+100%-

ตอนที่ 14: ใช้ชีวิตในขณะที่ได้รับการดูแล

รับการแจ้งเตือนการอัพเดทก่อนใครที่แฟนเพจครับ
https://www.facebook.com/Child.of.Light.TH

==================================

ตอนที่ 14: ใช้ชีวิตในขณะที่ได้รับการดูแล

 

ฉินเลี่ยเดินอยู่บนถนนหินที่นำไปสู่ทางเข้าเมืองด้วยสีหน้าแข็งทื่อ

เขาดูซีดเผือดที่ได้พลัดพรากจากถิ่นมากว่าครึ่งเดือน ดวงตาของเขาปราศจากอารมณ์โดยสิ้นเชิง เสื้อผ้าของเขาเต็มไปด้วยจุดด่างจากคราบโคลน เขาดูเหนื่อยล้าและเจ็บปวดเหลือเกิน

ที่ด้านหลังปรากฏหลิงหยิงผู้สวมใส่เสื้อผ้าหลากสีสันที่ช่วยขับรูปร่างให้ดูดี นางก้าวเดินอย่างมั่นคง ดวงตาเปล่งประกายของนางเปี่ยมไปด้วยความสงสัย

หลังจากฉินเลี่ยจากภูเขาสมุนไพรมากว่าครึ่งเดือน หัวหน้าตระกูลหลิงก็อยากพบอีกฝ่ายใจจะขาด การที่ยังเชื่อว่าฉินเลี่ยยังอยู่ในอุโมงค์ภูเขา ทำให้เขาตระเตรียมคนไปรอคอยฉินเลี่ยอยู่ตรงทางเข้าเหมืองแร่ของภูเขาสมุนไพรทั้งวันทั้งคืน

ในช่วงกลางคืน หลิงเฟิงจะจับตาดู ในช่วงกลางวัน หลิงหยิงจะจับตาดู ทั้งสองจะผลัดเปลี่ยนกันเรื่อย ๆ เพื่อรอคอยการปรากฏตัวของเขาเพื่อที่จะได้กลับมารายงานให้หัวหน้าได้ทราบอย่างทันท่วงที

ด้วยเหตุนี้ ตู่เหิงผู้สงสัยว่ามีสิ่งใดอยู่ข้างในภูเขาสมุนไพรจึงไม่สามารถหาโอกาสเข้าไปสำรวจได้

สำหรับหลิงเฟิงและหลิงหยิง ยามที่พวกเขาได้รับคำสั่งจากหลิงเฉิงเย่ให้รออยู่ด้านนอกทางเข้าเหมืองแร่ของภูเขาสมุนไพร พวกเขาจึงไม่ยอมให้ใครเข้าไปข้างในอย่างเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้ จนกระทั่งตอนนี้ พวกเขาก็ยังไม่รู้ว่าความลับอะไรที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้

เย็นนี้ หลิงหยิงกำลังจับตาดูที่ทางเข้าเหมืองแร่เหมือนอย่างทุกครั้ง นางเบื่ออย่างสุดขีดจนเกือบจะถึงจุดที่จะหลับเสียให้ได้ แต่จู่ ๆ นางก็เห็นฉินเลี่ยมาจากทางที่มุ่งไปยังเทือกเขาอาร์กติก

ในตอนนั้น หลิงหยิงตกใจสุดขีดจนเกือบจะกรีดร้องออกมา

นางตามฉินเลี่ยที่เดินอยู่บนถนน สายตาไม่ไว้วางใจของนางจับตาดูร่างอันโซเซของฉินเลี่ย แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่อาจปะติดปะต่ออะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน ด้วยเหตุนี้ ก้นบึ้งในจิตใจของนางยิ่งเต็มไปด้วยความสงสัยมากกว่าเดิม

“เจ้าโง่นี่ไม่ได้ออกมาจากเหมืองแร่ แต่กลับไปที่เทือกเขาอาร์กติกตั้งครึ่งเดือน เพื่ออะไรล่ะ? ยิ่งไปกว่านั้น เขาไปด้วยตัวของเขาเอง แต่ทำไมถึงยังรอดกลับมาได้ล่ะ?”

หลิงหยิงยิ่งคิดมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งไม่เข้าใจมากเท่านั้น ความประหลาดใจปกคลุมไปทั่วใบหน้ามีเสน่ห์ของนาง ในตอนนี้ นางรู้สึกอยากรู้เรื่องของฉินเลี่ยให้มากยิ่งขึ้น

ฉินเลี่ยรู้สึกได้ถึงสายตาที่หลิงหยิงจับจ้องมาจากด้านหลัง แต่จิตใจของเขากลับไม่รู้สึกวิตกกังวลแต่อย่างใด ก่อนหน้านี้เขาไปถึงภูเขาสมุนไพรเพื่อซ่อนกระเป๋าสองใบเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เขาเกรงว่าหากแบกของไว้มากเกินไป มันรังแต่จะสร้างปัญหาโดยไม่จำเป็นเอาเปล่า ๆ ตอนนี้ร่างของเขาเป็นอิสระจากกระเป๋าพวกนั้นแล้ว เขาจึงไม่ต้องหวาดกลัวต่อคำถามจากตระกูลหลิงเกี่ยวกับวัตถุดิบที่ตนพกเอาไว้อีกต่อไป

ต่อหน้าคนของตระกูลหลิงพูดได้เต็มปากเลยว่าเขาไม่ได้มีความรักให้แต่อย่างใด แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ได้มีความเกลียดชังต่ออีกฝ่าย จากมุมมองของเขา ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลหลิงและเขาและท่านปู่ของเขามันหยุดอยู่ที่คู่หูทางธุรกิจเท่านั้น

ท่านปู่ของเขาเคยซ่อมอุปกรณ์วิญญาณให้ตระกูลหลิงมาก่อน ในทางกลับกัน พวกเขาก็มอบสิทธิ์ให้ใช้พื้นที่ด้านในของภูเขาสมุนไพรซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเขาใช้ในการฝึกฝน “อสนีบาตทลายสวรรค์” —— มันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านี้เลย

เขาทำตัวเหมือนอย่างทุกทีด้วยการกลับเข้าเมือง ไม่สนใจสายตาและเสียงวิพากษ์วิจารย์จากคนรอบข้าง เขาเดินกลับไปยังบ้านหินของตัวเอง

คนแล้วคนเล่าต่างก็พูดว่า “เจ้าโง่กลับมาแล้ว” แต่ว่า คำพูดเหล่านั้นก็ถูกฉินเลี่ยกลั่นกรองทิ้งจนหมด เนื่องจากเขาชินชามานานแล้ว ด้วยเหตุนี้ มันจึงไม่ส่งผลต่อเขา

ในไม่ช้า เขาก็กลับมาถึงบ้านหินที่มีสามห้อง บ้านหินได้รับการทำความสะอาดทุกซอกทุกมุม แต่ฉินเลี่ยกลับไม่สนใจ เขาปิดประตูก่อนจะเริ่มพักผ่อน

การที่เขากลับเข้าเมือง ทำให้ผู้คนจำนวนมากที่ให้ความสนใจในตัวเขาอย่างหลิงเฉิงเย่ พี่ใหญ่และตระกูลตู่รู้สึกตงิด ๆ …

แต่ก็มีบางคนที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรนักอย่างหลิงเสวียนซวน นางยังตะโกนอยู่ภายในสังเวียนต่อสู้และไม่มีทีท่าว่าจะชายตามามองฉินเลี่ย…

“หัวหน้า” หลิงหยิงหยุดตามฉินเลี่ยแล้ว เสื้อผ้าของนางโบกสะบัดเพราะรีบรุดมาอยู่ข้างหลิงเฉิงเย่ ใบหน้าเล็กมีเสน่ห์ของนางเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจก่อนจะกระซิบเสียงเบาว่า “เขา เขาไม่ได้ออกมาจากเหมืองแร่ แต่… แต่มาจากทางที่ไปเทือกเขาอาร์กติก! ครึ่งเดือนมานี้เขาไม่ได้อยู่ในเหมืองแร่เลย!”

ทันทีที่นางกล่าวจบ สมาชิกตระกูลหลิงอีกสามคนต่างเผยสีหน้าตกอกตกใจออกมา พวกเขาล้วนสงสยว่าครึ่งเดือนมานี้ฉินเลี่ยไปอยู่ที่ไหนมา

“เข้าใจล่ะ อย่าบอกให้คนอื่นรู้เด็ดขาด”

หัวหน้าตระกูลหลิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง จากนั้นจึงสั่งห้ามไม่ให้หลิงหยิงพูดเรื่องนี้อีก จากนั้นจึงให้นางออกไป หลังจากนั้น เขาก็ส่งสายตามีนัยให้หลิงเฉิงจื้อ พี่น้องทั้งสอง รวมถึงหลิงอวี้ฉีต่างลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปยังบ้านหินของฉินเลี่ย

ทั้งสามมาถึงด้านหน้าประตูบ้านหินของฉินเลี่ยอย่างรวดเร็ว หลิงเฉิงเย่เคาะประตู “ฉินเลี่ย นี่ลุงหลิงเอง ช่วยเปิดประตูหน่อยสิ”

ภายในบ้าน ฉินเลี่ยลืมตาขึ้น คิ้วขมวดเล็กน้อย หลังจากนั้น เขารีบปรับสีหน้าทันที สีหน้าของเขากลับมาว่างเปล่าอีกครั้งก่อนจะเปิดประตูเพื่อให้ทั้งสามคนเข้ามา

เวลากว่าห้าปี  นาน ๆ ครั้งเท่านั้นที่หลิงเฉิงเย่จะมาที่นี่ แต่นั่นก็เป็นเมื่อตอนที่ฉินชานยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งยังเป็นตอนที่มาตามฉินชานให้ไปซ่อมอุปกรณ์วิญญาณอีกด้วย

หลังจากท่านปู่ของเขาจากไป หลิงเฉิงเย่ก็ไม่ได้มาที่นี่เป็นเวลากว่าสองปี ทำให้ฉินเลี่ยอดสงสัยไม่ได้ว่าเขามาทำอะไรที่นี่จึงรีบลุกอย่างรวดเร็ว เขาไม่รู้เป้าหมายของทั้งสามคนเลยด้วยซ้ำ

หลังจากสมาชิกตระกูลหลิงทั้งสามคนเข้ามา พวกเขาพบว่าฉินเลี่ยกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หิน สายตาว่างเปล่ากำลังจ้องไปยังถ้วยที่วางอยู่บนโต๊ะหิน ราวกับว่าถ้วยบนโต๊ะนั่นน่าสนใจกว่าพวกเขาทั้งสามคนเสียอีก…

หลิงเฉิงเย่จ้องฉินเลี่ยโดยไม่ละสายตา หลังจากจ้องไปสักพัก จู่ ๆ เขาก็กล่าวว่า “ฉินเลี่ย ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะได้ยินหรือไม่ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแท้จริงแล้วเจ้าเป็นคนแบบนี้เสมอเลยหรือเปล่า แต่ที่ข้าอยากพูดก็คือ… สำหรับตระกูลหลิงแล้ว ต้นวิญญาณและสมุนไพรวิญญาณบนภูเขาสมุนไพรเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และในสองปีมานี้ ต้นวิญญาณก็เริ่มเหี่ยวเฉาเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์นี้มันเริ่มส่งผลต่อรากฐานของตระกูลหลิงแล้ว”

หลิงเฉิงเย่ก้มมองเข้าไปในส่วนลึกของดวงตาฉินเลี่ย แต่ก็ไม่อาจค้นพบความผิดปกติใด ๆ เขาจึงได้แต่กล่าวต่อไปด้วยความรู้สึกจนใจว่า “ถ้าหาก ถ้าหากเจ้าได้ยิน ถ้าหากเจ้ามีหนทาง ข้าก็หวังจะให้การเหี่ยวเฉาของต้นวิญญาณบนภูเขาสมุนไพรยุติลง ตระกูลหลิง… พวกเราไม่อาจทนรับความสูญเสียใหญ่หลวงนี้ได้ จึงอยากบอกเจ้าให้ระวังเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ด้วย”

ฉินเลี่ยยังเงียบ เอาแต่จ้องไปที่ถ้วย

“ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง” หลิงเฉิงเย่ลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะกล่าวออกมาอย่างจนใจว่า “ข้าสัญญากับปู่ของเจ้าไว้ว่าข้าจะดูแลเจ้าจนเจ้าอายุครบสิบเจ็ดปี และหนึ่งในนั้นก็คือการหมั้นหมายกับหนึ่งในลูกสาวของข้า เนื่องจากปู่ของเจ้าและข้าเห็นพ้องต้องกัน พิธีการหมั้นหมายก็จะจัดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ข้าแค่บอกเจ้าให้ทราบเอาไว้ก่อนเท่านั้น มัน… เป็นการหมั้นหมายระหว่างเจ้าและอวี้ฉี ข้าจะตระเตรียมให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พิธีจะจัดในช่วงเวลานี้นี่แหละ”

ฉินเลี่ยช่างเหมือนกับบล็อคไม้ที่ไม่เคยเปลี่ยนสีหน้า ใบหน้าของหลิงอวี้ฉีแดงก่ำเพราะความเขินอาย

“แต่ว่า ข้าบอกเจ้าไว้ก่อนว่าการหมั้นหมายนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องเจ้าเท่านั้น และมันก็มีผลแค่สองปี ครบสองปีเมื่อไหร่ ไม่ว่ายังไงข้าก็จะยกเลิกการหมั้นหมายให้ได้ ข้าหวังว่าเจ้าจะเตรียมใจเอาไว้พร้อมแล้วเมื่อถึงตอนนั้น” หลิงเฉิงเย่คิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวเสริมว่า “ปู่ของเจ้าทำคุณงามความดีกับตระกูลหลิงเอาไว้ หลายปีมานี้ พวกเราจึงอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และพวกเราก็หวังว่ามันจะยังเป็นแบบนั้นต่อไปในอนาคต ใช่ ไม่ว่าสถานะที่แท้จริงของเจ้าจะเป็นเช่นไร ข้าก็จะไม่สืบสาวราวเรื่องอีก ขอแค่ทุกคนอยู่กันอย่างมีความสุขมันก็มากเกินพอแล้ว”

ทันทีที่กล่าวจบ หลิงเฉิงเย่ก็ลุกขึ้นก่อนจะส่งสัญญาณให้น้องชายและลูกสาวของตนไปพร้อมกับเขา

“ท่านพ่อ ข้าอยากพูดบางอย่างเป็นการส่วนตัวกับเขาเสียหน่อย เชิญกลับไปก่อนได้เลย” หลิงอวี้ฉีกล่าวอย่างอ่อนโยนก่อนจะก้มหัวให้

หลิงเฉิงเย่ลอบถอนหายใจอยู่ในใจด้วยความรู้สึกผิดก่อนจะพยักหน้าและเดินออกจากบ้านหินไปพร้อมกับน้องชายของตน

ภายในห้อง ทุกอย่างดูอึดอัด บรรยากาศภายในห้องเริ่มกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ฉินเลี่ยยังคงแสดงสีหน้าไร้ความรู้สึกและไร้การตอบสนองเหมือนเดิม ราวกับเขาไม่รู้ว่ามีสาวงามอยู่ในห้องร่วมกับเขาด้วย

หลิงอวี้ฉีกัดริมฝีปากล่าง แก้มของนางแดงระเรื่อ แต่จู่ ๆ นางก็เงยหน้าขึ้นพูดว่า “เจ้าไม่ได้ล้างเนื้อล้างตัวมานานแล้ว ข้าจะช่วยนำน้ำมาให้เจ้า”

ทันทีที่พูดจบ นางก็ลุกขึ้นอย่างสง่างาม ส้นเท้าของนางหันออกเผยให้เห็นแขนได้รูปกับข้อมือสีขาวราวหิมะ นางตรงไปที่ห้องน้ำเพื่อเติมน้ำด้วยท่าทางเขินอาย

ถังไม้ที่เต็มไปด้วยน้ำ ผ้าเช็ดตัวและของใช้อื่น ๆ ถูกเตรียมไว้ให้หลังจากนางกลับมา

นางค่อย ๆ ปรับตัวจนร่างกายเริ่มสงบลงอย่างช้า ๆ

ร่องรอยของความเวทนาตนเองและความจนใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันงดงามและบอบบางของนาง นางกล่าวอย่างจนใจว่า “ตระกูลหลิงติดหนี้ท่านปู่ฉินชานเป็นคำขอข้อหนึ่งไว้ ในระยะเวลาสองปีนี้ ข้าจะใช้หนี้ที่ติดไว้ให้เอง ทันทีที่พวกเราหมั้นหมาย ข้าจะมาดูแลเจ้าให้บ่อย ๆ อ่า ข้าทำได้แค่งานทำความสะอาดและก็เติมน้ำให้เจ้า หวังว่าเจ้าจะเข้าใจ”

ระหว่างที่นางพูด หลิงอวี้ฉีก็จับผ้าขี้ริ้วที่จุ่มน้ำลงไปแล้ว จากนั้นจึงเริ่มทำความสะอาดห้องอย่างชำนิชำนาญโดยไม่สนใจการตอบสนองของฉินเลี่ยแม้แต่น้อย

แม้ดวงตาของฉินเลี่ยจะว่างเปล่า แต่จิตใจของเขายังรับรู้ จากที่ดูความคุ้นชินกับบ้านหลังนี้ของหลิงอวี้ฉีแล้ว เขาก็เข้าใจได้ในทันทีว่าคนที่มาทำความสะอาดในบ้านของเขาเมื่อครึ่งเดือนก่อนก็คือแม่สาวน้อยผู้งดงามและบอบบางคนนี้นี่เอง

“อ่า เจ้าเองก็น่าสงสารนะ หลังจากท่านปู่ฉินชานตาย เจ้าก็ต้องอยู่ตัวคนเดียว จิตใจของเจ้าก็ไม่ค่อยจะดีด้วย…”

“เดิมทีแล้ว ท่านพ่อของข้าเตรียมการหมั้นหมายระหว่างเจ้ากับน้องสาวของข้าที่อายุเท่ากับเจ้าเอาไว้ แต่นางเป็นความหวังเดียวของตระกูลหลิงและท่านพ่อของข้าก็เกรงว่าการหมั้นหมายจะส่งผลต่อการฝึกฝนของนาง ยิ่งไปกว่านั้น การแต่งงานในอนาคตของนางก็เป็นเรื่องใหญ่อีกด้วย เพราะงั้น… มันก็มีแต่การที่ให้ข้าไปแทนที่เท่านั้น

“ฮ่า ถึงข้าจะเป็นพี่สาว แต่ข้าก็ไม่ได้มีพรสวรรค์มากมายสำหรับการฝึกนักหรอก ข้าอายุสิบเจ็ดปีแล้ว ข้าเกรงว่าตนเองจะไม่มีหนทางที่จะฝ่าไปถึงพลังระดับก่อเกิดได้ก่อนอายุยี่สิบปี หอเมฆดาราเข้มงวดเวลาเลือกลูกศิษย์หลักเป็นอย่างมาก ถ้าเจ้าไม่อาจฝ่าไปถึงพลังระดับก่อเกิดได้ก่อนอายุยี่สิบปี เจ้าก็จะไม่ได้รับการอนุมัติจากพวกเขาอีกเลยตลอดชีวิต

“ท่านพ่อของข้าและท่านลุงลำดับที่สามอยากเข้าหอเมฆดารามาตลอดทั้งชีวิต แต่โชคชะตาของพวกท่านไม่ได้ถูกกำหนดเอาไว้เช่นนั้น ความฝันตลอดชีวิตที่ไม่มีวันเป็นจริงจึงได้ตกมาอยู่กับน้องสาวของข้าแทน

“อ่า เพราะการเหี่ยวเฉาของพืชสมุนไพร พวกเราจึงต้องเอาอกเอาใจตระกูลตู่อีกครั้ง เพราะพักนี้พวกเขายุยงอยู่เรื่อย พวกเราก็รำคาญจะตายอยู่แล้ว ยัยผู้หญิงนั่น นางคิดแต่จะฮุบภูเขาสมุนไพรเอาไว้คนเดียว ครั้งนี้ นางพยายามจะเอาชนะให้ได้ ข้าก็ไม่รู้ว่าพวกเราจะหยุดนางไว้ได้หรือเปล่า”

อาจจะเพราะเร็ว ๆ นี้นางจะต้องหมั้นหมายกับฉินเลี่ย หรืออาจจะเพราะนางคิดว่าฉินเลี่ยไม่เข้าใจในสิ่งที่ตนพูด แต่นางมีกำแพงปิดกั้นจิตใจตัวเองไม่มากนัก ด้วยเหตุนี้ ระหว่างที่นางทำงาน นางก็จะพูดสิ่งที่เก็บไว้ในใจบ้าง พึมพำกับตัวเองบ้างอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้ฉินเลี่ยเข้าใจสถานการณ์ของตระกูลหลิงมากขึ้นเรื่อย ๆ

อีกทั้งยังทำให้เขาเข้าใจหลิงอวี้ฉี ความคิดที่มีต่อนางก็เริ่มเปลี่ยนไป…

หลังทำหน้าที่เสร็จ หลิงอวี้ฉีก็ไม่คิดจะอยู่ที่นี่นานกว่านี้ หลังจากบอกฉินเลี่ยว่าน้ำท่าเตรียมไว้พร้อมแล้ว อย่าลืมเข้าไปอาบเด็ดขาด นางก็ออกจากบ้านหินไปอย่างเงียบ ๆ

ฉินเลี่ยฟังอยู่พักหนึ่ง หลังจากแน่ใจว่านางไปแล้ว เขาก็เดินไปที่ห้องน้ำ

หลังจากเห็นปริมาณน้ำที่หกบนพื้นซึ่งเป็นผลจากถังน้ำและกองผ้าเช็ดตัวที่พับอย่างไม่เรียบร้อย เขาก็ได้แต่ส่ายหัวจนไม่อาจกลั้นหัวเราะเอาไว้ได้

เขารู้ในทันทีว่าหลิงอวี้ฉีไม่ได้ทำแบบนี้บ่อยนัก ประกอบกับผลจากที่นางรู้สึกปั่นป่วน ผลสุดท้ายจึงลงเอยแบบนี้

ฉินเลี่ยลูบจมูกก่อนจะถอดเสื้ออย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นจึงเข้าไปยังถังน้ำ หลังจากนั้น จู่ ๆ ร่างของเขาก็กระตุกจนเกือบทำให้เขาหลุดเสียงกรีดร้องออกมา

น้ำแม่งเย็นชิบหายเลย!

……

เช้าวันต่อมา ฉินเลี่ยมุ่งสู่โรงอาหารหลิงด้วยดวงตาอันว่างเปล่าและน้ำมูกไหล

หลิงอวี้ฉีรู้สึกผิดทันทีที่เห็นฉินเลี่ยเดินมาพร้อมกับน้ำมูกไหล นางรีบกลั้นหัวเราะก่อนจะก้มหัวลงเพราะไม่กล้าสบตากับเขา

เพราะปัญหาเรื่องต้นวิญญาณ พี่น้องหลิงและตู่เจี้ยหลันจึงเริ่มโต้เถียงกันอีกครั้ง ความตึงเครียดอันแสนหดหู่และอึมครึมปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ ทำให้ฉินเลี่ยรู้สึกว่าสงครามอาจจะเกิดขึ้นระหว่างหัวโต๊ะทั้งสองเมื่อไหร่ก็ได้

หลังจากกินข้าวเสร็จ เขาก็มุ่งหน้าไปที่เหมืองแร่ของภูเขาสมุนไพรเพื่อทำการฝึกฝนต่อ เพราะเขาไม่ได้อยู่ในสภาวะความสงบอันเลินเล่อ เขาจึงต้องควบคุมพลังสายฟ้าสวรรค์อย่างระมัดระวัง ไม่อย่างนั้น การไหลทะลักของกระแสไฟฟ้าจะฆ่าต้นวิญญาณและสมุนไพรวิญญาณมากไปกว่านี้

การแสดงความเห็นของหลิงเฉิงเย่ก็แค่การเล่นตามบทบาทเท่านั้น ฉินเลี่ยเองก็ไม่อยากทำลายรากฐานของตระกูลหลิงเช่นกัน เนื่องจากเขาไม่ต้องการชักนำปัญหาที่ไม่มีวันจบสิ้นมาสู่ตน

ตอนนี้ฉินเลี่ยฟื้นตัวเต็มที่แล้ว หลิงเฟิงและหลิงหยิงก็ไม่คุ้มกันทางเข้าเหมืองแร่อีกต่อไป ดังนั้น ในคืนหนึ่ง ตู่เหิงก็หาโอกาสเข้าไปในเหมืองแร่ได้สำเร็จ

หลังจากหน้ามืดเพราะการสำรวจอยู่พักใหญ่  จู่ ๆ ตู่เหิงก็สะดุ้งตกใจ เขาประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงของเหมืองแร่เหมือนกับที่หลิงเฉิงจื้อประสบมาก่อนหน้านี้

เมื่อตู่เหิงอยู่ข้างในเหมืองแร่ เขาก็เตรียมรายงานสถานการณ์ให้ท่านแม่ได้ทราบ ทางหลิงเฉิงเย่เองก็ได้เตรียมการรับมือเอาไว้แล้วด้วยการออกคำสั่งให้หลิงเสวียนซวนและหลิงเฉิงจื้อออกเดินทางไปยังเมืองหินน้ำแข็งเป็นการชั่วคราว

นั่นก็เพราะถ้าหลิงเสวียนซวนรู้ว่าพี่สาวยอมเป็นคู่หมั้นของฉินเลี่ยแทนตน นางจะระเบิดความโกรธ สร้างปัญหาและพยายามขัดขวางการหมั้นหมายระหว่างฉินเลี่ยและหลิงอวี้ฉี

แต่ว่า การส่งหลิงเสวียนซวนให้ไปที่ไกล ๆ ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่หลิงเฉิงเย่ต้องการให้พวกเขาไปที่เมืองหินน้ำแข็ง ที่สำคัญกว่านั้นคือเขาต้องการให้พวกเขาไปทักทายหอเมฆดารา

หลิงเสวียนซวนมีพรสวรรค์อันยอดเยี่ยม หอเมฆดาราก็รู้ถึงเรื่องนี้แล้ว หลิงเฉิงเย่หวังว่าหอเมฆดาราจะเห็นแก่ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางและคุณงามความดีที่ตระกูลหลิงได้ส่งสมุนไพรและต้นพืชไปให้

……

ไม่กี่วันต่อมา หลิงอวี้ฉีทำตามที่สัญญาเอาไว้ นางไปบ้านหินของฉินเลี่ยบ่อยขึ้น

ตลอดทั้งวัน นางใช้เวลาตอนที่ฉินเลี่ยไม่อยู่ทำการซักเสื้อผ้าที่เขาถอดทิ้งไว้ ในตอนเย็น เมื่อฉินเลี่ยกลับมาที่บ้าน นางจะเตรียมเสื้อผ้าสะอาดและน้ำเต็มถังสำหรับอาบน้ำไว้ให้ อีกทั้งยังช่วยเขาทำความสะอาดบ้านอีกด้วย

ความเขินอายจากการทำเรื่องผิด ๆ อย่างการเตรียมน้ำเย็นสำหรับอาบไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง แน่นอนว่านางไม่เปลี่ยนแปลงงานอดิเรกของตนอย่างการพูดสิ่งที่ตนคิดให้ฟังทุกวัน

ฉินเลี่ยที่ตอนแรกทำตัวเปิ่นก็เริ่มปรับตัวได้อย่างช้า ๆ เขาค่อย ๆ คุ้นเคยกับการถูกคนดูแล

ทันทีที่หลิงอวี้ฉีเติมน้ำเสร็จ เขาก็รุดหน้าไปยังห้องน้ำเพื่ออาบน้ำทันทีโดยไม่รอให้นางจากไปก่อน

ทุกครั้งที่เขานั่งเปลือยกายอยู่ในถังอาบน้ำ เขาจะลอบฟังหลิงอวี้ฉีบ่นอย่างอ่อนโยนอยู่ด้านนอกประตูที่กั้นพวกเขาเอาไว้ บางครั้งเขาก็ยักคิ้วเล็กน้อย บางครั้งมุมปากของเขาก็เผยรอยยิ้มแปลก ๆ ออกมา

“ข้าไปก่อนล่ะ ไม่ต้องรีบอาบ” น้ำเสียงอันอ่อนโยนของหลิงอวี้ฉีดังขึ้น ในจังหวะที่ฉินเลี่ยคิดว่านางไปแล้ว หลิงอวี้ฉีที่ยังอยู่หน้าประตูจู่ ๆ ก็เริ่มหายใจติดขัด น้ำเสียงของนางเบาราวกับเสียงร้องของยุง นางกระซิบว่า “พรุ่งนี้ พรุ่งนี้จะเป็นวันที่ท่านพ่อของข้าตระเตรียม…”

นางจากไปนานมากกว่าฉินเลี่ยจะมีอาการตอบสนอง เขานั่งอยู่ในถังน้ำ มองไปที่คานบ้านด้วยสีหน้าราบเรียบ เขาอยู่ในสภาพนี้นานมากกว่าสติจะหวนกลับคืนมา

Facebook Comment