+100%-

ตอนที่ 9: การผสาน

รับการแจ้งเตือนการอัพเดทก่อนใครที่แฟนเพจครับ
https://www.facebook.com/Child.of.Light.TH

==================================

ตอนที่ 9: การผสาน

 

สันเขาอันโดดเดี่ยว

ของที่ฉินเลี่ยฉกฉวยมาได้คือผลึกอสูรหลากสีสันทั้งหมดสี่สิบเจ็ดเม็ด มันถูกดึงออกมาจากหน้าผากของฝูงแร้งอสนีทมิฬทั้งหมดสี่สิบเจ็ดตัว กลุ่มของถูเสือทั้งเจ็ดคนไม่ได้ให้ความสนใจกับผลึกอสูรเหล่านั้นแม้แต่นิดเดียว พวกเขาแค่พูดหยอกล้อด้วยรอยยิ้มพลางดูอีกฝ่ายเก็บแกนหลักใส่ในกระเป๋าหนัง

สนธยาเริ่มคืบคลาน แต่ก็ยังไม่มีใครละจากสันเขาอันโดดเดี่ยว พวกเขานั่งลงบนพื้นที่แห้งและสะอาดในบริเวณใกล้เคียง

ถ้ามีแค่กลุ่มของถูเสือเพียงเจ็ดคน พวกเขาย่อมไม่กล้าอยู่ค้างคืนที่นี่แน่ แต่ว่า ทุกสิ่งกลับแตกต่างเมื่ออยู่ร่วมกับฉินเลี่ย ความสามารถของเขาสูงส่งถึงขนาดสังหารฝูงแร้งอสนีทมิฬได้ พวกเขาจึงวางใจในความปลอดภัย พวกเขาไม่แม้แต่จะหวาดกลัวต่อการโจมตีอันทรงพลังของฝูงแร้งอีกต่อไป

ความจริง พวกเขาหวังอยากให้ฝูงแร้งมาเพิ่มอีกเพื่อที่จะได้เป็นสักขีพยานในการจับตาดูกระบวนท่าที่ฉินเลี่ยใช้อย่างใกล้ชิด พวกเขากระตือรือร้นที่จะได้เห็นอุปกรณ์วิญญาณลึกลับที่อีกฝ่ายใช้

พวกเขาก่อกองไฟ กางเต็นท์อย่างง่าย ๆ แล้วนั่งรอบกองไฟเป็นวงกลมเล็ก ๆ ในส่วนของอาหาร พวกเขาย่างเนื้อกระต่ายป่าและไก่ฟ้าที่จับได้ราวสิบสองตัว ความรื่นรมย์และเสียงหัวเราะอบอวลไปทั่วในขณะที่พวกเขาปล่อยกายใจไปกับการดื่มสุราฤทธิ์แรงและการสร้างความหรรษา

ไกลจากเมืองหลิงและภูเขาสมุนไพร ฉินเลี่ยไม่ขัดขืนตัวเองอีกต่อไป เขากลับคืนสู่ความอึกทึกและความกระตือรือร้นของวัยรุ่นอย่างที่ควรจะเป็น เขาปรับตัวเข้ากับกลุ่มของถูเสือทั้งเจ็ดได้อย่างรวดเร็ว

ทุกคนค่อย ๆ ผ่อนคลายอย่างช้า ๆ หลังจากสุราเข้าปากไป ฉินเลี่ยแนะนำตัวเอง เขาบอกว่าตัวเองชื่อ “หลิงเลี่ย” มาจากเมืองหลิงเขายังอธิบายอีกว่าตนจะมาเทือกเขาอาร์กติกเพื่อขัดเกลาการฝึกฝนวรยุทธของตน

พอได้ยินว่าอีกฝ่ายมาจากเมืองหลิงถูเสือก็เปี่ยมไปด้วยอย่างรักใคร่พลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ฮ่าฮ่า พวกเราทุกคนเป็นพวกพ้องกัน!”

ตอนนี้ อีกหกคนที่เหลือทิ้งความระแวดระวังที่มีต่อเขาไปจนหมด

เทือกเขาอาร์กติกยืดยาวออกไปห้าร้อยกิโลเมตร ถูกครอบครองโดยกลุ่มผู้มีพลังมากมาย หอเมฆดาราเป็นแค่หนึ่งในกองกำลังระดับต่ำในพื้นที่ ถ้าฉินเลี่ยเป็นผู้ฝึกวรยุทธที่มาจากกองกำลังศัตรู มันคงไม่เหมาะสมนักที่จะมาทำตัวสนิทชิดเชื้อกลับอีกฝ่าย

กองกำลังต่าง ๆ ต่อสู้กันเป็นประจำเพื่อแร่วิญญาณ ดินแดนและสถานที่สำหรับการฝึก การต่อสู้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดการหลั่งเลือด พวกเขาต้องพบเจอเรื่องแบบนี้ตลอดปี!

เพราะเหตุนั้นเอง ทำให้กองกำลังบางกลุ่มกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาต ถ้าต้องเจอกับศัตรูพรรค์นั้น ทั้งสองฝ่ายไม่มีทางได้พักสบาย ๆ แน่จนกว่าจะเละกันไปข้าง มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่พวกเขาจะเดินอยู่บนถนนเดียวกัน

แม้ภูมิภาคแห่งนี้จะอยู่ภายใต้การควบคุมของหอเมฆดารา แต่ก็ไม่มีอะไรมายืนยันได้ว่าพวกเขาจะไม่พบผู้ฝึกวรยุทธจากกองกำลังต่างแดน

ดังนั้น เมื่อพวกเขากำลังพักผ่อน ความกังวลที่ผุดขึ้นมาทันทีของถูเสือก็คือเรื่องตัวตนของฉินเลี่ย หลังจากรู้ว่าฉินเลี่ยมาจากเมืองหลิงเขาก็โล่งอกขึ้นมาทันที

หอเมฆดาราเป็นกองกำลังศึกในระดับหินปูน การที่กองกำลังอยู่ในระดับนี้หมายความว่า แม้พวกเขาจะอ่อนแอที่สุดแต่ก็ยังครอบครองรากฐานและพละกำลังที่สำคัญเอาไว้

กองกำลังศึกของอาณาจักรวิญญาณถูกแบ่งระดับตามพละกำลังของตน ไล่จากต่ำสุดคือระดับหินปูน เหล็กดำ ทองแดง เงินและทอง ความต้องการอันเข้มงวดมีอยู่ในทุกระดับ และความแตกต่างด้านพละกำลังระหว่างระดับต่าง ๆ ล้วนมีความหมาย

ผู้ฝึกวรยุทธส่วนใหญ่ที่เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังในระดับหินปูนจะครอบครองพลังระดับชำระไม่ก็พลังระดับก่อเกิด หายากนักที่ผู้ฝึกวรยุทธที่มีพลังระดับปรากฏจะอยู่กับกองกำลังระดับนี้นาน ๆ

พูดง่าย ๆ  ทันทีที่ผู้ฝึกวรยุทธผ่านพลังระดับปรากฏไปได้แล้ว พวกเขาจะถูกกองกำลังระดับเหล็กดำจ้างไป เป็นการเข้าสู่อาณาเขตใหม่ของผู้ฝึกวรยุทธอย่างสิ้นเชิง

สำหรับกองกำลังระดับเหล็กดำนั้น ผู้ฝึกวรยุทธส่วนใหญ่จะมีพลังระดับปรากฏและพลังระดับบรรลุ เมื่อผู้ฝึกวรยุทธผ่านพลังระดับสำนึกไปได้แล้ว พวกเขาจะถูกกองกำลังระดับทองแดงเลือกให้ไปเข้าร่วมจนได้พบกับทรัพยากรที่ช่วยย่นระยะเวลาการฝึกฝนของตน

ในส่วนของกองกำลังระดับทองแดง กองกำลังระดับเงินและกองกำลังระดับตำนานอย่างทองนั้นก็ไม่แตกต่างกัน พวกเขาล้วนมีระดับการฝึกฝนให้กับผู้ฝึกวรยุทธแตกต่างกันออกไป

ระดับพลังส่วนใหญ่ของผู้ฝึกวรยุทธในกองกำลังระดับทองแดงคือพลังระดับสำนึกและพลังระดับแยกออก เช่นเดียวกับผู้ฝึกวรยุทธในกองกำลังระดับเงินที่ส่วนใหญ่มีพลังระดับนิพพานและพลังระดับอมตะ แม้แต่กองกำลังระดับตำนานอย่างทองก็มีดินแดนศักดิ์สิทธิ์สำหรับการฝึกฝนอยู่ด้วย มีเพียงผู้ฝึกวรยุทธที่ครอบครองพลังระดับยุติและพลังระดับต้นกำเนิดเท่านั้นที่จะเข้าไปได้

เพราะการแบ่งระดับพลัง กองกำลังส่วนใหญ่มักจะเลือกผู้มีพลังระดับสูงกว่าเป็นผู้หนุนหลัง หมายความว่าผู้อยู่ระดับต่ำกว่าจะต้องอยู่เบื้องล่าง การปกครองแบบพีระมิดยังคงอยู่ในรูปของการจัดระดับ มันสามารถรักษาสมดุลระหว่างพลังเอาไว้ได้

ตัวอย่างเช่น ในขณะที่หอเมฆดาราพึ่งพากองกำลังระดับที่สูงกว่าตน นอกจากพวกเขาจะได้รับการปกป้องและถูกจำกัดแล้ว ยังถือว่าเป็นผู้อาศัยไปในตัวด้วย… ตระกูลหลิงและกองกำลังเล็ก ๆ อื่น ๆ จะถูกปกครองโดยหอเมฆดารา และพวกเขาต้องส่งเครื่อบรรณาการทุก ๆ ปี

หลังจากพวกเขากินดื่มอย่างอิ่มหนำสำราญแล้ว กลุ่มวัยรุ่นก็ล้มตัวนอนอย่างเกียจคร้าน สายตาจ้องมองดวงดาวผ่านผืนป่าอันหนาทึบที่ปกคลุมท้องฟ้า

“นี่ก็ผ่านมาตั้งสามเดือนแล้ว ขืนพวกเรายังหาเหล็กกล้าดาราไม่เจอ ทางเลือกเดียวที่เหลือก็คือกลับบ้าน” ถูเสือถอนหายใจเสียงดัง “หากไม่มีเหล็กกล้าดารา ข้าก็ไม่สามารถสร้างอุปกรณ์วิญญาณอย่างที่ต้องการได้ เฮ้อ…”

“พวกเราแค่พึ่งโชคมากเกินไปเท่านั้น แค่เพราะคนอื่นพบเหล็กกล้าดาราในภูมิภาคแห่งนี้ มันก็ไม่ได้ยืนยันว่าพวกเราจะหาเจอสักหน่อย สุดท้ายแล้ว เหล็กกล้าดาราก็คือวัตถุดิบเทียมระดับสามัญขั้นที่เจ็ด ซึ่งถือว่าหายากพอสมควร เท่าที่รู้ในตอนนี้ ทุกชิ้นถูกเก็บเกี่ยวโดยคนแรกที่ไปพบมันก่อน มันจะเหลือถึงมือพวกเราได้อย่างไร?” จัวเฉียนยกถุงใส่เหล้าองุ่นขึ้นดื่มรวดเดียวอย่างหาญกล้า จากนั้นจึงออกความเห็นอย่างเผ็ดร้อน

การดื่มสุราฤทธิ์แรงทำให้ใบหน้ายั่วยวนของนางแดงก่ำจนดูมีเสน่ห์ ดวงตาแวววาวทั้งสองกึ่งลืมกึ่งหลับอันเป็นผลมาจากความเมายิ่งชวนให้เย้ายวนใจเข้าไปอีก คังจื้อและพวกวัยรุ่นกระสับกระส่ายไปมา พยายามแอบชำเลืองมองนางให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

อาจจะเพราะฤทธิ์สุรา จัวเฉียนจึงไม่สนใจบุคลิกของตัวเองอีกต่อไป เกราะชิ้นงามที่ปกปิดส่วนโค้งเว้าอันยิ่งใหญ่ทั้งสองไว้ค่อย ๆ ปริออก เผยให้เห็นหน้าอกสีน้ำนมเนียนนุ่มเล็กน้อย ทำเอาหัวใจของคังจื้อและพวกเต้นไม่เป็นจังหวะเลยทีเดียว

“เหล็กกล้าดารา…” ฉินเลี่ยกระซิบกระซาบพลางยกถุงใส่เหล้าองุ่นขึ้นดื่มเช่นกัน เขาพยายามเค้นข้อมูลจากความทรงจำออกมาพลางกล่าวว่า “ผ่านสันเขาอันโดดเดี่ยวไปอีกสี่สิบกิโลเมตรจะเจอหุบเขาอีกแห่ง ตรงกลางหุบเขานั้นเป็นทะเลสาบ ที่ก้นบึ้งของทะเลสาบอาจจะมีเหล็กกล้าดาราอยู่ก็ได้”

“ทำไมเจ้าถึงบอกให้รู้ล่ะ?!” ถูเสือรีบลุกขึ้นทันทีที่ได้ยิน สีหน้าของเขาตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด “เจ้าแน่ใจแล้วเหรอ?”

“ท่านปู่เป็นคนบอกเรื่องนี้ให้ข้าฟังเอง มันไม่น่าจะผิดพลาดไปได้ แต่ว่า ข้ายังไม่เคยไปด้วยตัวเองมาก่อน ข้าเองก็ยืนยันเรื่องนี้ไม่ได้เช่นกัน” ฉินเลี่ยกล่าว

“อย่างน้อยก็ดีกว่าการออกตามหาอย่างไร้จุดหมาย!” สีหน้าของจัวเฉียนเปี่ยมไปด้วยความสุขสันต์ นางขว้างถุงใส่เหล้าองุ่นไปให้ฉินเลี่ยพลางกล่าวอย่างไร้กังวลว่า “ข้าขอเลี้ยงสุรากับเจ้าก่อน ถ้าพวกเราพบเหล็กกล้าดารา พี่ใหญ่ถูคนนี้จะไม่ทำตัวขี้งกอย่างแน่นอน”

“แน่นอน!” ถูเสือตบบ่าฉินเลี่ยอย่างแรงพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้างว่า “เจ้าหนูเลี่ยคนนี้เป็นดาวนำโชคของพวกเรา!”

“ดื่ม ดื่ม!” คังจื้อและพวกเปล่งเสียงแสดงความยินดี

ฉินเลี่ยสะดุ้งพลางจับถุงใส่เหล้าองุ่นเอาไว้ในมือ เขารู้ว่าจัวเฉียนแอบชำเลืองมืองด้วยสายตาซุกซน เขาจึงหาญกล้ายกสุราขึ้นดื่ม ในตอนนั้น เขาได้กลิ่นหอมจาง ๆ ที่ไม่ใช่กลิ่นสุรา หัวใจของเขาเต้นกระเพื่อมอย่างแผ่วเบา ความคิดกวนใจปรากฏขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

เมื่อเห็นสีหน้าฉินเลี่ยเป็นเช่นนั้น จัวเฉียนก็หัวเราะเบา ๆ อย่างมีเสน่ห์ นางปล่อยตัวปล่อยใจพลางกล่าวว่า “เจ้าน่าสนใจจริง ๆ ! ฮ่า หากพวกเราพบเหล็กกล้าดาราเมื่อไหร่ พี่สาวคนนี้จะเลี้ยงสุราเจ้าเพิ่มแน่นอน!”

“ได้” ฉินเลี่ยตอบในขณะที่ปากเต็มไปด้วยสุรา

……

ถูเสือ คังจื้อและพวกนอนหลับสนิท เสียงกรนสม่ำเสมอลอยอยู่ท่ามกลางค่ำคืนอันเงียบสงัด

แต่ว่า ฉินเลี่ยยังนั่งอยู่ข้างกองไฟ หลังจากลังเลหลายครั้ง เขาก็ล้วงหยิบผลึกอสูรเม็ดหนึ่งออกมาโยนเล่น

ผลึกอสูรของแร้งอสนีทมิฬระดับหนึ่งแหลมคมเหมือนปริซึมและหนาเหมือนนิ้วหัวแม่มือ เมื่อสังเกตใกล้ ๆ เขาก็พบเกลียวกระแสไฟฟ้ากำลังไหลอยู่ในผลึกโปร่งแสงสีน้ำเงินอย่างกระฉับกระเฉง

ทันทีที่หลับตา ฉินเลี่ยเพ่งไปยังอสนีบาตทลายสวรรค์อย่างเงียบ ๆ แรงดึงดูดเริ่มถูกปล่อยออกมาจากฝ่ามือ!

“หึ่ง หึ่ง หึ่ง!”

เกรียวบางของกระแสไฟฟ้าเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็ว มันไหลวนอยู่ภายในฝ่ามือของเขา

ภาวะการไร้ความรู้สึกจาง ๆ เริ่มแผ่ขยายจากฝ่ามือของเขา เขาบอกได้เลยว่าเกรียวบางของกระแสไฟฟ้ากำลังไหลไปตามกล้ามเนื้อและหลอดเลือดในร่าง จากนั้นจึงไหลลงไปยังแขน พวกมันรวมตัวกันราวกระแสน้ำที่เวิ้งวิญญาณของจุดตันเถียน

ฉินเลี่ยทั้งตื่นเต้นและดีใจ เขายิ้มที่มุมปากก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้างออกมา

เวิ้งวิญญาณของจุดตันเถียนตั้งอยู่ที่ช่องท้องของร่างมนุษย์ อีกทั้งยังเป็นแกนหลักที่ผู้ฝึกวรยุทธใช้กักเก็บพลังวิญญาณของตน ในทำนองเดียวกัน ผลึกอสูรก็ถือเป็นแหล่งพลังงานสำหรับสัตว์วิญญาณ

ผู้ฝึกวรยุทธจะฝึกฝนโดยการดูดซับพลังวิญญาณธรรมชาติแล้วนำมันใส่เวิ้งวิญญาณของจุดตันเถียนอย่างช้า ๆ ด้วยการผลักเข้าสู่พรมแดนของเวิ้งวิญญาณของจุดตันเถียนอย่างต่อเนื่อง ทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาความสามารถทางพลังวิญญาณของตนได้ ทำให้ผู้ฝึกวรยุทธใช้พลังวิญญาณได้แกร่งกล้ามากยิ่งขึ้น

ตลอดสามปีมานี้ ฉินเลี่ยรวบรวมพลังวิญญาณส่วนหนึ่งด้วยตนเอง ก่อนหน้านี้ เมื่อเขาหยิบยืมพลังของสายฟ้าจากสวรรค์ทั้งเก้าเพื่อทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น อีกทั้งเขายังแผ่ขยายเวิ้งวิญญาณได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

แต่ว่า พลังวิญญาณที่เขาอุสาหะสะสมมามักถูกใช้ในการฝึกแต่ละครั้งจนหมดสิ้น เวิ้งวิญญาณของเขามักเหือดแห้งเสมอ ทำให้ไม่มีพลังวิญญาณใช้

ความหนาและความบริสุทธิ์ของพลังวิญญาณภายในเวิ้งวิญญาณของจุดตันเถียนเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีของระดับการฝึกฝนของผู้ฝึกวรยุทธ ทางที่ง่ายที่สุดสำหรับฉินเลี่ยในการค้นหาระดับการฝึกของเขาก็คือการเติมเต็มเวิ้งวิญญาณด้วยพลังวิญญาณให้เต็มเสียก่อน จากนั้นจึงวัดด้วยหินประเมินพลัง มันจะช่วยประมาณคำตอบอย่างหยาบ ๆ ให้กับเขาได้

การสะสมพลังวิญญาณด้วยตนเองจะสำเร็จได้ด้วยการรวบรวมและการขัดเกลาโลกของพลังวิญญาณอย่างช้า ๆ มันไม่ได้หมายความว่าจะสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน แต่ว่า ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้นเสมอ ท่ามกลางดินแดนลึกลับ มีของหายากที่สามารถร่นระยะเวลาการเติมเต็มพลังวิญญาณภายในเวิ้งวิญญาณอยู่

หินวิญญาณ คริสตัลวิญญาณ ยาวิญญาณ ต้นวิญญาณและผลึกอสูรที่เหมาะสมสามารถช่วยเร่งความเร็วในการสะสมพลังวิญญาณได้ มันช่วยให้ผู้ฝึกวรยุทธพัฒนาการฝึกฝนได้อย่างรวดเร็ว

ฉินเลี่ยให้ความสนใจไปที่ผลึกอสูรในมือ เขาชี้นำกระแสไฟฟ้าให้ไหลผ่านกล้ามเนื้อและหลอดเลือดในร่าง ทำให้พลังงานผ่านเข้าไปยังเวิ้งวิญญาณของจุดตันเถียนอย่างช้า ๆ เวิ้งวิญญาณของเขาที่เคยเหือดแห้งเริ่มถูกเติมเต็ม…

“เปรี๊ยะ!”

เมื่อพลังงานหมดไป ผลึกอสูรในฝ่ามือของเขาก็ปริออก ฉินเลี่ยกระตุกทีหนึ่งเมื่อได้ยินเสียง

หากมองลึกเข้าไปข้างใน เขาตระหนักได้ว่าพลังจากผลึกอสูรหนึ่งก้อนไม่มีทางทำให้เวิ้งวิญญาณได้รับการเติมเต็มอย่างสมบูรณ์ได้

พลังส่วนใหญ่จากผลึกอสูรมักสูญเปล่าขณะทำการขัดเกลา มีเพียงสิบถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของพลังวิญญาณแรกเริ่มเท่านั้นที่ถูกชักนำมายังเวิ้งวิญญาณของเขา

เขาเอียงคอพลางแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาตระหนักได้ว่ารุ่งเช้าใกล้มาถึงแล้ว

“การดูดซับพลังงานจากผลึกอสูรใช้เวลานานขนาดนี้ แถมยังเป็นแค่ผลึกอสูรระดับหนึ่งเท่านั้น เท่าที่ดูในตอนนี้ ข้าอาจจะเหลือเวลาให้ฝึกฝนต่อไม่มากแล้วก็ได้…”

ฉินเลี่ยถอนหายใจหนักก่อนจะหลับตาลงเพื่อพักผ่อนเล็กน้อย

……

วันต่อมา หลังจากนอนพักตอนกลางคืน ทุกคนก็สดชื่นและมีชีวิตชีวา

“หลิงเลี่ย เจ้าดูดีมากทีเดียว! ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะฟื้นตัวได้ไวขนาดนี้หลังจากผ่านการสังหารฝูงแร้งอสนีทมิฬจำนวนมากเมื่อวานนี้ ไม่เลวเลยจริง ๆ!” คังจื้ออุทานออกมา

คนที่เหลือหันมาสนใจฉินเลี่ย พวกเขาพบว่าดวงตาอีกฝ่ายมีชีวิตชีวา อีกทั้งร่างกายยังแผ่พลังงานร้อนผ่าวออกมา

บาดแผลตื้น ๆ จำนวนมากที่เขาได้รับจากฝูงแร้งเริ่มตกสะเก็ด หากเป็นคนอื่นคงคิดว่ามันเป็นการยากที่จะเชื่อว่าก่อนหน้านี้เขาเพิ่งผ่านการต่อสู้อันโชกเลือดมา

“จริงเหรอ?” ฉินเลี่ยหัวเราะ “อาจจะเพราะสุราและการนอนหลับอันแสนสะดวกสบายเมื่อคืนนี้ก็ได้ พวกเจ้าทุกคนเองก็ดูมีชีวิตชีวาเช่นกัน” เขาเข้าใจในทันทีว่ามันเป็นเพราะเวิ้งวิญญาณได้รับการเติมเต็มในบางส่วน

“ไปหุบเขาที่หลิงเลี่ยบอกก่อนหน้านี้กันเถอะ หวังว่าพวกเราจะได้พบเหล็กกล้าดารา เวลาเหลือไม่มากแล้ว ขืนล่าช้าไปกว่านี้ ครอบครัวของพวกเราที่บ้านจะเป็นกังวลเอาเปล่า ๆ” ถูเสือออกความเห็นด้วยความร้อนรนใจ

“อืม หากครั้งนี้พวกเรายังหาไม่เจออีกก็มีแต่ต้องกลับไปเริ่มกันใหม่” จัวเฉียนพยักหน้าพลางหวีผมยาวหยักศกของนางอย่างเป็นธรรมชาติ นางส่งยิ้มสดใสไปที่ฉินเลี่ยก่อนจะกล่าวว่า “มันก็ขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลของเจ้าแม่นยำมากน้อยแค่ไหน”

“ข้าก็หวังว่ามันจะแม่นยำจริง” คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อยก่อนจะเสริมว่า “แต่ภูมิภาคแห่งนั้นไม่ค่อยสงบสุขนัก ถ้าโชคไม่ดี พวกเราอาจจะพบบางสิ่งที่ไม่ควรพบจนอาจถึงขั้นทำให้เกิดปัญหาครั้งใหญ่เลยก็ได้”

Facebook Comment