+100%-

ตอนที่ 12: ความโกรธเกรี้ยวของสายฟ้า

รับการแจ้งเตือนการอัพเดทก่อนใครที่แฟนเพจครับ
https://www.facebook.com/Child.of.Light.TH

==================================

ตอนที่ 12: ความโกรธเกรี้ยวของสายฟ้า

 

เมฆดำปรากฏขึ้นลาง ๆ บรรยากาศชวนให้อึดอัด ลมพายุพัดหวีดหวิว

เมื่อเหยียนสื่อเชียนให้สัญญาณ ผู้ฝึกวรยุทธจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายเคลื่อนเข้าไปหาอย่างไม่รีบร้อนก่อนจะกระจายตัวเป็นรูปครึ่งวงกลมอย่างมีระเบียบ ฝีเท้าขยับเข้าใกล้ก้อนหินขนาดใหญ่ ที่ที่ทุกคนกำลังซ่อนตัวอยู่อย่างช้า ๆ

ใบหน้ามีเสน่ห์ของจัวเฉียนเปลี่ยนไปฉับพลัน นางตะโกนว่า “บัดซบ!”

เมื่อรู้เป้าหมายของเหยียนสื่อเชียน จู่ ๆ ถูเสือและพวกก็หน้าซีดขึ้นมาทันที ความคิดที่ว่า “ไม่ดี” ปรากฏขึ้นในใจทุกคน

เนื่องจากมีนักธนูเล็งมาที่พวกเขา หากทุกคนพยายามฝ่าออกไป พวกเขาก็จะกลายเป็นเป้ามีชีวิตขึ้นมา เหยียนสื่อเชียนมองเห็นจุดอ่อนของพวกเขาจึงไม่บุ่มบ่ามเข้ามาหาอย่างรีบร้อน แต่เลือกใช้การกระจายกำลังเพื่อโอบล้อมพวกเขาเอาไว้

การเคลื่อนไหวแบบนี้มีเป้าหมายเพื่อกำจัดทุกคนในคราวเดียว!

เพราะถูกโอบล้อมเอาไว้ การจะต่อสู้กับคนจำนวนมากกว่าด้วยจำนวนคนเจ็ดคน อีกทั้งยังมีพวกพ้องที่ได้รับบาดเจ็บ ทำให้การต่อสู้ครั้งนี้อาจจะจบลงด้วยการทำลายล้างอันโหดร้าย

“นักธนูไม่เข้ามาใกล้ ตอนนี้สายเกินไปแล้วที่จะฝ่าออกไป การต่อสู้นี้… เป็นไปได้ว่าจะรุนแรงมาก!” จู่ ๆ ถูเสือสูดหายใจลึก สีหน้าของเขาโหดเหี้ยม ดวงตากลายเป็นสีแดงราวกับสัตว์ร้ายติดกับที่พร้อมจะสู้อย่างสิ้นหวัง เขาคำรามเสียงต่ำว่า “ตอนนี้พวกเราออกไปไม่ได้แล้ว! ไม่ว่ายังไงก็ต้องฆ่าพวกมันให้ได้มากที่สุด ขอแค่ฆ่าได้แปดคน มันก็คุ้มค่าแล้ว!”

ดวงตาของคังจื้อ จัวเฉียน ชูเผิงและพวกถูกย้อมไปด้วยสีแดงทันทีเมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว ทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะต่อสู้อย่างสิ้นหวัง

คนจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายมีทั้งหมดสิบเจ็ดถึงสิบแปดคน มากกว่าพวกเขาเป็นเท่าตัว ออร่าพลังของเหยียนสื่อเชียนไม่ได้ด้อยกว่าถูเสือเลย อีกทั้งผู้ฝึกวรยุทธที่อยู่ด้านข้างยังมีออร่าที่ยากจะหยั่งถึงอยู่ด้วย ความโหดร้ายป่าเถื่อนที่ปรากฏในดวงตาบ่งบอกได้ว่าทุกคนล้วนผ่านพิธีล้างบาปด้วยเลือดมาแล้ว

ถูเสือ คังจื้อและพวกที่ผ่านการปลุกปล้ำกับจิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์มาเป็นเวลานาน พลังวิญญาณของพวกเขาสูญเสียไปก็มาก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีสามคนที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของงูอีกด้วย…

ฉินเลี่ยขมวดคิ้ว ประกายของสายฟ้าจาง ๆ แล่นผ่านดวงตาของเขา แม้ถูเสือและพวกสิ้นหวังกันหมด แต่เขาก็ยังพยายามหาโอกาสอันน้อยนิดเพื่อไขว่คว้าชัยชนะมา

“ครืน!”

จู่ ๆ เสียงฟ้าร้องก็ดังกึกก้องมาจากข้างในเมฆสีดำกลุ่มใหญ่

แสงวูบวาบประหลาดลุกวาบขึ้นในดวงตาของฉินเลี่ยทันที

“ขอเตือนไว้ก่อน พวกเจ้าทุกคนพยายามอยู่ห่างจากข้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ อย่าเข้ามาใกล้ข้าเลยจะดีกว่า!”

ทันทีที่สูดหายใจเข้าลึก ๆ บรรยากาศชวนหนักอึ้งที่ทำให้สั่นสะท้านได้หลั่งไหลออกมาจากร่างของฉินเลี่ย มันเหมือนกับดาบคมกริบที่ถูกเก็บรักษาไม่ให้โดนไรฝุ่นมาหลายปีที่ได้เปิดเผยความยอดเยี่ยมอันสุดจะหยั่งออกมา

กลุ่มคนทั้งเจ็ดต่างเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา

“อย่าให้ใครรอดได้! ฆ่ามัน!”

ในตอนนั้นเหยียนสื่อเชียนผู้อำมหิตก็ตะโกนออกมา ผู้ฝึกวรยุทธจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายผู้มีพลังเต็มเปี่ยมคำรามเสียงดังพลางกระโจนเข้าใส่จากทั้งสามทิศทาง

เหยียนสื่อเชียนผู้มีพลังชำระขั้นที่เก้าเป็นคนแรกที่เริ่มเคลื่อนไหว ดาบมังกรเหมันต์ในมือเขาสั่นไหว แสงสว่างอันเย็นเยียบพุ่งออกมาราวใยไหม มังกรไร้เขาที่จำศีลมานานแสนนานกระโจนเข้าใส่ถูเสือที่อยู่ตรงหน้า

“กำลังรอไอ้นี่อยู่นานแล้ว!”

ถูเสือระเบิดเสียงคำรามออกมา ดาบยาวสีแดงเข้มในมือของเขาส่องแสง เขาพุ่งออกไปพร้อมกับฟาดฟันอย่างรุนแรงก่อนจะเข้าไปปลุกปล้ำกับเหยียนสื่อเชียน

จัวเฉียนโยนธนูโค้งยาวทิ้งไปนานแล้ว มือขวาของนางจับแส้กระดูกมังกรสีแดงหม่นเอาไว้แน่น แขนสีหยกของนางสั่นไหว ในสายตาของคนอื่น แส้ที่อยู่ในมือเหมือนกับงูที่กำลังขดตัวแล้วส่งเสียงขู่ออกมา

คังจื้อ ชูเผิง หานเฟิงและคนอื่นที่ได้รับบาดเจ็บต่างเผยสีหน้าหวาดกลัวออกมาก่อนจะพุ่งเข้าใส่โดยไม่ห่วงชีวิตของตน

ในส่วนของวงนอก นักธนูจำนวนมากจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายปรับเปลี่ยนการเล็งลูกธนูอย่างต่อเนื่อง แต่เพราะเหยียนสื่อเชียน ถูเสือและพวกเข้าต่อสู้ระยะประชิดกันอย่างดุเดือด พวกเขาที่หวาดกลัวว่าจะพลาดพลั้งทำให้พวกเดียวกันเองบาดเจ็บจึงไม่กล้ายิงลูกธนูอยู่นานสองนาน

จู่ ๆ นักธนูคนหนึ่งก็กรีดร้องเสียงเบาออกมา เขาเห็นฉินเลี่ยอยู่ด้านหลังก้อนหินขนาดใหญ่

เขายิ้มเยาะอย่างเย็นชาพลางยกธนูขึ้นก่อนจะเล็งเป้าไปที่ฉินเลี่ย จากนั้นจึงตะโกนว่า “ยังเหลือพวกมันอีกคนหนึ่ง!”

“ฟิ่ว ฟิ่ว!”

ลูกธนูสองดอกที่ไม่น่าไว้วางใจพุ่งเข้าใส่ฉินเลี่ยอย่างไร้ความปราณี

ด้วยการชี้นำของอสนีบาตทลายสวรรค์ จิตใจของฉินเลี่ยสั่นไหวพร้อมกับเสียงครางอันดังลั่น เลือดในกายพลุ่งพล่านราวน้ำเดือด แขนขาและกระดูกเต็มเปี่ยมไปด้วยสายฟ้าอันทรงพลังที่สุดแสนจะเหลือเชื่อ

“อ้า!”

สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์จากสวรรค์ทั้งเก้าปรากฏขึ้นราวกับตอบรับเสียงเรียกของเขา ริ้วสายฟ้าคดเคี้ยวไปมาอยู่บนท้องฟ้าราวมังกรผู้บ้าคลั่ง มันเคลื่อนผ่านชั้นเมฆหนาก่อนจะบิดเป็นเกลียวแล้วฟาดลงมาเพื่อหวังจะชะล้างบาปที่อยู่ในดินแดนมนุษย์ให้สูญสิ้นไป

ถัดจากสายฟ้าอันบ้าคลั่ง ฉินเลี่ยส่งเสียงคำรามก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าที่มองไม่เห็นที่สามารถฉีกกระชากอากาศได้

“มันไปไหนแล้ว?”

การมองเห็นของนักธนูทำงานผิดปกติชั่วคราวจากผลของสายฟ้า หลังจากประสาทการมองเห็นกลับมาเป็นดังเดิมแล้ว เขาก็พบว่าร่างของฉินเลี่ยได้หายไปแล้ว ลูกธนูสองดอกที่ไม่น่าไว้วางใจจึงสูญเสียเป้าหมายไปในที่สุด

“ขะ-ข้างหลัง! มันอยู่ข้างหลัง!”

จู่ ๆ นักธนูอีกคนกรีดร้องโดยไม่ได้ตั้งใจราวกับเห็นผีกลางวันแสก ๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความกังวล

เขาเห็นร่างของฉินเลี่ยที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น ร่างของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยสายฟ้าจำนวนมาก สายฟ้าพวกนั้นโอบล้อมร่างของเขาราวกับงู ในขณะที่แกนหลักของสายฟ้าโฉบเฉี่ยวอยู่เหนือหัวราวมังกรขนาดมหึมา

ฉินเลี่ยในตอนนี้กลายเป็นบุตรแห่งเทพเจ้าสายฟ้าแล้ว!

“หนึ่ง!”

ฉินเลี่ยระเบิดเสียงคำรามออกมา มือของเขาที่โอบล้อมไปด้วยสายฟ้าจู่ ๆ ก็คว้าหมับเข้าที่คอของคนคนนั้นก่อนจะถูกบีบด้วยกำลังมหาศาล!

“กร็อบ!”

เสียงน่าหวาดกลัวดังมาจากคอที่ถูกบดขยี้ มันเป็นเสียงที่ดังก้องและชัดเจน นักธนูสูดลมหายใจครั้งสุดท้ายก่อนจะสิ้นใจ!

ฉินเลี่ยที่ได้ฆ่าคนเป็นครั้งแรกกลับไม่รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่นิดเดียว มือของเขาไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย บนใบหน้าอันหล่อเหลาเล็กน้อยเผยความตื่นเต้นที่ทำเอาใจสั่น จู่ ๆ ดวงตาของเขาก็ฉายแววดุร้ายและบ้าคลั่งออกมา

นี่อาจจะเป็นธาตุแท้ของเขา ความบ้าคลั่งและความรุนแรงได้ถูกเก็บซ่อนเอาไว้มาหลายปี มาวันนี้ มันถูกปลุกขึ้นเพื่อใช้ในการต่อสู้

“เจ้าเป็นรายต่อไป!” เขามองไปที่นักธนูที่อยู่ตรงกันข้ามก่อนจะส่งยิ้มไปให้

นักธนูผู้ตะโกนบอกพวกพ้องรู้สึกเย็นสันหลังวาบเมื่อเห็นรอยยิ้มนั่น จากนั้นจึงกลายเป็นความรู้สึกสิ้นหวังราวกับเขาถูกสัตว์ร้ายจากยุคโบราณหมายหัวเอาไว้

“แฉ่ แฉ่ แฉ่!”

ริ้วสายฟ้าริ้วแล้วริ้วเล่าฟาดลงมาจากเมฆดำ พวกมันฟาดลงมารอบ ๆ ฉินเลี่ย

เสียงฟ้าร้องและสายฟ้าปกคลุมอยู่บนท้องฟ้าเหนือหัวเขา จู่ ๆ ฉินเลี่ยพุ่งเข้าหานักธนูคนนี้ ท่ามกลางสายฟ้าที่บิดงอไปมา ทำให้ดวงตาของนักธนูคนนั้นพร่ามัวไปชั่วขณะ

เขาได้ยินเสียงระเบิดของฟ้าร้องอย่างจัง!

เสียงฟ้าร้องที่ทำเอาหูหนวกดูเหมือนจะระเบิดเข้าไปข้างในจิตใจของเขา มันกระแทกใส่เขาจนทำให้มึนงงและตาพร่าจนไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

“กร็อบ!”

ฉินเลี่ยบีบคอคนคนนี้จนเป็นชิ้น ๆ ด้วยวิธีเดียวกัน ก่อนที่นักธนูจะร่วงสู่พื้น คอของเขาก็ดำเป็นตอตะโกไปแล้ว

คนสองคนถูกสังหารอย่างต่อเนื่อง สายเลือดอันป่าเถื่อนที่อยู่ข้างในร่างของฉินเลี่ยเดือดพล่านอย่างสมบูรณ์ เขาไม่เข้าร่วมการต่อสู้ระหว่างถูเสือและเหยียนสื่อเชียน เขาเลือกที่จะซุ่มโจมตีเพื่อฆ่านักธนูจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายที่อยู่วงนอก

เมื่อใดที่ฉินเลี่ยเดินผ่าน เสียงฟ้าร้องจะดังกึกก้อง ริ้วสายฟ้าที่หนาและยาวราวกับโซ่ตรวนขนาดมหึมาสามารถคดเคี้ยวและบิดงอไปมาได้ราวกับมันฟังคำสั่งของเขา

ในไม่ช้า นักธนูจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายทุกคนต่างพากันร้องไห้และกรีดร้องอย่างโศกเศร้า หากเขาเข้าใกล้ อีกฝ่ายก็จะถูกสายฟ้าตรึงเอาไว้โดยที่เขาไม่ต้องลงมือแม้แต่น้อย

จู่ ๆ จัวเฉียนก็กรีดร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ นางจับแส้กระดูกมังกรในมือเอาไว้ เกราะหนังด้านหน้าอกของนางแยกออก หยดเลือดไหลออกมาจากผิวขาวซีดของนาง ขาข้างซ้ายที่แข็งแรงและได้รูปของนางเองก็มีบาดแผลตื้นยาว

“เร็วเข้า ไปดูฝั่งของหลิงเลี่ยที!” จัวเฉียนเพิ่งจะมาตระหนักได้เอาตอนนี้จึงได้ตะโกนบอกถูเสือและพวกอย่างบ้าคลั่ง แม้นางจะอยู่ในสภาพที่ยากลำบาก แต่ดวงตามีเสน่ห์ของนางก็ส่องแสงเป็นประกายจนทำเอาหัวใจของคนมองหลงเสน่ห์

ผมยาวของถูเสือปกคลุมไปด้วยน้ำค้าง ฟันของเขาสั่นกึก ๆ ด้วยความกระวนกระวาย พลังงานความเย็นจากดาบมังกรเหมันต์ที่แผ่ซ่านออกมาทำให้ร่างของเขาแข็งทื่ออย่างช้า ๆ

บริเวณช่องท้องของคังจื้อมีเลือดสด ๆ ไหลซึมออกมาไม่หยุด ใบหน้าอ้วนกลมของเขาบิดเบี้ยว เขากรีดร้องอย่างน่าขนลุกครั้งแล้วครั้งเล่า

ชูเผิง หานเฟิงและพวกต่างก็ได้รับบาดแผลเช่นกัน พวกเขากัดฟันพร้อมกับตั้งท่าที่พร้อมจะเข้าไปทำลายล้างโดยหวังอย่างลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะต้องลากคนสองคนไปลงนรกด้วยให้ได้

เมื่อได้ยินจัวเฉียนตะโกน ทุกคนต่างมองไปยังที่ที่ฉินเลี่ยเคยผ่าน…

ภาพที่เห็นคือนักธนูส่วนใหญ่ที่ทำให้กระดูกสันหลังของพวกเขาเย็นยะเยือกถูกวางอยู่ข้างในพุ่มไม้โดยที่ร่างกายดำเป็นตอตะโก ดวงตาของแต่ละคนโป่งพอง เห็นได้ชัดว่าถูกฆ่าตายไปแล้ว

สาเหตุก็มาจากฉินเลี่ย ผู้เปรียบเสมือนเทพเจ้าที่ใช้สายฟ้าจากสวรรค์ทั้งเก้า แรงระเบิดของสายฟ้าระเบิดอยู่เหนือหัวของเขาอย่างต่อเนื่อง ริ้วที่ยาวและหนาของสายฟ้าร่อนเร่อยู่ข้างเขาราวกับโซ่ที่ล่ามท้องฟ้าเอาไว้

นักธนูอีกสามคนที่เหลือสนแต่เพียงการโจมตีอันรวดเร็วของเขา เสียงฟ้าร้องและสายฟ้ากระหน่ำเข้าใส่อย่างต่อเนื่องจนเกิดควันขโมงไปทั่วทั้งร่าง โอกาสที่ร่างจะถูกระเบิดด้วยอสนีบาตทลายสวรรค์เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ภายหลังจากการที่จู่ ๆ ได้เห็นเรื่องแปลกประหลาดอันน่าอัศจรรย์ใจ จัวเฉียนและถูเสือที่อยู่ในสภาพสิ้นหวังต่างมีแรงฮึกเหิมเพิ่มขึ้นร้อยเท่า ราวกับว่าพวกเขาได้รับพรปาฏิหาริย์ที่ช่วยเพิ่มพละกำลังกลับมาอีกครั้ง พวกเขาเข้าต่อสู้กับผู้ฝึกวรยุทธจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดออกมา

“หมอนั่นเป็นใคร?” สีหน้าของเหยียนสื่อเชียนเคร่งขรึม จู่ ๆ เขาตะโกนอย่างเย็นชาว่า: “พวกเจ้าสองคนไปตรงนั้น!”

ผู้ฝึกวรยุทธทั้งสองที่โอบล้อมถูเสือเอาไว้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินคำสั่ง ทิศทางที่มุ่งไปก็คือจุดที่ฉินเลี่ยอยู่

แรงกดดันที่ถูเสือเจอจู่ ๆ ก็อ่อนลง

“สองคนมันไม่พอหรอก! ส่งมาให้มากกว่านี้สิ!” ฉินเลี่ยส่งยิ้มประหลาดให้เหยียนสื่อเชียนแม้จะยืนอยู่ท่ามกลางเกลียวสายฟ้า จากนั้นก็แผดเสียงคำรามออกมาว่า “ระเบิดพวกมัน! ระเบิดพวกมันต่อไป!”

พายุฝนห่าใหญ่เทลงมา สายฟ้าจากท้องฟ้าเหนือหุบเขาเคลื่อนไหวราวตอบรับเสียงของเขา เห็นได้ชัดว่ามันกำลังมารวมตัวที่เขา

ทุกคนต่างมองไปที่ท้องฟ้า พวกเขาสามารถมองเห็นสายฟ้าแหวกว่ายไปมาได้ พวกมันกำลังมารวมตัวจากที่ต่าง ๆ ตรงเหนือหัวของฉินเลี่ย ฉากแปลกประหลาดและน่าหวาดกลัวทำให้จิตใจของพวกเขารู้สึกเย็นยะเยือก ความกล้าที่มีแปรเปลี่ยนเป็นความขี้ขลาดตาขาว ความรู้สึกสิ้นหวังเพราะไร้ความสามารถที่จะพิชิตศัตรูได้ถือกำเนิดขึ้น

ผู้ฝึกวรยุทธทั้งสองผู้ออกห่างจากกายของเหยียนสื่อเชียนถูกสายฟ้าข้างกายฉินเลี่ยฟาดใส่ก่อนที่จะทันได้เข้าใกล้ แต่ละก้าวล้วนโซเซไม่ต่างจากคนเมา ควันกลุ่มหนาลอยออกมาจากเส้นผมของพวกเขา

“บอกแล้วไงว่ามันน้อยเกินไป!”

ฉินเลี่ยเข้าใกล้ขณะหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง อาศัยประโยชน์จากที่ทั้งสองสูญเสียการควบคุมจิตใจด้วยการล้วงหยิบดาบน้ำแข็งแทงร่างทั้งสองหลายครั้งต่อหน้าต่อตาเหยียนสื่อเชียน ถูเสือ จัวเฉียนและพวก

หนึ่งในสองคนนั้นเป็นผู้ปล้นของที่ได้จากสงคราม ทันทีที่อีกฝ่ายล้มลงพร้อมกับกรีดร้องอย่างทรมาน กระเป๋าหนังตรงเอวก็ร่วงหล่น ผลึกอสูรของจิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์กระเด็นออกมา

ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องชำเลืองมองผลึกอสูรให้มากความ สายตาของฉินเลี่ยดุร้าย เขาก้าวยาว ๆ ไปหาเหยียนสื่อเชียนและพวกด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย

นักธนูจำนวนมากถูกฆ่าตายติด ๆ ผู้ฝึกวรยุทธระดับสูงสองคนก็ตายในทันที ประกอบกับนิสัยอันดุร้ายและสง่าผ่าเผยของฉินเลี่ยช่างเหมือนกับเทพเจ้าสายฟ้าก็ไม่ปาน ทุก ๆ ท่วงท่าทำเอาผู้ฝึกวรยุทธจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายหน้าซีด

ภายใต้พายุฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ความกลัวที่ก่อเกิดในตัวพวกเขากำลังบอกว่าตนไม่มีทางต่อสู้กับฉินเลี่ยได้ เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ พวกเขาก็ก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว

ถูเสือและพวกต่างส่งเสียงคำรามแปลก ๆ ออกมาทุกคน พวกเขาที่กลับมาจากประตูแห่งความตายได้รับความแข็งแกร่งกลับคืนมา

“ถอย!”

เนื่องจากถูกกดดันจนไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้เหลือ เหยียนสื่อเชียนจำต้องกัดฟันแล้วออกคำสั่งให้ทุกคนถอยอย่างอิสระ

ผู้ฝึกวรยุทธจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายต่างก็รอคอยคำสั่งนี้กันอยู่แล้ว ทันทีที่ได้ยินคำสั่งดังกล่าว พวกเขาต่างกระตือรือร้นที่จะหนีไปคนละทิศละทาง ร่างเหล่านั้นหลบลี้เข้าไประหว่างพุ่มไม้ เพียงไม่นานก็หายไป

ถูเสือและพวกไม่กล้าไล่ตาม พวกเขารีบมารวมตัวกันก่อนจะวิ่งไปหาฉินเลี่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้น

“อย่าเข้ามา!” ฉินเลี่ยรีบตะโกนบอกเสียงดัง “เสียงฟ้าร้องและสายฟ้าจากท้องฟ้าไม่อาจหวนกลับได้!”

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น จัวเฉียนและพวกต่างหน้าซีดเพราะตกใจ พวกเขาค่อย ๆ หยุดก้าวทีละคน ทุกคนมองมาที่เขาด้วยสีหน้าแปลก ๆ

ฉินเลี่ยรีบหยุดการชี้นำของอสนีบาตทลายสวรรค์ แทบจะในทันทีที่ทั่วทั้งร่างของเขาปวดระบมจนไร้ซึ่งพลังเมื่อหยุดการทำงานของวิชาดังกล่าว เขายังรู้สึกเวียนหัวอีกด้วย กระแสไฟฟ้าหนาแน่นบนแขนขาและกระดูกกระตุ้นให้ร่างของเขากระตุก เป็นสภาพที่น่าสงสารเสียจริง

ทันทีที่อสนีบาตทลายสวรรค์หยุดลง เสียงฟ้าร้องและสายฟ้าที่รวมอยู่เหนือหัวของเขาก็หายไปอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

“หลิงเลี่ย! ตราบที่ข้า ถูเสือผู้นี้ยังมีลมหายใจ เจ้าจะเป็นพี่น้องผู้แสนดีของข้าตลอดไป!”

“และข้า คังจื้อผู้นี้ด้วย!”

“ข้าด้วย!”

คนอื่น ๆ ต่างก็ตะโกนเช่นนี้เหมือนกัน

……

Facebook Comment