+100%-

Chapter 2.1 : ตื่น

Chapter 2: ตื่น

ปีที่ 991 ของปฏิทินศักดิ์สิทธิ์.

ทวีป ยูฟีเลีย  ราชอาณาจักร เบรธเธม.
ในมุมนึงของของชุมชนแออัดแห่งหนึ่งในเมืองหลวง มีเด็น้อยคนนึงที่มีสีหน้าทุกข์ทรมานจากการบาดเจ็บที่หน้าอกของเขา.

” ฮา ~ ฮา ~ ”

หลังจากเขาลืมตาขึ้นมาก็พบกับความเจ็บปวดที่ยากจะอธิบายออกมาจากตัวของเขาเองได้.
เด็กหนุ่มยังคงกดหน้าอกตัวเองเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด.
ก่อนที่เขาจะทันได้สังเกต ร่างกายของเขาร้อนและเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ.
มันทำให้เขารู้สึกราวกับถูกไฟเผา.
ทันใดนั้นร่างกายของเขาก็ค่อยๆหายจากการทรมาณอย่างช้าๆ ความรู้สึกอันอบอุ่นค่อยๆแพร่กระจายออกไปเหมือนกับปาฎิหาร.

(เกิดอะไรขึ้น…?)

เด็กน้อยยังคงไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น เพียงแต่รู้สึกว่าการเจ็บปวดค่อยๆหายไปอย่างช้าๆ.
เมื่อเขาเข้าสู่ความสงบเขาค่อยๆมองสภาพแวดล้อมรอบๆอย่างช้าๆ.
มันเป็นซอยที่มืดมนสกปรกและเงียบสงบ มีบ้านไม้เรียงรายยาวออกไป.
กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ลอยเข้าไปในจมูกของเขา เขาขมวดคิ้วทันทีที่ได้กลิ่นอันเหม็นเน่านี้ แต่ก็ต้องขอคุณกลิ่นอันนี้ที่ทำให้เขาตั้งสติได้.
และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเขานอนหลับก็มีความทรงจำต่างๆลอยเข้ามาให้หัว.

เขาตระหนักได้ว่าตอนนี้เขานอนอยู่บนพื้นดิน.
เสื้อผ้าที่โสโครกอยู่บนตัวเขา.
เขารู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่างกับเสื้อผ้าของเขา และเขาก็รู้ด้วยว่าเสื้อผ้าเหล่านี้อยู่กับเขามานานแล้ว.
เขาเงยหน้ามองบนท้องฟ้าที่มีสีสันสดใสที่สุดในสายตาเขา.

(ความรู้สึกอันน่าอึดอัดนี้คืออะไร แล้วทำไมเขาถึงมานอนบนถนนนี้?)

ตั้งแต่เขาตื่นมาเขาก็ยังจำไม่ได้ว่าเมื่อคืนเขาได้ดื่นจนหนักหรือป่าว.
เมื่อเขาสังเกตไปรอบๆเขารู้สึกถึงความผิดปกติของสถาปัตยากรรมซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมากในญี่ปุ่นที่เขาคุ้นเคย.
ความรู้สึกอึดอัดของเด็น้องเริ่มหายไปด้วยตัวของมันเอง.
นอกจากนี้ร่างกายของเขาก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุดและบางทีมันอาจจะเป็นเพราะว่าเขาถูกอากาศหนาวเย็นนานเกิดไประหว่างที่นอนอยู่บนถนน.
ข้อต่อต่างๆปวดร้าวอญู่เนื่องๆ.

(!?)

เขาพยายามขยับร่างกายอีกครั้งและเขาก็สังเกตเห็นสิ่งที่ร้ายแรงที่สุด.
เสียงกรีดร้องที่ดังอยู่ในหัวของเด็กน้อย.
สิ่งต่างๆที่เข้ามาให้สายตาของเขาคือร่างกายของเด็กน้อย.
ฉันควรจะเป็นนักศึกษามหาลัย.
ไม่ใช่เด็กกำพร้า.

(นี้คือสิ่งที่ควรจะเป็น?)

เด็น้อยสับสนที่ความทรงจำของเขาทับซ้อนกัน.
เขาคิดถึงปัญหาและจ้องมองไปที่มือและเท้าของเขา.
มันไม่ได้มีผิวที่ดูสุขภาพดีเหมือนกับคนญี่ปุ่นที่สมควรจะมี.
ผิวแทบทั้งหมดของเขาแห้งและร่างกายก็อ่อนแอมากเนื่องจากขาดสารอาหารแช่นเดียวกัยความสกปรกทั้งหลายที่อยู่ตามร่างกาย.
เด็กชายพยายามไล่เรียงความคิดของเขาและดูเหมือนกับว่าในความทรงจำของเขาจะไม่มีการอาบน้ำ.

(จริงดิ…)

เขาไม่ได้ตั้งใจจะตบมุกของตัวเองเมื่อเขาได้เห็นถึงความสกปรกรอบๆตัวเขา.
เสื้อผ้าที่เขาสวมไม่สมควรที่จะเรียกว่าเสื้อผ้าด้วยซ้ำมันควรจะเรียกว่าเศษผ้ามากกว่า.
แน่นอนว่าเขาไม่ได้เป็นเจ้าของรองเท้าที่สกปรกอันนี้
แต่อย่างไรก็ดีเขาก็ยังคงรู้สึกขอบคุณที่อย่างน้อยเขาก็มีรองเท้าใส่.
เขาไม่แน่ใจว่าหน้าตาของเขาจะเหมือนเดิมหรือไม่แต่อย่างน้อยก็แน่ใจได้ว่าผมของเขาก็มีสีดำแม้ว่ามันจะสกปรกไปเสียหน่อยก็เถอะ.

แขนขาของเขาไม่ได้อยู่ในเสื้อผ้าเพราะว่ามันมีแต่รอยขาดๆ อย่างไรก็ดีเขาก็ไม่ค่อยจะสับสนวุ่นวายใจนัก
สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้คือการประเมิณสถานการณ์ด้วยความใจเย็น.
และชื่อของเด็กชายคนนี้คือ ริโอ ไม่ใช่อามาคาวะ ฮารูโตะ .
เมื่อสำรวจภายในความทรงจำร่างของริโอมีอายุเพียง7ปีในขณะที่มีความทรงจำที่อยู่ในญี่ปุ่น 20 ปี.

เกิดอาการคลื่นไส้และเวียนหัวเนื่องจากความหิว
หลังจากตรวจดูสถานการณ์ต่างๆนั้นเขาก็นั่งอยู่บนพื้นและคิด.
เขายังจำได้ในช่วงที่เขาชื่อว่า อามาคาว่า ฮารุโตะ ในชีวิตก่อนนั้นยังคงมีอยู่.
นอกจากนี้เขายังมีความทรงจำการดำรงชีวิตของริโอจนถึงตอนนี้อีกด้วย.
เขาไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงหมดสติอยู่ที่นี่กัน แต่ช่วงเวลานี้มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป.

ความรู้ของฮารุโตะได้ควบคุมความคิดของริโอ และเขาก็สรุปได้ว่าเขาไมได้อยู่ในโลกเดิมแล้ว.
แม้ว่าริโอจะไม่มีความรู้ทางด้านการศึกษาแต่เขาก็รู้ว่าประเทศที่เขาอาศัยอยู่ชื่ออะไร.
ตัดสินจากอารธรรมและความนึกคิดของปัจจัยอื่นๆทำให้เขาสรุปออกมาว่าเขาไม่ได้อยู่ในประเทศเดียวกับฮายาโตะอยู่.
อาจจะเป็นไปได้ที่เขาจะได้กลับชาติมาเกิด.

(แต่มันก็เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อ….แต่มันก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความฝัน?)

เมื่อริโอคิดถึงเกี่ยวกับสถานะการณ์นี้แล้วการที่มันจะเป็นเพียงแค่ความฝันนั้นมีโอกาศน้อยมาก.

จิตใจของเขาตระหนักได้อย่างชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ความฝัน.
เขาพยายามสงบจิตใจของตัวเอง แต่มันก็ล้มเหลวในการหาควาผิดปกติของร่างกายเขา.
อาการส่วนใหญ่ของเขามาจากหวัดและเจ็บตามข้อต่อต่างๆ.
เขามั่นใจว่านี่คือความจริง.
ริโอไม่เคยได้ยินถึงประเทศนี้มาก่อน.
ถึงสิ่งที่เรียกว่าราชาและบรรดาขุนนาง มีคนจรจัดนับไม่ถ้วนและกลายเป็นทาส ที่นี่ไม่มีทั้งไฟฟ้าและเครื่องมือของวิทยาศาตร์.
นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่ามอนเตอร์.
นี่ไม่ใช่ความฝันที่เกิดขึ้นแต่มันเป็นเพราะเขาอาศัยอยู่บนโลกใบนี้.

ปัจจุบันริโอ อาศัยอยู่ในชุมชนสลัมในมืองหลวงของราชอาณาจักรเบรธเธม.
มันไมได้เกินจริงไปแม้แต่น้อยเขาอาศัยอยู่ในสถานะภาพต่ำสุดและถ้าเป็นอย่างนี้เขาคงยังมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน.
มันดูเหมือนว่าเขาจะมีโชคอย่างมากที่ทำให้เขาอยู่รอดได้มาจนถึงตอนนี้.

เฉพาะเด็กกำพร้าที่โชคดีเท่านั้นทีอาศัยอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ในฐานะที่อยู่ในสลัมมันก็คือการต่อสู้ไม่มีที่สิ้นสุดเพื่อการอยู่รอดในการทำร้ายเพื่อรับเศษอาหาร
ถ้าโชคของเขาดีในการล้วงกระเป๋าได้เขาก็จะมีเงินพอที่จะซื้อขนมปังถูกๆ.
มันไม่น่าแปลกใจที่เขาจะขาดสารอาหาร.
และนั่นคือสิ่งที่ริโอทำเพื่อความอยู่รอด.
ในสภาพดังกล่าวมันคงไม่แปลกถ้าเขาจะขาดสารอาหารจนตายอยู่ข้างถนน.

สำหรับเวลานี้เขาควรที่จะหาอาหารบางอย่างเพื่อไม่ให้ร่างกายเขาทรุดโทรมไปมากกว่านี้ แต่ความคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้นมันทำให้เขาลังเล.
มันเป็นความรู้สึกเช่นเดียวกับกลุ่มเด็กกำพร้าอื่นๆ แต่เนื่องจากที่เขามีผมสีดำมันทำให้เขาดูแปลกไปจากคนอื่นและกลุ่มเด็กกำพร้าเหล่านั้นก็เอ็นดูเขาอย่างดี.
มันเป็นเหตุให้เขาไม่ได้รับการร่วมมือหรือช่วยเหลือซึ่งกันและกันกับเด็กกำพร้าคนอื่นๆ. ไม่ว่าจะทางใดเขาก็สามารถจัดการกับสิ่งเหล่านั้นและทำให้เขามีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้.

(ตอนนี้ฉันต้องไปหางานทำและที่อยู่ใหม่ แต่…)

มันเป็นเรื่องยากที่เขาจะหาสถานที่ทำงานสำหรับเด็กกำพร้า.
ความสะดวกสะบายเหล่านั้นไม่ต้องบอกเลยว่าเด็กกพร้าจะได้สัมผัสถึง.
แม้ว่าเขาจะมีโอกาศได้ทำงานแต่ค่าจ้างก็ต่ำมากเมื่อเทียบกับงาน.

ในกรณีนี้ริโอเขาก็สงสัยว่าเขามีประโยชน์อะไรกับโลกนี้มั่ง.
ทักษะอันไหนที่จะทำให้เขาได้ใช้ประโยนช์บ้าง.
โชคดีว่าเขาสามารถใช้ทักษะต่างๆของชีวิตก่อนได้.
เขาสามารถคำนวนเลขได้และนั่นทำให้เขาได้เปรียบเป็นอย่างมาก.
โชคดีที่ประเทศนี้มีระบบทศนิยม.
ทักษะอื่นๆก็ดุเหมือนจะเป็นประโยชน์เหมือนกันเช่น ศิลปะการต่อสู้,การทำอาหารและอื่นๆ ในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน.

เขาได้จำไว้ในหัวเขาของเขาหมดแล้วในการใช้ทักษะเหล่านั้น.
แต่ตอนนี้เขาขาดสถานะภาพทางสังคนมันเป็นความท้าทายสำหรับเขาที่จะใช้งานทักษะเหล่านั้นอย่างเต็มประสิทธิภาพ.
ไม่ว่าทางไหนก็ไม่สามารถแก้ปัญหาของเขาได้ในขณะนี้.

ความหิวเริ่มประท้วง ริโอเริ่มมองไปรอบๆเมือง.
และริโอก็สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ความทรงจำของเขาตื่นขึ้นมา.
เขาสังเกตเห็นแสงจางๆที่ปล่อยออกมาจากผู้คน.

ในตอนแรกเขานึกว่าเขาตาฝาดแต่มันก็ไม่ได้หายไปเขาพยายามขยี้ตาและเพ่งใหม่อีกครั้ง.

แสงเหล่านั่นถูกปล่อยออกมาจางๆแต่ละคน ไม่มีจำนวนเท่ากันและผู้คนส่วนใหญ่ก็ปล่อยออกมาน้อยๆ.
เขาเริ่มที่จะวิ่งไปตามทางรอบๆเมืองตั้งแต่เขาตื่นขึ้นมานั้น เขาได้เห็นแสงผู้คนมากมายและมันก็ถูกต้องเมื่อมอวเห็นแสงเหล่านั้นออกมาจากร่างกายผู้คน.

ทันใดนั้นริโอก็สังเกตุเห็นแสงที่ออกมาจากร่างของเขาเช่นกัน.
จำนวนของแสงนั้นเยอะกว่าของคนอื่นๆ.
มันไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันดีที่สุดหรือไม่ความรู้ของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังคงจำกัด.
เมื่อมองไปที่คนอื่นๆก้เหมือนกับว่ามันจะไม่มีที่สิ้นสุด.

มันเหมือนกับไอน้ำที่ไหลออกมาจากกาต้มน้ำและก็หายไปในอากาศของริโอก็เช่นเดียวกัน.
นอกจากนี้ปริมาณที่ปล่อยแสงออกมาก็เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ.
ในขณะเดียวกันปริมาณของมันก็มากขึ้นและเขาก็ไวต่อแสงเหล่านั้น.
มันเหมือนกับว่าเขาสามารถสัมผัสถึงสภาวะแวดล้อมผ่านประสาททั้งห้า.
ราวกับว่าโลได้มาติดต่อกับเขาด้วยตนเองผ่านทางแสงนั่น.
เมื่อเวลาผ่านไปเขาก็เขาใจในหนึ่งคุณสมบัติของแสงเหล่านั้น.
เขาสามารถยืดขยายสัมผัสของเขาได้ผมให้เขารับรู้ได้มากกว่าคนปกติ.

(ฉันไม่เข้าใจ ความสามารถของแสงนี่มันทำได้แค่ขยายการรับรู้…)

ความยืดหยุ่นของประสาทสัมผัส ราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย.
ด้วยความสามราถนี้เกิดคำถามขึ้นในใจของเขา.
เขาเป็นคนเดียวที่ได้เห็นแสงนี้?
เพราะด้วยปริมาณที่ออกมาจากร่างกายของเขามากกว่าปกติมันเป็นที่ชัดเจนว่าริโอกลัวว่ามันจะเป็นอัตรายต่อร่างกายของเขา.

ทั้งนี้เขาต้องการที่จะหาสถานที่เงียบๆ.
ริโอออกจากถนนหลักและเริ่มนั่งลงบบนพื้นดินเย็นๆ.

ปริมาณของแสงยังคงเพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากร่างกายของเขา.
ไม่มีความจำเป็นต้องอดทน.
เขาคิดว่านี่คือการทำจิตใจให้สงบ.

ริโอนั่งสมาธิฝึกฝยจิตใจเขาสามารถควบคุมการทำงานของร่างกายและจิตใจได้พร้อมกัน.
เขาไม่คิดว่าศิลปะการต่อสู้ที่เขาเรียนมาจากปู่ของเขาจะเป็นประโยชน์ในลักษณะนี้.
เวลาผ่านไปอย่างยาวนานแต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนบนท้องถนนเงียบเหงา.
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่เขานั่งสมาธิ? จิตใจของเขาได้มาถึงขีดจำกัดของมันแล้วเช่นกัน.

ความสำเร็จของการยกระดับจิตใจของริโอ ทำให้เขารับรู้ถึงพลังที่เข้ามาในร่างกายของเขา.

พลังของมันทำงานคล้ายเส้นเลือด.
ธรรมชาติที่แท้จริงของเวทย์แสงที่
พลังเวทย์ที่ประออกมาจากร่างกายของเขาไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า.
ดังนั้นสัญชาตญาณของเขาบ่งบอกว่านี่คือพลังของเวทย์มนต์.
มันยังคงเกินจริงเกินไปสำหรับเขา.

(เยี่ยม…)

ริโอรู้สึกมั่นใจและพยายามเกร็งพลังของเขาอย่างช้าๆและระมันระวังในการลดปริมาณของเวทย์มนต์ในตัวเขา.
มันมีความรู้สึกเหมือนกับว่าทำให้คนๆนึงหายไปได้.
มันก็ไม่ได้หายไปสักทีเดียว ถ้ามีคนอื่นสังเกตุเห็น.
ริโอทำความเข้าใจกับแนวคิดนี้ใหม่ เขาเริ่มที่จะควบคุมพลังเวทย์ของเขา.

Facebook Comment