในส่วนบนของเสื้ออีกที

เมื่อเขาได้ยินหลิงอวี้ฉีพูดเรื่องการหมั้นหมาย ความคิดแรกของเขาก็คือการปฏิเสธ เพราะเขาไม่อยากมีความสัมพันธ์กับตระกูลหลิงจนอาจทำให้เกิดปัญหาได้ ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่อยากทำร้ายหลิงอวี้ฉี

หลังจากพิจารณาไตร่ตรองอยู่นานสองนาน เขาจึงตัดสินใจว่าปัญหาในครั้งนี้ถูกจัดเตรียมโดยท่านปู่ของเขาเมื่อนานมาแล้ว และยิ่งเขาคัดค้านมากเท่าไหร่ ปัญหาก็จะยิ่งหนักข้อขึ้นเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น หัวหน้าตระกูลหลิงยืนกรานชัดเจนกว่าการหมั้นหมายนี้ไม่ได้จัดขึ้นจริง เป็นเพียงพิธีที่จัดบังหน้าเท่านั้น ครบสองปีเมื่อไหร่มันก็จะจบสิ้นลง

พิธีปลอม ๆ หากเขามองดูตรงจุดนี้ มันออกจะดูเป็นพิธีมากเกินไปหน่อย เพราะงั้นเขาจึงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก

อีกทั้ง ช่วงนี้ฉินเลี่ยเริ่มคุ้นเคยกับการที่หลิงอวี้ฉีมาปรณนิบัติเขาอย่างช้า ๆ แล้วด้วย

อย่างไรเสียเขาก็ยังเป็นแค่เด็กหนุ่มอายุสิบห้าปี เขาอยู่ตัวคนเดียวมานานแล้ว เขารู้สึกยินดีกับการดูแลของหญิงสาวผู้เปรียบเสมือนน้องสาวแสนสวยที่คอยช่วยเติมน้ำและซักเสื้อผ้าให้เขา

หากเขาต้องหมั้นหมายกับหลิงอวี้ฉี นางจะดูแลเขาตลอดสองปี ไม่อย่างนั้น เขาอาจจะไม่มีโอกาสได้ยินดีกับการปรณนิบัติเช่นนั้นอีก

หลังจากไตร่ตรองอยู่พักหนึ่ง ฉินเลี่ยก็ไม่คิดฝืนปัญหาอีก ก่อนจะเตรียมปรับอารมณ์อีกครั้ง

แม้ปกติเขาจะตีบทเป็นเจ้าโง่ ฉินเลี่ยผู้ตื่นขึ้นเต็มสองตาก็ยังรู้สึกผิดกับการหมั้นหมายครั้งนี้ เพราะงั้น เขาจึงมาที่ภูเขาสมุนไพรเพื่อเก็บของบางอย่างตุนเอาไว้เพื่อให้คนของเขายามที่พวกเขาต้องการ

รวม ๆ แล้ว ก่อนพิธีหมั้นหมาย ไม่เพียงแค่ฝั่งคู่หมั้นชายต้องเตรียมของหมั้นเพื่อยกให้ผู้อาวุโสของตระกูลอีกฝ่ายเท่านั้น พวกเขายังต้องสักการะบรรพบุรุษอีกด้วย

ฉินเลี่ยไม่มีความเกี่ยวข้องกับบรรพบุรุษ แม้แต่รู้จักก็ยังไม่รู้ ขั้นตอนพวกนี้จึงข้ามไปได้

หลังจากเก็บรวบรวมหินเสร็จ เขาก็รีบกลับไปยังบ้านหินก่อนท้องฟ้าจะทอแสง หลังจากพยายามตระเตรียมผมเผ้าของตัวเองอยู่พักหนึ่ง เขาก็นั่งเงียบ ๆ อยู่ภายในบ้านหิน รอให้สมาชิกตระกูลหลิงมาพาตัวเขาไป

……

ห้องโถงใหญ่ตระกูลหลิง

“อ้า ลูกสาวคนที่หนึ่งก็น่าสงสารเกินไป นางต้องมาหมั้นหมายกับเจ้าโง่นั่น ก่อนหน้านี้ พวกเขาไม่ได้จะให้ลูกสาวคนที่สองหมั้นหมายหรอกหรือ?”

“พรสวรรค์ของลูกสาวคนที่สองก็ดีเกินไป นางมีชะตาต้องเข้าหอเมฆดาราในอนาคต ไม่อาจให้ตนเปรอะเปื้อนมลทินได้ ไม่งั้นมันจะสูญเปล่า ในอดีต ท่านปู่ฉินชานช่วยพวกเราตระกูลหลิงและหัวหน้าก็ตอบรับคำขอของเขาแล้วด้วย พวกเราจะผิดคำพูดได้อย่างไร?”

“ทำไมจะไม่ได้? ยังไงซะ ฉินชานก็ตายไปแล้ว เจ้าโง่นั่นจะไปรู้อะไร?”

“ลูกสาวคนที่หนึ่งก็ออกจะน่ารัก แต่นางกลับมัวหมองเพราะเจ้าโง่ อ้า สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม!”

“เห็นด้วย”

สมาชิกตระกูลหลิงจำนวนมากกระจัดกระจายอยู่ทั่วห้องโถงใหญ่ พวกเขาต่างกระซิบกระซาบกันและกัน ทุกคนต่างรู้สึกว่าฉินเลี่ยไม่มีค่าพอกับหลิงอวี้ฉี จึงรู้สึกโศกเศร้าต่อการเสียสละของนาง

หลังจากหลิงเฉิงจื้อและหลิงเสวียนซวนเริ่มออกเดินทางไปยังเมืองหินน้ำแข็งแล้ว จู่ ๆ หัวหน้าตระกูลหลิงจึงเริ่มประกาศการหมั้นหมายระหว่างฉินเลี่ยและหลิงอวี้ฉี หลังจากนั้น เขารีบเตรียมการเพื่อให้พิธีสิ้นสุดในวันนี้โดยไม่รอการตอบสนองของคนอื่น

หลิงเฉิงเย่ไม่ได้ป่าวประกาศหรือเชื้อเชิญกองกำลังโดยรอบที่เป็นฝ่ายเดียวกัน เขาแค่ป่าวประกาศภายในเมืองเท่านั้น เห็นได้ชัดว่างานครั้งนี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมาก

ในตอนนี้ สมาชิกตระกูลหลิงจำนวนมากที่ได้รับคำเชื้อเชิญต่างมารวมกันที่ห้องโถงใหญ่ หนึ่งในผู้อาวุโสของตระกูลหลิงอย่างหลิงข่านกานก็อยู่ด้วย

เขาเป็นผู้อาวุโสเพียงคนเดียวที่ถูกเชิญมา

ตระกูลหลิงมีผู้อาวุโสสามคน มีหลิงข่านกาน หลิงเชียงและหลิงปั้ว พวกเขาล้วนเป็นหัวหน้าตระกูลหลิงของรุ่นเก่า พ่อของหลิงเฉิงเย่ก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น

เนื่องจากตระกูลหลิงตั้งอยู่ใกล้กับเทือกเขาอาร์คติก การพัฒนาของหัวหน้าจึงมักเผชิญกับการท้าทายมากมาย บางครั้ง พวกเขาจำเป็นต้องเข้าไปยังส่วนลึกของเทือกเขาเพื่อล่าสัตว์วิญญาณและตามหาต้นวิญญาณ บางครั้งพวกเขาก็เผชิญหน้าคนส่งของจากหอเมฆดาราไม่ก็กองกำลังอื่นจนเกิดการก่อสงคราม ดังนั้น  การป่วยตายตามธรรมชาติจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก

หัวหน้ารุ่นเก่าอย่างพ่อของหลิงเฉิงเย่ถูกฆ่าระหว่างต่อสู้กับกองกำลังศัตรู

หลิงข่านกาน หลิงเชียงและหลิงปั้ว ผู้อาวุโสทั้งสามคนนี้ล้วนมีบาดแผลเต็มร่าง สูญเสียการฝึกฝนหรือไม่ก็เดินพลังย้อนกลับได้ช้า พูดง่าย ๆ พวกเขาต้องอยู่บ้านเพื่อพักผ่อน แทบจะไม่ได้เข้ามาข้องเกี่ยวกับปัญหาภายในตระกูลเลย

ตามหลักแล้ว การหมั้นหมายของหลิงอวี้ฉีถือเป็นปัญหาใหญ่ ไม่เพียงแค่หลิงเฉิงจื้อและหลิงเสวียนซวนที่ควรอยู่ที่นี่เท่านั้น แต่ผู้อาวุโสทั้งสามก็ควรมาเข้าร่วมด้วยเช่นกัน

ตั้งแต่แรกแล้วที่หลิงเฉิงเย่ไม่ได้ใส่ใจกับปัญหานี้ เขาจึงเตรียมการเรื่องหย่าร้างในอนาคตเอาไว้แล้ว ดังนั้น เขาจึงไม่ได้ใสใจที่จะเรียกผู้อาวุโสอีกสองคนที่เหลือมาด้วย เขาเรียกเพียงหลิงข่านกานให้มาปรากฏตัวเพียงคนเดียวเท่านั้น

“พวกแซ่ตู่ไม่มา ข้าว่าหัวหน้าคงไม่ได้ไปเชิญพวกเขา อื้ม แบบนี้เรื่องก็ง่ายขึ้นหน่อย”

“หึ! พวกมันไม่ใช่คนของเมืองหลิงทำไมต้องไปเชิญพวกมันด้วยล่ะ?”

“พอพูดถึงแม่กับลูกสองหน่อของนางทีไร ข้าล่ะอารมณ์ขึ้นทุกที!”

วัยรุ่นตระกูลหลิงจำนวนมากมารวมกันอยู่ที่หัวมุม เมื่อเอ่ยถึงตู่เจี้ยหลันและลูก ๆ ของนาง ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองก่อนจะเผยสายตาเย็นชาออกมา

……

หนึ่งในผู้หญิงอายุมากของตระกูลหลิงนำฉินเลี่ยมายังห้องโถงใหญ่ ตลอดทาง นางไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรและนางก็ไม่รู้ว่าฉินเลี่ยจะเข้าใจที่นางพูดด้วยหรือเปล่า นางจึงพูดเพียงว่า “ยังไงซะ สิ่งที่เจ้าต้องทำก็คืออยู่กับข้า ให้ข้าจัดการทุกอย่างเอง หัวหน้าเตรียมการทุกอย่างไว้ในหัวเรียบร้อยแล้ว ใช่ เขาเตรียมแม้กระทั่งของหมั้นเอาไว้ให้ด้วย”

หญิงชราโบกกล่องไม้ที่นางถือตรงหน้าฉินเลี่ย

ฉินเลี่ยลอบตกใจอยู่ในใจ แต่หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เขาก็หัวเราะโง่ ๆ ออกมาก่อนจะล้วงกระเป๋าหนังแล้ววางถุงผ้าไว้บนกล่องไม้ที่อยู่ในมือของหญิงชรา เขาบอกเป็นนัยว่านั่นคือของหมั้นที่ตัวเองเตรียมมา

หญิงชราเผยความประหลาดใจออกมาพักหนึ่ง หลังจากมองฉินเลี่ยแปลก ๆ อยู่พักใหญ่ นางก็สัมผัสได้ว่าถุงผ้าใบนั้นมีน้ำหนักพอตัว นางรู้ทันทีว่าข้างในถุงผ้าต้องมีของอย่างก้อนหินอยู่ ใบหน้าของนางเผยให้เห็นว่าไม่ให้ค่ากับของสิ่งนี้

นางส่ายหัว ไม่มีความคิดจะเปิดถุงเพื่อดูของข้างในแม้แต่น้อย นางคิดอยู่ในใจว่า ข้าคิดว่าเขาจะต้องฉลาดขึ้นอย่างแน่นอน แต่คนโง่ยังไงก็ต้องโง่ต่อไป แม้แต่หินที่พวกเขาเก็บมาก็ยังคิดว่ามันมีค่าเลย…

ท่ามกลางเสียงประทัด หญิงชรานำฉินเลี่ยมาถึงด้านหน้าทางเข้าของห้องโถงใหญ่อย่างรวดเร็ว

นางถือกล่องไม้เอาไว้ในมือ รวมถึงถุงผ้าของฉินเลี่ยด้วย หลังจากนั้น นางพยักหน้าก่อนจะยื่นกล่องไม้แสดงให้คนที่รับรู้ว่าเป็นของหมั้นที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ จากนั้นนางก็ยื่นถุงผ้าให้ด้วยรอยยิ้มพลางส่ายหน้าก่อนจะพาฉินเลี่ยเข้าข้างใน

เมื่อฉินเลี่ยมาถึง เสียงอึกทึกครึกโครมภายในห้องโถงใหญ่จู่ ๆ ก็เงียบลง

เมื่อกลุ่มคนเห็นสีหน้าแข็งทื่อของฉินเลี่ย คิ้วของทุกคนต่างขมวดเข้าหากันก่อนจะพากันส่ายหัวแล้วถอนหายใจ ในใจของพวกเขาเชื่อว่าอีกฝ่ายไม่คู่ควรกับหลิงอวี้ฉี

เมื่อชำเลืองมองไปทั่ว ฉินเลี่ยก็เห็นหลิงอวี้ฉี

นางเปลี่ยนรูปโฉมได้งดงามมาก

นางสวมชุดกระโปรงสีแดงสดใสแนบชิดติดกับร่าง ขับรูปร่างอันระหงและงดงามให้ดูดียิ่งขึ้น แก้มของนางมีสีแดงอ่อน ๆ ทำให้นางดูงดงามมากยิ่งขึ้น อัญมณีคริสตัลชั้นดีทำให้นางดูน่าหลงใหลเข้าไปใหญ่

ผิวของนางขาวราวกับหยก รูปลักษณ์ของนางดูสง่างามเป็นอย่างมาก ดวงตาสดใสจนเห็นได้ชัดเปี่ยมไปด้วยออร่าความงดงามราวกับนางเป็นภูตผู้มาจากวิหารจันทรา ความงดงามของนางทำให้จิตใจของทุกคนถูกครอบงำจนยากที่จะต้านทานได้

แต่ว่า ยิ่งนางดูงดงามมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งดูน่าสงสารมากเท่านั้น

เมื่อละสายตาจากหลิงอวี้ฉีผู้สวยสดงดงาม พวกเขาก็พบกับฉินเลี่ยผู้มีสีหน้าแข็งทื่อ นั่นทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัด จากนั้นจึงพากันถอนหายใจทีละคนก่อนจะเมินเฉยความอึดอัดนี้

ใช่ว่าทุกคนจะรู้สึกไม่ยินดีกับเรื่องนี้ ผู้หญิงตระกูลหลิงบางคนที่มีความสัมพันธ์ไม่ดีกับหลิงอวี้ฉีหรือคนที่อิจฉาในความงามของนางก็จะกระซิบกระซาบเป็นคำที่ไม่รื่นหู เผยให้เห็นว่าพวกนางพร้อมจะเยาะเย้ยและหัวเราะให้หลิงอวี้ฉีถ้าทำได้

เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบ ประกอบกับลูกสาวผู้งดงามที่อยู่ข้าง ๆ เขาขณะฟังเสียงโห่ร้องของผู้คนภายในห้องโถงใหญ่ หลิงเฉิงเย่ยิ่งรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่

เขาอยากให้พิธีนี้จบโดยไว หลิงเฉิงเย่จึงรีบส่งสายตาไปที่หญิงชราเพื่อเป็นสัญญาณให้นางรีบจบพิธีการเดินเพื่อจะเข้าสู่ฉากละครที่เขาเตรียมการเอาไว้

หญิงชราตะโกนเสียงดังเพื่อบอกเป็นนัยว่าเริ่มพิธีอันน่าเบื่อหน่ายระหว่างฉินเลี่ยและหลิงอวี้ฉี

เสียงพึมพำของผู้คนจำนวนมากและสายตาที่จับจ้องมาไม่มีที่สิ้นสุดที่เปี่ยมไปด้วยทั้งความน่าสงสาร ความเห็นใจและการถากถางถาโถมเข้ามา หลิงอวี้ฉีจึงทำได้เพียงแกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจก่อนจะส่งยิ้มให้ผู้คน

…มีเพียงแค่นางที่รู้ว่าความขมขื่นและความขุ่นเคืองถูกเก็บซ่อนเอาไว้ในก้นบึ้งของจิตใจ

“นี่แหละชีวิต เจ้าอย่าโทษคนอื่นเลย ท่านพ่อและคนที่เหลือต่างเสียสละเพื่อตระกูลไปมาก นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็น… เวลาที่ข้าต้องเสียสละเพื่อตระกูลได้มาถึงแล้ว ฉินเลี่ย แม้ว่าเขาจะ… เป็นคนโง่ แต่ก็มีด้านดีเหมือนกัน เขาไม่ทำร้ายข้าหรือไม่สนว่าข้าจะทำอะไร ยามที่เขาหลับตา เขาก็ดูดีมากทีเดียว ถ้าหาก ถ้าหากเขาไม่ใช่เจ้าโง่ ถ้าหากเขาเป็นคนปกติเหมือนคนอื่น ต่อให้เขาจะเป็นแค่คนธรรมดา มันก็คงจะยอมรับได้ง่ายกว่านี้…”

หลิงอวี้ฉีปลอบปลอบประโลมตัวเอง แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น นางก็อดรู้สึกขุ่นเคืองและสงสารตัวเองไม่ได้

ผู้หญิงครึ่งหนึ่งล้วนเพ้อฝันเกี่ยวกับผู้ชายรูปหล่อผู้สามารถปกป้องและดูแลพวกนางได้ หลิงอวี้ฉีที่อายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้นย่อมไม่ใช่ข้อยกเว้น นางเองก็เคยเพ้อฝันถึงเรื่องราวเหล่านี้เช่นกัน

แต่ความเป็นจริงมันช่างโหดร้าย…

ในตอนนี้ จู่ ๆ มือของนางที่จับไว้ก็แน่นขึ้น ทำให้หลิงอวี้ฉีตึงเครียดขึ้นมา

จากนั้นนางก็ได้ยินเสียงตะโกนของหญิงชรา นางเข้าใจในทันทีว่าพิธีได้ดำเนินจนมาถึงจุดนี้แล้ว จุดที่นางและฉินเลี่ยจับมือและเดินลงมาด้วยกัน นางยังเข้าใจอีกด้วยว่าที่มือของฉินเลี่ยสามารถจับตนไว้ได้ก็เพราะความช่วยเหลือของหญิงชรา

นางผู้ไม่เคยสัมผัสกายกับชายใดมาก่อน ลึก ๆ เลยรู้สึกประหม่า แต่นางก็ตระหนักได้ในทันทีว่ามือของฉินเลี่ยทั้งบอบบางและนุ่ม ราวกับว่ามันสามารถยึดจับได้ง่ายกว่ามือของน้องสาวตัวเองเล็กน้อย นี่เป็นเหตุให้นางประหลาดใจจนลอบมองฉินเลี่ยที่อยู่ด้านข้างโดยไม่รู้ตัว

จู่ ๆ หลังจากได้ใกล้ชิดกัน นางกลับรู้สึกแปลก ๆ ว่าจากก้นบึ้งของสายตาที่แข็งทื่อของฉินเลี่ยมีแสงเรืองรองกระจัดกระจายซุกซ่อนอยู่

แสงเรืองรองเหล่านั้นทำให้นางสงบใจได้อย่างน่าประหลาด จิตใจยุ่งเหยิงของนางกลับมาสงบลงอย่างช้า ๆ

“น่าแปลก…”

นางลอบกระซิบกับตัวเองก่อนจะจับมือฉินเลี่ยเอาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ความจริงแล้วมันทำให้นางรู้สึกสบายใจมากขึ้น

“พี่ใหญ่ นี่มันหมายความว่าไง?” ในตอนนี้ จู่ ๆ น้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของตู่เจี้ยหลันดังมาจากด้านนอก

หลังจากนั้น ตู่เจี้ยหลันและลูกชายทั้งสองคนก็เดินเข้ามา ข้าง ๆ มีตู่ไฮ่เถียนและผู้อาวุโสอีกสองคนรวมอยู่ด้วย กลุ่มขนาดใหญ่ของพวกเขามาถึงห้องโถงใหญ่

ทันทีที่สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่นาง ตู่เจี้ยหลัยจึงกล่าวอย่างเย็นชาด้วยสีหน้าโหดเหี้ยมว่า “งานหมั้นหมายหลานสาวของข้าถือเป็นปัญหาใหญ่เลยนะ แต่พี่ใหญ่กลับไม่แม้แต่จะบอกข้าอย่างนั้นหรือ? นี่ท่านดูถูกข้าหรืออย่างไร หรือคิดว่าข้าไม่ใช่หนึ่งในสมาชิกของตระกูลหลิง?

ไม่ต้องรอให้หลิงเฉิงเย่อธิบาย จู่ ๆ นางก็ผายมือไปยังผู้อาวุโสทั้งสองที่นั่งเก้าอี้รถเข็นอยู่ด้านหลัง นางกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “และนี่ก็ยังมีผู้อาวุโสอีกสองท่านด้วย ในอดีต พวกเขาเสี่ยงชีวิตเพื่อตระกูลหลิงจนต้องพิกลพิการ แต่ท่านกลับไม่คิดจะเชื้อเชิญพวกเขาเช่นกัน หลิงเฉิงเย่! ท่านทำเช่นนี้มันหมายความว่ายังไง?!”

“เฉิงเย่ นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?” ผู้อาวุโสที่สุดอย่างหลิงเชียงเอ่ยถามด้วยสีหน้าตรงไปตรงมา เขาขยับมาด้านหน้าด้วยความช่วยเหลือของหัวหน้าตระกูลตู่ เขาพูดต่อว่า “พวกข้าสองคนเป็นสหายที่ทำเพื่อตระกูลหลิงมาตลอดชั่วชีวิต แต่สุดท้าย พวกข้ากลับไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมพิธีหมั้นหมายของพวกหลาน ๆ งั้นหรือ?”

“การกระทำของเจ้าเหมือนกับกำลังดูถูกพวกข้า!” ผู้อาวุโสอีกคนนามหลิงปั้วกล่าวเสียงดังก่อนจะตบเก้าอี้รถเข็นเสียงดังฉาด ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว เขายังด่าทอต่อว่า “อย่าลืมสิว่าผู้อาวุโสทั้งสามอย่างพวกข้ามีสิทธิ์เป็นหัวหน้าได้ทุกเมื่อ!”

ทันทีที่ความเห็นดังกล่าวถูกพูดออกมา ไม่เพียงแค่สีหน้าของหลิงเฉิงเย่เท่านั้นที่เปลี่ยนไป แต่สีหน้าของสมาชิกตระกูลหลิงทุกคนที่อยู่ในห้องโถงใหญ่ล้วนเปลี่ยนไปเช่นกัน พวกเขาล้วนดูหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่ง

……

Facebook Comment