+100%-

บทที่ 7: สถานีกังนัม (3)

บทที่ 7: สถานีกังนัม (3)

 

 

“รอเดี๋ยว!”

“อะไรอีก?”

แทซูนที่เริ่มรำคาญกับการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าของฮันซูที่กำลังตรวจสอบกำแพงและพื้นอย่างระมัดระวังเอ่ยอย่างห้วนๆ

ฮันซูเมินอีกฝ่ายและเริ่มสำรวจพื้นรอบๆ

สัตว์อสูรเองก็เป็นสิ่งมีชีวิตเช่นกัน

พวกมันถูกลากมาที่โลกใบนี้พร้อมกับพวกเขา แต่นิสัยพฤติกรรมของพวกมันก็ยังมีหลงเหลืออยู่

ขณะที่ฮันซูตรวจสอบพื้นรอบๆ เขาก็พบร่องรอยที่คล้ายกับบางอย่างถูกลากผ่านพื้น

ในพื้นที่ฝึกซ้อมนั้น สัตว์อสูรที่ลากร่างของพวกมันผ่านพื้นมีทั้งหมด 17 ชนิด

แต่เมื่อรวมเข้ากับคราบเมือกแล้ว มันเหลืออยู่เพียงแค่สามชนิด

มันไม่ใช่หอยทากดำ กลิ่นเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ได้ปรากฏในอากาศ และร่องรอยนั้นมีอยู่เพียงแค่บนพื้น หากเป็นหอยทากดำ คุณจะเห็นรอยคราบเมือกบนกำแพงด้วย

มันไม่ใช่ซอมบี้ที่ถูกหั่นเช่นกัน เพราะไม่อย่างนั้นร่องรอยบนพื้นย่อมมีเมือกครึ่งหนึ่งและอวัยวะภายในอีกครึ่งหนึ่ง

เหลืออยู่เพียงแค่ชนิดเดียว

‘เงือกดิน?’

เงือกดิน

มันเหมือนเป็นเพียงแค่ฉายามากกว่า

ร่างส่วนบนของพวกมันนั้นมีลักษณะเป็นมนุษย์ และส่วนล่างของมันนั้นคล้ายด้วง จากมุมหนึ่งมันก็เหมือนกับเงือกที่ถูกทิ้งลงมาบนพื้นดิน

เพื่อที่จะลากร่างส่วนล่างแสนหนักของพวกมันไปมาได้ มือทั้งสองของมันจึงแข็งแกร่งอย่างมากและพิษอัมพาตที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากส่วนล่างของร่างกายมันนั้นก็อันตรายเช่นกัน

ร่างกายส่วนล่างของมันหนักและความเร็วในการลากร่างของพวกมันผ่านพื้นนั้นเร็วกว่าการเดินเพียงเล็กน้อย แต่หากคุณถูกยิงโดยพิษอัมพาต คุณก็จะได้มีโอกาสเห็นภาพร่างของคุณถูกกระชากเป็นชิ้นๆ จากพวกมัน

ฮันซูมีสีหน้าไม่น่ามองเล็กๆ เมื่อเห็นสถานการณ์โดยรวม

‘นี่เป็นพื้นที่ฝึกซ้อมที่มีความยากสูง’

พื้นที่ฝึกซ้อมทุกพื้นที่มีสัตว์อสูรที่แตกต่างกันไป และความยากของพวกมันนั้นก็แตกต่างกันเช่นกัน มันไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ไม่สามารถเอาชนะได้ แต่มันก็นับเป็นปัญหาในการต่อกร

ก๊อบลินและหนอนเขียวนั้นมีความคล้ายคลึงกันในด้านของความสามารถทางกายภาพ และไม่ได้ลำบากในการเผชิญหน้าโดยตรงนัก แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาย่อมย่ำแย่ถ้าหากคุณไม่รู้เกี่ยวกับพวกมัน

และเพราะว่านี่เป็นวันแรก เหล่านักผจญภัยมือใหม่จึงยังไม่รู้อย่างแน่นอน

เมื่อเขามาที่นี่ครั้งแรก ขั้นฝึกฝนจบลงก่อนที่เขาจะมายังสถานีรถไฟ ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่รู้ว่ามันได้มีฝูงสัตว์อสูรที่เลวร้ายแบบนี้อยู่

‘ฉันเดาว่าฉันต้องเตรียมตัวเพิ่มอีกสักหน่อย’

ฮันซูหยุดและจากนั้นจึงเดินกลับไปยังร้านสะดวกซื้อ

ทั้งสามที่เดินตามชายหนุ่มไปพึมพำอย่างเงียบๆ

“… เป็นพลังจิตนั่นอีกแล้วเหรอ”

“พวกนายก็มาช่วยด้วย”

ฮันซูกลับไปและรวบรวมโซจูและเริ่มเทของเหลวภายในออก

ซู่ซู่

‘พวกเขาบอกว่ามันควรจะอยู่ที่นี่… แต่ทำไมอะไรแบบนี้ถึงได้อยู่ที่นี่ด้วย’

เขาเคยได้ยินมันจากทีมที่เขาวางแผนด้วย แต่หลังจากเห็นทินเนอร์ในมุมหนึ่ง ฮันซูก็แสยะยิ้มและหัวเราะออกมา

หลังจากที่เขาเทโซจูทิ้งหมด เขาก็นำทินเนอร์ใส่ลงไปแทน

‘ไม่มีดีเซลแถวนี้’

ฮันซูแทนที่มันด้วยของระดับที่ต่ำกว่า เขาเทน้ำมันงาลงไปเล็กน้อยก่อนจะเอาทิชชู่ยัดไว้ด้านบน

“…นายไปเรียนวิธีทำโมโนทอร์คมากจากไหนเนี่ย?”

“ถ้านายอาศัยอยู่ในเกาหลี นายก็ควรจะรู้อย่างน้อยเท่านี้ เราต้องทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

เมื่อทั้งสี่ช่วยกันทำ มันจึงเสร็จอย่างรวดเร็ว

ฮันซูหยิบไฟแช็คจากมุมหนึ่งของร้านและส่งมันให้กับทุกคนคนล่ะอัน จากนั้นจึงรวบรวมโมโนทอร์คใส่กระเป๋าเป้สองใบ และกระเป๋าอีกใบหนึ่งก่อนจะเอ่ยกับทั้งสาม

“คนหนึ่งโยนโมโนทอร์ค  อีกสามคนยืนข้างหน้า คนที่ยืนอยู่ด้านหลังจะได้รูนน้อยกว่าเพราะอยู่พื้นที่ปลอดภัยกว่า มีใครจะอาสาไหม?”

แทซูนที่ได้ยินว่ารูนที่ได้จะน้อยลงยืนนิ่งโดยไร้ซึ่งคำพูด แต่ซังจินและมิฮีค่อยๆ ยกมือของตนขึ้นอย่างช้าๆ

ฮันซูมองไปที่ทั้งสองก่อนจะเอ่ยว่า

“ตกลงกันเองว่าใครจะเป็นคนโยน”

ซังจินขมวดคิ้วชั่วครู่ แต่เมื่อเขาไม่ควรโต้แย้งกับสาวสวย เขาจึงเกือบจะลดมือลงแล้ว

ขณะที่มิฮีกำลังจะถอนลมหายใจอย่างโล่งอก ฮันซูได้เอ่ยคำพูดอีกประโยคขึ้นราวกับเป็นโบนัส

“คำเตือน นับจากนี้ไปมันจะอันตรายยิ่งขึ้น แทนที่จะแลกกันตอนสู้ มาตัดสินใจดีๆ ในตอนนี้เถอะ”

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ซังจินที่กำลังจะเอามือลงก็ชะงักไป มิฮีมองไปยังฮันซูด้วยสีหน้าไม่พอใจ

หญิงสาวมองไปยังซังจินด้วยสีหน้าสิ้นหวัง แต่เมื่ออีกฝ่ายดูไม่มีท่าทีที่จะยอม เธอจึงทำได้เพียงยอมแพ้

“แล้วค่อยผลัดกันแล้วกัน”

“…ได้”

ซังจินคิดอยู่ชั่วครู่ แต่เมื่อเขาไม่ต้องการที่จะสร้างปัญหา เขาจึงยอมรับกับข้อเสนอนั้น

‘หรือว่าฉันควรจะขึ้นไป…’

ซังจินครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่หลังจากที่ได้ยินว่ามันจะอันตรายมากขึ้น แต่จากนั้นก็ส่ายศีรษะ

มันดูเหมือนว่าหากตามฮันซูไป บางสิ่งน่ามหัศจรรย์จะออกมา เขาเองก็ต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนั้น

‘มันดูเหมือนว่าเขาจะแบ่งอย่างยุติธรรม ดังนั้น…’

หากเขายื่นมือเขาช่วยเหลือ พวกนั้นจะโยนเขาทิ้งได้อย่างไร

หมอนั่นบอกว่ามันอันตราย แต่เขาก็สามารถหนีออกไปจากจุดโยนโมโนทอร์คได้ถ้าหากตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ซังจินกลืนน้ำลายก่อนจะมุงหน้าเข้าไปในความมืดอย่างเชื่องช้า

กร๊าซซซ

“ว๊ากก! โยนมัน! โยนมันมาทางนี้!”

แทซูนกรีดร้องเมื่อเขาเห็นร่างของสัตว์อสูรที่ค่อยๆ คลืบคลานมาทางเขาผ่านทางเดินหิน

พิษของฮันซูนั้นรุนแรงมาก

แม้ว่ามันจะเป็นเพียงรอยขีดข่วนเล็กๆ บนร่าง พวกมันก็จะยังคงบิดตัวดีดดิ้นบนพื้นอย่างเจ็บปวด

มันคุ้มค่าที่จะจ่ายรูนเพื่อใช้มัน

แต่ปัญหานั้นมาจากอีกอย่างหนึ่ง

ในขณะที่ต่อสู้อย่างมีความสุขนั้น พิษอัมพาตได้เฉี่ยวขาของเขาไป

ขาข้างหนึ่งของแทซูนถูกพิษอัมพาต ดังนั้นแล้วการเคลื่อนไหวของเขาจึงไม่คล่องแคล่วเช่นเมื่อก่อน

‘ฉิบหายเอ้ย! กูพลาดทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้ว!’

แม้ว่าฮันซูจะออกไปยังแนวหน้าและแสดงให้เห็นว่าพวกมันยิงพิษออกมาอย่างไร แต่เมื่อการมองพวกมันคลานอยู่บนพื้นสร้างความตลกขบขันให้เขา มันทำให้เขาพลั้งเผลอไป

โชคดีที่จุดที่เขาโดนพิษไม่ได้ละลายหรืออะไร แต่แค่ฝูงสัตว์อสูรที่ยืดแขนยาวๆ ของมันมาและคืบคลานเข้าใกล้มาเรื่อยๆ ก็น่ากลัวเพียงพอแล้ว

พวกมันที่ดูเชื่องช้าก่อนหน้า ตอนนี้ดูคล้ายกับยมทูต

“อุหวา…”

ซังจินที่เงอะงะจุดไฟขึ้นอย่างลนลานและโยนมันไปทางจุดที่เงือกดินรวมตัวกัน

ซู่มมม!

โมโนทอร์คระเบิดออก เศษเปลวเพลิงกระเด็นไปทั่วทุกทิศ

กี๊ซซซซซซซ!

ผิวหนังของพวกมันแห้งลง ร่างกายบิดเบี้ยวไปมาอย่างเจ็บปวด

ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ

ในตอนนั้นเอง ฮันซูได้วิ่งไประหว่างเงือกดินและตัดหัวของพวกมันออก เป็นเพราะว่าคมอาวุธนั้นเริ่มทื่อลงมาก มันจึงตัดไม่ได้ดีเท่าไหร่ แต่เมื่อง้าวสั้นถูกเหวี่ยงอย่างแรงช่วยเสริมความรุนแรงของมัน มันจึงไม่มีปัญหาในการตัดผ่านกล้ามเนื้อและผิวหนัง

หนึ่งการฟัน หนึ่งชีวิต

จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้สำคัญหรอกว่ามันจะตายในการโจมตีเพียงครั้งเดียวไหม

พิษที่อยู่บนอาวุธนั้นได้กระตุ้นประสาทสัมผัสของพวกมันและสร้างความเจ็บปวดที่แสนบ้าคลั่ง

เงือกดินนั้นยังคงยิงพิษและยืดแขนของพวกมันออกมา แต่ฮันซูหลบพวกมันส่วนมาก ส่วนที่เหลือนั้นเขาเบี่ยงมันด้วยเศษหนังของก๊อบลิน

‘นี่ไอ้หมอนี่มันมีตาหลังหรือไงวะ?’

แทซูนหมุนลิ้นของเขาขณะมองไปยังฮันซู

ขณะที่ฮันซูจัดการพวกมันและศัตรูทั้งหมดหายไป พวกเขาก็นั่งลงบนพื้นอย่างหมดแรงในที่สุดเมื่อความตึงเครียดได้ถูกปลดปล่อย

“แฮ่กก… แฮ่กก”

“พักก่อนแล้วค่อยไปเก็บรูน”

แทซูนเดินไปยังฮันซูที่กำลังแบ่งรูนอยู่แม้ว่าเขาจะเหนื่อยอ่อน

ตอนแรกนั้นเขาคิดว่าอีกฝ่ายจะโกงพวกเขา แต่อีกฝ่ายแบ่งพวกมันได้อย่างแม่นยำ เขาก็หยุดกังวล

‘เวรเอ้ย มันไม่เยอะเลย’

หลังจากถูกยิงโดยพิษอัมพาต เขาก็สู้ไปพร้อมกับลากขาข้างหนึ่งไปด้วย ดังนั้นแล้วรูนที่เขาได้จึงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับชั้นก่อนหน้า

‘เวร… ความแตกต่างทางกายภาพของเรากำลังมากขึ้น’

คนที่ฆ่าได้รูน

แต่การฆ่าของทั้งสามคนรวมกันกลับไม่ถึงหนึ่งในสี่ที่ฮันซูฆ่า

และเพราะแบบนั้น ความเร็วในการล่าของเขาจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่ค่าสถานะของฮันซูเพิ่มขึ้น มันก็ราวกับเขาหลุดออกจากโซ่เหล็กและบินไปรอบๆ

“โฮ่ย ไอ้ฉิบหาย!”

ขณะที่แทซูนรู้สึกถึงบางอย่างที่เดือดปุดอยู่ในอก เขาก็มองไปยังซังจินและตวาดใส่อีกฝ่ายอย่างกราดเกรี้ยว

ซังจินนั้นไม่แม้แต่จะตั้งใจโยนโมโนทอร์คได้เพราะเขากลัวพวกเงือกดินที่เคลื่อนที่ไปทางเขา

แม้ว่าเขาจะเป็นเพื่อน แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่สามารถทำได้แม้แต่โยนออกมาให้ทันเวลาขณะที่พวกเขาสู้โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ความโกรธเกรี้ยวของแทซูนจึงระเบิดออก

“อึก…”

ขณะที่ซังจินแสดงสีหน้ารู้สึกผิด ฮันซูก็เอ่ยขึ้นพร้อมมองหน้าชายหนุ่ม

“มาเอารูนไป การฟื้นตัวจะเร็วขึ้นถ้านายหลอมรูนความอดทนเข้าร่าง”

หลังจากที่ชายหนุ่มเอ่ยจบ เขาก็เริ่มที่จะผ่าท้องของเงือกดิน

‘ไหนดูสิ ถ้าเปิดบริเวณหลังและสะดือของพวกมัน… มันอยู่นี่’

ฮันซูดึงเอาถุงพิษอัมพาตออกจากบริเวณที่เขาผ่าและห่อด้วยหนังก๊อบลินอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเริ่มบีบมันลงไปในขวดแชมพูที่เขานำมาอย่างรอบคอบราวกับว่ากำลังทำยา

แม้ว่ามันจะไม่มีประโยชน์ในการต่อกรกับเงือกดินนัก แต่มันมีประโยชน์กับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ที่ชั้นสามอย่างแน่นอน

แทซูนมองไปยังรูนของเขาและซังจินที่อยู่ข้างฮันซู

‘ถ้าฉันเอารูนพวกนั้นไปด้วย… ฉันก็อาจจะตามทัน’

ดวงตาของแทซูนส่องประกายวาบขณะที่เขาคำรามและพุ่งเขาไป

“ทำไมนายถึงได้ให้ไอ้เวรนั่นด้วย! มันจะดีกว่าถ้าฉันเอาไปและสู้!”

คมมีดหยุดเขาจากการเดินไปยังรูนด้วยความกราดเกรี้ยว

“…นายจะเป็นแบบนี้จริงๆ เหรอ?”

“การแบ่งต้องยุติธรรม นายไม่ควรจะข้ามเส้นของคนอื่น”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซังจินที่ตัวสั่นสะท้านอยู่ด้านหลัง ค่อยๆ ก้าวมาด้านหน้าและเอารูนส่วนของเขาไป

มิฮีที่กำลังถอนหายใจเอ่ยถามฮันซูอย่างคุมเชิง

“มันไม่น่ารำคาญไปหน่อยรึไง?”

แม้ว่าพวกเขาจะสู้อย่างขยันขันแข็ง แต่สำหรับฮันซูมันอาจเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดถึงที่สุด แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีความรู้สึกโกรธเคืองแม้แต่ครั้งเดียว และยังคงเดินลงไปเรื่อยๆ อย่างมั่นคง

ฮันซูยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

“ถ้าแค่นี้ก็ยังเรียกได้ว่าเป็นระดับผู้ดี”

นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมดา พวกเขาไม่แม้แต่จะเคยเข้าร่วมกองทัพ

ครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง

และถูกลากมาที่นี่โดยไร้ซึ่งการเตรียมตัว

มันจะสมเหตุสมผลได้อย่างไรกับการที่พวกเขาสามารถสู้กับสัตว์อสูรที่ต้องการฉีกกระชากพวกเขาเป็นชิ้นๆ ได้อย่างกับกองกำลังพิเศษในวันแรก

สำหรับผู้ที่มีชีวิตปกติมาก่อน มันเป็นปฏิกิริยาที่ธรรมดา

หากไม่เป็นเพราะสถานการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ พวกเขาย่อมไม่แม้แต่จะคิดจับอาวุธ

‘เอาเถอะ เมื่อก่อนฉันเองก็คลั่งเหมือนกัน…’

แม้ว่าเขาจะรู้ว่าเขาสามารถเรียนได้เพียงแค่ 7 สกิล เขาก็ยังจะเรียน Dororo Lizard’s Essence อยู่ดี

เพราะว่าเขาไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่เขาจะไม่เรียนมันก็ได้

วันที่เขาวิ่งวุ่นไปทั่วพร้อมกับยื้อด้ายชีวิตบางๆ ที่แทบรักษาไว้ไม่ได้ของตัวเองไว้หลังจากเรียน Dororo Lizard’s Essence ยังคงอยู่ในความทรงจำของเขา

ฮันซูที่คิดเสร็จมองไปยังคนสามคนเบื้องหน้าเขา

ชายหนุ่มไม่มีความคิดที่จะเอ่ยในสิ่งที่อีกฝ่ายทำไม่ได้

ขณะที่เขามีชีวิตอยู่ในอบิส เขาพบว่าผู้ที่ลากข้อเท้าของเขาไว้ในที่สุดแล้วไม่ใช่ผู้ที่หวาดกลัวหรืออ่อนแอในตอนแรก

แต่เป็นผู้ที่ไร้ซึ่งความกลัวและแข็งแกร่งที่สร้างปัญหา

‘มันไม่สำคัญหากพวกเขาทำไม่ได้’

ตราบเท่าที่พวกเขามีขีดจำกัดในสิ่งที่พวกเขาทำได้

“นายจะไม่ทิ้งพวกเราใช่ไหม?”

มิฮีมองไปยังฮันซูด้วยดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตา และคำพูดนั้นทำให้ทั้งซังจินและแทซูนสะดุ้ง

เพราะพวกเรารับรู้ถึงมันผ่านทางร่างกาย

เหตุผลเดียวที่พวกเขายังเป็นเพื่อนกันอยู่และพูดคุยกันได้อย่างนี้เป็นเพราะฮันซู

ฮันซูแสยะยิ้ม

‘ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีความคิดผิดๆ’

เขาไม่เคยคิดที่จะเอาพวกนั้นเข้าพวก แล้วเขาจะทิ้งได้ยังไง?

“พวกนายสามคนทำได้ดีพอ เพราะงั้นไม่ต้องกังวล เราพักกันมาพักหนึ่งแล้ว ดังนั้นจะไปต่อล่ะนะ”

มันไม่ใช่คำพูดที่ไร้แก่นสาร ทั้งสามคนยังไม่ได้อยู่ในระดับที่จะรั้งข้อเท้าของเขาไว้ได้

แม้ว่าฮันซูจะสู้เพียงคนเดียว ความเร็วในการล่าของเขาก็จะอยู่ในระดับเกือบเท่าเดิม จากอีกมุมมองหนึ่ง เขาจะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระมากกว่าเพราะทั้งสามดึงความสนใจของเขาไปบางส่วน

หากจำนวนของสัตว์อสูรมีจำกัดมันย่อมแตกต่างออกไป สิ่งเดียวที่พวกเขาไม่เคยขาดคือสัตว์อสูร และที่สำคัญคือจำนวนรูนที่ได้รับในเวลาจำกัด

‘ไหนดูสิ’

ฮันซูตรวจสอบค่าสถานะของเขาขณะที่เก็บรูนขึ้นมา

 

[คังฮันซู]

พลังกาย: 25.3

ความอดทน: 24.5

ความคล่องแคล่ว: 14.1

ความเข้าใจ: 15.2

 

‘อย่างที่คิด’

แม้ว่ามันจะเป็นการสุ่ม คุณก็ไม่สามารถที่จะเมินความพิเศษของเอกลักษณ์ได้

เงือกดินนั้นมีพลังกายและความอดทนสูง ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับค่าพลังกายและความอดทนสูงในเวลาสั้นๆ

‘มันก็ไม่เลว’

กลับกัน พลังกายและความอดทนเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าในตอนนี้

ความคล่องแคล่วและความเข้าใจนั้นมีผลที่ดี แต่เขาสามารถแทนที่พวกมันได้ด้วยทักษะการต่อสู้และประสบการณ์

แต่ในอีกทางหนึ่ง พลังกายเพื่อที่จะวาดอาวุธและความอดทนที่ช่วยในการฟื้นฟูและระยะเวลาที่คนคนหนึ่งสามารถเหวี่ยงอาวุธได้นับเป็นเรื่องสำคัญกว่าในระหว่างการต่อสู้

‘และอีกอย่าง’

ฮันซูขยับมือของเขาไปยังรูนความอดทนที่เหลืออยู่เป็นอันสุดท้ายบนพื้นอย่างตั้งใจ

ในตอนนั้นเองที่ค่าความอดทนของชายหนุ่มเพิ่มขึ้นจาก 24.5 เป็น 24.8

‘มันมากกว่า 50 แล้ว’

ในวินาทีที่พลังกายและค่าความอดทนเพิ่มขึ้นเหนือกว่า 50 อากาศพลันแยกออก

และใบหน้าของสิ่งที่คุ้นเคยแต่ไม่น่ามองก็ปรากฏออกมา

‘ภารกิจถูกมอบหมายแล้ว’

ฮันซูยิ้มให้กับแฟรี่ที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา

 


TL: ทีงี้ล่ะยิ้มได้เฉยเลยนะ

Facebook Comment