+100%-

ตอนที่ 2: ภูเขาสมุนไพร

รับการแจ้งเตือนการอัพเดทก่อนใครที่แฟนเพจครับ
https://www.facebook.com/Child.of.Light.TH

==================================

ตอนที่ 2: ภูเขาสมุนไพร

 

ภูเขาสมุนไพรของตระกูลหลิงเป็นส่วนที่ขยายออกของเทือกเขาอาร์กติก อีกทั้งมันยังพิเศษตรงที่เป็นภูมิภาคที่อยู่ไกลที่สุดของเทือกเขาอาร์กติก

พูดถึงความใหญ่ มันเป็นภูเขาน้ำแข็งที่สูงมาก ภูเขาสมุนไพรนั้นแสนธรรมดา พลังดวงวิญญาณก็ไม่ได้จัดว่ามากมายอะไรนัก

เมืองหลิงตั้งอยู่ตรงสุดขอบของเทือกเขาอาร์กติก อยู่ด้านล่างภูเขาสมุนไพร

พลังดวงวิญญาณของภูเขาสมุนไพรไม่ปรากฏออกมา ภูเขาก็ไม่ได้เย็นอะไรมากมาย นั่นเพราะมันอยู่ไกลจากศูนย์กลางของเทือกเขาอาร์กติก ด้วยเหตุนี้ ต้นดวงวิญญาณจึงเติบโตอย่างคงที่

ต้นดวงวิญญาณบนภูเขาสมุนไพรถือเป็นแหล่งรายได้หลักที่มั่นคงของตระกูลหลิงเครื่องบรรณาการประจำปีที่ตระกูลหลิงมอบให้หอเมฆดารา ส่วนใหญ่จะเป็นต้นดวงวิญญาณจากภูเขาสมุนไพร ในช่วงสองสามปีมานี้ หลิงเฉิงจื้อรับผิดชอบเรื่องการปลูกและการเก็บเกี่ยวต้นดวงวิญญาณ ตู่เจี้ยหลันพยายามขอส่วนแบ่งจากภูเขาสมุนไพรหลายต่อหลายครั้ง แต่ทุกครั้ง แผนการของนางจะถูกพี่น้องตระกูลหลิงทำลายจนสิ้น

มันก็เหมือนกับชั้นเต้าหู พวกมันมีการแบ่งเป็นส่วน ๆ อยู่ในสวนสมุนไพรของภูเขาสมุนไพร พืชที่ถูกปลูกอยู่ในสวนสมุนไพร ส่วนใหญ่จะเป็นต้นดวงวิญญาณและสมุนไพรที่อยู่ในระดับต่ำกว่าสามัญขั้นสาม แม้พวกมันจะมีค่าไม่มาก แต่ก็ยังมีพวกมันอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน

ต้นวิญญาณสามัญขั้นสามทั้งหมด รวมถึงบุปผาหัตถ์หยก ต้นหญ้าระงับความเย็นและบุปผามงกุฎซาตาน พวกมันส่วนใหญ่เป็นต้นดวงวิญญาณสำคัญที่เติบโตอยู่ในสวนสมุนไพร ต้นดวงวิญญาณทั้งสามคือวัตถุดิบพื้นฐานในการทำให้ก้อนฟื้นฟูดวงวิญญาณบริสุทธิ์ และมันก็คือสิ่งที่หอเมฆดาราต้องการเป็นอย่างยิ่งในทุก ๆ ปี

ในตอนนี้ หลิงเฉิงเย่และหลิงเฉิงจื้อยืนอยู่ด้านหน้าสวนสมุนไพรบุปผาหัตถ์หยก

เมื่อมันบานเต็มที่ รูปร่างของมันจะเหมือนกับหญิงสาวกางมือออกเป็นใบผอมเพรียวห้าใบราวกับนิ้วผอมเพรียวห้านิ้ว เพราะงั้นมันจึงถูกเรียกว่าบุปผาหัตถ์หยก รอบของการปลูกและการเก็บเกี่ยวบุปผาหัตถ์หยกใช้เวลาแค่ครึ่งปีเท่านั้น อีกทั้งมันยังไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากสภาพอากาศอีกด้วย มันจึงเป็นหนึ่งในต้นดวงวิญญาณที่ปลูกง่ายที่สุด

แต่ว่า สวนสมุนไพรบุปผาหัตถ์หยกในตอนนี้ บุปผาหัตถ์หยกทุก ๆ ต้นกลับไม่เบ่งบาน ทุกต้นกลับพากันเหี่ยวเฉา ทำให้สีหน้าของหลิงเฉิงเย่บิดเบี้ยวจนน่าเกลียด

“ปกติบุปผาหัตถ์หยกมันเป็นแบบนี้เสมอเลยเหรอ?” หลิงเฉิงเย่ถามด้วยความหวัง

หลิงเฉิงจื้อยิ้มบิดเบี้ยว “บุปผาหัตถ์หยกเปรียบได้กับสิ่งดี ๆ ส่วนสวนสมุนไพรต้นหญ้าระงับความเย็นและบุปผามงกุฎซาตานกลับน่าเกลียดยิ่งกว่า พวกมันเหี่ยวเฉาหนักกว่านี้มาก ข้าเกรงว่า ปีนี้พวกเราจะได้รับค่าตอบแทนจากหอเมฆดาราไม่มากเท่าที่ควร…”

สีหน้าของหลิงเฉิงเย่เปลี่ยนไป เขาเปล่งเสียงตะโกนอึมครึมออกมา “เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง? ทำไมเจ้าไม่รีบบอกให้เร็วกว่านี้?!”

“ข้าก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง” ความเจ็บปวดแผ่ปกคลุมไปทั่วใบหน้าของหลิงเฉิงจื้อราวกับหัวใจของเขากำลังสับสน “เพราะฉินชานตายเมื่อสองปีก่อน สวนพืชสมุนไพรจึงเก็บเกี่ยวได้น้อยลงทุก ๆ ฤดู ถึงแม้ผลตอบแทนที่ได้จะน้อยลงเรื่อย ๆ แต่มันก็มากพอที่จะส่งให้กับหอเมฆดารา นี่ก็เป็นความผิดของข้า ข้ามัวแต่สนเรื่องเอาชนะมากเกินไปจนไม่ได้สนใจเรื่องอื่น ๆ”

“เมื่อข้าตระหนักถึงสถานการณ์เลวร้ายนี้ได้ ข้าก็เชื่อว่าตัวเองจะสามารถควบคุมมันได้ ข้าจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการพัฒนาและดูแลสมุนไพรดวงวิญญาณ โดยหวังว่าข้าจะทำให้สถานการณ์พลิกผันได้ แต่ว่า สิ่งที่ข้าไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อสามเดือนก่อน พืชสมุนไพรกลับเหี่ยวเฉาลงวันแล้ววันเล่า ก่อนที่ข้าจะมีเวลาลงมือแก้ไข พื้นที่ส่วนใหญ่ของพืชสมุนไพรในสวนสมุนไพรก็เหี่ยวเฉาไปแล้ว…”

หลิงเฉิงจื้อส่ายหัวอย่างหมดหวัง ราวกับว่าเขาต้องการอัดใครสักคนก่อนจะปล่อยโฮออกมา แต่เขาไม่บังอาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบของตัวเองอย่างเด็ดขาด

ใบหน้าของหลิงเฉิงเย่ย่ำแย่ เขาไม่ปริปากพูดเพื่อให้เกียรติอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจู่ ๆ เขาก็พูดขึ้นว่า “แล้วการที่สมุนไพรในสวนสมุนไพรเหี่ยวเฉามันเกี่ยวอะไรกับฉินเลี่ยล่ะ? ปกติแล้วเขาเข้าไปในส่วนลึกของเหมืองแร่ในภูเขาสมุนไพร ไม่เห็นเคยมาที่สวนเลย เขามีผลต่อสมุนไพรพวกนี้หรือ? น้องสาม ทำไมเจ้าถึงสงสัยในตัวฉินเลี่ยล่ะ?”

สำหรับเขา ฉินเลี่ยก็แค่คนโง่คนหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่มีวิญญาณแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถมีอิทธิพลต่อภูเขาสมุนไพรได้

“เพราะตาหลานคู่นั้นเข้าเหมืองแร่ในภูเขาสมุนไพรเมื่อห้าปีก่อน ข้าแอบสังเกตการณ์พวกเขาอย่างลับ ๆ ในช่วงห้าปีมานี้มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในภูเขาสมุนไพร แต่มันก็เป็นเพียงปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติแปลก ๆ เท่านั้น…” หลิงเฉิงจื้อขมวดคิ้วพลางครุ่นคิดขณะพูด

“ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติแปลก ๆ แบบไหนกัน?” หลิงเฉิงเย่อึ้งกิมกี่

“ทุก ๆ ครั้งจะมีพายุสายฟ้า สายฟ้าเหนือภูเขาสมุนไพรจะรุนแรงมาก สายฟ้าฟาดแต่ละครั้งจะฟาดใส่ยอดเขาสมุนไพร และสายฟ้านั่น บางครั้งก็ฟาดมาที่นี่ ทำให้ข้าที่ยืนดูหวาดกลัวเลยทีเดียว แต่ว่า ก่อนที่ตาหลานคู่นั้นจะมา ไม่ว่าสภาพอากาศจะเลวร้ายแค่ไหน มันก็ไม่เคยมีสายฟ้ารวมตัวอยู่เหนือภูเขาสมุนไพรมากขนาดนี้ รวมถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีสายฟ้าฟาดลงมาที่แห่งนี้ด้วย!” หลิงเฉิงจื้อกล่างอย่างมั่นใจ

“สายฟ้านั่น… เกี่ยวข้องกับตาหลานคู่นั้นอย่างนั้นเหรอ?” หลิงเฉิงเย่ส่ายหัวไปมา เขารู้สึกว่าความใคร่ครวญของน้องชายเขามันไม่มีมูลเอาเสียเลย

“พี่ใหญ่ ให้ข้าพูดจบก่อน” สีหน้าของหลิงเฉิงจื้อค่อย ๆ เคร่งขรึมขึ้น “หลังจากฉินชานจากไป ปรากฏการณ์นี้ยิ่งเด่นชัดขึ้น! ในช่วงสองปีมานี้ ทุก ๆ ครั้งจะเกิดพายุสายฟ้า แถมสายฟ้าที่มารวมอยู่เหนือภูเขาสมุนไพรก็มีมากขึ้น อีกทั้งยังฟาดลงมายังภูเขาสมุนไพรบ่อยขึ้นด้วย! บางครั้ง ข้าก็รู้สึกได้ลาง ๆ ถึงสายฟ้าฟาดทรงพลังที่ฟาดลงไปในโพรงภูเขา…”

ทันทีที่ได้ยิน หลิงเฉิงเย่ก็หันมาเผชิญหน้า ก่อนจะกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ว่าต่อ!”

“ข้าทำหน้าที่คุ้มกันภูเขาสมุนไพรมาหลายปีแล้ว ทุกครั้งที่สายฟ้าฟาด ข้าก็ให้ความสนใจที่ถ้ำเหมืองแร่เสมอ ข้าเห็นฉินเลี่ยเดินออกมาจากถ้ำเหล่านั้นหลายต่อหลายครั้ง ผมและผิวของเขามีเขม่าสีดำเล็กน้อย ข้ากล้าพูดได้เต็มปากเลยว่ามันเป็นเพราะสายฟ้าฟาด!” หลิงเฉิงจื้อตะโกนเสียงค่อย “เพราะความผิดปกติในภูเขาสมุนไพรตลอดหลายปีมานี้ ข้าก็เลยตั้งข้อสงสัยว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับฉินเลี่ย! พี่ใหญ่ พืชสมุนไพรไม่มีทางเหี่ยวเฉาโดยไม่มีสาเหตุหรอก ข้าเชื่อว่าต้องมีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงภายในภูเขาสมุนไพรจนทำให้พืชสมุนไพรถูกทำลายในที่สุด!”

หลิงเฉิงเย่ย่นหน้าผาก หลังจากเงียบอยู่นานสองนาน จู่ ๆ เขาก็พูดขึ้นว่า “ข้าสัญญากับฉินชานแล้วว่าข้าจะไม่เข้าไปในเหมืองแร่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม”

“พี่ใหญ่ ถ้าปัญหาพวกนี้มันเกี่ยวข้องกับฉินเลี่ยจริง ๆ แล้วพี่ใหญ่กลับไม่แก้ไขอะไรเลย ข้าเกรงว่าการจะช่วยพืชสมุนไพรในสวนกลับจะยากยิ่งขึ้น ภูเขาสมุนไพรเกี่ยวข้องกับความมั่งคั่งของพวกเราตระกูลหลิงขืนยังปล่อยเอาไว้แบบนี้ พวกเราตระกูลหลิงจะไม่สามารถเก็บเกี่ยวต้นดวงวิญญาณได้มากพอจะเป็นเครื่องบรรณาการแน่ จากนั้น หอเมฆดารา…” หลิงเฉิงจื้อกล่าวอย่างกังวล

หลิงเฉิงเย่เงียบอีกครั้ง หลังจากผ่านไปพักใหญ่ เขาก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ เขาหยิบหน้ากากปีศาจน่าหวาดหวั่นขึ้นมาก่อนสวมเข้าไปอย่างเงียบ ๆ พลางเปลี่ยนไปสวมเสื้อคลุมยาวสีขาว จากนั้นจึงตะโกนเสียงเบาว่า “ข้าจะไปสืบที่เหมืองแร่อย่างลับ ๆ เจ้าห้ามบอกปัญหาในตอนนี้ให้คนอื่นรับรู้เด็ดขาด!”

“วางใจเถอะ พี่ใหญ่ ข้ารู้ว่าควรทำอย่างไร”

……

ราวกับวิญญาณสีขาว หลิงเฉิงเย่มุ่งสู่ถ้ำที่อยู่ตรงหัวมุมไกล ๆ ของภูเขาสมุนไพรอย่างรอบคอบ มือของเขาจับเถาวัลย์ เท้าเหยียบหินก้อนใหญ่ ร่างของเขาร่อนลงอย่างแผ่วเบาราวกับใบวิลโลว์ เขามาถึงหนึ่งในทางเข้าอุโมงค์ของถ้ำภูเขาอย่างรวดเร็ว

เพราะเขาตัดสินใจแล้วว่าจะทำเช่นนี้ หลิงเฉิงเย่จึงไม่เหลือความลังเลอีกต่อไป เขาพุ่งสู่ปากถ้ำก่อนจะดิ่งลึกลงไปด้วยระดับความเร็วสูง

มีถ้ำมากมายและหลายขนาดอยู่ด้านหลังภูเขาสมุนไพร ถ้ำเหล่านี้ถูกสร้างโดยสมาชิกตระกูลหลิงที่ช่วยกันขุดในหลาย ๆ มุม เส้นทางของถ้ำภูเขาแต่ละแห่งต่างเชื่อมโยงถึงกันหมด เพราะงั้น ตราบใดที่ถ้ำหนึ่งแห่งมีทางเข้าแค่ทางเดียว มันก็เป็นการง่ายที่จะหาเส้นทางที่นำไปสู่ส่วนลึกของภูเขา

แต่ว่า ไม่นานหลังจากหลิงเฉิงเย่เข้ามาในถ้ำ จู่ ๆ เขาก็ต้องตกตะลึงยกใหญ่จนทำให้เขายืนแข็งทื่อ

ในความทรงจำของเขา มันมีอุโมงค์อย่างมากก็ยี่สิบแห่งในภูเขาสมุนไพร แม้เขาจะไม่ได้เข้ามาที่นี่นานนัก แต่ความทรงจำของเขาเกี่ยวกับเหมืองแร่ก็ยังชัดเจน

เพราะตอนเขายังเด็ก เขาเป็นหนึ่งในผู้ขุดค้น ดังนั้น เขาจึงคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างดี

แต่ตอนนี้ เขารู้สึกเหมือนมาผิดที่ เพราะอุโมงค์ในโพรงภูเขามีมากกว่าเดิมถึงสิบเท่า!

ความซับซ้อนของอุโมงค์ตรงหน้ามันตัดและเชื่อมโยงกันราวกับใยแมงมุม หลิงเฉิงเย่จ้องมองความผิดปกตินี้ เขาไม่รู้สึกถึงความคุ้นเคยต่อที่นี่อีกต่อไป

“สวรรค์! ใครเป็นคนทำเช่นนี้?” หลิงเฉิงเย่สูดหายใจเย็นเข้าไป

เขานึกย้อนไปยังตอนที่สมาชิกตระกูลหลิงจำนวนมากมาที่นี่ด้วยกัน พวกเขาใช้เวลาสามปีถึงสามารถขุดอุโมงค์หินได้มากกว่าสิบสองแห่ง

แต่ตาหลานคู่นั้นกลับขุดอุโมงค์หินกว่าหลายร้อยแห่งในเวลาห้าปี เรื่องพรรค์นี้ ถ้าหลิงเฉิงเย่ไม่เห็นกับตาตัวเองก็ไม่กล้าเชื่ออย่างเด็ดขาด

อุโมงค์หินกว่าหลายร้อยแห่งถักทอและเชื่อมโยงด้วยอุโมงค์หินธรรมดาอยู่ในสิ่งที่เหมือนเขาวงกตอันซับซ้อน คล้ายกับกล้ามเนื้อในร่างกายมนุษย์อันแสนประหลาดและหลากหลาย

หลิงเฉิงเย่ฝืนสงบใจตัวเอง เขาเริ่มเดินเข้าและออกอุโมงค์หินที่ตัดกันกว่าหลายร้อยแห่ง พยายามเข้าไปให้ถึงส่วนลึกที่สุดของภูเขาเพื่อค้นหาร่างของฉินเลี่ย

หนึ่งชั่วโมงต่อมา จู่ ๆ หัวหน้าตระกูลหลิงรู้สึกวิงเวียน เนื่องจากเกิดอาการวิงเวียน เขาจึงกลับมาที่ทางเข้าถ้ำ

เมื่อเขาได้สติกลับคืนมา สีหน้าของเขาพลันแปลกประหลาดอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่อยากเชื่อว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ครั้งหนึ่ง เขาเคยค้นข้อมูลของเหมืองแร่อย่างละเอียด มีการสรุปผลการค้นคว้าทุกครั้ง…

ในความพยายามครั้งที่เจ็ด เขาพยายามกลับไปยังทางเข้าอุโมงค์แรก หลิงเฉิงเย่เริ่มเหนื่อยอย่างช้า ๆ ผิวของเขาเริ่มซีดลง หลังจากตรวจสอบสีท้องฟ้าแล้ว เขาก็กลับไปยังภูเขาสมุนไพรด้วยเส้นทางหลักด้วยความคับแค้นใจ

“พี่ใหญ่ ผิวของพี่ใหญ่ดูไม่ดีเลย เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ? มีอะไรเกิดขึ้นข้างในนั้นหรือเปล่า?” หลิงเฉิงจื้อถามเขาอย่างประหม่าเมื่ออีกฝ่ายถอดหน้ากากออก

การที่เขาโบกมือไปมาเป็นสัญญาณของหัวหน้าตระกูลหลิงมีความหมายว่าอย่าถามในตอนนี้ เขานั่งลงโดยไม่พูดสักคำ จากนั้นจึงใช้ก้อนฟื้นฟูดวงวิญญาณเพื่อรักษาความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ ทำให้ลมหายใจของเขากลับมาสม่ำเสมอ

หลิงเฉิงจื้ออยากพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ต้องห้ามใจ เขาทำได้แค่จ้องมองอีกฝ่ายอย่างงงงวย ในท้องเขาเต็มไปด้วยความสับสนงงงัน

จู่ ๆ ท้องฟ้าพลันมืดมิด หลังจากพักฟื้นสักพัก พละกำลังของหัวหน้าตระกูลหลิงก็กลับคืนมา เขาลืมตาขึ้นพลางตะโกนเสียงค่อยเพื่อตอบคำถามของหลิงเฉิงจื้อก่อนหน้านี้ “อย่าเพิ่งถาม! ตอนนี้ควรรอจนกว่าฉินเลี่ยจะออกมาจากถ้ำแล้วกลับเข้าเมืองหลิงจากนั้นข้าจะไปดักพบเขาบนถนนเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่!”

หลังจากพูดเสร็จ หัวหน้าตระกูลหลิงก็สวมหน้ากากปีศาจน่าหวาดหวั่นโดยไม่รอให้หลิงเฉิงจื้อช่วยเหลือ เขาเดินไปยังเส้นทางภูเขาระหว่างภูเขาสมุนไพรและเมืองหลิงเพื่อหลบซ่อนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

Facebook Comment