+100%-

ตอนที่ 4: ความสงบอันเลินเล่อ

รับการแจ้งเตือนการอัพเดทก่อนใครที่แฟนเพจครับ
https://www.facebook.com/Child.of.Light.TH

==================================

ตอนที่ 4: ความสงบอันเลินเล่อ

 

บนภูเขาสมุนไพร

หลังจากหัวหน้าตระกูลหลิงถอดหน้ากากออกแล้ว เขาจึงเริ่มประมวลรายละเอียดถึงสิ่งที่เห็นในถ้ำภูเขา อีกทั้งเขายังค้นพบบางสิ่งจากการทดสอบอย่างแข็งขันกับฉินเลี่ยถึงสองครั้ง

“พี่ใหญ่ แน่ใจนะว่าท่านไม่ได้เข้าใจผิดไป? อุโมงค์หินที่มากขึ้นสิบเท่างั้นเหรอ? มันจะเป็นไปได้อย่างไร?” หลิงเฉิงจื้อส่ายหัวเพราะไม่เชื่อ จากนั้นจึงกล่าวว่า “นั่นเป็นฝีมือของสองตาหลานงั้นเหรอ? ต่อให้พวกเขาจะขุดกันทั้งวันทั้งคืน มันก็เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะขุดถ้ำหินได้มากขนาดนี้!”

“สมมตินะ สมมติว่าฉินชานเป็นผู้ฝึกวรยุทธแข็งแกร่งมากที่ครอบครองพลังที่แท้จริงระดับแยกออก เจ้าจะเชื่อหรือเปล่าล่ะ?” หัวหน้าตระกูลหลิงถามอย่างจริงจัง

“อ้า!” จู่ ๆ หลิงเฉิงจื้อก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ ริมฝีปากของเขาแห้งผาก ดวงตาโป่งพอง เขาถามด้วยน้ำเสียงแหบว่า “พี่ใหญ่ ขะ-เขาจะบรรลุไปถึงพลังระดับสูงขนาดนั้นได้อย่างไร? ถ้าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนที่อยู่ระดับนั้นจริง แล้วทำไมเขาต้องมาหาพวกเราที่เมืองหลิงด้วยล่ะ?”

“นอกจากเรื่องนี้แล้ว ข้าก็คิดถึงความเป็นไปได้อื่น ๆ ไม่ออก” น้ำเสียงของหลิงเฉิงเย่ยังสั่นเทา “มีเพียงผู้เชี่ยวชาญที่บรรลุพลังพิเศษแบบนั้นเท่านั้นที่จะสามารถขุดอุโมงค์หินได้มากมายในระยะเวลาสั้น ๆ แบบนี้ได้! ความจริง ข้าก็สงสัยฉินเลี่ยมาตั้งนานแล้วล่ะ… รุ่นน้องหลายคนในกลุ่มเชื่อว่าอุปกรณ์ซ่อมแซมดวงวิญญาณทำได้ง่ายกว่าอุปกรณ์เก็บกู้ดวงวิญญาณ แต่เจ้าควรรู้เอาไว้ว่าคนที่สามารถฟื้นฟูอุปกรณ์วิญญาณที่คนอื่นเก็บกู้มาได้นั้นจะต้องมีระดับสูงกว่าผู้สร้างที่สร้างมันขึ้นมา!”

“ท่านว่ายังไงนะ?” หลิงเฉิงจื้อเก็บอาการประหลาดใจเอาไว้ไม่อยู่

“ฉินชานไม่ใช่คนธรรมดาแน่! บางที การที่เขาตายไปอาจจะเป็นการปกปิดบางอย่างก็ได้…”

การเรียบเรียงความคิดของหัวหน้าตระกูลหลิงเริ่มกระจ่างชัดอย่างช้า ๆ “ตอนนี้ข้าคิดเช่นนี้ การตายของฉินชานจากโรคภัยมีจุดน่าสงสัยอยู่มาก โรคภัยของเขาก็ระบุไม่ได้ อีกทั้งเรายังไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งคนไปดูแลอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่เขาตายก็สั้นเกินไป และก่อนที่เขาจะตาย เขาย้ำกับพวกเราว่าให้ฝังเขาลงในน้ำ ตอนที่โยนลงแม่น้ำไป พวกเราก็ไม่ได้สืบสาวราวเรื่องอีก…”

“ท่านกำลังสงสัยว่าเขาแกล้งตายงั้นหรือ?” หลิงเฉิงจื้ออุทานออกมา

“นั่นก็เป็นไปได้” หัวหน้าตระกูลหลิงพยักหน้า “ท่านตาผู้นั้นไม่ใช่คนธรรมดา แถมหลานชายของเขาก็ยังพิลึก ข้าก็ยังไม่ได้สืบให้แน่ชัด แต่เรื่องที่ร่างกายภายนอกของฉินเลี่ยดูอ่อนแอนั้น แท้จริงแล้วกลับแข็งแกร่งมาก! ข้ารู้สึกได้เลยว่าแม้แต่สองพี่น้องอย่างตู่เหิงและตู่เฟยก็ไม่อาจทัดเทียมเขาได้!”

“จะเป็นไปได้อย่างไร? ตู่เฟยอยู่ระดับชำระขั้นห้าเชียวนะ แล้วตู่เหิงที่อยู่ตั้งขั้นแปดก็ไม่ได้เก่งกว่าเขาอย่างนั้นเหรอ?” หลิงเฉิงจื้อถามด้วยความประหลาดใจ

“ดูท่าพวกเราต้องให้ความสนใจฉินเลี่ยมากกว่านี้แล้วล่ะ สิ่งที่เจ้าสงสัยอยู่อาจจะเป็นเรื่องจริงก็เป็นได้ ความเหี่ยวเฉาของพืชในภูเขาสมุนไพรและพืชสมุนไพรอาจจะเกี่ยวข้องกับการกระทำของฉินเลี่ยก็เป็นได้” หัวหน้าตระกูลหลิงกล่าวด้วยสีหน้าที่คาดเดาได้ยาก

……

“พี่ใหญ่ ท่านคิดว่าชายชุดขาวมาจากที่ไหนเหรอ? ทำไมเขาต้องโจมตีเจ้าโง่นี่ด้วย? หมอนั่นมันชั่วช้าจริง ๆ !”

“ใครจะรู้? ข้าได้แต่หวังว่าท่านพ่อและท่านลุงลำดับที่สามจะจับตัวเขาได้ พวกเราตระกูลหลิงอาศัยอยู่ในพื้นที่อันห่างไกล เพราะงั้นนาน ๆ ครั้งถึงจะมีผู้ฝึกวรยุทธเก่งกาจผ่านมา นี่มันน่าแปลกจริง ๆ ” สีหน้าของหลิงอวี้ฉีเต็มไปด้วยความสงสัย คิ้วของนางขมวดเข้าหากัน มือทั้งสองจับขาของฉินเลี่ยที่อยู่ด้านหลังเอาไว้

หลิงอวี้ฉีผู้มีรูปร่างสูง อ่อนโยนและงดงามแก่กว่าฉินเลี่ยสองปี ตอนนี้นางสูงกว่าเขานิดหน่อย อีกทั้งนางมีพลังชำระขั้นเจ็ดอีกด้วย โดยทั่วไปแล้ว การแบกฉินเลี่ยผู้มีร่างผอมบางเอาไว้บนหลังถือเป็นเรื่องที่ง่ายดายนัก แต่มีแค่นางเท่านั้นที่รู้ว่าแท้จริงแล้วร่างนี้หนักเพียงใด…

ความสงสัยของนางยิ่งมายิ่งมาก แต่นางเลือกที่จะไม่พูดออกไป กลับกัน นางหันไปหยอกล้อน้องสาวที่อยู่ข้าง ๆ ว่า “เจ้าไม่คิดจะให้ข้าวางเขาลงหรือไง ตอนที่ชายชุดขาวโจมตีฉินเลี่ย เจ้าก็รีบรุดหน้าเพื่อไล่ตามเขาไปพร้อมกับข้าในทันที เหอะเหอะ ข้าคิดว่าเจ้าอยากเป็นผู้ชมที่ไม่สอดมือเข้าไปยุ่งเพื่อรอให้ชายชุดขาวมาฆ่าฉินเลี่ยเสียอีก แต่มันกลับตรงกันข้าม ความกังวลของเจ้าทำให้เหตุการณ์ลงเอยเช่นนี้”

“โธ่ ข้าก็ไม่ได้มีความสุขกับสิ่งที่ท่านพ่อทำหรอกนะ แต่ข้ารู้ว่าข้าไม่อาจทำอะไรเจ้าโง่นี่ได้ แถมเจ้าโง่นี่ก็น่าสงสารจะตายไป ข้าไม่ใช่ปีศาจสักหน่อย เจ้าก็รู้” หลิงเสวียนซวนกล่าว

สองพี่น้องพูดคุยด้วยน้ำเสียงไพเราะ พวกนางใกล้ถึงเมืองหลิงแล้ว หลิงเสวียนซวนไม่ได้ให้ความสนใจฉินเลี่ยมาตั้งแต่แรก หลิงอวี้ฉีก็ไม่ได้หันไปหาเขาอีกหลังจากที่นางชำเลืองมองในตอนนั้น นางสนใจเพียงบทสนทนาที่พูดคุยกับกับน้องสาวและพื้นขรุขระบนเส้นทางภูเขาเท่านั้น

สองสาวไม่รู้เลยว่าฉินเลี่ยที่พวกนางไม่ได้ใส่ใจนั้นได้ลืมตาขึ้นนานแล้ว ดวงตาคู่นั้นเฉียบแหลมเหมือนกับดวงดาราคริสตัลอันเย็นยะเยือกและกระจ่างชัด ไม่หลงเหลือความว่างเปล่าก่อนหน้านี้แม้แต่นิดเดียว!

สองปีมาแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ฉินเลี่ยตื่นขึ้นจากการฝึกฝนอันสุดจะหยั่ง!

ครั้งล่าสุดที่เขาตื่นขึ้นคือตอนที่ฉินชานมาปลุกเขาก่อนจะจากไป และครั้งนี้ เขาถูกปลุกขึ้นด้วยการโจมตีของหลิงเฉิงเย่

เขาได้ยินบทสนทนาอันอ่อนโยนของสองพี่น้อง รวมถึงได้กลิ่นกล้วยไม้จากคอของหลิงอวี้ฉี ดวงตาของฉินเลี่ยสูญเสียดวงวิญญาณอย่างช้า ๆ ทันทีที่รู้สึกถึงสภาวะของร่างตัวเองแล้ว เขาก็หลับตาลงอีกครั้ง

ทันทีที่หลับตา ฉากต่าง ๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาในใจ ความทรงจำเมื่อสองปีก่อนไหลเข้ามาราวกระแสน้ำ…

เขามักจะพึ่งพาท่านปู่ฉินชานอยู่เสมอ ความทรงจำที่เขาจำได้คือหลังจากผ่านช่วงวัยสิบขวบมาแล้วเท่านั้น ความทรงจำก่อนหน้าวัยสิบขวบกลับถูกผนึกอยู่ในก้อนผนึกวิญญาณตรงหว่างคิ้ว ต่อให้เป็นระดับฉินชานก็ไม่อาจเปิดความทรงจำเหล่านั้นได้ ฉินเลี่ยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพึ่งตนเองเพื่อให้เปิดมันออกได้อย่างช้า ๆ

ฉินชานกล่าวว่า ตอนที่พบเขา ความทรงจำของเขาก็ถูกผนึกเอาไว้แล้ว

เกี่ยวกับตัวตนของเขา ภูมิหลัง ครอบครัว รวมถึงความเชื่อมโยง ฉินชานไม่เคยกล่าวถึงเรื่องพวกนี้แม้แต่นิดเดียว อีกฝ่ายเอาแต่พูดว่าสิ่งที่ถูกผนึกอยู่ในใจของเขาจะค่อย ๆ ถูกคลายออกด้วยตัวของมันเองอย่างช้า ๆ

เมื่อห้าปีก่อน ฉินชานได้พาเขามาที่เมืองหลิงและสอนวิชา “อสนีบาตทลายสวรรค์” และใช้สถานที่ที่พิเศษของภูเขาสมุนไพรของเมืองหลิงเพื่อช่วยในการฝึกฝนอสนีบาตทลายสวรรค์

นอกเหนือจากความทรงจำสิบปีของเขาที่ถูกผนึกเอาไว้ ก้อนผนึกวิญญาณที่ฝังอยู่ตรงหว่างคิ้วยังสามารถใช้งานได้หลากหลาย ก้อนดังกล่าวมอบสภาะที่เหมาะแก่การฝึกฝนให้เขา —— ความสงบอันเลินเล่อ!

สิ่งที่ถูกเรียกว่าความสงบอันเลินเล่อจะอนุญาตให้เข้าสู่สภาวะพิเศษยามเข้าสู่การฝึกฝน มีข่าวลือว่าดวงวิญญาณของผู้ฝึกวรยุทธที่เข้าสู่สภาวะความสงบอันเลินเล่อจะถูกแยกออกจากร่างกายภาพ จากนั้น ข้างในพื้นที่พิเศษ พวกเขาสามารถมองเห็นได้ด้วยสภาวะไม่มีตัวตน

เมื่อพวกเขาทิ้งร่างกายที่ถูกควบคุมโดยจิตใจไปแล้ว พวกเขาก็สามารถฝึกวิชาที่ผ่านการฝึกมาก่อนหน้านี้ผ่านทางจิตใจได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ มันจึงถูกเรียกว่าความตระหนักรู้ของผู้ฝึกวรยุทธ ทำให้สามารถมองภาพรวมได้ง่ายยิ่งขึ้น

เมื่ออยู่ในสภาวะลึกลับเช่นนั้น การฝึกฝนจะส่งผลมากขึ้นเป็นสองเท่า นี่เป็นสภาวะการฝึกฝนที่ผู้ฝึกวรยุทธทุกคนพึงปรารถนา!

สภาวะการฝึกในความสงบอันเลินเล่อยังมีความสามารถลึกลับอยู่ —— มันสามารถเพิ่มความทนทานต่อความเจ็บปวดของผู้ฝึกวรยุทธได้!

“อสนีบาตทลายสวรรค์” เป็นวิชาที่ใช้ได้ยากและน่าหวาดกลัว มันคือการเรียกสายฟ้าจากสวรรค์ทั้งเก้าเพื่อฟาดใส่ร่างที่ไร้ตัวตน ยามคนทั่วไปฝึกฝน “อสนีบาตทลายสวรรค์” พวกเขาจะได้รับความเจ็บปวดที่สุดจะทานทน เป็นความเจ็บปวดแสนสาหัสที่สามารถฉีกกระชากดวงวิญญาณของพวกเขาจนอาจถึงขั้นทำให้เป็นบ้าเลยได้ แม้แต่ผู้ฝึกวรยุทธที่มีความมุมานะมากที่สุดก็ยังเป็นการยากที่จะทนทานการฝึกฝนเช่นนี้ได้

ตราบใดที่ยังเป็นมนุษย์ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะทนต่อความเจ็บปวดจากสายฟ้าฟาดได้เป็นเวลานาน ต่อให้เป็นผู้ฝึกวรยุทธที่เพิ่งเริ่มการฝึกฝนก็ยังยากที่จะทานทนได้เช่นกัน

“อสนีบาตทลายสวรรค์” ยังต้องทำการฝึกฝนจากพลังชำระเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ การตามหาสถานที่ฝึกวิชา “อสนีบาตทลายสวรรค์” จึงไม่ต่างอะไรจากเทพนิยายอันสวยหรู…

เนื่องจากร่างของผู้ฝึกวรยุทธที่เพิ่งเริ่มการฝึกฝนนั้นอ่อนแอ พวกเขาจึงไม่สามารถทนทานต่อความเจ็บปวดจากการถูกฟ้าผ่าเข้าใส่ได้ ดังนั้น จึงไม่มีใครสามารถฝึกวิชา “อสนีบาตทลายสวรรค์” ได้สำเร็จสักคน

แต่ว่า สภาวะการฝึกฝนเหนือความคาดหมายท่ามกลางความสงบอันเลินเล่อจะทำให้ดวงวิญญาณของผู้ฝึกวรยุทธแยกออกจากร่าง นี่ถือเป็นการช่วยลดความเจ็บปวดให้แก่ผู้ฝึกวรยุทธเป็นอย่างมาก

ด้วยการใช้สภาวะความสงบอันเลินเล่อเพื่อฝึกฝนวิชาสุดยากอย่าง “อสนีบาตทลายสวรรค์” ย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะฝึกสำเร็จ!

และด้วยผลพิเศษจากก้อนผนึกวิญญาณของฉินเลี่ย ทำให้สามารถฝึก “อสนีบาตทลายสวรรค์” ได้อย่างเต็มที่ถึงห้าปี

ในช่วงห้าปีมานี้ เขาอยู่ในสภาวะแปลกประหลาดเช่นนั้นมาตลอด นั่นก็เพราะดวงวิญญาณและความตระหนักรู้แยกออกจากกัน ในขณะเดียวกัน เขาก็ใช้จิตใต้สำนึกออกคำสั่งกับร่างที่ไร้ตัวตนเพื่อทำกิจวัตรประจำวันและฝึกฝน “อสนีบาตทลายสวรรค์” อย่างเพียรพยายาม

การฝึกฝน “อสนีบาตทลายสวรรค์” ต้องใช้พลังวิญญาณในการทำให้เกิดสายฟ้าเพื่อทำการฝึกร่างกาย กล้ามเนื้อ หลอดเลือดดำและกระดูก พลังวิญญาณที่เขาสั่งสมมากว่าสามปีถูกนำเข้าสู่สายฟ้าที่กระจัดกระจายเพื่อเติมเต็มกระดูก กล้ามเนื้อและหลอดเลือดดำของเขา

ต่อให้เขาไม่ฝึกฝน แต่เนื่องจากร่างของเขาเต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าจึงเกิดความเจ็บปวดและบาดแผลบนร่าง ทำให้ต้องการพลังวิญญาณมาช่วยบำรุงรักษา

ด้วยเหตุนี้ พลังวิญญาณของเขาจึงหายไปไม่ก็คงอยู่ได้เพียงชั่วครู่หลังผ่านการฝึกฝน

ก่อนหน้านี้ ตอนที่เขาออกมาจากเหมืองแร่ พลังวิญญาณในร่างของเขาได้หมดสิ้นไปนานแล้ว นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมหลิงเฉิงเย่และลูกสาวของอีกฝ่ายไม่รู้สึกถึงพลังวิญญาณในตัวเขาเมื่อทำการทดสอบ

เพราะเขาไม่สามารถรักษาพลังวิญญาณได้เป็นเวลานาน เขาจึงไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ขั้นไหนของพลังระดับชำระ และเป็นเพราะวิญญาณของเขาออกจากร่าง ทำให้สีหน้าของเขาว่างเปล่าราวกับคนโง่เง่าที่ถูกทุกคนหมางเมิน จึงไม่แปลกที่เขาจะได้รับความเกลียดชังจากทุกคนมากขนาดนี้

ในห้าปีมานี้ เขาตื่นขึ้นมาแค่สองครั้งเท่านั้น

ครั้งแรกคือเมื่อสองปีก่อน เป็นตอนที่ฉินชานมาปลุกเขาพร้อมกล่าวว่าตนจะต้องออกเดินทาง คงอีกพักใหญ่กว่าจะกลับมา หรือบางทีอาจจะไม่สามารถกลับมาอีกเลยก็ได้…

และนี่ก็เป็นครั้งที่สองที่เขาตื่นขึ้น

“อีกแค่นิดเดียว อีกแค่สามเดือนเท่านั้น รากฐานของอสนีบาตทลายสวรรค์จะสัมฤทธิ์ผล เมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องฝึกอยู่ภายในเหมืองแร่ของภูเขาสมุนไพรอีกต่อไป ข้าทำได้เร็วกว่าที่ท่านปู่คาดหวังเอาไว้ น่าเสียดายที่ท่านปู่จากไปเมื่อสองปีก่อน สองปีผันผ่าน ข้าสงสัยจริงว่าตอนนี้ท่านปู่จะยังสบายดีไหม…”

เนื่องจากอยู่บนหลังที่นุ่มและยืดหยุ่นของหลิงอวี้ฉี ประกอบกับดวงตาของเขาที่ปิดอยู่ ทำให้ฉินเลี่ยเริ่มไตร่ตรองอย่างเงียบ ๆ

“น้องสาวทั้งสองของข้า เหตุใดพวกเจ้าถึงกลับมาจากทางที่ไปยังภูเขาสมุนไพรล่ะ? หืม อวี้ฉี เหตุใดเจ้าถึงแบกฉินเลี่ยมาด้วย?”

ที่หน้าทางเข้าเมืองหลิงพี่น้องตู่เหิงและผู้ฝึกวรยุทธจำนวนหนึ่งของตู่ไฮ่เถียนยืนรวมกับตระกูลหลิงด้วยท่าทางสบาย ๆ ในจังหวะที่ตู่เหิงเห็นเจ้าโง่ฉินเลี่ยนั้น แท้จริงแล้วสายตาของเขาจับจ้องรูปร่างอันงดงามของหลิงอวี้ฉีต่างหาก ใบหน้าของเขาที่พยายามทำให้ดูหล่อเหลาจู่ ๆ ก็ถูกความมืดหม่นเข้ามาแทนที่

เขารู้มานานแล้วว่าพ่อแท้ ๆ ของตนคือตู่ไฮ่เถียน ไม่ใช่หลิงเฉิงฮุ่ยที่ตายไปแล้ว อีกทั้งเขายังรู้ด้วยว่าตนไม่ได้มีความข้องเกี่ยวกับสายเลือดของน้องสาวตระกูลหลิงแม้แต่นิดเดียว หลิงอวี้ฉีเป็นคนพิเศษที่ดูดีมากมาตั้งแต่สมัยเด็ก นางแก่กว่า ทำให้รูปร่างของนางเย้ายวนมากขึ้นจนชวนให้จินตนาการเตลิดเปิดเปิง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องแอบไปปลดปล่อยความใคร่เป็นบางครั้ง

แต่เมื่อเขาเห็นหลิงอวี้ฉีแบกร่างของฉินเลี่ยมาด้วย เขาจึงรู้สึกไม่ดีนักราวกับเพิ่งกินแมลงวันเข้าไป เขาจึงหวังว่าตนจะสามารถฉีกเจ้าโง่นี่ให้เป็นชิ้น ๆ ได้

“พวกข้าออกไปค้นหาพืชสมุนไพรที่ภูเขาสมุนไพร จากนั้นก็เห็นคนเข้าโจมตีฉินเลี่ยพอดี เขาได้รับบาดเจ็บ พวกข้าจึงจำต้องพาตัวเขากลับมาก่อน…” หลิงอวี้อธิบายสั้น ๆ โดยไม่เรียกอีกฝ่ายว่า ‘พี่ใหญ่ตู่เหิง’ จากนั้นจึงเดินผ่านตู่เหิงและพวกไปอย่างเงียบ ๆ ราวกับอยู่กันคนละโลก

“ช่างน่าสนใจจริง ๆ ใครมันกล้าโจมตีเจ้าโง่นี่กันนะ?” ตู่เหิงพูดเสียงดังพลางทำหน้าอึมครึม “ดู ๆ แล้วเจ้าก็ออกแรงแบกเขามากใช่ย่อย ให้ข้ารับช่วงดูแลเจ้าโง่นี่ต่อเองเถอะ!”

ทันทีที่พูดจบ ร่างของตู่เหิงก็พุ่งเข้ามาโดยไม่รอฟังคำตอบของหลิงอวี้ฉี เขามายืนอยู่ข้างหลิงอวี้ฉีอย่างรวดเร็วก่อนจะฉุดร่างของฉินเลี่ยมาโดยไม่ฟังคำคัดค้านจากใคร ๆ

ยามที่ดวงตาของเขาปิดลง ในใจของฉินเลี่ยเกิดเสียงกรนเย็นชาขึ้น ตู่เหิงเคลื่อนไหวพลางออกแรงเล็กน้อยก่อนจะโน้มร่างเขาเข้าหาตัว

“อ๊าก!”

หลังจากตู่เหิงยกร่างของเขาขึ้น เสียงกรีดร้องเพราะความเจ็บปวดก็ดังขึ้น

เขาไม่คาดคิดว่าฉินเลี่ยจะตัวหนักขนาดนี้ มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับภูเขาทั้งลูกหล่นทับใส่เขา เนื่องจากไม่ทันระวัง ตู่เหิงทรุดฮวบอย่างแรง ในหัวมึนงงไปหมด ชุดที่เต็มไปด้วยลวดลายของเขาปกคลุมไปด้วยฝุ่น เป็นภาพที่ดูแล้วน่าสงสารจับใจ

ตู่เฟยและผู้ฝึกวรยุทธของตู่ไฮ่เถียนที่อยู่ที่นี่คิดว่านี่เป็นแผนของตู่เหิง พวกเขาจึงมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าเย้ยหยัน ทุกคนส่งเสียงหัวเราะก่อนจะค่อย ๆ เงียบลงทีละคน

“เจ้าไม่ต้องยื่นมือเข้าช่วยหรอก” หลิงอวี้ฉีตอบสนองอย่างว่องไว ในขณะที่ตู่เหิงจ้องมองด้วยสีหน้าว่างเปล่า นางก็รุดเข้าไปแบกฉินเลี่ยขึ้นหลังอีกครั้งก่อนจะส่งสายตามีนัยบางอย่างให้กับหลิงเสวียนซวน สองพี่น้องรีบฝ่าฝูงชนออกไปอย่างรวดเร็ว

“พี่ใหญ่ พี่เล่นตลกอะไรน่ะ?” ผ่านไปสักพัก ตู่เฟยจึงถามขึ้นแม้จะยังสับสนอยู่บ้าง

ตู่เหิงได้สติกลับคืนมาในที่สุด เขามองหลิงอวี้ฉีและฉินเลี่ยที่อยู่บนหลังของนางจากไปอย่างช้า ๆ จู่ ๆ เขาก็ตะโกนออกมาว่า “เจ้าโง่นั่นหนักบัดซบ มันต้องแบกอะไรหนัก ๆ เอาไว้กับตัวแน่! ผ่านมาก็ตั้งห้าปีที่เจ้าโง่นั่นเข้าไปในเหมืองแร่ของภูเขาสมุนไพร หรือว่ามันจะไปค้นพบอะไรเข้า? ต้องเป็นแบบนั้นแน่! ไม่งั้นพี่น้องตระกูลหลิงคงไม่กระตือรือร้นเช่นนี้หรอก! เจ้าโง่นั่นอาจจะแบกสมบัติเอาไว้กับตัวก็ได้!”

ทันทีที่ประโยคดังกล่าวหลุดออกมา ตู่เฟยและผู้ฝึกวรยุทธที่อยู่รอบ ๆ ก็เกิดความประหลาดใจขึ้นทันที

Facebook Comment