+100%-

ตอนที่ 1: หนุ่มสาวในเมืองเล็ก

รับการแจ้งเตือนการอัพเดทก่อนใครที่แฟนเพจครับ
https://www.facebook.com/Child.of.Light.TH

==================================

ตอนที่ 1: หนุ่มสาวในเมืองเล็ก

 

เมืองหลิง

ในช่วงเช้าตรู่ น้องเล็กฉินเลี่ยลุกออกจากเตียงเมื่อท้องฟ้าเริ่มทอแสง หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ เขาจึงเดินตรงไปที่โรงอาหารหลิง

ชุดผ้าลินินหยาบ ๆ ทำให้รูปร่างของฉินเลี่ยดูผอมเพรียวและบอบบาง แต่ว่า ดวงตาของเขาเหม่อลอย ปราศจากความกระฉับกระเฉง ทำให้ความรู้สึกอื่น ๆ ที่เขามีหายไปจากจิตวิญญาณของตัวเอง

ระหว่างทาง ผู้ฝึกวรยุทธหนุ่มสาวจำนวนมากในเมืองหลิงก็ตื่นแต่เช้าเช่นกัน เมื่อเห็นน้องเล็กฉินเลี่ย พวกเขาส่วนใหญ่ต่างยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

“อรุณสวัสดิ์ ฉินเลี่ย!”

เมื่อเห็นฉินเลี่ยเดินเข้ามา หลิงเฟิงจึงส่งยิ้มสดใสไปให้พลางโบกไม้โบกมือและตะโกนเรียกให้มาหาเขา

น่าเสียดาย ดูเหมือนฉินเลี่ยจะไม่ได้ยินเสียงของคนอื่นเลย สีหน้าของเขายังว่างเปล่าเหมือนก่อนหน้านี้ เขาเดินผ่านหลิงเฟิงโดยไม่หยุดฝีเท้า ยังคงก้าวต่อไปข้างหน้า

“พี่ใหญ่เฟิง ทำไมต้องฝืนไปคุยกับเจ้าบ้านั่นด้วย? พี่ก็รู้ว่าเขาตอบกลับมาไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น พี่ก็ยังทักทายเขาทุกเช้า” หลิงหยิงอายุสิบหกปีในชุดสีเหลืองสว่างดูดีออกความเห็นพลางมองดูฉินเลี่ยด้วยสายตารังเกียจ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังงดงาม หน้าอกอ่อนนุ่มของเธอช่างเย้ายวนจนเก็บไปเพ้อฝันประดับอยู่บนร่างสูง

หลังจากได้ยินสิ่งที่หลิงหยิงพูด สีหน้าของหนุ่มสาวทุกคนจากตระกูลหลิงที่อยู่โดยรอบก็พลันเย็นชาราวกับพวกเขาเกิดความรำคาญ

หลิงหยิงส่งเสียงหึ ใบหน้าน่ารักของเธอเต็มไปด้วยความรังเกียจ เธอยืดอกขึ้น ทำเป็นไม่สนใจสายตาของทุกคนที่จับจ้องอยู่

หนุ่มสาวส่วนใหญ่มีพลังชำระอยู่ที่ขั้นสี่หรือห้า สำหรับเธออยู่ระดับชำระขั้นที่หก พวกเขาจึงไม่ใช่สิ่งที่สลักสำคัญ

สิ่งเดียวที่อยู่ในดวงตาของเธอคือหลิงเฟิง คนที่มีระดับชำระอยู่ที่ขั้นเจ็ด

หลิงเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “น้องเล็กหยิง เจ้าไม่ได้อยู่ที่เมืองหลิงนานขนาดนี้ นั่นหมายความว่าเจ้าไม่เคยได้รับสิ่งดี ๆ จากท่านตาของฉินเลี่ยเลย ฉะนั้นข้าจะไม่ต่อว่าเจ้าที่มองฉินเลี่ยแบบนั้น แต่ว่า พวกเราผู้เป็นลูกหลานของตระกูลหลิงต่างได้รับความช่วยเหลือจากท่านตาฉินชานในยามที่เขายังสุขภาพแข็งแรง ต่อให้ท่านตาฉินชานจะจากไปเมื่อสองปีก่อน พวกเราก็ยังเก็บความห่วงใยที่เขามอบให้เอาไว้ในใจ ในนามของพวกเราทุกคน ข้าเชื่อว่าเจ้าสามารถแสดงความเคารพต่อฉินเลี่ยได้อย่างเหมาะสมแน่”

หลิงหยินอึ้งไปชั่วขณะ “ท่านตาของเขาแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“ท่านตาฉินชานเป็นผู้สร้าง!” หลิงเฟิงตะโกนบอกเบา ๆ

หลิงหยิงกล่าวด้วยความยำเกรงว่า “สามัญ ลึกล้ำ โลกา สวรรค์ เทวา แต่ละระดับล้วนแบ่งแยกออกเป็นเจ็ดขั้น แล้วระดับผู้สร้างของเขามันคืออะไร? เขาคือผู้หล่อหลอมอุปกรณ์วิญญาณเพื่อตระกูลหลิงงั้นเหรอ?”

“ไม่” หลิงเฟิงส่ายหัว “ท่านตาฉินชานแค่รู้ว่าจะซ่อมแซมอุปกรณ์วิญญาณที่อยู่ต่ำกว่าสามัญระดับห้าได้ก็เท่านั้น”

“จ้า ๆ กลัวตายล่ะ ข้าก็สงสัยอยู่ว่าเขาวิเศษวิโสมาจากไหน ที่แท้ก็แค่ระดับนั้นเองน่ะเหรอ?” หลิงหยิงตบหน้าอกดูดีของเธอ เผยรอยยิ้มที่ดูเสแสร้งเกินไปหน่อย

“สำหรับพวกเรา แค่นั้นก็ถือว่าสุดยอดแล้ว” สีหน้าของหลิงเฟิงไม่สั่นไหว ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงโทนต่ำ “เมื่อห้าปีก่อน ตอนที่ท่านตาฉินชานมาถึงที่เมืองหลิงกับฉินเลี่ย เขาออกตามหาหัวหน้าของพวกเราและอธิบายถึงสิ่งแลกเปลี่ยนเพื่อช่วยพวกเราซ่อมแซมอุปกรณ์วิญญาณสามัญ เขาขอสกัดแร่จากเหมืองแร่มากมายในภูเขาสมุนไพร พวกเราจึงอนุญาตให้เขาและฉินเลี่ยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลิง”

“สามปีให้หลัง ท่านตาฉินชานพาฉินเลี่ยไป ๆ มา ๆ ระหว่างเมืองหลิงกับเหมืองแร่ในภูเขาสมุนไพร ในช่วงเวลานั้น ท่านตาฉินชานได้ซ่อมแซมอุปกรณ์วิญญาณที่อยู่ต่ำกว่าสามัญขั้นห้าทุกชิ้น ตราบใดที่ระดับไม่เกินไปจากสามัญขั้นห้า เขาก็สามารถฟื้นฟูให้กลับมาเป็นรูปทรงดังเดิมได้ ไม่ว่าอุปกรณ์วิญญาณจะได้รับความเสียหายมากน้อยแค่ไหนก็จะไม่เหลือร่องรอยของบาดแผลทิ้งเอาไว้!”

“พิสูจน์สิ!”

เปลวเพลิงลุกขึ้นจากข้อมือของหลิงเฟิง กำไลสีเลือดหมูบนข้อมือของเขาจู่ ๆ ก็ส่องแสงหลากสีสัน!

หลังจากนั้น กำไลสีเลือดหมูพลันเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นค้อนส่องแสงเรืองรองอย่างน่าอัศจรรย์ใจ  ค้อนยาวเพียงแค่ครึ่งเดียวของแขนของเขา ทั้งร่างของมันเป็นสีแดงมืด กลุ่มควันลุกไหม้ลอยออกมาจากชิ้นส่วนทรงกลมของค้อนราวกับลายสัก แรงระเบิดของคลื่นความร้อนที่ลุกไหม้ไหลซึมออกมา

“ค้อนเมฆาอัคคีของข้าคืออุปกรณ์วิญญาณสามัญขั้นสองและเป็นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิต เมื่อห้าปีก่อนในเทือกเขาน้ำแข็ง ข้าถูกจิตวิญญาณงูหลามน้ำแข็งฉกใส่ พลังความเย็นเลยไหลเข้าสู่ร่างกายของข้า ค้อนเมฆาอัคคีของข้าช่วยต้านทานพลังความเย็นจนรอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่มันก็ได้รับความเสียหายไปไม่น้อย ถ้าไม่ใช่เพราะท่านตาฉินชานช่วยซ่อมค้อนเมฆาอัคคีของข้าให้ ป่านนี้มันกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปนานแล้ว”

“มีสมาชิกตระกูลหลิงหลายคนที่อุปกรณ์วิญญาณได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ต้องขอบคุณท่านตาฉินชาน ความเสียหายของอุปกรณ์วิญญาณจึงได้รับการซ่อมแซม ไม่เช่นนั้น กลุ่มของเราคงพบกับความสูญเสียอันหาที่เปรียบไม่ได้” หลิงเฟิงโศกเศร้าขณะมองร่างของฉินเลี่ยเดินห่างไปเรื่อย ๆ

“แต่เขาก็ตายเพราะโรคภัยเมื่อสองปีก่อน” หลิงหยิงกล่าวด้วยความประหลาดใจ

“ตระกูลหลิงของเราสำนึกในบุญคุณ! ฉินเลี่ยแค่น่าสงสารเกินไป เขาเหมือนกับตอนที่มาเมืองหลิงกับท่านตาของเขาเมื่อห้าปีก่อน เมื่อท่านตาฉินชานอยู่ที่นี่ก็ต้องมีใครบางคนดูแล แต่ในเมื่อท่านตาฉินชานจากไปแล้ว ในสองปีมานี้… เฮ้อ” หลิงเฟิงเปลี่ยนเรื่อง แต่ก็ยังคงถอนหายใจออกมา

“คุณหนูสองไม่น่าสงสารกว่าหรือไง? ข้าได้ยินมาว่า… หัวหน้าอะไรนั่นให้สัญญากับฉินชานเอาไว้ว่าคุณหนูสองและฉินเลี่ยจะต้องหมั้นหมายกันเมื่อคุณหนูสองอายุครบสิบห้าปี ซึ่งมันก็คือเดือนหน้านี้ใช่ไหม? ในเมื่อพี่เป็นคนพื้นเมืองในเมืองหลิงพี่ก็ต้องรู้ว่าจะเกิดเรื่องนี้ขึ้นสินะ?” จู่ ๆ หลิงหยิงก็ลดเสียงต่ำลงแล้วขยับเข้าไปใกล้หลิงเฟิงพลางกระซิบ “ทำไมหัวหน้าถึงยอมให้คุณหนูสองและฉินเลี่ยหมั้นหมายกันด้วย? นี่ไม่เท่ากับเป็นการผลักคุณหนูสองเข้ากองไฟหรอกหรือ?”

“ไม่รู้เหมือนกัน” หลิงเฟิงเองก็ไม่แน่ใจเกี่ยวกับเรื่องนี้นัก

สำหรับเขา ต่อให้หัวหน้าจะทำข้อตกลงกับฉินชานจริง แต่ในเมื่อฉินชานจากไปแล้ว ข้อตกลงนั่นก็ไม่ควรจะมีผลอะไรอีก

……

โรงอาหารหลิง

โต๊ะไม้สี่ตัวถูกวางชิดติดกันจนดูใหญ่โต กลายเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมมุมฉาก ซาลาเปา โจ๊กและอาหารจานหลักมากมายถูกจัดเรียงอยู่ที่หัวโต๊ะ หลิงเฉิงเย่ผู้เป็นหัวหน้าของตระกูลหลิงนั่งอยู่ด้านขวาของเก้าอี้หัวโต๊ะ ข้าง ๆ เขาคือตู่เจี้ยหลันผู้เป็นน้องสะใภ้และหลิงเฉิงจื้อผู้เป็นพี่สาม ข้าง ๆ ตู่เจี้ยหลันคือลูกชายทั้งสอง พวกเขาชื่อตู่เหิงและตู่เฟย ส่วนผู้หญิงที่นั่งด้านข้างเฉิงจื้อคือลูกสาวของพี่ใหญ่ พวกเธอชื่อหลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวน

ตระกูลหลิงมีพี่ชายสามคน พี่ใหญ่คือหลิงเฉิงเย่ พี่สองคือหลิงเฉิงฮุ่ยและพี่สามคือหลิงเฉิงจื้อ เมื่อสิบปีก่อน หลิงเฉิงฮุ่ยสามารถทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับก่อเกิดได้ แต่เขากลับถูกพลังชั่วร้ายผลักออกมาจนร่างกายระเบิดในที่สุด ตู่เจี้ยหลันผู้เป็นภรรยาของเขาจึงตั้งชื่อสกุลให้ลูกชายทั้งสองเป็นตู่เหิงและตู่เฟยเพื่อใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลหลิงและใช้ทรัพยากรของตระกูลหลิงเพื่อพัฒนาตัวเองต่อไป

มหาสมุทรไร้ขอบเขตที่มีตัวตนอยู่ข้างในโลกนี้คืออาณาจักรวิญญาณ และเหนือมหาสมุทรเหล่านั้นก็มีทวีปมากมาย บนทวีปเหล่านั้น ผู้คนและเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ยังคงขัดเกลาตัวเองด้วยพลังวิญญาณซึ่งพบได้ทั่วทุกแห่งหน มันคือสิ่งที่ลึกลับที่สุดในโลกแห่งการไล่ล่าที่ไม่มีที่สิ้นสุด

ที่นี่ ผู้ฝึกวรยุทธผู้แข็งแกร่งจะตัวสูงราวกับภูเขาที่มียอดสูงชัน เป็นผู้ครอบครองอุปกรณ์วิญญาณแห่งหายนะจนทำให้โลกต้องตกตะลึง และพลังวรยุทธที่เข้มข้นบางอย่างก็สามารถควบคุมได้ทุกซอกทุกมุมของโลกใบนี้ราวกับเป็นผู้ชักใยเลยทีเดียว!

ที่นี่ ไม่ใช่แค่ผู้ฝึกวรยุทธและอุปกรณ์วิญญาณเท่านั้นที่มีการแบ่งระดับ แม้แต่ตระกูล กลุ่มและสมาคมพ่อค้าเองก็มีการสร้างเครือข่ายโดยใช้ปัจจัยอันซับซ้อนโยงใยเข้าหากัน พวกเขาเองก็มีชนชั้นสังคมที่เข้มงวดเช่นกัน

การพัฒนาวรยุทธของอาณาจักรวิญญาณถูกแบ่งเป็นสิบระดับชั้น ชำระ ก่อเกิด ปรากฏ บรรลุ สำนึก แยกออก นิพพาน อมตะ ยุติและต้นกำเนิด พื้นฐานของระดับชำระประกอบไปด้วยเก้าขั้น ในขณะที่ช่วงพลังหลังจะแบ่งเป็นขั้นเล็ก ๆ ตั้งแต่ขั้นแรก ขั้นกลาง ขั้นสุด

ในทำนองเดียวกัน อุปกรณ์วิญญาณแกร่งกล้าก็มีการแบ่งระดับกันอย่างชัดเจน แบ่งเป็น สามัญ ลึกล้ำ โลกา สวรรค์และเทวา แต่ละระดับจะแบ่งออกได้อีกถึงเจ็ดขั้น

สิ่งที่ประหลาดยิ่งกว่านั้นคือแม้แต่ตระกูลและกลุ่มเองก็มีการแบ่งระดับเช่นกัน สามารถแบ่งออกได้เป็นห้าระดับ หินปูน เหล็กดำ ทองแดง เงินและทอง อีกทั้งยังถูกควบคุมเป็นชั้น ๆ ราวกับพีระมิด

กองกำลังระดับหินปูนที่ต่ำที่สุดคือพลังที่พื้นฐานที่สุดของอาณาจักรวิญญาณ จำนวนของพวกเขามีมากมายนับไม่ถ้วนราวกับเม็ดทรายในทะเลทราย พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากอยู่รวมกันเพื่อเกิดเป็นพลังขนาดใหญ่ พวกเขาต้องเชื่อใจกันเพื่อความอยู่รอดจนเกิดการพัฒนาเพื่อได้รับเกียรติในการถูกเหยียบย่ำ

สำหรับกองกำลังระดับทองที่เป็นยอดของพีระมิด พวกเขาทุกคนล้วนเป็นบุคคลระดับสูงผู้รุ่งโรจน์ ไม่เพียงแค่ได้รับสิทธิ์เข้าพบผู้ฝึกวรยุทธที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกเท่านั้น พวกเขายังมีอุปกรณ์วิญญาณที่แกร่งกล้าที่สุดเอาไว้ครอบครอง ทั้งดินแดนสายแร่ที่กว้างที่สุด อาณาจักรลับต้องห้ามที่ลึกลับที่สุด อีกทั้งยังสามารถออกคำสั่งแก่กองกำลังระดับเงิน ทองแดง เหล็กดำและหินปูนได้อีกด้วย!

คำสั่งที่พวกเขามอบให้ล้วนเปลี่ยนแปลงสีสันของโลกได้ ทั้งภูเขาและแม่น้ำจะถูกย้อมไปด้วยสีแดงของโลหิต สิ่งมีชีวิตนับล้าน ๆ จะถูกทำลายล้าง!

และตระกูลหลิงเป็นเพียงตระกูลเล็ก ๆ ที่ไม่อาจเป็นได้แม้แต่ระดับหินปูน ตระกูลหลิงและตระกูลเล็ก ๆ ที่ห้อมล้อมต่างรวมตัวกันจนกลายเป็นกองกำลังระดับหินปูนของเมืองหินน้ำแข็ง หรือก็คือหอเมฆดารา พวกเขาส่งคำร้องให้แก่หอเมฆดาราทุกปีจนมากพอที่จะได้รับการปกป้องจากหอเมฆดาราและสามารถใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลิงได้

“ตึก ตึก!”

เสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกลและใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ไม่นานนัก ร่างของฉินเลี่ยก็ปรากฏขึ้นอย่างตรงเวลา   เขานั่งลงบนที่นั่งตรงข้ามกับหลิงเฉิงเย่ด้วยสีหน้าว่างเปล่า จากนั้นเขาก็ยกชามข้าวขึ้นแล้วเริ่มกิน

กว่าห้าปีที่ผ่านมา ฉินเลี่ยจะมากินข้าวเช้าช่วงเช้าตรู่อย่างตรงเวลา ฉินเลี่ยเป็นคนโง่ในสายตาของทุกคนในเมืองหลิงงานอดิเรกของเขาคือการใช้เวลาไปกับมื้ออาหารแต่ละมื้อที่ไม่เคยเปลี่ยน ในสามปีแรก ฉินชานจะเป็นคนพาเขามาที่นี่  แต่หลังจากฉินชานจากไป ฉินเลี่ยก็ต้องมาตามลำพังเพื่อรักษากิจวัตรนี้เอาไว้

ทุก ๆ วันหลังกินข้าวเช้าเสร็จ ฉินเลี่ยจะไปที่ภูเขาสมุนไพรที่อยู่ด้านหลังเมืองหลิงเพื่อเข้าไปในเหมืองแร่ที่อยู่ข้างใน เมื่อฟ้ามืดเขาถึงจะกลับเข้าเมืองหลิงก่อนจะถึงเวลาข้าวเย็น หลังกินข้าวเย็นกับตระกูลหลิงเสร็จ เขาก็จะกลับที่พักเพื่อพักผ่อน

วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า นี่แหละคือชีวิตของเขา ไม่มีการยืดหยุ่นหรือเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของตัวเอง

แม้จะผ่านมาห้าปี แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเขาและตาของเขาใช้เวลาตั้งมากมายไปทำอะไรในเหมืองแร่ที่อยู่ในภูเขาสมุนไพร แม้แต่หัวหน้าอย่างหลิงเฉิงเย่ก็งุนงงเช่นกัน

“นี่!” จู่ ๆ ตู่เฟยเริ่มเยาะเย้ย เขาทำตาเอียงและจ้องมองฉินเลี่ย จากนั้นจึงพูดจาเลียนล้อเหน็บแนม “มารยาทบนโต๊ะอาหารของพี่เขยในอนาคตของข้าไม่เลวเลย ต่อให้เขาต้องหมั้นหมายกับเสวียนซวนในเดือนหน้าก็ช่างปะไร แค่แกล้งทำเป็นว่าเจ้าคือสุนัขเชื่องแสนน่ารักและแปลกประหลาดที่ต้องได้รับการเลี้ยงดูก็พอแล้ว”

หลังพูดจบ ตู่เฟยก็หัวเราะแปลก ๆ พลางหันไปมองที่เสวียนซวน

ร่างกายบอบบางของหลิงเสวียนซวนที่ถูกห่อหุ้มด้วยเกราะหนังสีแดงเร่าร้อนเริ่มส่งสัญญาณความเย้ายวนครั้งแรกออกมา เธอมีใบหน้าเล็กงดงามอย่างมาก แววตาฉายแววฉลาดอย่างมีชีวิตชีวา ถึงเธอจะอายุแค่สิบห้าปี แต่ชื่อเสียงของเธอนั้นแพร่สะพัดไปทั่ว

“ปัง!”

มือสีขาวหยกของหลิงเสวียนซวนที่โผล่มาครึ่งหนึ่งตบโต๊ะอย่างรุนแรง ชามข้าวตรงหน้ากระเด้งขึ้นอย่างรุนแรงด้วยผลจากแรงที่ฟาดลงมา โจ๊กที่ยังกินไม่หมดหกใส่ตระกูลตู่เจี้ยหลันทั้งสามผู้นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ต่อให้การตอบสนองของทั้งสามคนจะไวแค่ไหน พวกเขาก็ยังถูกโจ๊กหกใส่จนสภาพดูไม่ได้

“ต่อให้ข้าต้องตาย ข้าก็จะไม่หมั้นหมายกับหมอนี่เด็ดขาด!”

ไม่ต้องรอให้ตู่เจี้ยหลันโกรธ หลิงเสวียนซวนก็ชิงลุกขึ้นก่อน เธอไม่แม้แต่จะสนใจสีหน้าดูไม่ได้ของหลิงเฉิงเย่ผู้เป็นพ่อของเธอ เธอพุ่งออกจากห้องพร้อมกับลูกไฟในมือ

เมื่อไปถึงประตูไม้  เธอเหวี่ยงมือเล็ก ๆ และลูกไฟสีส้มก็พุ่งออกไป ระเบิดประตูไม้ออกเป็นชิ้น ๆ ก่อนที่ชิ้นส่วนของประตูไม้ที่ถูกทำลายสิบกว่าชิ้นจะร่วงหล่นสู่พื้นจนหมด ร่างงดงามของหลิงเสวียนซวนก็หายไป

หลิงเฉิงเย่ที่เตรียมตักเตือนเธอด้วยความโกรธเคืองจู่ ๆ ก็อึ้งไปชั่วขณะ เขามองไปที่เศษไม้ที่พังทลายลงมา จากนั้นดวงตาของเขาก็ผ่องใสขึ้นเล็กน้อย สีหน้าของเขาเผยให้เห็นว่ากำลังไตร่ตรองอะไรบางอย่างอยู่

“พี่ใหญ่! เสวียนซวนเข้าถึงระดับชำระขั้นเจ็ดตั้งแต่เมื่อไหร่? พลังวิญญาณที่ปล่อยออกมานั่น เห็นได้ชัดเลยว่าเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงระดับชำระขั้นเจ็ด!” หลิงเฉิงจื้อกล่าวออกมาโดยไม่ปกปิดความตื่นเต้นเอาไว้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนยินดี “ก้าวถึงพลังชำระขั้นเจ็ดตอนอายุสิบห้าปี พรสวรรค์แต่กำเนิดของเสวียนซวนน่าตกใจยิ่งกว่าอวี้ฉีซะอีก! ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป นางต้องก้าวเข้าสู่ระดับก่อเกิดได้ก่อนที่จะอายุยี่สิบปีแน่… ในอนาคต นางจะต้องได้รับความกรุณาที่ดีจากหอเมฆดาราอย่างแน่นอน!”

หลิงเฉิงเย่ข่มความตื่นเต้นเอาไว้ข้างใน เขากระแอมเบา ๆ ก่อนจะถามหลิงอวี้ฉีว่า “เสวียนซวนทำได้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

หลิงอวี้ฉีผู้สวมใส่ชุดกระโปรงยาวสีเขียว ผมสีดำมืดของเธอยาวไปจนถึงไหล่ ใบหน้าบอบบางของเธอสง่างามราวกับดอกกล้วยไม้ ผิวของเธอขาวราวกับหยก รูปร่างของเธอสูงและผอมบางยามที่นั่งลง เธอถูกตู่เหิงที่นั่งอยู่ด้านข้างจ้องมองอย่างเร่าร้อน สายตาของเขาไม่ละไปจากร่างกายของเธอแม้แต่นิดเดียว

“นางทำได้เมื่อเจ็ดวันก่อน ตอนแรก นางอยากรีบมาบอกท่านพ่อให้ทราบ แต่ว่า…” หลิงอวี้ฉีเปลี่ยนเรื่องพลางถอนหายใจเบา ๆ “แต่เมื่อสองวันก่อน นางกลับได้ยินเรื่องที่ท่านพ่อได้ให้สัญญากับท่านตาฉินชานว่านางต้องหมั้นหมายกับฉินเลี่ยในวันเกิดของนาง เพราะงั้น…”

หลิงอวี้ฉีไม่พูดต่อ แต่หลิงเฉิงเย่พอจะคาดเดาสาเหตุที่ทำให้แสดงสีหน้าจนปัญญา

“ฟึ่บ!”

แทบจะในทันที ฉินเลี่ยที่ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เอาแต่หมกมุ่นกับการกินอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ลุกขึ้นราวกับเพิ่งได้ยินเสียงคนพูดคุยหรือเสียงของพัง แต่เขาก็ทำตัวเหมือนอย่างทุกครั้งคือเดินออกไปหลังจากกินเสร็จ

เขามุ่งหน้าไปยังภูเขาสมุนไพรที่อยู่ด้านหลังเมืองหลิง

“พี่ใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากคุยกับพี่เป็นการส่วนตัวหน่อย” จู่ ๆ หลิงเฉิงจื้อก็จ้องมองพี่ใหญ่ของเขาด้วยสายตามีเลศนัย หลังจากฉินเลี่ยไปแล้ว เขาก็เดินออกจากโรงอาหารเช่นกัน

หลิงเฉิงเย่เดินตามเขาไปติด ๆ ด้วยสีหน้าวิตกกังวล

เส้นทางบนภูเขาขรุขระไม่ราบเรียบ หลิงเฉิงเย่และหลิงเฉิงจื้อรักษาระยะห่างจากฉินเลี่ยอย่างคงที่ในขณะที่เดินหน้ามุ่งสู่ภูเขาสมุนไพร สายตาของทั้งสองจับจ้องร่างของฉินเลี่ยพลางพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงโทนต่ำ

“นี่ก็ตั้งห้าปีมาแล้วตั้งแต่ที่ฉินชานพาฉินเลี่ยมาที่นี่ สองตาหลานมักจะไปที่เหมืองแร่ตลอดทั้งวัน พี่ใหญ่ พี่ไม่สงสัยเลยหรือว่าพวกเขาไปทำอะไรกันในเหมืองแร่? พวกเขาไปพบอะไรเข้า?”

“ข้าก็ต้องสงสัยอยู่แล้ว แต่ข้าทำข้อตกลงกับฉินชานไว้ว่าห้ามเข้าไปในเหมืองแร่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม อีกอย่าง พวกเราตระกูลหลิงตรวจสอบเหมืองแร่ในภูเขาสมุนไพรมาหลายปีแล้ว ไม่เห็นจะพบหินวิญญาณมีค่าอะไรเลย จะว่าไป ทำไมข้าต้องไปสัญญาเรื่องเหมืองแร่กับสองตาหลานนั่นด้วยนะ?”

“แล้วเรื่องงานหมั้นหมายระหว่างเสวียนซวนและฉินเลี่ยล่ะ? พี่ใหญ่ ข้ารู้ว่าพี่ไม่เคยคิดที่จะพรากความสุขของเสวียนซวนไปชั่วชีวิต แล้วทำไม?”

“ก่อนที่ฉินชานจะเสีย เขายืนกรานให้ข้ายอมรับเรื่องนี้ ในฐานะที่เขาช่วยพวกเรามาหลายปี ข้าก็เลยต้องกัดฟันยอมรับไป แต่มันไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดหรอกนะ เขาอาจจะแค่ต้องการให้พวกเราตระกูลหลินดูแลฉินเลี่ยต่อหลังจากเขาจากโลกนี้ไป”

“พี่หมายความว่ายังไง?”

“มันก็แค่การหมั้นหมาย ฉินเลี่ยและเสวียนซวนก็อายุสิบห้าปีทั้งคู่ เขาขอให้พวกเราดูแลฉินเลี่ยจนกว่าเขาจะอายุสิบเจ็ดปี พอฉินเลี่ยอายุครบสิบเจ็ดปีเมื่อไหร่ หนึ่งในพวกเราก็สามารถยกเลิกการหมั้นหมายได้ เหตุผลที่การหมั้นหมายยังคงอยู่ก็เพราะเขาต้องการให้ฉินเลี่ยอยู่ในสถานะพี่เขย เพื่อที่พวกเราตระกูลหลิงจะไม่ก่อเรื่องให้เขา มันก็เท่านั้นแหละ”

“ไม่ต้องห่วง พลังชำระของเสวียนซวนก็ไปถึงขั้นที่เจ็ดแล้ว เธอจะต้องเข้าสู่หอเมฆดาราในอนาคตอย่างแน่นอน ข้าจะไม่ยอมให้ฉินเลี่ยพรากอนาคตที่นางคาดหวังไว้ เมื่อเวลานั้นมาถึง ข้าจะเป็นคนยกเลิกการหมั้นหมายด้วยตัวเอง!”

“ให้มันได้อย่างนี้สิ” หลิงเฉิงจื้อพยักหน้า เขาบ่นพึมพำว่า “พี่ใหญ่ ข้าไม่แน่ใจว่าควรจะพูดเรื่องนี้ออกไปหรือเปล่า เฮ้อ…”

“ถ้าเจ้ามีเรื่องอะไรอยากจะพูดก็พูดมาเถอะ!” หัวหน้าตระกูลหลิงตะโกนด้วยสีหน้าบึ้งตึง

“จากที่พี่พูดเมื่อกี้ การหมั้นหมายทำไปก็เพื่อภาพลักษณ์ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เสวียนซวนก็ไม่ต้องแต่งงานกับฉินเลี่ย เป็นไปไม่ได้เลยหรือที่จะให้เขาไปแต่งงานกับอวี้ฉีแทน? ต่อให้อวี้ฉีจะแก่กว่าฉินเลี่ยสองปี แต่มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่ เนอะ?” หลิงเฉิงจื้อเห็นด้วย

จู่ ๆ ผิวของหัวหน้าตระกูลหลิงก็คล้ำขึ้นมา

“พี่ใหญ่ เพราะน้องสะใภ้ด่วนจากไปเสียก่อน ข้าถึงเข้าใจว่าพี่รักอวี้ฉีและเสวียนซวนเท่ากัน ข้าเองก็เช่นกัน” หลิงเฉิงจื้อเลือกสรรคำพูดก่อนจะพูดออกไปอย่างจริงใจว่า “แต่ว่า ต่อให้การหมั้นหมายจะมีอิทธิพลต่อชื่อเสียงของผู้หญิง แม้เสวียนซวนเพิ่งจะอายุสิบห้าปี แต่เธอกลับไปถึงขั้นเจ็ดของระดับชำระได้! ต่อให้เป็นช่วงเวลาปกติ พี่กับข้าก็มองเห็นพรสวรรค์ของนางที่พัฒนาขึ้น อีกทั้งความเข้าใจเรื่องศาสตร์วิญญาณของนางก็เหนือกว่าอวี้ฉีนัก อนาคตของเสวียนซวน… จะไม่มีวันถูกผูกมัด นางจะกลายเป็นความหวังที่แท้จริงของตระกูลหลิง!”

เมื่อบทสนทนามาถึงจุดนี้ สีหน้าของหลิงเฉิงจื้อก็กลับน่าเคารพ “ในอนาคต เสวียนซวนจะเข้าสู่โลกที่เหนือกว่าผู้ฝึกวรยุทธ ไปถึงระดับที่พวกเราไม่อาจเอื้อมถึงได้! ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น ยังมีโอกาสที่นางจะแต่งงานในกองกำลังที่แข็งแกร่ง แต่งงานกับคนที่มีพลังเกินกว่าจะหยั่งถึงได้! แต่ว่า ถ้าอดีตของนางเคยหมั้นหมายมาก่อน งั้นนางก็จะมีรอยด่างพร้อย แบบนี้มันจะส่งผลต่ออนาคตที่นางคาดหวังเอาไว้ …”

“พี่สาม เจ้าเป็นนักปฏิบัตินิยมหรืออย่างไร” หัวหน้าตระกูลหลิงส่ายหัวพลางถอนหายใจ “ขอเวลาให้ข้าได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้หน่อยเถอะ เฮ้อ อวี้ฉีก็เป็นคนอารมณ์อ่อนโยน ข้าว่านางต้องยอมแน่ถ้าข้าขอให้นางแบกรับภาระนี้ไว้ แต่ข้าทำแบบนั้นกับนางไม่ได้…”

“เพื่ออนาคตของตระกูลเรา และเพื่ออนาคตของเสวียนซวน ข้าขอพี่ใหญ่ล่ะ โปรดไตร่ตรองเรื่องนี้ด้วย” หลิงเฉิงจื้อกล่าวโน้มน้าว

หัวหน้าตระกูลหลิงเงียบอยู่นานสองนาน ผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็เปิดปากพูดว่า “ตอนนี้อย่าพูดถึงเรื่องนี้เถอะ เจ้าเองก็รับหน้าที่ดูแลภูเขาสมุนไพรมาโดยตลอด ข้ายังไม่เคยถามเจ้ามากขนาดนี้ด้วยซ้ำ ทำไมเจ้าถึงยืนกรานจะพาข้ามาที่ภูเขาสมุนไพรในวันนี้ให้ได้?”

“เมื่อไปถึงที่หมาย พี่จะเข้าใจเอง ข้ามีความรู้สึกว่าเรื่องในคราวนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับฉินเลี่ยก็เป็นได้”

Facebook Comment