+100%-

ตอนที่ 6: การชักนำสายฟ้ามาสู่ตน

รับการแจ้งเตือนการอัพเดทก่อนใครที่แฟนเพจครับ
https://www.facebook.com/Child.of.Light.TH

==================================

ตอนที่ 6: การชักนำสายฟ้ามาสู่ตน

 

ถ้ำภูเขาสมุนไพร

สำหรับหลิงเฉิงเย่ การที่อยู่ต่อหน้าอุโมงค์ที่เหมือนกับเขาวงกตแปลกประหลาดและซับซ้อนไม่ต่างอะไรกับการเผชิญปัญหาที่แสนลึกลับและอันตราย ระหว่างการสำรวจเมื่อวาน เขาไม่สามารถเข้าไปลึกถึงแกนหลักของภูเขาได้ ความพยายามทำให้เกิดอาการหน้ามืดจนเกือบเกิดอันตรายต่อจิตวิญญาณ

แต่ว่า ยามที่ฉินเลี่ยเข้ามา เขากลับเหมือนปลาในแม่น้ำที่สามารถเคลื่อนไหวผ่านเส้นทางของอุโมงค์หินได้อย่างง่ายดาย ตอนนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกที่สุดของภูเขา

ขณะเคลื่อนไหว เขาไม่ได้สะดุดอะไรเลย เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเขาวงกตของถ้ำแห่งนี้ไม่ส่งผลใด ๆ ต่อเขาทั้งสิ้น

เพียงไม่นาน เขาก็มาถึงส่วนลึกของแกนหลักของภูเขา อุโมงค์หินอันมืดมิดก็พลันสว่างขึ้น

นี่เป็นถ้ำที่ใหญ่มาก ใหญ่เทียบเท่ากับสนามฟุตบอลเลยทีเดียว กำแพงหินอยู่เหนือจากพื้นหินมากกว่าสิบเมตร เสาแปดต้นที่มีขนาดหนาเท่ากับเอวของผู้ชายตั้งตระหง่านอยู่ตรงหัวมุมของถ้ำทั้งแปด

เสาแปดต้นเป็นรูปทรงกรวย ปลายของมันทิ่มเข้าไปในรอยแตกของกำแพงหินด้านบนเหมือนกับมือยักษ์ทั้งแปดกำลังแบกถ้ำเอาไว้ เป็นภาพน่าตื่นตาที่ปรากฏอยู่ในถ้ำแห่งนี้

เสาแปดต้นมีเส้นลวดโลหะสีเงินขดรอบแล้วรอบเล่า มันมีความกว้างเท่ากับนิ้วหัวแม่มือ เส้นลวดเหล่านี้เชื่อมโยงเข้ากับเสา

ในถ้ำกว้างใหญ่ สายสีเงินตัดผ่านกันตรงกึ่งกลางของรูปทรงแปดเหลี่ยมที่เกิดจากเสา มันเหมือนกับใยแมงมุมขนาดยักษ์ที่ถูกถอเข้าด้วยกัน

“ครืน! หึ่ง!”

กระแสไฟฟ้าน่าประหลาดมาพร้อมกับเสียงฟ้าร้องและเสียงระเบิด กระแสไฟฟ้าเข้าสู่ด้านบนของรอยแตกก่อนจะไหลลงไปยังเสากว้างทั้งแปด จากนั้นก็ผ่านเส้นลวดที่ขดอยู่รอบเสา ลามไปยังใยขนาดยักษ์ที่อยู่ตรงกลางของเสา สายฟ้าปรากฏขึ้นหลายครั้งในถ้ำ ทำให้ข้างในเกิดแสงสว่าง

ในขณะเดียวกัน ท้องฟ้าด้านนอกภูเขาสมุนไพร สายฟ้าประสานเข้าด้วยกัน เสียงฟ้าร้องทำให้หูแทบหนวก มันเหมือนกับมังกรสายฟ้ากำลังโกรธเกรี้ยวอยู่บนท้องฟ้า

สายฟ้าหนาแน่นส่งเสียงดังเปรี้ยง ราวกับมันถูกดึงดูดโดยพลังลึกลับ มันลอดผ่านหินที่เลื่อนขึ้นอยู่บนยอดเขา จากนั้นก็ผ่านเข้าไปอย่างรวดเร็ว

“มาสิ! ฟาดใส่ข้าให้มากกว่านี้!”

ตรงกลางของถ้ำอันกว้างขวาง ใบหน้าที่ยังไม่สมบูรณ์ของฉินเลี่ยเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขาพุ่งเข้าไปใยหนาแน่นที่มีสายฟ้าและเส้นลวดที่อยู่ระหว่างเสาแปดต้น

“หึ่ง!”

กระแสไฟฟ้าในเส้นลวดสีเงินที่ถูกถอพุ่งใส่ร่างอันเปราะบางของเขาราวกับคมดาบที่เปล่งประกายอันเย็นเยียบ!

“ว้าก!”

สายฟ้าเรียวบางนับไม่ถ้วนพุ่งใส่เขา ฉินเลี่ยผู้เป็นอิสระจากความสงบอันเลินเล่อรู้สึกเหมือนกับวิญญาณของตนถูกเข็มโลหะหมื่นเล่มแทง เขาทำได้เพียงปลดปล่อยเสียงกรีดร้องเพราะความเจ็บปวดออกมา

ร่างของฉินเลี่ยบิดงอเพราะความเจ็บปวด ความบ้าคลั่งปรากฏขึ้นในดวงตาของเขาราวกับสัตว์ร้ายที่เข้าสู่โลกแห่งความเจ็บปวดอันไร้ที่สิ้นสุด

ฉินเลี่ยทนรับความเจ็บปวดซึ่งคนธรรมดาไม่สามารถทนได้ เขากัดฟันแน่นพร้อมกับใช้วิชาอสนีบาตทลายสวรรค์ สายฟ้ายุ่งเหยิงที่กระจัดกระจายไปทั่วเข้าสู่ร่างของเขาราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นคว้าเอาไว้ จากนั้นจึงถูกส่งผ่านไปยังกล้ามเนื้อและหลอดเลือดดำอันแข็งแกร่ง ไหลผ่านเลือดเนื้อและกระดูกของเขาอย่างรวดเร็ว

ต่อให้ผู้ฝึกวรยุทธธรรมดาจะมีพลังระดับก่อเกิด พวกเขาก็มีความเป็นไปได้ที่จะถูกระเบิดร่างจนถึงแก่ชีวิตอย่างรวดเร็วหากถูกกระแสไฟฟ้าป่าเถื่อนนี้พุ่งเข้าใส่

ริ้วสายฟ้าเร่งความเร็วอยู่รอบ ๆ กล้ามเนื้อและหลอดเลือดดำตามการควบคุมของเขา จากนั้นจึงเคลื่อนไหวมายังช่องอกและหน้าท้องอย่างช้า ๆ

สายฟ้าพุ่งผ่านกล้ามเนื้อ หลอดเลือดดำ กระดูกและเลือดเนื้อของเขา ทุก ๆ ส่วนได้รับบาดเจ็บจนเกิดบาดแผล ทำให้เขาเกือบจะหมดสติ แต่ว่า เขารู้ดีว่าความเจ็บปวดจากสายฟ้านั้นยังทำให้เลือดเนื้อ กระดูกและร่างกายของเขาปรับเปลี่ยนอย่างช้า ๆ จนสามารถทนต่อการฝึกฝนพลังอันยิ่งใหญ่อย่างวิชาอสนีบาตทลายสวรรค์ได้

เวลาห้าปีกับอีกเก้าวันที่ฝึกวิชาเพิ่มกำลังสายฟ้า กล้ามเนื้อ หลอดเลือดดำ ผิวหนัง เลือดเนื้อ แขนขาและกระดูกของเขาค่อย ๆ ถูกขัดเกลาขึ้น เขาจึงให้ความสนใจไปที่การฝึกฝนอวัยวะภายในอย่างช้า ๆ

ไม่กี่ปีมานี้ กล้ามเนื้อ หลอดเลือดดำ เลือดเนื้อและแขนขาของเขาถูกปรับเปลี่ยนอย่างช้า ๆ เพื่อเป็นทางผ่านของสายฟ้า ถ้าอวัยวะภายในของเขาแข็งแกร่งขึ้น เขาก็จะสามารถสร้างรากฐานของอสนีบาตทลายสวรรค์จนทำให้ทั้งร่างของเขาถูกปรับเปลี่ยนจนทนต่อแรงระเบิดของอสนีบาตสวรรค์ยามทำการฝึกฝนได้

เมื่อเวลามาถึง การฝึกฝนอสนีบาตทลายสวรรค์จะนำไปสู่ระดับพลังใหม่!

สายฟ้าเรียวบางพุ่งผ่านกล้ามเนื้อและหลอดเลือดดำตามแขนขาของเขา แต่มันไม่ได้เข้าสู่อวัยวะภายใน ร่างของฉินเลี่ยสั่นและขดตัวทันที ไม่ต่างอะไรกับกุ้งที่ถูกไฟฟ้าช็อต เขาเปล่งเสียงกรีดร้องเพราะความเจ็บปวดครั้งแล้วครั้งเล่า

สายฝนเทลงมา พายุอันเกรี้ยวกราดพัดผ่านภูเขาสมุนไพรราวกับหอกจำนวนนับไม่ถ้วน สายฟ้าที่ฟาดลงมาที่พื้นช่างเหมือนกับมังกรสายฟ้าก็ไม่ปาน ทำให้ถ้ำเต็มไปด้วยเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว

จู่ ๆ เสาแปดต้นก็ลุกวาบ เส้นลวดสีเงินส่องสว่างมากขึ้นเรื่อย ๆ อันเป็นผลมาจากกระแสไฟฟ้า ตรงกึ่งกลางของใยขนาดใหญ่ ทั่วทั้งร่างของฉินเลี่ยดำเป็นตอตะโกพลางส่งเสียงคำรามเพราะความเจ็บปวด

ความโกรธเกรี้ยวดังสนั่นขึ้นไปบนท้องฟ้าก่อนจะค่อย ๆ จางหายไปราวกับพายุที่สูญสิ้นกำลัง ร่างที่เต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าของเขาก็หยุดบิดงอแล้ว

เมื่อเสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบหายไป สายฝนก็พร้อมใจเทลงมาหนักยิ่งขึ้น

สวรรค์เข้าปลอบปะโลมด้วยการหยุดส่งสายฟ้ามายังถ้ำ เสาในถ้ำจึงมัวหมองลงพร้อม ๆ กับที่แสงสีเงินจางหายไปอย่างรวดเร็ว

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ฉินเลี่ยก็ขยับร่างที่ดำเป็นตอตะโก เขานอนแน่นิ่งอยู่บนใยที่ถอจากเส้นลวดสีเงิน จากนั้นจึงเริ่มประเมินสถานะภายในร่างกายของเขา

จิตวิญญาณของเขาจมดิ่งสู่ร่าง ทำให้สามารถมองเห็นร่องรอยของกระแสไฟฟ้าในอกของเขาได้เกือบทั้งหมด อวัยวะและเลือดเนื้อของเขาแข็งแรงดังเดิม ทำให้อวัยวะภายในกลับมามีพลังดังเดิมจนสามารถปรับเปลี่ยนพลังทำลายล้างของสายฟ้าได้อย่างช้า ๆ

“ดีนะที่ข้าฝึกฝนในสภาวะความสงบอันเลินเล่อมาก่อน ความทรมานที่ข้าต้องทนแบกรับไว้มันมากกว่าที่คนธรรมดาจะจินตนาการได้ นับเป็นเรื่องดีที่ข้าฝึกฝนมาห้าปี ทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจได้รับการขัดเกลาเป็นเวลานาน ต่อให้ร่างของข้าจะได้รับบาดเจ็บ จิตวิญญาณของข้าก็จะไม่ถูกทำลายทั้งหมด ไม่งั้นข้าได้เป็นเจ้าโง่ของจริงแน่”

“ตอนนี้ข้ายังขาดการฝึกฝนอวัยวะภายในอยู่ หากข้ายังฝึกต่อไปเรื่อย ๆ ส่วนที่ยากที่สุดของรากฐานวิชาอสนีบาตทลายสวรรค์จะสำเร็จได้ในระยะเวลาสองถึงสามเดือน”

หลังจากนอนพักสักครู่ ฉินเลี่ยก็ฟื้นกำลังได้บางส่วนก่อนจะลุกขึ้นจากใยเส้นลวดสีเงิน เขาก้าวเดินอย่างโซเซเพื่อนำร่างของตนกลับไปยังเสาหินต้นหนึ่ง

“ก่อนที่เขาจะจากไปเมื่อสองปีก่อน ท่านปู่บอกข้าว่าให้เปิดดูสิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้หลังจากที่ข้าตื่นขึ้นมาอีกครั้ง…”

กล่องไม้สี่เหลี่ยมตั้งอยู่ด้านหลังเสาหิน มันไม่ได้ถูกล็อค ทำให้ฉินเลี่ยเปิดออกได้อย่างง่ายดาย

กล่องไม้มีจดหมาย แผนที่ที่ถูกวาดอย่างงดงามและรูปแกะสลักไม้คล้ายท่านปู่ของเขาบรรจุอยู่

“เลี่ยเอ๋อ ปู่จะพยายามกลับมาหาเจ้าก่อนที่เจ้าจะย่างเข้าสิบเจ็ดปี หากถึงตอนนั้นแล้วข้ายังไม่กลับมาก็เพราะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวข้า เมื่อถึงตอนนั้น เจ้าก็อย่าสนใจข้าอีก จงฝึกฝนต่อไปเพื่อมีชีวิตที่ดี”

“ยามที่เจ้าไปถึงระดับที่สูงมากพอจนทลายผนึกความทรงจำในก้อนผนึกวิญญาณได้ เจ้าก็จะรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน”

“นี่คือแผนที่ที่ปู่วาดและบันทึกสิ่งต่าง ๆ ในเทือกเขาอาร์กติก มีรายละเอียดเกี่ยวกับต้นดวงวิญญาณและหินวิญญาณตั้งอยู่ รวมถึงเขตแดนที่สัตว์วิญญาณเคลื่อนไหวด้วย ข้าได้ทำเครื่องหมายระบุตำแหน่งของสัตว์วิญญาณและต้นวิญญาณที่เป็นประโยชน์ต่อการฝึกวิชาของเจ้าเอาไว้แล้ว เมื่อเจ้าตื่นขึ้นมาอีกครั้ง จงไปตามล่าสิ่งที่เจ้าต้องการเถอะ”

“หลายปีมานี้ ปู่ผูกมิตรกับสัตว์วิญญาณบางตนเวลาเดินทางไปที่เทือกเขาอาร์กติก ถ้าสักวันหนึ่ง เจ้าอยากไปสำรวจหรือข้ามไปยังเทือกเขาอาร์กติก อย่าลืมพกรูปแกะสลักนี้ติดตัว สัตว์วิญญาณบางตนจดจำรูปแกะสลักนี้ได้ พวกมันจะไม่รบกวนเจ้าหากแสดงสิ่งนี้ให้ได้เห็น”

“ข้าได้ลากเส้นแบ่งอาณาเขตของสัตว์วิญญาณที่จดจำรูปแกะสลักนี่ไว้แล้ว จำให้ขึ้นใจ”

“ต้นวิญญาณและสมุนไพรวิญญาณบนภูเขาสมุนไพรของตระกูลหลิงไม่สามารถทนต่อการทำลายล้างของสายฟ้าที่ล้นทะลักออกมาได้ ตอนที่ข้าอยู่แถวนั้น ข้าควบคุมสายฟ้าที่มากเกินไปไปไว้ที่อื่น ทำให้มันไม่ส่งผลต่อสมุนไพรวิญญาณบนภูเขาสมุนไพร ข้าได้ตระเตรียมเอาไว้หลายอย่างก่อนจะจากไปก็จริง แต่ข้าก็รีบร้อนจนไม่อาจทำให้ทุกสิ่งสำเร็จได้ เมื่อเวลาผันผ่าน สายฟ้าจากการฝึกฝนของเจ้าจะทำร้ายการเติบโตของต้นหญ้าวิญญาณ ข้าเกรงว่ามันจะทำให้ตระกูลหลิงหันมาสนใจ เจ้าต้องระวังเอาไว้ให้ดี”

“ก้อนผนึกวิญญาณเป็นสมบัติล้ำค่า มันเป็นอุปกรณ์วิญญาณชิ้นเดียวที่ครอบครัวเจ้าทิ้งเอาไว้ มันไม่ใช่ของทั่วไปที่เอาไว้ผนึกความทรงจำของเจ้าเท่านั้น มันยังสามารถใช้งานได้หลากหลาย แม้แต่เจ้าก็ไม่อาจทำให้มันเปิดเผยได้ทั้งหมด ก้อนดังกล่าวจะต้องได้รับการคุ้มกันอย่างดี อย่าให้ดวงตาทั้งสองของเจ้าเห็นมัน ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาขึ้นได้! จำเอาไว้ให้ดี!”

จดหมายไม่ได้ยาวมากมายอะไรนัก ฉินเลี่ยอ่านอย่างรวดเร็ว เขาไตร่ตรองเนื้อความไปมาก่อนจะล้วงแผนที่และมองดูมันด้วยความสนใจ

จุดสูงสุดของแผนที่ห่างจากภูเขาสมุนไพรแค่สามสิบกิโลเมตรเท่านั้น ตำแหน่งที่ถูกบันทึกลงบนแผนที่ถูกวงเอาไว้ หนึ่งในนั้นมีเครื่องหมายแร้งอสนีทมิฬอยู่

สัตว์วิญญาณจะถูกแบ่งออกตามขนาดและพลัง พวกที่อ่อนแอที่สุดคือสัตว์วิญญาณระดับหนึ่งซึ่งมีพลังชำระทัดเทียมกับผู้ฝึกวรยุทธ สัตว์วิญญาณระดับสิบแข็งแกร่งที่สุดและน่ากลัวที่สุด พวกมันอยู่ระดับเดียวกับผู้ฝึกวรยุทธขั้นสุดของพลังต้นกำเนิดเลยทีเดียว

แร้งอสนีทมิฬเป็นสัตว์ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่พวกมันอยู่รวมกันเป็นฝูง พวกมันมีพลังป้องกันต่ำ ต่อสู้อย่างชาญฉลาดและออกเดินทางเป็นกลุ่ม อีกทั้งยังเคลื่อนที่ได้เร็วอีกด้วย พวกมันจะปล่อยสายฟ้า จากนั้นก็รอให้ศัตรูหรือเหยื่อเป็นอัมพาตจากสายฟ้าก่อนจะฉีกกระชากด้วยกรงเล็บและฟันอันแหลมคม

การที่ฉินชานทำเครื่องหมายแร้งอสนีทมิฬเอาไว้ก็เพราะประเภทของแกนหลักของสัตว์วิญญาณตนนี้ประกอบไปด้วยพลังวิญญาณสายฟ้า แน่นอนว่าแกนหลักของสัตว์สายฟ้าเหล่านี้แตกต่างจากสายฟ้าบริสุทธิ์ที่มาจากท้องฟ้าเป็นอย่างมาก ซึ่งมันไม่ได้ช่วยในการฝึกฝนร่างกายของฉินเลี่ยเลย

แต่ว่า  แกนหลักของแร้งอสนีทมิฬยังมีประโยชน์อื่นอยู่ หลังจากฉินเลี่ยดูดซับพลังสายฟ้าเข้าไปแล้ว เขาก็สามารถเปลี่ยนมันเป็นพลังวิญญาณได้อย่างง่ายดาย!

พลังวิญญาณถือเป็นแหล่งพลังงานหลักของผู้ฝึกวรยุทธ อีกทั้งยังเป็นตัววัดความแข็งแกร่งและระดับพลังของผู้ฝึกวรยุทธอีกด้วย

โดยปกติ  ยิ่งพลังวิญญาณของผู้ฝึกวรยุทธบริสุทธิ์เท่าไหร่ พลังของพวกเขาก็จะยิ่งแกร่งกล้ามากขึ้นเท่านั้น

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมฉินชานถึงระบุตำแหน่งพวกมันเอาไว้ แกนหลักของแร้งอสนีทมิฬช่วยให้ฉินเลี่ยสะสมพลังวิญญาณได้เร็วยิ่งขึ้น

“แร้งอสนีทมิฬ…”

ฉินเลี่ยนำจดหมาย แผนที่และรูปแกะสลักไม้เก็บไว้ในที่ปลอดภัยพลางไตร่ตรองพักหนึ่ง ตอนนี้เขาตื่นขึ้นมาเต็มที่แล้ว วันแล้ววันเล่าที่ต้องถูกสายฟ้าฟาดใส่จะไม่มีอีก ถ้างั้นทำไมถึงไม่ไปเทือกเขาอาร์กติกเพื่อพยายามหาโชคจากการฆ่าแร้งอสนีทมิฬเพื่อรวบรวมพลังวิญญาณขึ้นมา จากนั้นก็สืบให้แน่ใจว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขานั้นอยู่ในระดับพลังไหนเสียเลยล่ะ?

ห่าฝนตกลงมาไม่หยุดหย่อน ฉินเลี่ยออกจากถ้ำของภูเขาสมุนไพรพร้อมกับมุ่งหน้าสู่เทือกเขาอาร์กติกด้วยตนเอง

……

ยอดเขา

หลิงเฉิงเย่และหลิงเฉิงจื้อยืนจ้องมองต้นวิญญาณที่กำลังแห้งตายอยู่ท่ามกลางสายฝน พวกเขาถือร่มด้วยจิตใจอันโศกเศร้า แม้อยากจะร้องไห้ก็ไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด

ตอนที่พวกเขารู้เรื่องนี้ ท้องฟ้าก็แปรเปลี่ยนจนเกิดเสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบ สองพี่น้องรีบตรงไปยังภูเขาสมุนไพร ทั้งสองมาถึงภูเขาสมุนไพรหลังจากฉินเลี่ยเข้าไปถึงส่วนลึกภายในภูเขาเพื่อฝึกวิชาได้ไม่นานนัก

หลิงเฉิงเย่กล่างอย่างจริงใจว่าศูนย์กลางของพายุเมฆและการเคลื่อนตัวของสายฟ้ามีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับบางอย่างที่อยู่ในแกนหลักของภูเขา นี่คือสิ่งที่ช่วยยืนยันความคิดของน้องชายตนได้เป็นอย่างดี

หลังจากสายฟ้ากระจัดกระจาย สองพี่น้องก็ได้รับรู้ว่าต้นวิญญาณเหี่ยวเฉาเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  มันนำไปสู่บทสรุปว่าอัตราการเหี่ยวเฉาและฉินเลี่ยนั้นมีความเกี่ยวโยงกัน

“พี่ใหญ่ พายุเมฆที่เกิดขึ้นในฤดูใบไม้ผลินี้หมายถึงการเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูร้อน ขืนสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป การเก็บเกี่ยวต้นวิญญาณและพืชสมุนไพรในตอนนี้จะต้องล้มเหลวอย่างแน่นอน หอเมฆดารา อ่า…” หลิงเฉิงจื้อส่ายหัวพลางถอนหายใจอย่างขมขื่น

“มันไม่เกี่ยวหรอกว่าฉินเลี่ยจะเฉื่อยชาจริงหรือแค่แกล้งเฉื่อยชา ข้าจะต้องพูดกับเขาตอนนี้!”

หลิงเฉิงเย่เป็นคนแรกที่ก้าวเข้าสู่ถ้ำของภูเขาสมุนไพรด้วยใบหน้าเศร้าหมอง เขาพยายามข่มกลั้นความโกรธเกรี้ยวด้วยการยืนรอฉินเลี่ยที่ทางออกอยู่เงียบ ๆ

น่าเสียดาย เขาไม่รู้เลยว่าฉินเลี่ยที่ทำกิจวัตรประจำมาตลอดห้าปีจะมาหยุดทำเอาเสียวันนี้!

ฉินเลี่ยไม่ได้ออกมาจากถ้ำจนกระทั่งตะวันตกดิน ไม่นานนักก่อนที่หลิงเฉิงเย่จะมาถึง ฉินเลี่ยก็อาจหาญฝ่าสายฝนเพื่อมุ่งสู่เทือกเขาอาร์กติกตามลำพัง

Facebook Comment