+100%-

ตอนที่ 3: การทดสอบ

รับการแจ้งเตือนการอัพเดทก่อนใครที่แฟนเพจครับ
https://www.facebook.com/Child.of.Light.TH

==================================

ตอนที่ 3: การทดสอบ

 

“เฮ้อ น้องเล็ก ไม่เอาน่า ข้าบอกเจ้าแล้วไงว่าให้พูดคุยเรื่องงานหมั้นหมายกันฉินเลี่ยหลังจากกินมื้อเช้าเสร็จแล้ว แต่เจ้ากลับไม่ยอมฟังที่ข้าพูด ท่านป้าสองของตระกูลเรายังนั่งอยู่ที่โต๊ะ เจ้ารู้หรือเปล่า เพราะงั้น จะให้ทำท่าทางสบายใจได้อย่างไรทั้งที่พ่อของเราต้องเป็นคนพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้?”

บนเส้นทางภูเขาระหว่างเมืองหลิงและภูเขาสมุนไพร หลิงอวี้ฉีอยู่ในชุดสีเขียวมรกต คิ้วของนางขมวดเป็นปม ใบหน้าสละสลวยงดงามเต็มไปด้วยคำดุด่าเบา ๆ ที่มอบให้กับเด็กผู้หญิงที่อยู่ข้าง ๆ

เกราะหนังสีแดงเร่าร้อนของหลิงเสวียนซวนเหมือนกับถังดินปืนที่ถูกจุด นางระบายความรู้สึกใส่ก้อนหินตรงหน้าด้วยการเตะเต็มแรง มันแตกละเอียดเป็นชิ้น ๆ ก่อนจะกระจายไปทั่ว ขาราวหยกของนางกลับมาเหยียดตรงดังเดิมก่อให้เกิดลมพายุรุนแรง นางพ่นลมออกจมูก “ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้สารเลวตู่เฟยยั่วโมโหข้า แล้วทำไมจู่ ๆ ข้าถึงระเบิดพลังออกมาล่ะ? ท่านป้าสองงั้นเหรอ? ยัยหญิงสำส่อนไร้ราคาคนนั้นไม่ใช่ท่านป้าของพวกเรา!”

“ลดเสียงลงหน่อย เจ้าอย่าพูดจาไร้สาระแบบนี้สิ!!” หลิงอวี้ฉีรีบตำหนิทันที

“ไร้สาระงั้นเหรอ? พวกเจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือไง?” หลิงเสวียนซวนหรี่ตาเล็กลง นางหัวเราะเย็นชา ใบหน้าเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง “ยัยหญิงสำส่อนไร้ราคาคนนั้นแต่งงานกับท่านลุงสองของพวกเรา จากนั้นก็มาอาศัยอยู่ที่เมืองหลิงเพียงแค่เจ็ดเดือน แถมนางยังให้กำเนิดตู่เหิงขึ้นมาอีก สองปีให้หลัง นางกลับไปที่หอเมฆดารา หลังจากนั้นไม่นาน นางก็ให้กำเนิดไอ้สารเลวตู่เฟยอีกคน เจ้าสองคนที่ใช้นามสกุลตู่นั่น เห็นได้ชัดว่าเป็นลูกของไอ้ญาติผู้พี่สารเลวของนางที่หอเมฆดารา ตู่ไฮ่เถียน!”

“เจ้าไปได้ยินมาจากไหนกัน?” หลิงอวี้ฉีเริ่มประหม่า

“ข้าได้ยินเรื่องนี้มาจากผู้ฝึกวรยุทธในกลุ่มของพวกเราที่พูดคุยกันเป็นการส่วนตัว เจ้า ท่านพ่อและท่านลุงลำดับที่สามปิดบังเรื่องนี้เพราะเจ้าคิดว่าข้าไม่สามารถสะกดความโกรธได้จนอาจก่อเรื่องขึ้นใช่ไหมล่ะ?” จู่ ๆ ดวงตาของหลิงเสวียนซวนกลายเป็นสีแดงพร้อมกับน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่ นางปาดออกส่ง ๆ จากนั้นจึงพ่นความโกรธลอดไรฟันออกมา “ท่านลุงสองไม่มีทางตายโง่ ๆ เพราะร่างกายระเบิดจากพลังชั่วร้ายที่ผลักออกมาหรอก! เขาคงขุ่นเคืองแน่ที่ตายด้วยน้ำมือของตระกูลยัยหญิงสำส่อนไร้ราคา! ท่านลุงสองรักข้ามากที่สุดมาตั้งแต่ข้ายังแบเบาะ สักวัน ข้าจะแก้แค้นให้ท่านลุงสอง!”

“เฮ้อ แม้แต่ผู้ฝึกวรยุทธในกลุ่มก็ยังรู้ปัญหานี้ ดูท่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คงใกล้มาถึงพวกเราตระกูลหลิงแล้วล่ะ” หลิงอวี้ฉีก็รู้สึกเสียใจพลางถอนหายใจออกมาเบา ๆ นางแตะบ่าหลิงเสวียนซวน จากนั้นจึงกล่าวอย่างจริงจังว่า “ตำแหน่งของตู่ไฮ่เถียนในหอเมฆดาราไม่ได้ต่ำเตี้ย เขามีพลังระดับสูงมาก กล่าวได้ว่าเขาสามารถฝ่าเข้าไปยังส่วนท้ายของระดับก่อเกิดได้ ในตอนนี้ พวกเราตระกูลหลิงไม่สามารถทำให้เขาขุ่นเคืองได้…”

“ข้ารู้ว่าเจ้ากับท่านพ่ออดทนมาตลอด ข้าเองก็อดทนเช่นกัน ทันทีที่ข้าฝ่าเข้าไปในระดับก่อเกิดจนสามารถเข้าร่วมหอเมฆดาราได้ ข้าจะให้มันได้ชดใช้หนี้ครั้งนี้!” หลิงเสวียนซวนกล่าวอย่างหนักแน่น

“ดีแล้วที่เจ้าคิดเช่นนั้น ตราบใดที่พวกเราพี่น้องพยายามอย่างหนัก พวกเราจะต้องได้เข้าไปอยู่ในหอเมฆดาราอย่างแน่นอน หนี้เลือดของท่านป้าสองจะต้องได้รับการชดใช้!” หลิงอวี้ฉีพยักหน้าพลางเดินไปยังทิศที่มุ่งสู่ภูเขาสมุนไพร แต่นางก็ยังรู้สึกเจ็บแปลบอยู่ในใจ

แม้ทั้งนางและหลิงเสวียนซวนจะมีระดับชำระอยู่ที่ขั้นเจ็ด แต่ตอนนี้… นางก็อายุครบสิบเจ็ดปีแล้ว ถ้านางต้องการรับคำขอจากหอเมฆดารา นางก็ต้องเข้าสู่ระดับก่อเกิดก่อนอายุยี่สิบปี

การเข้าสู่ระดับก่อเกิดจากระดับชำระขั้นเจ็ดภายในระยะเวลาสามปี มันจะง่ายดายขนาดนั้นเลยหรือไง?

ดวงตาของหลิงอวี้ฉีเต็มไปด้วยความขมขื่นที่กำลังเอ่อล้นออกมา นางถอนหายใจเบา ๆ อยู่ในใจ นางพยายามฝืนทำตัวร่าเริงพลางกล่าวว่า “ท่านพ่อและท่านลุงลำดับที่สามก็ไปภูเขาสมุนไพร การพูดคุยเรื่องนี้ในโรงอาหารมันไม่เหมาะนัก เพราะงั้น พี่ใหญ่คนนี้จะไปกับเจ้าเพื่อตามหาท่านพ่อ จากนั้นก็ถามเกี่ยวกับปัญหาในครั้งนี้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นถึงต้องยินยอมให้เจ้ากับฉินเลี่ยแต่งงานกัน”

“ยังไงซะ ข้าก็ปฏิเสธที่จะหมั้นหมายกับเจ้าโง่นั่นอยู่แล้ว!” พอนึกถึงฉินเลี่ยเมื่อไหร่ ใบหน้าน้อย ๆ ของหลิงเสวียนซวนก็แข็งกร้าว “ข้าไม่เข้าใจเลยว่าท่านพ่อคิดอะไรอยู่ ผู้ชายคนนั้นพูดก็ไม่ได้ แถมยังไม่มีวิญญาณ ต่อให้ข้าอยู่กับเขาแค่ช่วงสั้น ๆ ก็คงเบื่อตายอยู่ดี ไม่มีทางที่ข้าจะฝืนทนได้หรอก!”

“ข้ารู้ ข้ารู้ พี่ใหญ่คนนี้ก็ไม่อยากเห็นเจ้าใช้ชีวิตร่วมกับหมอนั่นเช่นกัน ไม่ต้องห่วง พี่ใหญ่คนนี้จะอยู่เคียงข้างเจ้าเอง” หลิงอวี้ฉีหัวเราะเบา ๆ พลางผ่อนคลาย

สองพี่น้องเหมือนกับสองจิ้งจอกปีศาจงดงามที่กำลังพูดคุยกระซิบกระซาบขณะเดินไปยังภูเขาสมุนไพร

หลังจากเดินไปได้สักพัก ฝีเท้าของพวกนางที่เดินขึ้นไปบนภูเขาก็หยุดอย่างรวดเร็ว พวกนางมองไปที่ฉินเลี่ยผู้กำลังออกมาจากถ้ำในภูเขาสมุนไพร

ท้องฟ้าพลันมืดมิดอย่างช้า ๆ ฉินเลี่ยออกจากถ้ำภูเขาเหมือนอย่างทุกที

พวกนางแยกกันไปคนละทาง แต่เขายังคงเดินมาทางพวกนางพร้อมกับความว่างเปล่าเหมือนอย่างทุกครั้ง ใบหน้าของเขาแข็งทื่อ ดวงตาของเขายังคงไม่สนใจสิ่งใดราวกับว่าไม่ได้เห็นสองพี่น้องอยู่ในสายตาแม้แต่นิดเดียว

“ตลอดห้าปีมานี้ก็เอาแต่ทำตัวเหมือนเดิมทุก ๆ วัน เขาเอาแต่วิ่งเข้าไปในเหมืองแร่ในภูเขา สมงสมองไปหมดแล้วหรือเปล่าเนี่ย?”

หลิงเสวียนซวนแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นราวกับเขาเป็นอากาศเหมือนอย่างทุกครั้ง นางไม่เคยแสดงนิสัยรุนแรงต่อหน้าเขา แต่ว่า เมื่อนางได้เห็นฉินเลี่ยในวันนี้ นางกลับเต็มไปด้วยความโกรธ ดังนั้น นางจึงไม่อาจแสดงท่าทีเป็นมิตรเหมือนอย่างทุกครั้งได้

“ทำไมเจ้าต้องโกรธเขาด้วย? เขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย เฮ้อ น่าสงสารเกินไปแล้ว ตอนนี้ปู่ของเขาก็มาตายไปอีก ทำให้ต้องใช้ชีวิตที่เหลือเพียงลำพัง พวกเราตระกูลหลิงทำได้เพียงมอบข้าวเช้าและข้าวเย็นให้เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องไปสนใจเรื่องอื่นหรอก…”

หลังจากมองฉินเลี่ยที่เดินไกลออกไป หลิงอวี้ฉีจึงส่ายหัวไปมาด้วยความเห็นอกเห็นใจ

“ข้า ข้ารู้ว่าไม่ควรทำอะไรแบบนี้กับเขา ข้า ข้าก็แค่ห้ามตัวเองให้โกรธยามที่เจอหน้าเขาไม่ได้…” หลิงเสวียนซวนจนคำพูด ความจริงแล้ว เด็กผู้หญิงอายุสิบห้าปีไม่ได้มีจิตใจมุ่งร้ายเลย ก็แค่นางไม่อาจยอมรับความจริงได้ก็เท่านั้น

ในตอนนี้ จู่ ๆ วัตถุสีขาวก็พุ่งออกจากป่าไปยังอีกฝั่งหนึ่ง!

จู่ ๆ หัวหน้าตระกูลหลิงผู้สวมใส่หน้ากากปีศาจน่าหวาดหวั่นก็เห็นลูกสาวทั้งสองอยู่ตรงหน้า แต่เพราะความตกตะลึงครั้งใหญ่ที่เขาค้นพบในเหมืองแร่ ทำให้เขายังคิดที่จะทดสอบฉินเลี่ย

ราวกับวิญญาณปีศาจปรากฏกาย หลิงเฉิงเย่พุ่งเข้าใส่ฉินเลี่ยผู้ที่ยังเดินไปข้างหน้าด้วยสีหน้าว่างเปล่าอย่างโหดเหี้ยม หลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวนต่างส่งเสียงร้อยด้วยความประหลาดใจ

เมื่อมองเห็นคนในชุดสีขาวพุ่งเข้ามา สีหน้าของฉินเลี่ยก็ยังคงว่างเปล่า แม้หลิงเฉิงเย่จะวาดฝ่ามือเข้าใส่หน้าอกของเขาก็ตาม แต่เขาก็ยังรักษาการก้าวเดินแบบไร้ชีวิตจิตใจเอาไว้ได้

เขาไม่หยุด สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน เขาไม่แม้แต่จะพยายามปัดป้องหรือตอบโต้

“ปัง!”

ฝ่ามือของหลิงเฉิงเย่อัดเข้าใส่หน้าอกของฉินเลี่ย จู่ ๆ ร่างของฉินเลี่ยก็กระเด็นออกไปหลายก้าว หลังจากนั้น เขาก็ลุกขึ้นแล้วมองหลิงเฉิงเย่ที่ยืนขวางทางเขาด้วยสีหน้าเฉยชาและงุนงงราวกับสงสัยว่าเหตุใดคนคนนี้ถึงมาเกาะติดเขาด้วย

ความสงสัยเล็กน้อยนี้จางหายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้น เขาก็เริ่มก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้งราวกับลืมการโจมตีก่อนหน้านี้ของหลิงเฉิงเย่ไปเสียสนิท

“ใครมันกล้ากระทำการชั่วช้าในดินแดนของพวกเราตระกูลหลิง?”

“เจ้าคนชั่วสวมหน้ากาก แกหนีไม่รอดหรอก!”

จู่ ๆ สองพี่น้องก็กระโดดเข้าใส่ ใบหน้ามีเสน่ห์ของพวกนางแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา พวกนางรุดเข้าใส่หลิงเฉิงเย่ พลังวิญญาณอันแข็งแกร่งของทั้งคู่หลอมรวมจนแม้แต่สายลมก็ยังส่งเสียงหวีดหวิว

บนเส้นทางภูเขา ด้านหลังของหลิงเฉิงเย่มีลูกสาวทั้งสองยืนอยู่ พวกนางไม่รู้ว่าเขากำลังจ้องฉินเลี่ยด้วยสีหน้าแปลก ๆ …

แม้ร่างของฉินเลี่ยที่เป็นเด็กอายุสิบห้าปีจะบอบบางและขาดสารอาหาร แต่ฝ่ามือที่เขาอัดไปเมื่อครู่กลับทำให้ฉินเลี่ยเซถอยไปไม่กี่ก้าวเท่านั้น ร่างของอีกฝ่ายไม่ได้ลงไปกองกับพื้นแม้แต่น้อย

ต่อให้จะไม่เหลือร่องรอยของพลังวิญญาณที่โจมตีเข้าใส่แม้แต่นิดเดียว หลิงเฉิงเย่ก็รู้ดีว่าพลังที่อัดเข้าไปนั้นมากพอจะทำให้ผู้ฝึกวรยุทธผู้ที่อยู่ระดับชำระขั้นสามลงไปกองกับพื้นจนไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ไปชั่วขณะ!

จากที่เขาสัมผัสได้เมื่อครู่ ร่างของฉินเลี่ยไม่ได้มีการใช้เขตอาคมของพลังวิญญาณแปลก ๆ มาป้องกันตรงบริเวณหน้าอก นั่นหมายความว่า ไม่มีพลังวิญญาณอยู่ในร่างของฉินเลี่ย สรุปก็คือ เขาไม่สามารถเป็นผู้ฝึกวรยุทธที่แท้จริงได้

แต่ฉินเลี่ยกลับต้านทานการโจมตีได้โดยไม่ล้มลงไปกองกับพื้น!

นี่พิสูจน์ให้เห็นว่า ภายใต้ความอ่อนแอที่ฉินเลี่ยแสดงออกผ่านร่างกายอันบอบบาง ยังมีความแข็งแกร่งที่สุดจะหยั่งซ่อนอยู่!

เลือดเนื้อของเขาแข็งแกร่งขนาดนี้เชียวหรือ?

หัวหน้าตระกูลหลิงเก็บความสงสัยเอาไว้ หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง จู่ ๆ เขาก็อัดเข้าใส่อีกครั้ง!

“กร็อบ-กร็อบ-กร็อบ!”

เสียงกระดูกหักดังมาจากมือของหลิงเฉิงเย่ที่จู่ ๆ ก็ใหญ่ขึ้นสองเท่า!

หมอกสีเขียวเบาบางค่อย ๆ ออกมาจากรูตรงฝ่ามือของเขา มันเคลื่อนไหวไปทั่วร่าง หมอกสีเขียวยังโอนเอนไปมาราวกับกลุ่มก้อนเปลวไฟสีเขียวที่กำลังลุกไหม้

พลังเพลิงสีนิล วิชาดวงวิญญาณสามัญขั้นห้า นี่เป็นวิชาลับที่หลิงเฉิงเย่ฝึกฝนอย่างลับ ๆ นาน ๆ ทีเขาถึงจะงัดออกมาใช้ แม้แต่ลูกสาวทั้งสองของเขาก็ไม่เคยเห็นมาก่อน

หลิงเฉิงเย่ใช้พลังวิญญาณระดับก่อเกิดขั้นกลางเพื่อทำให้เปลวเพลิงสีเขียวในฝ่ามือของเขาลุกโชติช่วงก่อนจะอัดเข้าใส่หน้าอกของฉินเลี่ย

“คนชั่วหน้าไม่อาย!”

“แกกล้าดียังไง?!”

พี่น้องตระกูลหลิงกรีดร้องพร้อมกัน แต่น่าเสียดาย แม้พวกนางจะตะโกนใส่หลิงเฉิงเย่ แต่ตอนนี้พวกนางยังอยู่ห่างจากเขามากเกินไป

หลิงเฉิงเย่ไม่ลังเลอีกต่อไป ฝ่ามือที่ใหญ่ขึ้นสองเท่าของเขาปกคลุมไปด้วยหมอกสีเขียวถูกอัดเข้าใส่หน้าอกของฉินเลี่ย เขาจด ๆ จ้อง ๆ ไปที่ฉินเลี่ยเพื่อจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติจากอีกฝ่าย

“ตูม!”

กระแสพลังวิญญาณแปรปรวนที่ผสมอยู่ข้างในหมอกสีเขียวเข้าไปในอกของฉินเลี่ย แทบจะในทันที ริ้วกระแสไฟฟ้าเรียวเล็กและเย็นยะเยือกพุ่งผ่านดวงตาอันว่างเปล่าของฉินเลี่ยที่ดูเหมือนจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ด้วยความเร็วแสง

ในขณะเดียวกัน เสียงฟ้าร้องดังครืนในใจของหลิงเฉิงเย่ ทำให้เขาเผลอประมาทไปชั่วขณะ

มันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่พี่น้องตระกูลหลิงมาถึงพร้อมกับพุ่งเข้าปะทะใส่เขา

ก่อนที่หลิงเฉิงเย่จะมีเวลาครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับเสียงฟ้าร้องที่จู่ ๆ ก็ดังขึ้นในใจของเขา รวมถึงกระแสไฟฟ้าเย็นชาที่ลุกวาบอยู่ในดวงตาของฉินเลี่ย เขาก็เห็นลูกสาวทั้งสองพุ่งเข้ามาโจมตีตน เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากจำใจถอยไป

ราวกับกลุ่มก้อนควันขาวหนึ่งก้อน เขาปรากฏตัวขึ้นก่อนจะหายเข้าไปในป่าภูเขาอย่างรวดเร็ว

“ไม่ต้องตาม!” ดวงตาของหลิงอวี้ฉีเปล่งประกาย เธอตะโกนห้ามไม่ให้หลิงเสวียนซวนเคลื่อนไหวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นางกล่าวเสียงต่ำพร้อมกับมองใบหน้าอันงดงามของอีกฝ่ายว่า “ตัดสินจากความเร็วสายฟ้าแลบเหมือนผีที่คนคนนี้ใช้ถอนตัวแล้ว เขาไม่ได้มีพลังระดับชำระอย่างแน่นอน! เขาไม่ใช่คนที่พวกเราจะรับมือกันตามลำพังได้”

นางก้มลงมองฉินเลี่ยผู้ล้มลงพื้นพร้อมกับรอยมือเขียวคล้ำที่ประทับตรงบริเวณหน้าอกซึ่งเป็นบริเวณที่เสื้อของเขาฉีกขาด นางกล่าวอย่างแผ่วเบาพร้อมกับขมวดคิ้วว่า “คนคนนั้นน่ากลัวมาก แต่ก็น่าแปลก ทำไมเขาต้องโจมตีคนโง่ด้วย? หรือว่าจะเป็นอดีตศัตรูของท่านตาฉินชาน?”

ขณะที่พูด นางก็เหยียดมือสีขาวราวกับหยกออก นิ้วมันเงาของนางสัมผัสบริเวณที่ฉินเลี่ยได้รับบาดเจ็บอย่างแผ่วเบา จากนั้น ความสงสัยก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้านุ่มนวลของนางมากขึ้นเรื่อย ๆ “คนคนนั้นไม่ได้ใช้พละกำลังทั้งหมดแน่ ๆ แทบจะไม่มีพลังวิญญาณเล็ดลอดเข้าไปในอกของฉินเลี่ยเลย จากนั้นพวกมันก็ค่อย ๆ จางหายไป น่าแปลก ถ้าเขาอยากฆ่าฉินเลี่ยจริง มันก็ไม่ควรเป็นแบบนี้สิ…”

ก่อนหน้านี้ หลิงเฉิงเย่หันหลังให้กับพี่น้องทั้งสองก่อนจะทำการโจมตีใส่ฉินเลี่ย ในตอนนั้น พี่น้องทั้งสองยังอยู่ห่างจากเขามาก พวกนางย่อมไม่มีทางเห็นความผิดปกติจากฉินเลี่ยอย่างแน่นอน พวกนางไม่ได้เห็นดวงตาของฉินเลี่ย และพวกนางก็ไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้องที่อยู่ในใจของหลิงเฉิงเย่

“อวี้ฉี เสวียนซวน แบกฉินเลี่ยขึ้นหลัง ถ้าเจ้ามีเรื่องอยากจะพูดก็รอจนกว่าข้าจะกลับไปพร้อมกับพ่อของเจ้าก่อนก็แล้วกัน!” จู่ ๆ หลิงเฉิงจื้อก็ปรากฏตัวขึ้นบนภูเขาสมุนไพรก่อนจะตะโกนบอกพวกนาง

“ท่านลุงลำดับที่สาม พวกข้า…” หลิงเสวียนซวนเริ่มตะโกน

“ข้ารู้ คนชุดขาวโจมตีฉินเลี่ย พวกข้าก็เห็นเช่นกัน พ่อของเจ้ากำลังไล่ตามอยู่ พาฉินเลี่ยกลับไปก่อน ข้าเกรงว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นอีกครั้ง” หลิงเฉิงจื้อกล่าวก่อนจะหายลับไป

ทันทีที่หลิงอวี้ฉีฟังจบ นางก็ไม่คิดอะไรมากไปกว่านี้อีก พอเห็นฉินเลี่ยที่มีอาการปางตาย นางก็ไม่คิดเรื่องอื่นนอกจากพาตัวเขาไป ดังนั้น นางจึงไม่มีทางเลือกนอกจากยอมแบกฉินเลี่ยขึ้นหลัง “อึ่ก หมอนี่หนักเป็นบ้า!”

จู่ ๆ ขาของพี่สาวคนโตที่มีลักษณะเพรียวบางและงดงามก็สั่นพั่บ ๆ หลังจากแบกร่างของฉินเลี่ยขึ้นบนหลัง ดวงตาเฉียบแหลมของนางฉายแววประหลาดใจออกมา

“พี่ใหญ่ ทำไมพูดจาเหลวไหลอย่างนี้? เจ้าโง่นี่ผอมจะตาย เขาจะทำให้พี่รู้สึกหนักได้อย่างไร?” ริมฝีปากของหลิงเสวียนซวนโค้งขึ้น นางคิดว่าพี่สาวของนางพูดเล่น

หลิงอวี้ฉีไม่เสียเวลาอธิบายต่อ นางหันหน้ากลับไปมองชายหนุ่มที่ซบอยู่บนบ่าของนาง หลังจากเห็นใบหน้าอันแสนหล่อเหลาเมื่อดวงตาปิดลงซึ่งไม่ใช่สิ่งที่นางคาดคิดเอาไว้ ทำให้นางจ้องมองอย่างเฉยชาอยู่เนิ่นนาน

น่าแปลก หลังจากหมอนี่หลับตาลง เขาก็ดูดีขึ้นเป็นกองเลย…

“ท่านพ่อเคยกล่าวไว้ว่า มีเพียงผู้ฝึกวรยุทธเท่านั้นที่สามารถขยายพลังได้อย่างไร้ขีดจำกัดจนร่างกายแข็งแกร่งได้ คนที่ผ่านการฝึกประเภทนั้นจะมีผิวหนัง เลือดเนื้อ กล้ามเนื้อ เส้นเลือดดำ เนื้อเยื่อ กระดูกและอวัยวะแข็งแกร่ง ทำให้มีน้ำหนักมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่าแม้ภายนอกจะดูอ่อนแอและผอมบางก็ตาม” พอเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบ หลิงเสวียนซวนก็พูดต่อก่อนจะเริ่มดูถูกเหยียดหยาม “หมอนี่น่ะเหรอ? ชิ! ความกดดันของพลังวิญญาณในตัวหมอนี่ยังไม่มีเลย ต่อให้หมอนี่จะหนักนิดหน่อย แต่ก็คงเป็นเพราะอาหารที่กินเข้าไปนั่นแหละ ไม่ก็หมอนี่อาจจะแบกของหนักไว้กับตัวก็ได้”

หลิงอวี้ฉีที่จ้องมองอย่างเฉยชา ไม่ได้คิดถึงอะไรเลยมาตั้งแต่ต้น จู่ ๆ นางก็ตระหนักถึงบางอย่างได้หลังจากได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เมื่อมองชายหนุ่มที่ซบอยู่บนบ่าของนาง  ความรู้สึกทึ่งที่แสนกำกวมค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนดวงตาคริสตัลกระจ่างใสของนางอย่างช้า ๆ

Facebook Comment