+100%-

ตอนที่ 8: โยนหินถามทาง

รับการแจ้งเตือนการอัพเดทก่อนใครที่แฟนเพจครับ
https://www.facebook.com/Child.of.Light.TH

==================================

ตอนที่ 8: โยนหินถามทาง

 

แสงแปลบปลาบของสายฟ้าสีน้ำเงินฟาดลงมาจากท้องฟ้า แปรเปลี่ยนสีหน้าของฉินเลี่ยให้เย็นชา จู่ ๆ หน้าอกของเขาก็พองขึ้น เป็นการเปิดทางเข้าสู่อสนีบาตทลายสวรรค์เต็มพิกัด

“หึ่ง หึ่ง หึ่ง!”

แสงสว่างลุกวาบสีน้ำเงินอันเจิดจ้านับไม่ถ้วนของกระแสไฟฟ้าไหลเข้าไปในร่างของฉินเลี่ย พลังงานสายฟ้าที่หลั่งไหลไปมาอย่างมหาศาลเริ่มสร้างความเสียหายให้กับกล้ามเนื้อและหลอดเลือดของเขา

จู่ ๆ ดวงตาของฉินเลี่ยก็ลุกวาบราวกับกำลังหัวเราะเยาะให้กับเรื่องตื่นเต้นที่ประสบอยู่

กระแสไฟฟ้าที่เข้ามารุกรานในขั้นต้นทั้งรุนแรงและทรงพลัง แต่ว่า หลังจากเข้าสู่อสนีบาตทลายสวรรค์ พวกมันก็กลับเชื่อฟังในทันที พวกมันถูกดูดเข้าสู่กระดูกของเขาทั้งหมด

ความรู้สึกอันแสนวิเศษเอ่อล้นออกมาจากทุกรูขุมขนในร่าง ร่างของฉินเลี่ยท่วมท้นไปด้วยพลังงาน จิตใจของเขากระปรี้กระเปร่า

สำหรับคนธรรมดานี่อาจทำให้ถึงตายได้ กระแสไฟฟ้าเปรียบได้กับสมุนไพรวิญญาณมีพิษร้ายแรง แต่ทว่า นอกจากพวกมันไม่อาจทำให้เขาเป็นอัมพาตได้แล้ว พวกมันยังทำให้เขารู้สึกสดชื่นและเติมเต็มพลังงานอีกด้วย

“อย่างที่ข้าต้องการเลย!”

แทนที่จะรู้สึกแย่จากการถูกแร้งอสนีทมิฬโจมตี ฉินเลี่ยกลับรู้สึกตื่นเต้น เมื่อแร้งตัวที่ใกล้ที่สุดเข้ามาในระยะ เขาก็สะบัดมือออกราวกับแส้เพื่อคว้ามันเอาไว้

กรงเล็บเหล็กกล้าของแร้งกระแทกใส่ แต่เขารับมันไว้ด้วยฝ่ามือ ทันทีที่เปล่งเสียงตะโกน กล้ามของฉินเลี่ยก็ปูดโปน แร้งตัวนั้นถูกฉีกออกเป็นสองส่วนอย่างง่ายดาย เลือดและเครื่องในกระจัดกระจายไปทั่ว

หนึ่งกระบวนท่า หนึ่งสังหาร เขาไม่อาจดีใจมากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว แร้งทุกตัวที่ทิ้งความปลอดภัยแล้วเข้ามาโจมตีเขาด้วยการต่อสู้ระยะประชิดล้วนถูกฝ่ามืออันคล่องแคล่วของเขาจับไว้ก่อนจะถูกฉีกกระชาก

ก่อนหน้านี้ ตอนที่ฝูงแร้งอสนีทมิฬโจมตีถูเสือ จัวเฉียนและพวก ฝูงแร้งจะรอจนกระทั่งสายฟ้าของพวกมันยิงเข้าเป้า จากนั้นจึงซุ่มโจมตีพร้อมกัน

ถึงแม้จะผ่านการฝึกฝนในขั้นสุดท้ายของระดับชำระ แต่ร่างของถูเสือและจัวเฉียนก็ไม่อาจเทียบกับคนประหลาดอย่างฉินเลี่ยได้ ร่างของพวกเขาชาด้าน แขนขาปวกเปียกทันทีเมื่อถูกสายฟ้าฟาด หลังจากนั้น พลังการต่อสู้ของพวกเขาจะดิ่งลงอย่างรวดเร็ว

ยามต่อสู้กับฝูงแร้ง พวกเขาหวาดกลัวกับพลังสายฟ้าที่พุ่งเข้ามา แต่ปัญหาคือ พวกเขาต้องช่วยเหลือพวกพ้องที่ไร้ทางสู้ พวกเขาต้องตื่นตัวตลอดเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกของตนถูกทำร้าย ดังนั้น พวกเขาจึงเสียเปรียบยามที่ต้องสู้กับฝูงแร้งกลุ่มนี้

แต่ฉินเลี่ยกลับเลือกวิธีต่อสู้กับฝูงแร้งแตกต่างออกไป!

เขาไม่ใส่ใจกับการโจมตีด้วยสายฟ้าของพวกมันมากนัก ตรงกันข้าม มันส่งผลดีกับเขามากกว่า ถึงแม้มันจะเป็นอันตรายต่อถูเสือและจัวเฉียนก็ตาม มันช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้ให้กับเขาทั้งทางกายและจิตใจ

ร่างของเขาทนทานมาตั้งแต่ต้นแล้ว ดังนั้น การโจมตีอันโหดเหี้ยมจากฝูงแร้งอสนีทมิฬด้วยจงอยปากและกรงเล็บอันแหลมคมจึงไม่อาจฝากรอยแผลให้กับฉินเลี่ยได้แม้แต่น้อย

พวกสัตว์วิญญาณระดับหนึ่งไม่มีความคิดที่จะปกป้องตนเองหรือพวกพ้องของมัน พวกมันสนแต่เพียงการโจมตีเท่านั้น ชะตาของพวกมันจึงถูกกำหนดให้ถูกฉีกทึ้งทันทีที่ถูกจับตัวได้

วิธีการต่อสู้ของเขานั้นง่าย ๆ และตรงไปตรงมา แม้จะโหดเหี้ยมและรุนแรง แต่มันก็ได้ประสิทธิภาพค่อนข้างมาก!

ผ่านไปไม่นานนัก แร้งอสนีทมิฬมากกว่าสิบตัวต่างก็ล้มอยู่แทบเท้าเขาหลังจากกรีดร้องเพราะความทุกข์เป็นครั้งสุดท้าย

ถ้าเป็นสัตว์วิญญาณตนอื่น พวกมันคงยอมรับความพ่ายแพ้แล้วหนีหางจุกตูดไปตั้งนานแล้ว

แต่ไม่ใช่กับฝูงแร้งอสนีทมิฬ พวกมันทุกตัวโง่! แม้พวกมันจะรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องนักที่ถูกฉินเลี่ยทำลายจนยับเยินทั้ง ๆ ที่ระดับพวกมันเป็นถึงนักล่ามาตั้งแต่เกิด แต่พวกมันก็ไม่หยุดโจมตี พวกมันต่างบ้าคลั่งที่เห็นพวกพ้องถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม จากนั้นจึงพุ่งเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็วโดยไม่ห่วงชีวิตตัวเอง

ผลลัพธ์จึงรู้กันตั้งแต่แรกแล้ว

ฝูงแร้งร่วงหล่นแทบเท้าฉินเลี่ยตัวแล้วตัวเล่า การต่อสู้จึงไม่ยืดเยื้ออะไรมาก

ผ่านไปไม่นาน การสังหารอันโหดเหี้ยมก็จบลง ฉินเลี่ยได้รับชัยชนะโดยมีซากฝูงแร้งกองเป็นภูเขาอยู่แทบเท้า เลือดและขนนกของพวกมันถูกละเลงไปทั่ว

แม้เขาจะได้เปรียบเป็นอย่างมาก แต่ร่างของฉินเลี่ยก็ยังมีรอยถลอก โชคดีอย่างหนึ่งคือ พวกมันไม่ได้แข็งแรงพอที่จะทำอันตรายแก่ร่างกายได้

เขาเข้าใจแล้วว่าสำหรับผู้ฝึกวรยุทธระดับต่ำนั้น ฝูงแร้งอสนีทมิฬคือฝันร้ายที่ปรากฏเป็นรูปธรรม

ถ้ากลุ่มของถูเสือทั้งเจ็ดคนยังฝืนสู้ต่อ ฝูงแร้งจะไม่มีทางถูกทำลายอย่างแน่นอน

ฉินเลี่ยไม่รีบร้อนเก็บผลึกอสูร เขาหลับตาแล้วยืนนิ่ง พยายามตรวจสอบสถานการณ์ภายในร่างกายของตน

กระแสไฟฟ้าไหลผ่านหลอดเลือดไปมา เขาตั้งจิตให้พวกมันไปรวมอยู่ที่ช่องท้องเพื่อรวบรวมจุดตันเถียน จากนั้น ความอบอุ่นจากความสุขสันต์เอ่อล้นออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจ เขาจึงเผยรอยยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามใจไม่ได้

แทบจะในทันที พลังสายฟ้าทั้งหมดที่แร้งอสนีทมิฬโจมตีใส่ถูกเขาดูดซับเข้าไปอย่างลึกลับ! พวกมันมุ่งไปยังอสนีบาตทลายสวรรค์ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณอย่างช้า ๆ!

“อย่างที่คิดไว้เลย”

ตอนนี้ ฉินเลี่ยรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้สูญเปล่าอีกต่อไป ความจริงแล้ว รอยยิ้มของเขาเริ่มเจิดจ้ายิ่งขึ้นแม้สายตาของเขาจะจับจ้องไปยังซากสัตว์ตรงหน้าก็ตาม

……

อีกด้านหนึ่ง

ถูเสือ จัวเฉียนและพวกต่างวิ่งหนีด้วยสีหน้าแตกตื่น หัวใจของพวกเขาเต้นโครมครามราวกับจะระเบิดออกมาให้ได้ พวกเขาพร้อมจะเข้าสู่การต่อสู้ทันทีถ้าจำเป็นต้องทำ

ต่อให้ผู้ฝึกวรยุทธโดยเฉลี่ยจะมีพลังระดับก่อเกิดก็ไม่อาจฝืนรับมือการโจมตีประสานของฝูงแร้งอสนีทมิฬได้มากกว่าสี่สิบตัว ฉินเลี่ยที่ยังหนุ่มยังแน่นจะต้องกลายเป็นอาหารของฝูงแร้งอย่างแน่นอน ทันทีที่เขาตาย ฝูงแร้งจะไล่ตามพวกเขามาอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น พวกเขาจึงไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่วินาทีเดียว เพราะเกรงว่า ทันทีที่ฝูงแร้งตามมาทัน พวกเขาจะต้องเปิดศึกอันรุนแรงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

แต่ว่า หลังจากรอคอยอยู่นานสองนาน พวกเขาก็ยังไม่เห็นวี่แววของฝูงแร้งแม้แต่นิดเดียว ความประหลาดใจจึงเริ่มปรากฏขึ้น

“หยุดก่อน!”

หลังถอยห่างจากสันเขาอันโดดเดี่ยวมาไกลแล้ว ในที่สุด ถูเสือก็สังเกตเห็นความผิดปกติ เขาส่งสัญญาณเพื่อให้ทุกคนหันไปรอบ ๆ เพื่อสร้างรูปขบวนป้องกันขึ้นมา จากนั้นจึงเริ่มหันไปมองขอบฟ้าด้านหลัง

ไม่มีเงาของแร้งแม้แต่ตัวเดียว!

“นี่มัน…”

แม้แต่จัวเฉียนผู้เร่าร้อนและไม่แสดงสีหน้าแม้จะเผชิญกับช่วงวิกฤติก็ยังเผยความประหลาดใจออกมา นางเช็ดเหงื่ออันหอมหวานที่ต้นคอออก ดวงตาคู่งามเปล่งประกาย

“ก่อนหน้านี้ ข้าได้ยินเสียงกรีดร้องแสบแก้วหูของฝูงแร้งอสนีทมิฬ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าที่นั่นกำลังต่อสู้กันอยู่แน่…” แม้แต่ถูเสือก็ยังแสดงสีหน้าดิบเถื่อนออกมา ความคิดของเขานั้นละเอียดลออ เขาพิงกับดาบโค้งยาวของตน ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ พยายามฝืนใช้ช่วงเวลาอันสูญเปล่าไปกับการฟื้นฟูพลังวิญญาณ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “เนื่องจากไม่มีร่องรอยของฝูงแร้ง งั้นก็มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว——เจ้าเด็กนั่นสร้างปัญหาให้พวกมันเข้าแล้วล่ะ!”

“มันจะเป็นไปได้อย่างไร?” คังจื้ออ้วนกลมอุทานขึ้น

“ฝูงแร้งต้องไล่ตามพวกเรามาแน่ ถ้าไม่ติดว่าเจ้าเด็กนั่นฉีกพวกมันเป็นชิ้น ๆ เพราะพวกมันยังไม่มาปรากฏตัวที่นี่ นั่นหมายความว่าเจ้าสัตว์น่าขนพวกนั้นกำลังเจอปัญหากับการฆ่าหมอนั่นยังไงล่ะ” การวิเคราะห์ของถูเสือนั้นแม่นยำ หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก เขาก็กัดฟันก่อนจะตะโกนว่า “ไปฆ่าพวกมันกันเถอะ!”

“พี่ใหญ่ถู?” คังจื้อกล่าวอย่างขมขื่นขณะส่ายหัวไปมา ”มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะกว่าจะหนีมาได้ ทำไมจะต้องกลับไปอีก? เด็กหนุ่มคนนั้นจะเป็นตายยังไงพวกเราก็ไม่สนอยู่ดี ที่ต้องสนน่ะคือความอยู่รอดของพวกเราต่างหาก ทำไมถึงต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงอีกครั้งกันล่ะ?”

“เห็นด้วย” คนที่เหลือก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเอียนกับฝูงแร้งอสนีทมิฬที่ไม่รักตัวกลัวตายแล้ว พวกเขาไม่ต้องการที่จะเอาตัวเข้าใส่อันตรายอีกครั้ง

“จัวเฉียน เจ้าคิดว่าไง?” ถูเสือเงยหน้าพลางเอ่ยถาม

จัวเฉียนยักไหล่ราวกับจะกวนโทสะ นางเผยสีหน้าสนใจออกมาพลางกล่าวว่า “ข้าไม่เป็นไรหรอก ก็แค่ไปดูนิดหน่อยไม่ใช่หรือ? เพราะฝูงแร้งยังไม่ไล่ตามพวกเรามาเลย พวกมันคงจะเจอกับปัญหาใหญ่เข้าแล้วล่ะ เจ้าเด็กโง่นั่นจะเป็นหรือตายก็ไม่เกี่ยว ข้าแค่อยากรู้จริง ๆ ว่ามันเกิดอะไร แต่ถ้าเขายังรอดชีวิต พวกเราก็ควรไปขอบคุณเขา”

“อืม ไม่ว่าเขาจะมีชีวิตรอดหรือไม่ พวกเราก็ควรไปขอบคุณน้องชายคนนั้นอยู่ดี มันเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเราเจ็ดคนที่จะมีชีวิตรอดกลับมา ฝูงแร้งมากกว่าสี่สิบตัวไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะรับมือได้…” ถูเสือกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“แล้วพวกเราจะมัวรออะไรอีก?” จัวเฉียนสะบัดผมสีแดงม่วงเข้มอมน้ำตาลไปไว้ด้านหลัง จากนั้นจึงเริ่มวิ่งกลับไปยังสันเขาอันโดดเดี่ยว รูปร่างของนางแข็งแกร่งราวกับเสือดาวเพศเมีย “ยิ่งล่าช้ามากเท่าไหร่ย่อมหมายถึงความตายที่คืบคลานเข้าไปใกล้ผู้ชายคนนั้น ในเมื่อพวกเราตัดสินใจแล้ว พวกเราก็ไม่ควรทำตัวเหมือนผู้หญิงขี้ลังเลอีก!”

คำพูดปลุกเร้าของนาง ทำให้พวกพ้องผู้ขี้ขลาดก่อนหน้านี้เกิดความละอายใจ พวกเขาจึงวิ่งไล่ตามนางพร้อมกับแผดเสียงคำรามดังก้อง

ถูเสือลูบจมูกพลางจ้องมองกลุ่มคนที่ทำตัวเหมือนกับได้รับสารกระตุ้น เขากระซิบกับตัวเองว่า ”บ้าจริง ดูท่าจะมีแต่จัวเฉียนเท่านั้นแหละที่สามารถรับมือกับเจ้าพวกบ้ายามเผชิญกับวิกฤติแบบนี้ได้!”

ผู้หญิงจำนวนมากมักจะคุมสติได้ดีกว่าผู้ชายเวลาเผชิญกับอันตราย จัวเฉียนเป็นผู้หญิงประเภทนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

ก่อนหน้านี้ ตอนที่นางเป็นสักขีพยานกับภาพฝูงแร้งอสนีทมิฬพุ่งเข้าใส่ฉินเลี่ยอย่างโกรธเกรี้ยว นางอึ้งไปชั่วขณะจนไม่มีโอกาสตอบโต้อะไรออกมา

แต่ว่า นางก็ตระหนักได้ว่านี่เป็นโอกาสเดียวที่จะหนีได้ ดังนั้น นางจึงกระตุ้นคู่หูของนางให้ทิ้งอีกฝ่ายไว้ด้วยการกรีดร้องออกมาก่อนจะพุ่งออกจากสันเขาอันโดดเดี่ยวเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้

ในตอนนั้น นางมั่นใจว่าฉินเลี่ยไม่มีทางหนีรอดจากความตายมาได้ ต่อให้กลุ่มของนางทั้งเจ็ดคนจะเข้าไปช่วยด้วยอีกแรง เขาก็ไม่มีทางรอด ความจริง มันเหมือนกับว่าพวกนางทั้งเจ็ดคนมีชะตาต้องกับเขา

ดังนั้น นางจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ด้วยการกระตุ้นให้คู่หูของนางทิ้งอีกฝ่ายไป

ดูจากสถานการณ์แล้ว ทางเลือกที่นางเลือกถือเป็นทางที่ฉลาดที่สุด ไม่มีทางที่นางจะรู้ได้ว่าฉินเลี่ยจะประมือกับฝูงแร้งอสนีทมิฬได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้

นางจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองหลังจากสังเกตเห็นว่าพวกเขาไม่ได้ถูกฝูงแร้งไล่ตามมา ข้อสงสัยที่ว่าฉินเลี่ยอาจจะยังมีชีวิตอยู่ทำให้จิตใจของนางสั่นไหว

ความกระตือรือร้นทำให้เกิดการแก้ไข นางเป็นคนแรกที่หันกลับไปเพื่อมุ่งสู่สันเขาอันโดดเดี่ยวโดยไม่ลังเล

“หวังว่าจะไม่สายเกินไป…”

จัวเฉียนคิดแง่ลบในขณะที่เข้าใกล้เขตอันตราย นางจับธนูเอาไว้มั่นแม้จะประหม่าอยู่ก็ตาม

หลังจากวิ่งตัดผ่านต้นไม้อันหนาแน่น จัวเฉียนก็มาถึงภูมิภาคส่วนลึกของสันเขาอันโดดเดี่ยว นางจ้องมองสถานที่ที่พวกนางหนีออกมาก่อนหน้านี้อย่างสิ้นหวัง

จู่ ๆ จัวเฉียนก็กรีดร้องออกมา

ถูเสือและพวกไล่หลังตามมาติด ๆ พวกเขาต่างได้ยินเสียงกรีดร้องของนาง สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปก่อนจะรีบวิ่งไปหานาง

พวกเขามารวมกลุ่มกับนางก่อนจะอุทานเสียงดังออกมา…

พวกเขามองเห็นฉินเลี่ยอยู่ท่ามกลางกองภูเขาขนและซากของแร้งอสนีทมิฬ ไม่มีซากไหนที่ดูดีเลย พวกมันล้วนถูกฉีกขาดครึ่ง เป็นภาพการตายที่แสนทุกข์ทรมานอย่างไม่ต้องสงสัย

ฉินเลี่ยผู้ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยนั่งยอง ๆ อยู่ท่ามกลางพวกมัน เขากำลังเก็บเกี่ยวผลึกอสูรจากหน้าผากของพวกมัน

กลุ่มคนเจ็ดคนต่างจ้องมองด้วยความประหลาดใจ พวกเขาอ้าปากค้างเพราะตกตะลึง ลูกตาทั้งสองข้างแทบจะถลนออกมาจากเบ้าตา

“สวรรค์ ข้าไม่ได้ตาฝาดใช่ไหม?” คังจื้ออ้วนกลมกล่าวขณะขยี้ตา เขาจ้องไปที่ฉินเลี่ยราวกับอีกฝ่ายเป็นสัตว์ประหลาด “ฝูงแร้งอสนีทมิฬมีมากกว่าสี่สิบตัวเชียวนะ! พวกมันตายหมดแล้วงั้นเหรอ? แถมพวกมันยังตายอย่างทุกข์ทรมานด้วย?!”

ฉินเลี่ยเงยหน้าขึ้นพลางจ้องมองไปยังกลุ่มคนที่กลับมา เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า ”ข้ามีอุปกรณ์วิญญาณอยู่กับตัว มันบังเอิญช่วยให้ข้าต้านทานการโจมตีด้วยสายฟ้าได้ มันไม่ใช่เพราะข้ามีระดับการฝึกฝนที่สูงหรอก”

“บ้าเอ๊ย ไอ้น้องชาย ก่อนหน้านี้เจ้าไม่บอกล่ะ?” ถูเสือก้าวไปข้างหน้าพลางเผยรอยยิ้มกว้าง จากนั้นจึงชกฉินเลี่ยด้วยความเป็นมิตร

“ให้ตายสิ…”

ฉินเลี่ยครางออกมา เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่กลับมา เขาวางแผนจะเก็บเกี่ยวผลึกอสูรทั้งหมดหลังจากสังหารฝูงแร้งอสนีทมิฬหมดแล้ว

เขาหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับถูเสือและพวก..

“ก็แบบ ข้าเกรงว่าอุปกรณ์วิญญาณจะใช้ไม่ได้ผล ข้าก็ไม่อยากให้เจ้าเข้ามาพัวพันด้วย เพราะงั้นจึงไม่ได้บอกกล่าวอะไรออกไป…” ฉินเลี่ยอธิบาย

เพราะนี่ไม่ใช่เมืองหลิงเขาจึงไม่ต้องเสแสร้ง นี่คือพฤติกรรมที่แท้จริงของเขา

ไม่เหลือร่องรอยของความโง่เขลาอยู่ในดวงตาของฉินเลี่ย ความจริงแล้วออกจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษเสียด้วยซ้ำ เมื่อบวกเข้ากับใบหน้าอันงดงามเข้าไป เขาก็ถือว่ามีเสน่ห์ดึงดูดใช้ได้เลยทีเดียว

“เจ้าน่ะมองออกง่ายเกินไปแล้ว เจ้าหนู เจ้าโกหกได้ไม่แนบเนียนเลย ถ้าเจ้ากังวลว่าอุปกรณ์วิญญาณของตัวเองจะล้มเหลวขึ้นมา เจ้าจะกล้าเดินเข้ามาที่นี่เพื่อรนหาที่ตายอย่างนั้นเหรอ?” จัวเฉียนชำเลืองมองเขาก่อนจะพูดตรง ๆ ว่า ”สิ่งแรกที่เจ้าทำตอนมาถึงคือการเก็บผลึกอสูร ยอมรับเถอะว่าเจ้าน่ะมันโลภมาก ไม่ต้องหาข้ออ้างให้เสียเวลาหรอก ให้ตายสิ เจ้าคิดว่าพวกข้าเหมือนกับเจ้างั้นเหรอ? เจ้าคิดว่าพวกข้าต่อสู้ไปเพื่อผลึกของสัตว์วิญญาณระดับหนึ่งเหมือนเจ้าอย่างนั้นเหรอ?”

“ฮ่าฮ่าฮ่า พวกข้ามาจากหอเมฆดารา ข้าชื่อถูเสือ พี่สาวที่อยู่ตรงนี้ชื่อจัวเฉียน และคนนั้นคือคังจื้อ…” ถูเสือเริ่มแนะนำพวกพ้องของเขาอย่างง่าย ๆ ในขณะที่หัวเราะไปเรื่อย “พวกข้าได้ยินข่าวลือว่ามีเหล็กกล้าดาราอยู่แถว ๆ นี้ เพราะงั้นพวกข้าเลยมาลองเสี่ยงโชคดู เหอะเหอะ ไม่ต้องห่วง พวกข้าไม่สนผลึกอสูรระดับหนึ่งนั่นหรอก ไม่มีใครต่อสู้กับเจ้าเพื่อแย่งของสิ่งนั้นแน่นอน…”

จิตใจของฉินเลี่ยสั่นไหว

ผลึกอสูรระดับหนึ่งไม่ใช่สินค้ามีค่าอย่างแน่นอน แต่ว่า สำหรับผู้ฝึกวรยุทธโดยส่วนมาก ผลึกก็ไม่ใช่สินค้าราคาถูกเช่นกัน อย่างน้อยที่สุด เขารู้ว่าไม่มีผู้ฝึกวรยุทธในตระกูลหลิงคนไหนไม่สนใจสิ่งนี้

แม้ถูเสือและพวกจะบอกว่ามาจากหอเมฆดารา พวกเขาก็เป็นเพียงวัยรุ่นที่มีพลังชำระ การที่พวกเขาไม่สนใจผลึกอสูรระดับหนึ่งถือเป็นหลักฐานอย่างดีว่าภูมิหลังของกลุ่มเจ็ดคนนี้ไม่ธรรมดา

Facebook Comment