+100%-

ตอนที่ 13: ลาภลอย!

รับการแจ้งเตือนการอัพเดทก่อนใครที่แฟนเพจครับ
https://www.facebook.com/Child.of.Light.TH

==================================

ตอนที่ 13: ลาภลอย!

 

ฉินเลี่ยกองลงกับพื้นด้วยร่างกายที่ชาไปทั่วร่าง สายฟ้ายังคงไหลเวียนอยู่ในกล้ามเนื้อและหลอดเลือด

พลังที่แท้จริงของเขาคือพลังชำระขั้นที่หกเท่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะพลังสายฟ้าจากสวรรค์ทั้งเก้า ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ที่เขาจะสร้างผลลัพธ์อันน่าตกใจนี้ได้

ในส่วนของผู้ฝึกวรยุทธที่อยู่ข้างเหยียนสื่อเชียน หากมีใครสักคนตั้งใจจะฆ่าเขาจริง ๆ มันย่อมเป็นการยากที่เขาจะได้รับชัยชนะ

ทันทีที่การต่อสู้อันโหดเหี้ยมจบลง สายฟ้าก็กระจัดกระจาย เพราะเขาใช้พละกำลังพร้อมกับสายฟ้าฟาดมากเกินไป จิตใจของเขาจึงอ่อนแอในทันที

กลุ่มของถูเสือทั้งเจ็ดคนมองดูเขาพลางเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ พอมองดูสายตาของอีกฝ่ายแล้ว มันทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก

“น้องชายเลี่ย มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ใบหน้าอ้วนกลมของคังจื้อบีบเข้าหากัน อีกฝ่ายหัวเราะออกมาก่อนจะพูดประจบสอพลออย่างไม่เป็นธรรมชาติว่า “ดูเหมือนเจ้าจะเป็นต้นเหตุของฟ้าผ่าและสายฟ้าบนท้องฟ้าสินะ? เจ้าทำได้ยังไง? เจ้าน่ะ ทั้งที่เจ้าบอบบางเหมือนผู้หญิงแท้ ๆ แต่ทันทีที่เริ่มต่อสู้ เจ้าก็กลับกลายเป็นคนละคนไปซะได้ ความตั้งใจอันรุนแรงของเจ้ามันทั้งโหดเหี้ยมและป่าเถื่อน ขนาดข้าแค่มองดูเจ้ายังหวาดกลัวเลย เจ้าคงมีหนทางที่ทำให้ทำแบบนี้ได้สินะ!”

“ต้องขอบคุณอุปกรณ์วิญญาณนั่นแหละ” ใบหน้าของฉินเลี่ยอ่อนแรง เขาไม่สนแล้วว่าอีกฝ่ายจะอยากรู้อยากเห็นแค่ไหน เขาล้วงหยิบผลึกอสูรของแร้งอสนีทมิฬขึ้นมาหนึ่งก้อน ดวงตาของเขาหรี่เล็กก่อนจะเริ่มปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอ

ถูเสือและพวกมองดูเขาก่อนจะมานั่งอยู่ข้าง ๆ โดยไม่ถามอะไรอีก พวกเขาล้วงหยิบยาวิญญาณออกมาเพื่อรักษาตัวเอง

ผ่านไปพักใหญ่

ฉินเลี่ยรู้สึกว่าพละกำลังของตนกำลังกลับคืนมาอย่างช้า ๆ เขาได้ยินถูเสือและพวกสนทนากันจึงลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ

“นานนะเนี่ยกว่าเจ้าจะตื่น” ถูเสือยิ้มก่อนจะโยนแผ่นหยกให้แล้วกล่าวว่า “อื้ม แผ่นหยกนี้เป็นของเจ้า ด้วยแผ่นหยกนี้ เจ้าสามารถมาที่หอเมฆดาราเมื่อไหร่ก็ได้ อีกทั้งยังได้เป็นสมาชิกหลักของหอเมฆดาราอีกด้วย”

เขารับแผ่นหยกมา มองเห็นลวดลายก้อนเมฆเนบิวลาอยู่บนนั้น ฉินเลี่ยอึ้งไปชั่วครู่ “นี่มัน…”

เขารู้ว่าการจะได้เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังระดับหินปูน อีกทั้งยังเป็นถึงสมาชิกหลักของหอเมฆดาราเป็นอะไรที่ยากมาก ตระกูลหลิงและเด็ก ๆ จากกองกำลังอื่นล้วนฝึกฝนกันอย่างเต็มที่เพื่อจะได้เป็นหนึ่งในสมาชิกหลักของหอเมฆดารา พวกเขาทำทั้งหมดนี่ก็เพื่อจะฝ่าไปให้ถึงพลังระดับก่อเกิดก่อนอายุยี่สิบปีด้วยการได้รับความช่วยเหลือจากหอเมฆดารา

พี่น้องหลิงเฉิงจื้อและหลิงเฉิงเย่ไปถึงพลังระดับก่อเกิดแล้ว แต่น่าเสียดายที่พวกเขาถูกจำกัดเรื่องอายุ ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่หอเมฆดาราได้ พวกเขาเป็นเพียงตัวตนในฐานะผู้ฝึกวรยุทธของกองกำลังทาส

ในตระกูลหลิงขนาดใหญ่ มีเพียงหลิงเสวียนซวนเท่านั้นที่มีโอกาสเข้าถึงพลังระดับก่อเกิดก่อนอายุยี่สิบปีจนสามารถเข้ารับการฝึกฝนจากหอเมฆดาราได้

ถูเสือโยนสัญลักษณ์สั่งการให้ อีกทั้งยังบอกว่าเขาสามารถใช้มันเพื่อเป็นสมาชิกหลักเมื่อไหร่ก็ได้ นี่เป็นเรื่องที่ชวนให้ฉินเลี่ยอึ้งเป็นอย่างมาก

“สัญลักษณ์สั่งการเป็นแค่ของชิ้นแรกเท่านั้น” จัวเฉียนยิ้มอ่อนหวานก่อนจะโยนถุงใส่เหล้าองุ่นมาให้ จากนั้นจึงกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าบอกแล้วนี่ว่าถ้าเจ้าหาเหล็กกล้าดาราพบ ข้าจะเลี้ยงเครื่องดื่มเจ้า…”

ก่อนที่ฉินเลี่ยจะได้พูดอะไร นางก็พูดอีกว่า “พวกเราคำนวณกันเสร็จแล้ว เจ้าฆ่านักธนูจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายไปเจ็ดคน และเจ็ดคนนั้นยังมีพลังชำระขั้นที่ห้าอีกด้วย ส่วนอีกสองคนที่เจ้าฆ่าหลังจากนั้น คนหนึ่งอยู่ขั้นที่เจ็ด อีกคนอยู่ขั้นที่แปด อื้ม ขั้นที่ห้าเจ็ดคนเท่ากับห้าสิบแต้ม ขั้นที่เจ็ดหนึ่งคนนับเป็นแปดสิบแต้ม ขั้นที่แปดหนึ่งคนนับเป็นหนึ่งร้อยแต้ม หากบวกกับวัตถุดิบจากจิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์ที่เจ้าเก็บไปด้วยมีค่าสามร้อยห้าสิบแต้มแล้ว…”

เสียงของจัวเฉียนหยุดลง รอยยิ้มของนางสดใสและกว้างมากยิ่งขึ้น “เจ้ายังไม่เคยเข้ามาในหอเมฆดาราเลยนี่ แต่เจ้ากลับมีถึงแปดร้อยแปดสิบแต้มแล้ว ฮี่ฮี่ มีแต้มส่วนเกินเยอะแยะเลย ถ้าเจ้าเข้ามาเมื่อไหร่ เจ้าสามารถเอามาแลกของได้หลายอย่างเลยล่ะ”

ถูเสือและพวกต่างพากันยิ้มแย้ม

ฉินเลี่ยรู้สึกสับสนนิดหน่อย จึงถามไปว่า “แต้มส่วนเกินงั้นเหรอ? แต้มส่วนเกินจะได้จากการฆ่าคนอย่างนั้นเหรอ?”

“แต้มส่วนเกินคือของธรรมดาที่สมาชิกหลักของหอเมฆดาราใช้กัน มันสามารถใช้แลกเปลี่ยนของสำหรับการฝึกฝน อย่างเช่นวิชาวิญญาณ ทักษะวิญญาณ อุปกรณ์วิญญาณ ยาวิญญาณและอื่น ๆ อีกมากที่มาจากหอเมฆดารา มีหลายหนทางที่จะได้รับแต้มส่วนเกิน ตราบที่เจ้าทำงานให้กับหอเมฆดารา เจ้าก็จะได้รับแต้มส่วนเกินเหมือนกัน เจ้าจะได้แต้มส่วนเกินจากการจับและฆ่าสัตว์วิญญาณ เปลี่ยนมันให้เป็นวัตถุดิบวิญญาณและช่วยหอเมฆดารารวบรวมของวิเศษ การฆ่าศัตรูของหอเมฆดาราก็ทำให้เจ้าได้รับแต้มส่วนเกินเช่นกัน…”

ถูเสือยิ้มปากกว้างก่อนจะอธิบายเกี่ยวกับรายละเอียดให้เขาฟัง “ดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายและหอเมฆดารามีการต่อสู้หลั่งเลือดอยู่ตลอด เพราะการควบคุมของหออสูรทมิฬ การฆ่าผู้ฝึกวรยุทธจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายทำให้ไม่ได้รับแต้มส่วนเกินอย่างเป็นทางการ แต่สำหรับหอเมฆดาราแล้วยังถือว่าได้รับแต้มส่วนเกินแม้มันจะไม่เป็นทางการก็ตาม วันนี้เจ้าฆ่าคนไปเก้าคน พวกเราคำนวณให้เรียบร้อยแล้ว อีกเดี๋ยวจะไปส่งรายงานกัน รวมถึงวัตถุดิบจากจิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์ด้วย ฮี่ฮี่ ทั้งที่เจ้าไม่เคยไปหอเมฆดารามาก่อนแท้ ๆ แต่เจ้ากลับได้รับลาภลอยขนาดนี้เชียว”

“พวกเจ้าต่างหากที่เป็นคนฆ่าจิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์ แต้มส่วนเกินมันควรจะเป็นของพวกเจ้า ไม่ใช่ของข้าไม่ใช่เหรอ?” ฉินเลี่ยถามด้วยความประหลาดใจ

“พวกเราคงทำอะไรกันเองไม่ได้หรอก และในท้ายที่สุด เจ้าก็เป็นคนที่ช่วยพวกเราเอาไว้ เป็นธรรมดาที่จะต้องนับเจ้าเข้าไปด้วย อื้ม พวกเราเจ็ดคนไม่มีใครคัดค้าน อย่าพูดให้มากความ พวกเราลงความเห็นว่ามันเป็นของเจ้า เพราะงั้นมันก็คือของเจ้า!” ถูเสือย้ำพลางโบกมือไปมา

ฉินเลี่ยพยักหน้าก่อนจะหยุดทำตัวสุภาพนอบน้อม “ถ้างั้นก็ขอขอบคุณ”

“ฮ่าฮ่า! น้องชายแสนดี!” ถูเสือหัวเราะเสียงดัง

“ยังมีอีก!” คังจื้ออ้วนกลมส่งยิ้มก่อนจะโยนกระเป๋าหนังให้ฉินเลี่ย กระเป๋าหนังใบนี้บวมมาก ดูเหมือนจะมีของหลายอย่างอยู่ข้างใน

“เมื่อกี้พวกเราค้นตัวคนจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายที่เจ้าฆ่าไปทั้งเก้าคนแล้ว ทำให้เจอวัตถุดิบสำหรับการฝึกฝนบางชิ้นที่อาจจะเป็นประโยชน์กับเจ้า ฮี่ฮี่ มันก็แค่ของทั่วไปอย่างยาวิญญาณและหินวิญญาณนั่นแหละ อื้ม อาวุธและอุปกรณ์วิญญาณบนตัวพวกมันไม่ใช่ของมีคุณภาพเท่าไหร่ ถึงมันจะใหญ่ แต่แบกไปก็ลำบากเอาเปล่า ๆ มันอาจจะไม่เหมาะกับเจ้า เพราะงั้น พวกเราเลยไม่ได้หยิบมาให้เจ้า แต่พอกลับไปถึงหอเมฆดาราเมื่อไหร่ พวกเราจะช่วยเจ้าแลกเปลี่ยนมันเป็นแต้มส่วนเกินให้เอง” คังจื้ออธิบาย

ฉินเลี่ยชั่งน้ำหนักกระเป๋าหนังด้วยมือ แววตาของเขาเผยความรู้สึกยินดีระคนประหลาดใจออกมา จากนั้นจึงขอบคุณอีกฝ่ายอีกรอบ

สามวันหลังจากนั้น ทุกคนก็รักษาบาดแผลข้างต้นที่ข้างทะเลสาบเสร็จ เมื่อฉินเลี่ยรู้สึกว่าพลังวิญญาณของเขาได้รับการเติมเต็มอีกครั้ง เขาจึงไปซ้อมเบา ๆ กับชูเผิงผู้มีพลังชำระขั้นที่เจ็ดโดยไม่ใช้พลังสายฟ้าจากสวรรค์ทั้งเก้าเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้ศึกษากันและกัน

เขาที่มีระดับที่แท้จริงเป็นพลังชำระขั้นที่หกไม่ได้เสียเปรียบยามสู้กับชูเผิงเลยแม้แต่น้อย

ระดับของเขาต่ำกว่าเล็กน้อยก็จริง แต่เพราะร่างของเขาแข็งแรง ประกอบกับความจริงที่ว่าเขาใช้สายฟ้าและฟ้าผ่าให้เข้ามาที่ตัวเอง ทำให้มีขีดจำกัดเหนือกว่าชูเผิงมาก แม้ชูเผิงจะมีระดับเหนือกว่าเขาอย่างสิ้นเชิง แต่ชูเผิงก็ไม่มีความได้เปรียบมากขึ้นเลยสักนิด

“วิชาวิญญาณที่เจ้าฝึกฝนมาช่างแปลกประหลาดนัก หากเจ้าพบอุปกรณ์วิญญาณที่สามารถใช้งานประสานกันได้อย่างเหมาะสม พลังของเจ้าจะต้องน่าสะพรึงกลัวอย่างแน่นอน” เมื่อดูการต่อสู้ของทั้งสองคน ถูเสือจึงเกาคางและกล่าวว่า “ทันทีที่กลับไป ข้าจะไปที่คลังอุปกรณ์วิญญาณของหอเมฆดาราก่อนเพื่อจะลองหาของให้เจ้าดู ก็ได้แต่หวังว่าข้าจะหาอุปกรณ์วิญญาณที่จะช่วยเพิ่มพละกำลังการต่อสู้ให้เจ้าได้”

ฉินเลี่ยยิ้ม เพราะชูเผิงได้รับบาดเจ็บ เขาจึงไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดที่มี ดังนั้น เขาจึงรู้สึกว่าพละกำลังในร่างของเขามีความเป็นไปได้ว่าจะเหนือกว่าชูเผิงหลายขั้นนัก!

แน่นอนว่าเขาไม่ได้เผยออกมาทั้งหมด ส่วนตัวเขารู้สึกว่า หากใช้พละกำลังทั้งหมดแทนที่จะใช้สายฟ้า เขาน่าจะสามารถต่อกรกับคังจื้อผู้มีพลังชำระขั้นที่แปดได้

“มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่เหยียนสื่อเชียนจะนำคนมากขนาดนี้มาที่เทือกเขาอาร์กติก และคราวนี้มันก็สูญเสียไปมาก ดูจากนิสัยรอบคอบของมันแล้ว หากยังไม่มั่นใจเต็มที่ มันก็ไม่ควรจะเอาตัวเองมาเสี่ยงแบบนี้อีก อื้ม ลองอยู่ที่นี่อีกสักวันสองวันเพื่อดูว่าจะได้เหล็กกล้าดาราเพิ่มหรือเปล่า น้องชายเลี่ย เจ้าจะกลับไปหอเมฆดาราพร้อมกับพวกเราไหม?

“ไม่ ข้ายังต้องกลับไปที่ตระกูลหลิง” ฉินเลี่ยปฏิเสธ ตอนนี้เขาถูกสายฟ้าฟาดบ่อยครั้งจึงจำเป็นต้องพึ่งพาสภาพแวดล้อมพิเศษจากภายในภูเขาสมุนไพรเพื่อฝึกฝนอสนีบาตทลายสวรรค์ต่อ เขาจึงจำต้องขอโทษและกล่าวว่า “พี่ชายถู ในเมื่อเจ้าก็หายดีแล้ว ข้าคงต้องขอลา ไว้พบกันใหม่”

แม้ถูเสือและจัวเฉียนจะพยายามรั้งตัวเขาเอาไว้ แต่ฉินเลี่ยตั้งใจจะจากไปตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะงั้น คนทั้งเจ็ดคนจึงไม่อาจทำอะไรได้นอกจากมองดูเขาจากไปด้วยความผิดหวัง

หลังจากฉินเลี่ยจากไป ถูเสือและพวกยังอยู่ที่ทะเลสาบเพื่อพยายามตามหาเหล็กกล้าดาราต่อไป

เมืองหลิง ยามสนธยา

“นี่ก็เกือบครึ่งเดือนแล้ว ฉินเลี่ยยังไม่ปรากฏตัวอีก ดูท่าเขาจะประสบเข้ากับเหตุร้ายแน่” หลิงเฉิงจื้อกล่าวพลางขมวดคิ้ว เขาอยู่ในสังเวียนต่อสู้ในเมืองพลางนั่งอยู่บนที่นั่งผู้ชมแล้วมองดูวัยรุ่นตระกูลหลิงที่อยู่เบื้องล่าง

ข้าง ๆ เขาคือหัวหน้าตระกูลหลิงหลิงเฉิงเย่และหลิงอวี้ฉี

หลิงเสวียนซวนสวมกระโปรงสั้นประดับพู่อันเร่าร้อน นางยืนอยู่ตรงกลางของสังเวียนต่อสู้ด้วยท่าทางเรียบร้อยและผ่อนคลาย นางตะโกนไปที่ผู้ฝึกวรยุทธของตระกูลหลิงราวกับตนเป็นครูฝึกทหาร ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง แขนขาสีขาวราวหิมะอันงดงามของนางถูกเผยออกมาเกือบหมด ผิวของนางเจิดจ้าและเป็นมันเงาชวนให้ชายหนุ่มส่วนใหญ่กระปรี้กระเปร่า มันยากที่จะหักห้ามใจตนเองได้

เพื่อทำให้นางมีชีวิตชีวา และเพื่อให้สนใจเรื่องการฝึกฝน หลิงเฉิงเย่จึงได้ให้สัญญากับนางเป็นการส่วนตัวว่านางจะไม่มีพันธะเรื่องการหมั้นหมายกับฉินเลี่ยอีก

หลิงเสวียนซวนผ่อนคลายลงแล้ว และเพราะฉินเลี่ยไม่ปรากฏตัวมากว่าครึ่งเดือน นางจึงค่อย ๆ ลืมว่าคนคนนั้นเคยมีตัวตนอยู่ในตระกูลหลิง

“พี่ใหญ่ ในห้าปีมานี้ ฉินเลี่ยไม่เคยกระทำเรื่องแปลก ๆ มาก่อน มาคราวนี้ เขาไม่กลับมาตั้งครึ่งเดือนแล้ว หรือว่า… เขาตายในเหมืองแร่ไปแล้ว” จิตใจของหลิงเฉิงจื้อสั่นไหวเล็กน้อย เขาลดเสียงลงพลางกล่าวว่า “ในครึ่งเดือนมานี้ ไม่มีสายฟ้าฟาดลงมาที่ภูเขาสมุนไพร การเหี่ยวเฉาอย่างรุนแรงของพืชสมุนไพรเองก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาก แม้คราวนี้พวกเราจะไม่สามารถเก็บเกี่ยวสมุนไพรวิญญาณไปให้หอเมฆดาราได้มากพอ แต่พวกเราก็ไม่ได้รับผลกระทบมากไปกว่านั้น”

“เฮ้อ ข้าสัญญากับฉินชานว่าจะดูแลเขา แต่ต่อให้ข้าไม่เข้าไปในเหมืองแร่…” หัวหน้าตระกูลหลิงส่ายหัวก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ เขามองหลิงอวี้ฉีที่อยู่ด้านข้าง ทำให้จิตใจของเขาโล่งขึ้นจึงกล่าวต่อว่า “ถ้าเขาได้รับอุบัติเหตุจริง งั้นก็หมายความว่าอวี้ฉีไม่ต้องหมั้นหมายกับเขาอีกแล้วใช่หรือไม่?”

“แล้วถ้าเขาปรากฏตัวขึ้นอีกล่ะ?” หลิงอวี้ฉีหลับตาพลางถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

นางไม่รู้ว่าทำไม แต่นางยังรู้สึกว่าฉินเลี่ยไม่มีทางตายเพราะอุบัติเหตุได้ง่าย ๆ หรอก นางไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมนางถึงคิดว่าเป็นเช่นนั้น แต่นางรู้สึกว่าฉินเลี่ยไม่ใช่คนทั่วไปเหมือนอย่างที่คนอื่นคิด

ในตอนนี้ นางยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าฉินเลี่ยเป็นคนแปลกหน้าหรือไม่

“หากเขาปรากฏตัวขึ้นจริง เฮ้อ งั้นก็หมายความว่าเจ้าโชคร้ายแล้วล่ะ พ่อยังต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับฉินชานเมื่อตอนนั้น พวกเจ้าทั้งสองจะต้องหมั้นหมายกัน” หัวหน้าตระกูลหลิงเผยสีหน้าจนใจออกมา “เฮ้อ ไม่ใช่ข้าหวังว่าเขาจะได้รับอุบัติเหตุหรอกนะ ก็แค่ ก็แค่คิดว่าการปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งของเขาจะนำปัญหามาสู่พวกเราตระกูลหลิงการหมั้นหมายคือปัญหาใหญ่เลยล่ะ และสมุนไพรวิญญาณบนภูขาสมุนไพร… ก็คือต้นกำเนิดของพวกเราตระกูลหลิง”

“อื้ม พวกเรายังไม่รู้ว่าจะรับมือกับหอเมฆดารายังไง พักนี้นังผู้หญิงนั่นกดดันพวกเราอยู่ตลอด ข้าจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว!” ใบหน้าของหลิงเฉิงจื้อมืดมน เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะถามว่า “พี่ใหญ่ พวกเรา…?”

“หยุดพูดได้แล้ว! เวลานี้ไม่เหมาะ!” หัวหน้าตระกูลหลิงต่อว่าขณะมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าตระกูลตู่ไม่ได้จับตาดูอยู่ เขาจึงกล่าวด้วยเสียงต่ำว่า “อีกไม่นาน ข้าจะนำคนไปยังเทือกเขาอาร์กติก หวังว่าพวกเราจะพบต้นวิญญาณและสมุนไพรมาทดแทนของจากภูเขาสมุนไพร จากนั้นจึงค่อยอธิบายกับหอเมฆดารา”

“จะไปเทือกเขาอาร์กติกอีกแล้วเหรอ?” สีหน้าของหลิงอวี้ฉีที่อ่อนโยนและงดงามเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางกล่าวด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวว่า “ครั้งที่แล้วก็สูญเสียไปมาก สมาชิกของกลุ่มเราถูกสังเวยไปเยอะ ด้วยพละกำลังของพวกเราตระกูลหลิงการเข้าไปยังส่วนลึกของเทือกเขาอาร์กติกมันเสี่ยงเกินไป ท่านพ่อ โปรดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนกว่านี้ด้วยเถอะ”

“พวกเราไม่มีทางเลือก!” หัวหน้าตระกูลหลิงตะโกน

“เจ้าโง่กลับมาแล้ว!”

“เจ้าโง่กลับมาที่เมืองแล้ว!”

“เอ้า เขายังไม่ตายเหรอ?”

ในตอนนี้ คนจำนวนมากต่างพากันตะโกนมาจากทางเข้าเมือง เมื่อหลิงเฉิงเย่และพวกที่นั่งอยู่บนที่นั่งผู้ชมได้ยินเสียงตะโกนเหล่านั้น สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างแปลกประหลาดราวกับความสิ้นหวังเกาะกินหัวใจของพวกเขา

ในสายตาของพี่น้องทั้งสอง การกลับมาของฉินเลี่ยนับเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายมาก เพราะมันรังแต่จะทำให้ตระกูลหลิงพบเจอแต่ปัญหา

ใบหน้าเยือกเย็นของหลิงอวี้ฉีเผยสีหน้าจนใจและขมขื่นเล็กน้อยก่อนจะลอบถอนหายใจอยู่ในใจ นี่เป็นโชคชะตาอย่างนั้นหรือ?

Facebook Comment