+100%-

ตอนที่ 5: ก้อนผนึกวิญญาณ

รับการแจ้งเตือนการอัพเดทก่อนใครที่แฟนเพจครับ
https://www.facebook.com/Child.of.Light.TH

==================================

ตอนที่ 5: ก้อนผนึกวิญญาณ

 

“ฟิ่ว!”

หลิงอวี้ฉีผ่อนลมหายใจหนักเพราะหมดเรี่ยวแรง จากนั้นจึงวางฉินเลี่ยลงบนเตียง ความเคลือบแคลงสงสัยปรากฏขึ้นในดวงตาอ่อนเยาว์อันเฉียบแหลมของนาง

นี่คือบ้านหินที่ฉินเลี่ยพักอาศัยมาหลายปี มีทั้งหมดสามห้อง หนึ่งในห้องว่างเปล่าก่อนหน้านี้เป็นของฉินชาน ในขณะที่อีกห้องเป็นห้องอาบน้ำ

ในเมืองหลิงบ้านหินเป็นอะไรที่ธรรมดามาก ผู้ฝึกวรยุทธส่วนใหญ่ในเมืองหลิงจะอาศัยอยู่ในบ้านที่คล้าย ๆ กัน

บ้านหินหลังนี้เป็นของฉินชาน ข้างในมีเพียงโต๊ะหิน ส้วมหินสองที่และเตียงไม้ที่ถูกเพิ่มเข้ามา นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีเครื่องเรือนอีก

“พี่ใหญ่ มันเกิดอะไรขึ้นกับตู่เหิงเมื่อกี้นี้น่ะ? ข้าได้ยินว่าช่วงนี้เจ้าบ้านั่นหนีออกจากเมืองหินน้ำแข็ง หรือร่างของหมอนั่นจะหลงระเริงไปกับสุรานารีแล้ว? เพราะงี้ถึงไม่สามารถยกร่างของเจ้าโง่นี่ได้สินะ?” หลิงเสวียนซวนถามด้วยความสงสัย

หลังจากวางฉินเลี่ยลง หลิงอวี้ฉีก็เริ่มตรวจสอบอย่างระมัดระวังอยู่พักหนึ่ง ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านาง รอยฝ่ามือสีเขียวที่ประทับอยู่บนอกของฉินเลี่ยค่อย ๆ จางหายไป นางวางนิ้วที่ใต้จมูกของเขาพักหนึ่ง หลังจากรู้ว่าลมหายใจของเขาหนักแน่นและสม่ำเสมอ หลิงอวี้ฉีก็สงบใจลงได้ก่อนจะกล่าวว่า “เขาไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรงมาก บาดแผลตรงอกคงจะหายดีในสองวัน ตอนนี้พวกเรากลับกันก่อนเถอะ”

หลิงเสวียนซวนไม่อยากอยู่ที่นี่แม้แต่วินาทีเดียว ทันทีที่ได้ยินเสียงของหลิงอวี้ฉี นางก็รีบออกไปทันที ส่วนหลิงอวี้ฉีก็ตามไปติด ๆ เมื่อออกมาจากบ้านหิน นางก็หันกลับไปดูฉินเลี่ยที่ดวงตาหลับสนิทด้วยแววตาลึกซึ้งอีกครั้ง

……

ผ่านไปเนิ่นนาน จู่ ๆ ฉินเลี่ยก็ลุกขึ้นจากเตียง หลังจากปิดประตูและหน้าต่างอย่างแน่นหนาแล้ว เขาก็กลับมาที่เตียงอีกครั้ง

ภายในห้องอันมืดมิด ดวงตาของฉินเลี่ยเป็นประกายเจิดจ้า หากเพ่งมองดี ๆ จะเห็นกระแสไฟฟ้าสายแล้วสายเล่าแล่นผ่านม่านตาของเขา ช่างเป็นภาพที่แปลกประหลาดเป็นอย่างมาก

“หึ่ง หึ่ง!”

เสียงกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านดังมาจากในร่างของเขาทีละน้อย ในตอนนี้ ออร่าน่าสะพรึงกลัวหลั่งไหลออกจากร่างของเขา

เมื่อออร่าถูกเก็บสะสมจนถึงขีดสุด จุดแสงสลัวก็ปรากฏขึ้นที่ศูนย์กลางหน้าผากของเขา ลูกปัดสีดำสนิทที่มีขนาดเท่าเม็ดถั่วหลุดออกมาจากใจกลางหน้าผากของเขา

ลูกปัดสีดำสนิทส่องแสงสลัวออกมา ยามจ้องมองครั้งแรก มันเหมือนกับดวงตาที่สามที่เขาเก็บเอาไว้ตรงศูนย์กลางของหน้าผาก

เมื่อเพ่งจิตวิญญาณและความตั้งใจ ฉินเลี่ยระเบิดเสียงคำรามอยู่ในใจ สีหน้าของเขาโหดเหี้ยมในขณะที่พยายามทำลายผนึกที่อยู่ข้างในก้อนดังกล่าว

“ตูม!”

จิตใจและความตระหนักรู้ของเขาไหลเข้าไปในผนึก พวกมันอัดเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็นเข้าอย่างจัง จู่ ๆ สมองของเขาได้รับความเจ็บปวดที่สุดจะทานทน ทำให้กำลังใจลดลงทันที

ออร่าที่เขาพยายามสั่งสมมาหายไปแล้ว เขาพยายามยืนพิงตรงหัวมุมกำแพง จากนั้นจึงถอนหายใจ “ยังเป็นไปไม่ได้”

เมื่อสองปีก่อน ตอนที่เขาถูกปลุกโดยฉินชาน เขาพยายามทำลายผนึกความทรงจำที่อยู่ข้างในก้อนผนึกวิญญาณ ผลสุดท้าย เขาก็ประสบกับความล้มเหลวจนกระทั่งถึงวันนี้

สองปีผ่านไป เขารู้สึกว่าพละกำลังของตนพัฒนามากขึ้น ตอนแรกเขาหวังว่าจะสามารถทลายผนึกได้ แต่น่าเสียดายที่มันไม่ได้เป็นดังคาด เขาจึงพบเจอกับความล้มเหลวอีกครั้ง

ภายใต้การฝึกฝน “อสนีบาตทลายสวรรค์” มาตลอดห้าปี ทำให้เขามีความอดทนอดกลั้นเพื่อไม่ให้สิ้นหวังมากไปกว่านี้ จากนั้นเขาก็เริ่มคิดถึงปัญหาของวันนี้อย่างรวดเร็วและรอบคอบ

“ใครกันนะที่อยากทำร้ายข้า? ศัตรูของท่านปู่อย่างนั้นเหรอ?”

เพราะความทรงจำช่วงสิบปีแรกของเขาถูกผนึกเอาไว้ ประกอบกับที่ฉินชานไม่เคยพูดถึงตัวตนและภูมิหลังของเขามากนัก ทำให้เขาไม่พบเจอคำตอบใด ๆ

“ไม่ว่ามันจะเป็นใคร แต่ดูท่าข้าจะไม่สามารถรักษาสภาวะความสงบอันเลินเล่อเพื่อทำการฝึกฝนต่อไปได้ ไม่อย่างนั้น ถ้าคนคนนั้นเกิดลงมือขึ้นอีกก็มีความเป็นไปได้มากว่าเขาจะเล่นงานให้ถึงตาย”

……

“ฉินเลี่ยไม่เป็นไรใช่ไหม?” ในห้องโถงตระกูลหลิงหัวหน้าตระกูลหลิงถามไถ่ลูกสาวทั้งสอง หลิงเฉิงจื้อ ยืนอยู่ข้าง ๆ เช่นกัน

“วันนี้ ชายชุดขาวไม่ได้เล่นงานถึงตาย พลังวิญญาณที่อัดเข้าใส่หน้าอกของฉินเลี่ยก็กระจายออกเป็นวงกว้างแล้วเช่นกัน เขาน่าจะหายดีในสองวันนี้” หลิงอวี้ฉีตอบ จากนั้นจึงถามว่า “ท่านพ่อ ท่านได้ปะมือกับชายชุดขาวหรือเปล่า? ท่านสามารถระบุตัวตนและภูมิหลังของมันได้หรือไม่?”

หลิงเฉิงเย่ส่ายหัว “ข้าตามมันไม่ทัน ระดับพละกำลังของมันไม่ได้ด้อยไปกว่าข้าเลย ข้าว่ามันก็แปลก ๆ อยู่ แต่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมมันถึงเล่นงานฉินเลี่ย”

“ท่านพ่อ วันนี้ตอนที่ข้าแบกร่างฉินเลี่ย ข้ารู้สึกว่า… ร่างของเขาหนักมากเลยล่ะ” ในที่สุดหลิงอวี้ฉีก็เปิดเผยความสงสัยที่เก็บเอาไว้ในใจออกมา

“หนักมากงั้นหรือ? หนักกว่าคนทั่วไปหรือเปล่า?” สีหน้าของหลิงเฉิงเย่ เปลี่ยนไป เขาถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เขาหนักกว่าคนทั่วไปถึงห้าเท่า หรืออาจมากกว่านั้น!” หลิงอวี้ฉีอุทานออกมาอย่างอ่อนโยน

“เขาต้องแบกอะไรหนัก ๆ เอาไว้กับตัวแน่” ริมฝีปากของหลิงเสวียนซวนโค้งขึ้น

“เขาอาจจะแบกอะไรหนัก ๆ เอาไว้กับตัวก็จริง แต่มันก็มีขอบเขตที่ชายหญิงไม่ควรก้าวข้ามไป เพราะงั้นจึงไม่ใช่เรื่องดีที่ข้าจะลงมือตรวจสอบร่างของเขาอย่างถี่ถ้วน แน่นอนว่ามันมีความเป็นไปได้อย่างอื่นอยู่อีก… แต่พูดไปมันก็เกินกว่าจะจินตนาการได้ ข้าไม่กล้าเชื่อหรอกว่ามันจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ” ดวงตาของหลิงอวี้ฉีกระจ่างชัด นางส่ายหัวอย่างไม่แน่ใจ

สองพี่น้องอย่างหลิงเฉิงเย่และหลิงเฉิงจื้อสบตากัน ทั้งคู่ต่างสัมผัสได้ถึงแววตาประหลาดใจของอีกฝ่าย ความคิดของทั้งคู่จดจ่อไปที่ความเป็นไปได้ที่หลิงอวี้ฉีกล่าวเมื่อครู่ ในตอนนั้นเอง พวกเขาไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ

“ท่านพ่อ ต่อให้ข้าต้องตาย ข้าก็จะไม่แต่งงานกับเจ้าโง่นั่นเด็ดขาด! ถ้าท่านยังคิดจะยืนกรานให้ทำ ไม่ช้าก็เร็วข้าก็จะหนีออกจากบ้าน จะไม่มีวันหวนกลับมาที่ตระกูลหลิงอีก!” ในตอนนี้ ความบ้าคลั่งที่หลิงเสวียนซวนอดกลั้นเอาไว้ได้ระเบิดออกมา นางกำสองหมัดแน่นพลางจ้องไปที่หลิงเฉิงเย่ราวกับลูกเสือเพศเมียตัวหนึ่ง

หลิงเฉิงเย่โบกมือก่อนจะกล่าวว่า “แน่นอน ข้าจะไม่ให้เจ้าแต่งงานกับฉินเลี่ย มันก็แค่คำขอที่พวกเราตระกูลหลิงได้รับมาจากฉินชาน พวกเราให้สัญญากับเขาว่าจะดูแลฉินเลี่ยจนกระทั่งเขาอายุครบสิบเจ็ดปี อื้ม เจ้าและฉินเลี่ยก็แค่หมั้นหมายกันแบบเสแสร้ง พอครบสองปี พวกเราก็ค่อยยกเลิกการหมั้นหมาย เท่านี้พวกเจ้าก็ไม่มีความหมายต่อกันอีก”

“มันเป็นเช่นนี้เอง ข้าก็กล่าวเช่นนี้เหมือนกัน ท่านพ่อจะกล้าเสียสละชีวิตอันแสนสุขของลูกสาวตนได้อย่างไร” หลิงอวี้ฉีเผยรอยยิ้มก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “เพียงเท่านี้เจ้าก็วางใจแล้วสินะ?”

“ถึงจะเป็นการหมั้นหมาย แต่พอได้ยินแล้วมันก็รู้สึกไม่ดีเช่นกัน!” ใบหน้าน้อย ๆ ของหลิงเสวียนซวนเต็มไปด้วยความโกรธพร้อมกับพ่นลมออกจมูก “ช่วงที่พวกเราหมั้นหมายกัน ข้าก็ต้องทนฟังเรื่องซุบซิบนินทาและข่าวลือจากคนอื่น ๆ ตั้งสองปี ข้าทนไม่ไหวหรอก ไม่งั้นข้าก็ไม่มีกะจิตกะใจจะฝึกอะไรทั้งนั้น! ถ้าภายในระยะเวลาสองปี พลังของข้ายังไม่พัฒนาแม้แต่น้อย ท่านก็อย่ามาโทษข้าก็แล้วกันที่ข้าไม่สามารถมีชีวิตตามที่ท่านคาดหวังได้!”

หลังจากกล่าวเช่นนั้นออกมา หลิงเสวียนซวนก็จงใจวิ่งออกไปพร้อมกับสีหน้าไม่สู้ดีนัก

เมื่อได้ยินคำเหล่านั้น สีหน้าของหลิงเฉิงเย่และหลิงเฉิงจื้อก็พลันเปลี่ยนไปพร้อมกัน ราวกับคำพูดเหล่านั้นแทงใจดำพวกเขาเข้าเต็ม ๆ

สองพี่น้องคาดหวังในตัวหลิงเสวียนซวนมากเกินไป ทั้งคู่ต่างคาดหวังในพรสวรรค์การฝึกฝนอันน่าเหลือเชื่อของหลิงเสวียนซวน นางสามารถพลิกสถานะของตระกูลหลิงในตอนนี้ให้เป็นไปตามความคิดในอุดมคติของพวกเขาได้

ทุก ๆ สิ่งขึ้นอยู่กับการพัฒนาที่คงที่ของหลิงเสวียนซวน ถ้าหลิงเสวียนซวนยังไม่สามารถไปถึงพลังระดับก่อเกิดก่อนอายุยี่สิบปีได้ ความพยายามที่พวกเขาลงแรงมาก็จะสูญเปล่า

ใบหน้าของสองพี่น้องบิดเบี้ยวก่อนจะถอนหายใจออกมา สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความจนใจและความปวดร้าว

หลิงอวี้ฉีจับตาดูทุกสิ่งผ่านดวงตาของนางที่คลี่ออก นางข่มความเจ็บปวดที่หลั่งไหลเข้าสู่จิตใจอยู่เงียบ ๆ

ผ่านไปพักใหญ่ จู่ ๆ นางก็กล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “ถ้าให้ข้าไปหมั้นหมายกับฉินเลี่ยแทนน้องสาวของข้าล่ะจะว่าอย่างไร? พรสวรรค์ของข้าเทียบไม่ได้กับน้องสาว อีกทั้งข้ายังไม่มีหวังจะได้ก้าวเข้าสู่พลังระดับก่อเกิดก่อนจะถึงอายุยี่สิบปีได้ น้องสาว… จะกลายเป็นความหวังของตระกูลเรา ในฐานะที่เป็นพี่สาว เพื่อตระกูล เพื่อน้องสาว ข้าก็ควรแบกรับภาระเอาไว้บ้าง”

สองพี่น้องไม่คาดคิดว่าหลิงอวี้ฉีจะเป็นฝ่ายขอแบกรับภาระนี้เอาไว้เอง เนื่องจากมันเหนือความคาดหมาย ทั้งสองจึงเผยสีหน้าบูดบึ้ง จิตใจของพวกเขารู้สึกอึดอัด พวกเขาไม่รู้ว่าควรจะพูดยังไงต่อไป

หลิงอวี้ฉีฝืนยิ้มออกมา รอยยิ้มที่เผยออกมายิ่งทำให้สองพี่น้องรู้สึกท้อแท้ พวกเขาไม่อาจปกปิดความอับอายเอาไว้ได้อีกต่อไป “ท่านพ่อ ท่านลุงลำดับที่สาม ไม่มีความจำเป็นต้องลังเลหรอก ยังไงซะ ข้าก็แก่กว่าน้องสาวไม่มาก ข้ามองเห็นสิ่งต่าง ๆ มากกว่าน้องสาว ข้า… ทนแบกรับได้ ข้ารู้ว่าท่านทั้งสองต้องเสียสละไปหลายสิ่งเพื่อตระกูล ต้องอดทนต่อความเจ็บปวดและความขมขื่นมากคณานับ แต่ข้าไม่ใช่เด็กแล้ว ถึงเวลาที่ข้าจะต้องแบกรับภาระบ้าง”

“เฮ้อ พวกข้ามองเจ้าผิดไป” ที่หางตาของหัวหน้าตระกูลหลิงมีน้ำตาคลอ เขาถอนหายใจก่อนจะก้มหัวลง “มันเป็นเพราะพ่อคนนี้มันไม่ได้เรื่อง”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่านพ่อ ข้ารู้ว่าในใจของท่านพ่อคงรู้สึกอึดอัดเช่นกัน ท่านพ่อ ได้โปรดตระเตรียมทุกอย่างให้พร้อมด้วย” หลิงอวี้ฉีกล่าวสบาย ๆ ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและอ่อนโยน

สองพี่น้องถอนหายใจอย่างผิดหวัง ที่ห้องโถงในตอนนี้ พวกเขาได้เตรียมวันสำหรับงานหมั้นหมายระหว่างหลิงอวี้ฉีและฉินเลี่ยก่อนจะตกลงให้แน่ใจกันอีกรอบ

……

ห้องโถงอีกแห่งในเมืองหลิง

ขนสัตว์งดงามถูกปูลงพื้น ในห้องเต็มไปด้วยของตกแต่งฟุ่มเฟือยและหรูหรา มือของตู่เจี้ยหลันถือถ้วยสุราพลางพิงเก้าอี้ผ้าใบสวยงามอย่างสบาย ๆ

แม้แผนการของผู้หญิงคนนี้จะโหดเหี้ยมและชั่วร้าย แต่นางก็สมบูรณ์แบบและมีเสน่ห์ เป็นความงดงามที่ไม่ธรรมดา ไม่เช่นนั้น ตู่ไฮ่เถียนแห่งหอเมฆดาราก็จะไม่เข้ามาปกป้องนางด้วยพละกำลังทั้งหมดที่เขามี

“ที่ร่างของเจ้าโง่นั่นหนักขนาดนั้น มันต้องแบกอะไรหนัก ๆ เอาไว้กับตัวแน่ เมื่อไม่กี่ปีก่อน ตาหลานคู่นั้นได้เข้าไปที่เหมืองแร่ ไม่รู้ว่าพวกมันแอบเข้าไปทำอะไรข้างในนั้น ไอ้แก่สารเลวหลิงเฉิงเย่ก็ห้ามไม่ให้พวกข้าเข้าไปในเหมืองแร่ในภูเขาสมุนไพร จึงมีความเป็นไปได้ว่ามันต้องแอบตกลงกับตาหลานคู่นั้นอย่างลับ ๆ วันนี้ ทั้งคนแก่และคนหนุ่มสาวจากตระกูลหลิงต่างแห่กันขึ้นไปบนภูเขาสมุนไพร หลิงอวี้ฉีก็แบกร่างฉินเลี่ยกลับมาอีก ต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นแน่!”

ตู่เหิงที่อยู่ด้านหน้าใบหน้าซูบตอบของนางอธิบายด้วยคำพูดที่เว่อวังอลังการเกินกว่าจะเชื่อได้ลงว่า “ท่านแม่ ในเหมืองแร่ของภูเขาสมุนไพร มีความเป็นไปได้ว่าจะมีหินวิญญาณหายากให้เก็บเกี่ยวซ่อนอยู่!”

สีหน้าของตู่เจี้ยหลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย หลังคิดไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง นางก็กล่าวว่า “ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล ที่ผ่านมาพวกเราไม่ได้สนใจเหมืองแร่แม้แต่นิดเดียว คงถึงเวลาที่ต้องไปดูหน่อยแล้วล่ะ เมื่อถึงเวลา เจ้าจงจดจำพฤติกรรมของเจ้าโง่นั่น หาโอกาสเข้าไปในเหมืองแร่เพื่อสืบว่าไอ้พวกคนตระกูลหลิงมันกำลังทำอะไรอยู่”

“ลูกรับทราบ”

“เหอะเหอะ ไม่ช้าก็เร็ว เมืองหลิงจะต้องกลายเป็นเมืองตู่ ถ้ามีหินวิญญาณอยู่ในเหมืองแร่ของภูเขาสมุนไพรจริง มันก็ต้องเป็นของตระกูลตู่ด้วย พวกเราจะไม่ยอมให้พวกตระกูลหลิงแอบเก็บเล็กเก็บน้อยอีกต่อไป” ตู่เจี้ยหลันทำปากจู๋พลางกล่าวอย่างเพลิดเพลินราวกับปัญหาได้รับการคลี่คลายแล้ว

“ฮ่าฮ่า สองพี่น้องนั่นก็แก่จะตายชัก ไม่ช้าก็เร็ว พวกนางจะต้องกลายเป็นของเล่นให้กับข้าและน้องชายของข้า!” ตู่เหิงยิ้มยิงฟันอย่างน่ารังเกียจ

……

วันที่สอง

ฉินเลี่ยลุกจากเตียง เขาไม่ได้หยิบยืมก้อนผนึกวิญญาณเพื่อเข้าสู่การฝึกฝนในสภาวะความสงบอันเลินเล่อ ก่อนที่เขาจะออกจากบ้าน เขาดึงกระจกทองแดงออกมา ค่อย ๆ ปรับสีหน้าตัวเองด้วยการมองผ่านกระจกทองแดงอย่างช้า ๆ

ผ่านไปสักพัก หลังจากที่เขาจ้องมองกระจกทองแดงเพื่อปรับสีหน้าให้กลับไปว่างเปล่าและทำตาโปนทั้งสองข้าง เขาก็เดินออกจากบ้านหิน

เขาก้าวมาถึงโรงอาหารของตระกูลหลิงตามเวลาเป๊ะ ๆ ทั้งคนแก่และคนหนุ่มสาวของตระกูลหลิงเห็นเขามาตรงเวลาเหมือนเคย ดวงตาทุกคู่เผยความประหลาดใจออกมาอย่างชัดเจน ทุกคนเริ่มประเมินเขาขณะจ้องมอง

จิตใจของเขาไม่เต้นถี่เร็วขึ้นแม้แต่น้อย ฉินเลี่ยเริ่มกินอาหารโดยไม่ปริปากพูดสักคำ มันเป็นการยากที่จะหาความแตกต่างจากพฤติกรรมที่เขาทำอยู่ทุกครั้งได้

เขาแค่ต้องการสร้างรากฐาน “อสนีบาตทลายสวรรค์” อยู่ในตระกูลหลิงอย่างสงบเท่านั้น ในเมื่อเขาไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งเหมืองแร่ในภูเขาสมุนไพรเพื่อชี้นำสายฟ้าให้ลงมาผ่าร่างของเขา มันก็มีความเป็นไปได้ที่เขาเลือกที่จะออกจากตระกูลหลิงเพื่อออกตามหาฉินชาน

เขากินอาหารเสร็จอย่างรวดเร็วก่อนจะลุกขึ้นด้วยใบหน้าเฉยเมยแล้วมุ่งหน้าไปยังภูเขาสมุนไพร

ภายในโรงอาหาร ทั้งคนแก่และคนหนุ่มสาวของตระกูลหลิงเคร่งขรึมเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด ตู่เจี้ยหลันและลูกชายทั้งสองของนางเริ่มจดจำพฤติกรรมของฉินเลี่ยในวันนี้ หลังจากเขาออกจากโรงอาหารไปแล้ว นางและลูกชายทั้งสองจึงถอนสายตาจากหลังของฉินเลี่ยกลับมา

“พี่ใหญ่ หอเมฆดาราส่งจดหมายมา บอกว่าต้องการให้พวกเราส่งชุดสมุนไพรในอีกไม่กี่วันนี้” ตู่เจี้ยหลันเช็ดมุมปากที่เปื้อนคราบอาหารอย่างงดงามพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

หัวใจของหัวหน้าตระกูลหลิงบีบรัด เขากล่าวด้วยสีหน้าบึ้งตึงว่า “อาจจะต้องมีการล่าช้าเล็กน้อย ช่วงนี้ฟ้าฝนไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่นัก ทำให้เก็บเกี่ยวสมุนไพรวิญญาณได้น้อยนิด…”

“เหอะเหอะ ข้าจะจำคำท่าน หวังว่าพวกเขาจะมีความอดทนนะ” ตู่เจี้ยหลันเผยความประหลาดใจ ไม่กี่ปีมานี้ ตระกูลหลิงไม่เคยเลื่อนการส่งสมุนไพรวิญญาณไปให้หอเมฆดาราเลย คำว่า ‘ล่าช้าเล็กน้อย’ ของหลิงเฉิงเย่ทำให้นางเกิดความสงสัย หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง นางจึงกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “ตระกูลหลิงอยู่ติดกับหอเมฆดารา หากล่าช้าแค่วันสองวัน คงไม่เป็นปัญหาอะไรนักหรอก แต่ถ้าเกิดปัญหาในการส่งสมุนไพรวิญญาณ ข้าเกรงว่าปัญหานี้จะแก้ได้ไม่ง่ายนัก ข้าเชื่อว่าพี่ใหญ่เข้าใจปัญหาข้อนี้ดี ใช่หรือไม่?”

“ข้าเข้าใจดี! เจ้าไม่ต้องมาสอนข้าหรอก!” อารมณ์ของหลิงเฉิงเย่ในตอนนี้ไม่ดีนัก เขาพ่นลมออกจมูกด้วยความหงุดหงิด

“งั้นก็ดี แม่ม่ายอย่างข้าไม่สามารถรับมืองานในตระกูลหลายอย่างได้หรอก เพราะงั้นข้าก็อยากเตือนพี่ใหญ่ให้รู้เอาไว้ ท่านน่ะ อย่าริอาจนำหายนะมาสู่เมืองหลิงเป็นอันขาด! พี่ใหญ่ควรจะเข้าใจเรื่องนี้เอาไว้ด้วยเช่นกัน หากพวกเราสูญเสียการปกป้องจากหอเมฆดารา เมืองหลิงจะไม่มีวันสงบสุขเหมือนที่เป็นอยู่หรอก!” สีหน้าของตู่เจี้ยหลันเย็นชา นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเร่งเร้า

“พอได้แล้ว!” หลิงเฉิงเย่ตะโกนด้วยเสียงเย็นชา เขาลุกขึ้นก่อนจะเดินออกโรงอาหารด้วยสีหน้าน่าเกลียด

ทั้งคนแก่และคนหนุ่มสาวในตระกูลหลิงเริ่มตามออกไปทีละคนเช่นกัน

“ต้องมีเรื่องเกิดขึ้นที่ภูเขาสมุนไพรแน่ เหิงเอ๋อ เจ้าและตู่ไค่ชาน สองวันนี้จับตาดูเอาไว้ให้ดี ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ให้ไปที่ภูเขาไม่ก็เข้าไปในเหมืองแร่ที่อยู่ในภูเขาซะ” สีหน้าของตู่เจี้ยหลันเย็นชา นางเหมือนกับอสรพิษที่จำศีลมาเป็นเวลานาน ตอนนี้นางพร้อมจะฉกและกัดใครก็ได้ทุกเมื่อ

……

ฉินเลี่ยเดินอยู่บนทางหินที่นำไปสู่ภูเขา ที่ที่มีเหมืองแร่อยู่

เพราะฤดูกาลผันเปลี่ยน สภาพอากาศจึงผิดปกติ ทำให้เกิดพายุเมฆขึ้น ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีดำอย่างไม่ทราบสาเหตุ ในขณะที่สายลมพัดผ่านภูเขาจนเกิดเสียงหวีดหวิว

“ครืน ครืน ครืน!”

ท่ามกลางเสียงฟ้าร้อง แสงจากฟ้าแลบปรากฏขึ้นอย่างช้า ๆ ราวกับพญางูเคลื่อนไหวอยู่บนท้องฟ้าแล้วส่ายหางของมันไปมา

ท่ามกลางแสงจากฟ้าแลบและเสียงฟ้าร้อง ร่างของฉินเลี่ยสั่นเทาราวกับทั้งร่างกายและจิตใจของเขาเปี่ยมไปด้วยความสุข ดวงตาโปนทั้งสองข้างของเขาเริ่มเจิดจรัสราวกับดวงดาวที่มีสัญลักษณ์ของงูและมังกรสายฟ้าส่องแสงเจิดจรัสอยู่ภายในม่านตา

“อย่างที่คิด ฤดูนี้เหมาะที่จะฝึกอสนีบาตทลายสวรรค์มากที่สุด วันนี้ข้าช่างโชคดีจริง ๆ!”

หลังจบการพึมพำ ฉินเลี่ยก็ก้าวยาว ๆ เพื่อมุ่งหน้าสู่ภูเขาสมุนไพร ฝีเท้าของเขาเร็วกว่าทุกครั้ง

ถ้ามีใครอยู่ข้างเขาในตอนนี้ พวกเขาจะต้องมองเห็นริ้วสายฟ้าที่คอยชี้นำทางอยู่เหนือหัวของเขา และคนคนนั้นก็จะได้ยินเสียงฟ้าร้องเบา ๆ ที่เล็ดลอดออกมาจากร่างของเขาอีกด้วย

ท้องฟ้าเต็มไปด้วยฟ้าร้องและฟ้าแลบ พวกมันเชื่อมโยงเข้าหาเขาอย่างใกล้ชิด ราวกับพวกมันเคลื่อนไหวตามคำสั่งของเขา!

Facebook Comment