+100%-

ตอนที่ 10: พลังชำระขั้นที่หก!

รับการแจ้งเตือนการอัพเดทก่อนใครที่แฟนเพจครับ
https://www.facebook.com/Child.of.Light.TH

==================================

ตอนที่ 10: พลังชำระขั้นที่หก!

 

“บางสิ่งที่ไม่ควรพบงั้นเหรอ? เจ้าหมายถึงอะไรล่ะ?”

ระหว่างมุ่งหน้าไปทะเลสาบในหุบเขา คังจื้อหันมาถามด้วยใบหน้าอ้วนกลมที่เผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา เขากังวลอย่างเห็นได้ชัด

“จิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์!” ฉินเลี่ยนวดคิ้วพลางกล่าวว่า “มีจิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์อาศัยอยู่ใกล้ ๆ ทะเลสาบ บางครั้ง พวกมันจะลงทะเลสาบเพื่อชะล้างคราบโคลนที่ติดตามร่าง หากพวกเราโชคไม่ดีไปเจอหนึ่งในพวกมันเข้า ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่แน่”

จิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์เป็นสัตว์วิญญาณระดับที่สอง พละกำลังของมันเท่ากับผู้ฝึกวรยุทธที่มีพลังระดับก่อเกิด การต่อสู้ของมันเหนือกว่าแร้งอสนีทมิฬมาก ผู้ฝึกวรยุทธที่มีพลังชำระ แค่ให้ทนรับลมหายใจน้ำแข็งของงูยักษ์ครั้งเดียวก็แทบเต็มกลืนแล้ว

หลิงเฟิงจากตระกูลหลิงพร้อมกับหลิงเฉิงจื้อและพวกได้พบกับจิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์เมื่อไม่กี่ปีก่อน พวกเขาถูกลมหายใจน้ำแข็งพุ่งเข้าใส่เต็ม ๆ โชคยังดี เขาป้องกันพลังส่วนใหญ่ด้วยค้อนเมฆาอัคคีไว้ได้ หาไม่แล้ว พลังน้ำแข็งจะรุกรานเข้าสู่หัวใจจนปลิดชีพของเขาในที่สุด

ผลสุดท้าย เขารอดชีวิตมาได้ด้วยการเสียอุปกรณ์วิญญาณอย่างค้อนเมฆาอัคคีไป ถ้าฉินชานไม่ช่วยซ่อมค้อนให้กับเขา ป่านนี้จิตใจของเขาคงแตกสลายไปนานแล้ว

ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้พบกับจิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์ ย่อมไม่มีทางรับมือกับมันได้ง่าย

ฉินเลี่ยพกรูปแกะสลักของท่านปู่เอาไว้ ตามที่ท่านปู่ว่าเอาไว้ รูปแกะสลักจะเป็นประโยชน์ภายในดินแดนของสัตว์วิญญาณพิเศษอย่างแน่นอน

แต่ว่า จิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์ไม่ถูกรวมอยู่ในรายชื่อของสัตว์วิญญาณที่ท่านปู่กล่าวถึง ดังนั้น รูปแกะสลักไม่อาจช่วยเขาได้ในตอนนี้

เมื่อได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของจิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์ สีหน้าของคนในกลุ่มก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ความหวาดกลัวเกาะกินอยู่ในใจของพวกเขา

นอกจากถูเสือและจัวเฉียนแล้ว ทุกคนต่างมีสีหน้าไม่เต็มใจ ในตอนนี้ จัวเฉียนกล่าวอย่างเย็นชาว่า ”จิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์แข็งแกร่งกว่าฝูงแร้งอสนีทมิฬ แต่ว่า สัตว์วิญญาณไม่ธรรมดาพรรค์นั้นไม่น่าอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นไปได้ที่พวกเราจะเจอพวกมันแค่ตัวเดียว แต่ระหว่างงูหลามตัวเดียวกับฝูงแร้งอสนีทมิฬมากกว่าสามสิบตัว คิดว่าอย่างไหนสร้างปัญหาได้มากกว่ากันล่ะ? พวกเรามีกันเจ็ดคน ถ้านับหลิงเลี่ยเข้าไปด้วย พวกเราจะไม่มีทางชนะจิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์แค่ตัวเดียวเลยงั้นเหรอ? ยิ่งไปกว่านั้น มันไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าพวกเราอาจจะพบพวกมัน ดูสีหน้าหวาดกลัวของพวกเจ้าในตอนนี้สิ ไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยหรือไง?”

ทันทีที่นางพูดจบ กลุ่มคนต่างพากันหัวเราะแห้ง ๆ พวกเขารู้ว่าการแสดงออกแบบนี้ยังไม่ดีพอ

“น้องเลี่ย ปัญหานี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้าไม่ต้องร่วมทางไปกับเรามากกว่านี้ก็ได้” จู่ ๆ ถูเสือก็กล่าวขึ้นพลางถอนหายใจออกมาอย่างหนัก จากนั้นจึงพูดต่อว่า “พวกข้ารู้สึกยินดีนักที่เจ้ามอบข้อมูลอันมีค่าให้ ไม่มีเหตุผลที่เจ้าจะต้องเข้าไปเสี่ยงอันตรายด้วย อืม พวกเราแยกกันตรงนี้เถอะ…”

“ไม่ ข้าจะร่วมทางไปกับพวกเจ้าด้วย” ฉินเลี่ยตอบกลับพลางส่ายหน้า ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเขาเผยความสงบออกมา “เจ้าต้องให้ข้าช่วยนำทางอีก อีกอย่าง ข้าอยากไปที่นั่นเพื่อตามหาอะไรบางอย่าง…”

เหล็กกล้าดาราเป็นอุปกรณ์วิญญาณระดับชำระขั้นที่เจ็ด ตำนานกล่าวไว้ว่ามันมาจากอุกกาบาตที่เกิดจากการระเบิดของดวงดาว เมื่อหลอมละลายเหล็กกล้าดาราแล้วดูดซับเข้าไปในอุปกรณ์วิญญาณ มันจะช่วยเพิ่มความทนทานให้กับอุปกรณ์ได้เป็นอย่างมาก เหล็กกล้าดาราถือเป็นสมบัติหายากอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ว่า เหตุผลที่ท่านปู่ของเขาใส่ชื่อทะเลสาบลงไปนั้นไม่ใช่เพราะมีเหล็กกล้าดารา แต่เป็นเพราะต้นหญ้าเหมันต์ที่อยู่ข้างทะเลสาบต่างหาก

ต้นหญ้าเหมันต์คือสมุนไพรวิญญาณระดับชำระขั้นที่ห้า อีกทั้งยังเป็นวัตถุดิบหลักในการทำให้ยาปลุกเลือดลมร้อยวิถีบริสุทธิ์ ยาปลุกเลือดลมร้อยวิถีสามารถใช้ในการพัฒนาความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อและหลอดเลือดภายในร่างได้ อีกทั้งยังเพิ่มความเร็วในการไหลของพลังวิญญาณไปจนถึงเส้นลมปราณ มันช่วยให้ผู้ฝึกวรยุทธขัดเกลาหินวิญญาณและผลึกอสูรได้ไวยิ่งขึ้น

การกินต้นหญ้าเหมันต์เข้าไปตรง ๆ ก็เป็นประโยชน์ต่อฉินเลี่ยเช่นกัน มันทำให้เขาขัดเกลาพลังสายฟ้าภายในผลึกอสูรได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังทำให้สะสมพลังวิญญาณได้เร็วขึ้นอีกด้วย

การที่เขาขอเดินทางไปที่ทะเลสาบด้วยก็เพราะต้นหญ้าเหมันต์ เขาไม่ได้สนใจถูเสือ จัวเฉียนและพวกเลยสักนิด

อีกอย่าง ถ้าเขามุ่งหน้าไปทะเลสาบเพียงลำพัง เขาอาจจะเคราะห์ร้ายได้พบกับจิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์ก็เป็นได้

ถ้าไม่มีกลุ่มของถูเสือเจ็ดคน คนที่มีระดับการฝึกฝนอย่างเขาย่อมไม่พยายามเคลื่อนไหวสุ่มเสี่ยงแบบนี้แน่นอน ดังนั้น เมื่อมีโอกาสได้รู้จักกับกลุ่มของถูเสือและพวก เขาย่อมเลือกที่จะลองดูสักตั้ง

ถูเสือและพวกมองเขาในฐานะ “มิตร” พวกเขาจึงเริ่มมองเขาด้วยสายตาที่เป็นมิตรกว่าเดิม

พวกเขาพูดคุยกันตลอดทางภายใต้การนำทางของเขา กลุ่มแปดคนเดินทางมาถึงหุบเขาในเวลาเที่ยงวัน

เทือกเขาอาร์กติกมีหุบเขารูปร่างเหมือนกันมากมาย หุบเขาพิเศษที่พวกเขามาถึงไม่มีชื่อเรียกขาน อาจจะเพราะมันใกล้ชิดกับภูมิภาคธารน้ำแข็ง ทำให้มีอากาศเย็นกว่าสันเขาอันโดดเดี่ยว สายลมเย็นยะเยือกพัดอย่างเกรี้ยวกราดจากข้างในหุบเขา

พวกเขากระชับเสื้อแน่นขึ้นก่อนจะเปิดเส้นทางผ่านพืชผักที่สูงถึงหัวเข่าด้วยอาวุธ ทำให้พวกเขาเดินเข้าสู่หุบเขาลึกขึ้นเรื่อย ๆ

พวกเขาพบทะเลสาบอยู่ใจกลางหุบเขาอย่างที่คาด สองฝั่งของทะเลสาบเต็มไปด้วยกลุ่มพืชน้ำที่ขึ้นอย่างหนาแน่น เหนือพื้นดินมีชั้นหมอกหมุนวนบาง ๆ ไอน้ำที่ปกคลุมไปทั่วทำหน้าที่ปิดกั้นแสงสว่าง ส่วนข้างในของหุบเขาปรากฏทิวทัศน์งดงามและคลุมเครือเป็นพิเศษ

“เหล็กกล้าดาราอยู่ด้านล่างของทะเลสาบนี้งั้นเหรอ?” ถูเสือมองฉินเลี่ยด้วยความตื่นเต้นขณะถามเพื่อเป็นการยืนยันครั้งสุดท้าย

ฉินเลี่ยพยักหน้า

ถูเสือตะโกนออกมาด้วยความดีใจ เขากระโดดลงทะเลสาบโดยไม่ลังเล

“อ้า! น้ำแม่งเย็นชะมัดเลย!” หัวที่เปียกโชกโผล่ขึ้นจากน้ำทันที ถูเสือกล่าวพลางหัวเราะเสียงดังอย่างเบิกบาน ”ลงมาชำระร่างกายกันสิ! เดินทางผ่านภูเขามาก็ตั้งหลายลูก พวกเรายังไม่เคยเห็นทะเลสาบที่น้ำใสขนาดนี้มาก่อน อย่าพลาดโอกาสแบบนี้เชียวล่ะ”

ความสะอาดเป็นของคู่กับผู้หญิง ตอนนี้ แม้แต่จัวเฉียนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้ก็ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป นางส่งยิ้มมีเสน่ห์ก่อนจะดำลงไปในทะเลสาบอย่างนุ่มนวล

หกคนที่เหลือก็เปี่ยมไปด้วยความปิติยินดีเช่นกัน พวกเขาพุ่งลงน้ำเพื่อทำความสะอาดร่างกายก่อนจะดำดิ่งลงไปยังเบื้องล่างของทะเลสาบคนแล้วคนเล่า

ฉินเลี่ยเฝ้ามองอยู่สักพัก หลังจากมั่นใจว่าพวกเขายุ่งอยู่กับการตามหาเหล็กกล้าดารา เขาก็เริ่มเดินลุยน้ำท่ามกลางต้นไม้และหินที่อยู่ด้านข้างทะเลสาบ

ความยาวของต้นหญ้าเหมันต์มีขนาดเท่ากับปลายแขนมนุษย์เท่านั้น และครึ่งหนึ่งของมันฝังอยู่ในดินโดยมีก้อนหินอยู่ข้าง ๆ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ส่วนมาก มันเติบโตท่ามกลางสลัดน้ำและสาหร่ายธรรมดา ทำให้ยากต่อการค้นหา

ฉินเลี่ยไม่มีทางรู้อย่างแน่นอนว่าจะมีต้นหญ้าเหมันต์อยู่ที่นี่ เรื่องนี้ต้องขอบคุณแผนที่ของท่านปู่ของเขา ต่อให้เขาจะผ่านมาที่นี่บ่อยครั้ง มันก็เป็นไปได้ยากที่เขาจะค้นพบว่ามันขึ้นที่นี่หากไม่ทำการขุดพืชน้ำขึ้นมาอย่างระมัดระวัง

แต่ว่า เพราะเขามั่นใจว่ามีต้นหญ้าเหมันต์อยู่ที่นี่ ผลลัพธ์จึงแตกต่างออกไป

ฉินเลี่ยเดินวนชายฝั่งทะเลสาบอย่างมั่นคง เขารักษาความสงบพลางค้นหาอย่างถี่ถ้วน…

ไม่กี่นาที  ลำต้นของหญ้าที่ดูเหมือนตั้งตรงปรากฏขึ้นที่หางตาของเขา ใบหน้าของฉินเลี่ยเจิดจ้าด้วยความยินดีก่อนจะรีบรุดหน้าไปตรงนั้น เขาค่อย ๆ ดึงออกจากดินที่เต็มไปด้วยพืชน้ำ

ลำต้นของต้นหญ้าเหมันต์ทั้งต้นถูกดึงออกมา มันมีความยาวน้อยกว่าห้าสิบเซ็นติเมตรและกว้างเพียง 2 นิ้วมือเท่านั้น

ใบของมันเป็นสีเขียวเข้มปนเหลือง ให้ความรู้สึกเย็นเมื่ออยู่ในมือ รากฝอยจำนวนมากปรากฏขึ้นเหนือพื้น รูปแบบของรากมีความคล้ายกับเส้นลมปราณในร่างมนุษย์ เมื่อมองให้ดี ๆ จะพบกับความลึกลับที่อยู่ภายใน

“พลังชำระขั้นที่ห้า……”

ฉินเลี่ยพึมพำขณะพ่นลมหายใจออก หลังจากดึงต้นหญ้าเหมันต์ต้นแรกขึ้นมาได้สำเร็จ เขาก็เก็บมันไว้ในกระเป๋าหนังที่อยู่ตรงเอวแล้วเริ่มค้นหาต่อ

“ฮ่าฮ่าฮ่า! ข้าพบแล้ว ข้าพบเหล็กกล้าดาราแล้วล่ะ มันอยู่ที่นี่จริง ๆ !”

เสียงหัวเราะอย่างเบิกบานใจของคังจื้ออ้วนกลมมาจากมุมหนึ่งของทะเลสาบ เขาถือชิ้นส่วนหินสีเงินมันเงาที่อยู่ระหว่างนิ้วโบกไปมา ขนาดของมันเล็กเท่าเล็บมือ

ชิ้นส่วนของหินเจิดจ้าเมื่อต้องแสงอาทิตย์ราวกับเป็นโลหะหายาก มันคืออุกกาบาตที่มาจากดวงดาวอย่างแน่นอน

ถูเสือ จัวเฉียนและพวกยังอยู่ด้านล่างทะเลสาบตอนที่ได้ยินเสียงระเบิดหัวเราะของอีกฝ่าย พวกเขารีบขึ้นสู่ผิวน้ำทะเลสาบแล้วก็พบกับใบหน้าสบาย ๆ ของคังจื้อ เขาเริ่มอวดว่าตนเป็น “คนโปรดของทวยเทพ” บ้างล่ะ “บุตรแห่งธรรมชาติ” บ้างล่ะ และยังมีคำกล่าวอ้างอีกมากที่ชวนให้กระดากปากทุกครั้งที่พูดออกมา

พวกเขาไม่สนคำพูดชวนให้มีน้ำโหของคังจื้อ สายตากระตือรือร้นของพวกเขาจับจ้องไปยังชิ้นส่วนมันเงาขนาดเล็ก จากนั้นจึงตะโกนเสียงดังด้วยความยินดี จากนั้นจึงดำลงไปหาใหม่ด้วยความเพลิดเพลิน

เป็นที่แน่นอนแล้วว่าด้านล่างของทะเลสาบมีเหล็กกล้าดาราอย่างแน่นอน กลุ่มเจ็ดคนเริ่มทำตัวเหมือนกับถูกฉีดเลือดไก่เข้าไป พวกเขาค้นหาอย่างบ้าคลั่งภายในทะเลสาบโดยไม่หยุดพัก นาน ๆ ครั้งถึงจะโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำเพื่อสูดอากาศหายใจ

ฉินเลี่ยไม่สนใจพวกเขา เขาสนแต่การค้นหาต้นหญ้าเหมันต์ให้มากขึ้น ในขณะที่ก็เฝ้าระวังอันตรายที่ไม่คาดคิดไปด้วย

ห้าวันผ่านไปไวเหมือนโกหก

ในห้าวันมานี้ ฉินเลี่ยเก็บเกี่ยวต้นหญ้าเหมันต์ได้มากกว่าสิบต้น เมื่อค่ำคืนมาถึง เขาจะขัดเกลาผลึกอสูรของแร้งอสนีทมิฬหลังจากกินต้นหญ้าเหมันต์เข้าไป

ด้วยความช่วยเหลือจากต้นหญ้าเหมันต์ ความเร็วในการขัดเกลาผลึกจึงเพิ่มขึ้นมาก ภายในระยะเวลาห้าวัน เขาก็ขัดเกลาผลึกอสูรได้มากกว่ายี่สิบก้อน พลังจิตวิญญาณที่อยู่ภายในเวิ้งวิญญาณของจุดตันเถียนของเขาเริ่มเก็บสะสมอย่างช้า ๆ

ความรู้สึกของการมีพลังจิตวิญญาณอย่างท่วมท้นมันเหมือนกับเขาครอบครองแหล่งพลังงานอันเหลือเชื่อเอาไว้ในร่าง มันช่วยให้เขามีความมั่นใจเพิ่มขึ้น

เป็นเวลาห้าวันที่กลุ่มถูเสือทั้งเจ็ดอุทิศให้กับเป้าหมายในการค้นหาเหล็กกล้าดารา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโชคร้ายที่สุดแสนจะเหลือเชื่อหรือเปล่า แต่จำนวนของที่เก็บมาได้กลับน่าสงสารเสียจริง มีเพียงชิ้นส่วนเหล็กกล้าดาราขนาดเล็กสิบชิ้นเท่านั้นที่เก็บมาได้ซึ่งมันยังห่างไกลจากจำนวนที่จำเป็นต่อการขัดเกลาอุปกรณ์ของถูเสือ

กลางดึกคืนหนึ่ง หลังจากยืมหินประเมินพลังมาจากถูเสือ เขาแอบแยกออกจากกลุ่มเพื่อทดสอบระดับการฝึกฝนที่แท้จริงของเขา

หินประเมินพลังที่มีรูปร่างเหมือนเพชรโปร่งใสเหมือนกับคริสตัล มันส่องแสงแวววับจาง ๆ ภายใต้แสงจันทร์ มันใช้สำหรับวัดระดับการฝึกฝนของผู้ฝึกวรยุทธโดยเฉพาะ

ฉินเลี่ยกลั้นหายใจก่อนจะรวบรวมพลังวิญญาณเข้าไปในหินประเมินพลังที่อยู่ในฝ่ามือของเขาอย่างช้า ๆ ลำแสงสีน้ำเงินจาง ๆ ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นผิวที่ราบเรียบที่สุดของหิน

ลำแสงสีน้ำเงินหนึ่งเส้นคือสัญลักษณ์ชองพลังชำระขั้นที่หนึ่ง ปริมาณพลังวิญญาณของฉินเลี่ยกำลังเพิ่มขึ้น พื้นผิวของหินปลดปล่อยลำแสงสีน้ำเงินออกมาอย่างช้า ๆ

หนึ่งลำแสง สองลำแสง สาม สี่ ห้า หกลำแสง!

พลังชำระขั้นที่หก!

“เวิ้งวิญญาณของข้ายังได้รับการเติมเต็มไม่สมบูรณ์ จำนวนลำแสงจะเพิ่มมากขึ้นตราบที่ข้าขัดเกลาผลึกอสูรได้มากชิ้น เมื่อเวิ้งวิญญาณของข้าได้รับการเติมเต็มจากพลังวิญญาณจนปริ่ม มันอาจจะเผยออกมา… ว่าข้ามีพลังชำระขั้นที่เจ็ด!”

ฉินเลี่ยถอนหายใจช้า ๆ ก่อนจะตัดการซึมซาบของพลังวิญญาณในหินประเมินพลังออก ดวงตาของเขาเริ่มเป็นประกายจาง ๆ ราวกับถูกเติมเต็มด้วยความมั่นใจและความคาดหวังต่ออนาคตข้างหน้า

ในวันที่หก ถูเสือและพวกยังหาเหล็กกล้าดาราต่อ ในขณะที่ฉินเลี่ยก็ทำการสำรวจชายฝั่งทะเลสาบเพื่อตามหาต้นหญ้าเหมันต์ พวกเขายังคงทำสิ่งเดิมอยู่

“ฟ่อ! ฟ่อ!”

จู่ ๆ เสียงฟ่อของงูก็ดังก้องมาจากส่วนลึกในต้นไม้

หัวใจของฉินเลี่ยจมดิ่งทันทีที่รู้สึกได้ถึงออร่าหนักอึ้งอันเย็นยะเยือกที่กำลังใกล้เข้ามา ตอนนั้นเขากำลังค้นหาอยู่ตรงกอสาหร่ายทะเลขนาดใหญ่ เขาคว้าหินก้อนใหญ่ที่สุดปาลงไปในทะเลสาบอย่างไม่ลังเล จากนั้นจึงตะโกนว่า “มีจิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์อยู่ที่นี่!”

ในขณะที่ตะโกน ฉินเลี่ยก็รีบรักษาระยะห่างจากทิศทางที่มีเสียงฟ่อ เขาพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าตรง ๆ กับจิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์ตามลำพัง

ภายในทะเลสาบ ถูเสือและพวกตื่นตัวจากก้อนหินที่ถูกปาลงมา พวกเขาจึงรีบขึ้นสู่ผิวน้ำ เมื่อพวกเขาเห็นสัญญาณมือของฉินเลี่ยก็รีบวิ่งไปหาทันที

จิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์เป็นสัตว์เลื้อยคลาน พลังการต่อสู้แกร่งกล้าทั้งทางบกและทางน้ำ ต่อให้อยู่ในทะเลสาบ มันก็สามารถเปิดเผยพละกำลังที่แท้จริงได้ เนื่องจากมันไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากน้ำ

แต่ว่า ถูเสือและพวกที่เหลือกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ถ้าพวกเขาพยายามต่อสู้ในน้ำ พละกำลังของพวกเขาจะลดลงมาก ต่อให้จะเป็นความสามารถที่แข็งแกร่งที่สุดแค่ไหนก็ยังอ่อนแอลงได้ในฉับพลัน

ดังนั้น เมื่อพวกเขารู้ว่าจิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์กำลังเข้ามาใกล้ พวกเขาจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะขึ้นบก

ต้นพืชที่สูงเหนือเข่าถูกเหยียบย่ำ กลุ่มคนเร่งรีบไปยังต้นไม้ เสียงกิ่งไม้หัก เสียงก้อนกรวดที่กระจัดกระจายและเสียงฟ่อของสัตว์วิญญาณผสมปนเปเข้าด้วยกัน

เพียงไม่นาน ร่างของงูยักษ์ที่มีความยาวเกือบเก้าเมตรและลำตัวเท่ากับถังก็ปรากฏตัวขึ้น

ลวดลายเหมือนก้อนเมฆจำนวนมากอยู่บนร่างอันราบเรียบของจิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์ หัวของมันแหลมเหมือนสามเหลี่ยม หมอกเย็นยะเยือกสีขาวถูกพ่นออกมาในระหว่างที่หายใจ ทำเอาหนาวเข้าไปถึงกระดูก

มันเลื้อยด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ร่างของมันคล่องแคล่วจนน่าตกใจ แสงแวววาวจาง ๆ ราวกับลางร้ายส่องแสงลูกตาสีเขียวหม่นราวกับหมึก

“มันมาแล้ว!” คังจื้อตะโกน

“มาฆ่ามันกันเถอะ!”

จัวเฉียนปรับท่วงท่า น่องอันแข็งแรงของนางงอลงอยู่ในท่าพุ่งเข้าใส่ นางพาดสายธนูอย่างรวดเร็ว ดึงธนูยาวไปด้านหลังให้ตึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ นางเป็นคนแรกที่พร้อมสำหรับการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้น

Facebook Comment